ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปอดเหล็กชาวไทย-ต่างชาติ แห่ร่วมแข่งขันอันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง@ระนอง

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดระนองได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Andaman International Trail Running @ Ranong ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานในพิธีเปิด มร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น น.ส.ปาริชาต ชูดำ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระนอง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และผู้นำชุมชน โดยบรรยากาศของการแข่งขันเต็มไปด้วยความคึกคักและสนุกสนาน มีนักวิ่งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างล้นหลาม

กิจกรรมอันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง @ ระนอง ชูจุดแข็งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

น.ส.ปาริชาต ชูดำ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมว่า การแข่งขัน อันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง @ ระนอง เป็นการผนวกความเป็น Sport Tourism เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดระนองอย่างลงตัว การจัดกิจกรรมลักษณะนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มภาคใต้ฝั่งอันดามันแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้สนใจจากทั่วประเทศและต่างชาติเข้ามาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย และน่าหลงใหลของระนอง จึงไม่ใช่แค่เพียงการแข่งขัน แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการโปรโมตจังหวัดให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด

รายละเอียดการแข่งขัน 3 ระยะทางเหมาะกับทุกคน

สำหรับการแข่งขันในปีนี้มีการแบ่งระยะทางออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ระยะ 7 กิโลเมตร (Fun Run) เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ต้องการมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสนุกกับธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีสุขภาพแข็งแรง โดยกิจกรรม Fun Run เปิดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปเข้าร่วมได้

ส่วนการแข่งขันจริงมีทั้งระยะ 15 กิโลเมตร และ 35 กิโลเมตร โดยมีการแบ่งรุ่นอายุเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างครบวงจร ทั้งรุ่นชายและหญิงอายุ 16-29, 30-39, 40-49 และ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ อันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง @ ระนอง ดึงดูดกลุ่มผู้เข้าร่วมทั้งนักวิ่งมือสมัครเล่น จนถึงมืออาชีพ

เต้ย พงศกร ชวนป๊อปอานักวิ่ง

ภายในงานมีศิลปินดาราที่มาร่วมสร้างสีสัน เช่น คุณเต้ย พงศกร เมตตาริกานนท์ หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่ออากาเซ่เต้ย ซึ่งได้เข้าร่วมวิ่งเทรลในระยะ 7 กิโลเมตร ถือเป็นตัวแทนของการรวมพลังระหว่างวงการบันเทิงและนักปอดเหล็กทั่วไป ที่ช่วยส่งเสริมให้กิจกรรมมีความหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมที่สะท้อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง

นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร กล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดระนองให้เทียบชั้นมาตรฐานสากล พร้อมกระจายรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

หากพิจารณาในแง่ของการท่องเที่ยวแล้ว สิ่งนี้ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะนักวิ่งเหล่านี้มักจะพาครอบครัวและเพื่อนๆ เดินทางมาท่องเที่ยวตามจังหวะชีวิตหลังการแข่ง ส่งผลทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชัดเจนและยั่งยืน และยิ่งเมื่อรูปแบบการท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการพักผ่อนธรรมดาไปสู่การมีส่วนร่วมแบบเชิงกิจกรรม การจัด อันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง @ ระนอง ยิ่งกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

ปิดท้ายกับความสำเร็จและความหวังใหม่
ด้วยความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันที่เป็นมากกว่าการวิ่ง เห็นได้เลยว่า “อันดามัน อินเตอร์เนชันแนล เทรล รันนิ่ง @ ระนอง” สามารถสร้างการมีส่วนร่วมทั้งในเชิงท้องถิ่นและระดับนานาชาติ หากคุณกำลังมองหากิจกรรมที่รวมความท้าทาย การพัฒนา และความงามของธรรมชาติ จังหวัดระนองนั้นพร้อมแล้วที่จะจัดการแข่งขันคุณภาพเพื่อต้อนรับทุกๆ คนในปีต่อๆ ไป

รองโฆษกเพื่อไทยโต้กลับประเด็นมหาดไทยยึดคืนที่เขากระโดง ยืนยันไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับการที่กระทรวงมหาดไทยเดินหน้ายึดคืนที่ดินเขากระโดงได้กลายเป็นที่ถกเถียงและมีทัศนคติที่หลากหลายจากหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงแค่ ‘เกมการเมือง’ ที่ถูกเคลื่อนไหวเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม แต่ รองโฆษกเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนและชี้แจงประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน

‘รองโฆษกเพื่อไทย’ โต้ มหาดไทยยึดคืนที่เขากระโดง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ

ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เน้นย้ำว่า การดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยในกรณีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตาม กฎหมายหลักเกณฑ์แห่งความยุติธรรมและความโปร่งใส เพื่อทวงคืนทรัพยากรของรัฐที่เคยถูกรุกล้ำ

กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นหลักธรรมาภิบาล

การดำเนินงานดังกล่าว รองโฆษกเพื่อไทยได้อธิบายอย่างละเอียดว่าไม่ใช่การใช้อำนาจโดยพลการ แต่ทั้งหมดเกิดจากการตรวจสอบทางกฎหมายอย่างละเอียด เป็นไปตามหลักของนิติธรรม โดยมีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ย้อนหลัง รวมถึงการพิจารณาคำวินิจฉัยของศาล เป็นกระบวนการที่เปิดเผย และไม่มีการปิดกั้นข้อมูลใดๆ ให้เกิดความสงสัยถึงความไม่เป็นธรรม

ยืนยันจุดยืน คนละเรื่องกับ ‘เกมการเมือง’

น.ส.ขัตติยา ย้ำว่าเหตุผลหลักในการยึดคืนที่ดินเขากระโดงนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างหรือเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทรัพยากรของประเทศ ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์รับรู้และได้รับประโยชน์ร่วมกัน

จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากพรรคมีนโยบายหลักในการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม มากกว่าจะนำมาซึ่งเกมทางการเมืองที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของราชการ

น่าสนใจว่าในยุคปัจจุบัน สังคมกำลังจับตาการใช้อำนาจของกลไกรัฐอย่างใกล้ชิด การกล่าวถึงแนวทางนี้จึงสะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ประชาชนต้องการทวงคืนความเชื่อมั่นในรัฐบาลที่ทำงานอย่าง มีหลักนิติธรรมและความโปร่งใส ที่สุด

แนวทางที่ทุกฝ่ายควรเฝ้าดู

หากไม่จัดการกับคดียึดคืนที่ดินอย่างจริงจัง อาจกลายเป็น ‘บรรทัดฐานที่ผิด’ สำหรับสังคมไทยในอนาคต การแก้ปัญหาจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรมองว่าเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมที่จะส่งผลดีต่อทุกคน ในฐานะประชาชน ทุกท่านควรติดตามและให้ความสำคัญกับประเด็นเช่นนี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยและหลักการของการปกครองที่ดี

ที่มา – ‘รองโฆษกเพื่อไทย’ โต้ มหาดไทยยึดคืนที่เขากระโดง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ

สื่อดังวิเคราะห์ ‘ผีแดง’ ควรขาย ‘บรูโน’ ออกไป

จากบทความของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังจากประเทศอังกฤษ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของ บรูโน แฟร์นันด์ส กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าหากพิจารณาจากสถานการณ์ของทีมและตำแหน่งในสนามที่เปลี่ยนไป อาจถึงเวลาที่ ‘ผีแดง’ ควรปล่อยตัวเขาย้ายทีมในตลาดซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะกับโอกาสจากลีกอาเซอร์ ที่ยังคงแสดงความสนใจอย่างต่อเนื่อง

อย่างที่เราทราบกันดีว่า บรูโน แฟร์นันด์ส คือหัวใจสำคัญของทีมในช่วงที่ผ่านมา ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงและการเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ภายในทีม แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้เขาจะปฏิเสธ ข้อเสนอ 60 ล้านปอนด์ต่อปีจากอัล-ฮิลาล แต่ยังมี อัล-นาสเซอร์ ที่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากสถานการณ์ในทีมผีแดงยังไม่ดีขึ้น ทางเลือกนี้อาจจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นภายใต้แผนใหม่ของรูเบน อโมริม

ภายใต้ระบบ 3-4-2-1 ที่มีแนวโน้มว่า รูเบน อโมริม จะใช้ในฤดูกาลหน้า นักเตะอย่างบรูโนอาจจะต้องถอยลงลึกมาเล่นกองกลางตัวกลางมากยิ่งขึ้น โดยตำแหน่งดังกล่าวไม่เหมาะกับสไตล์การเล่นที่เน้นการทำประตูและการเคลื่อนที่ทำเกมรุก ซึ่งเป็นจุดเด่นของเขา

นอกจากนี้ การให้บรูโนเล่นในจุดนี้ ยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในเกมรับ โดยเฉพาะเมื่อเขาวิ่งสูงขึ้นหน้า ซึ่งทีมตรงข้ามสามารถโจมตีช่องว่างระหว่างกองกลางและแนวป้องหลังได้อย่างง่ายดาย

ความสำคัญของตลาดซัมเมอร์

หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถปล่อยตัวบรูโนด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและไม่บานปลาย พวกเขาจะมีงบประมาณเพื่อไปคว้าตัวนักเตะกองกลางที่มีความเชี่ยวชาญในเกมรับมากยิ่งขึ้น เป็นการเสริมสมดุลทีมแบบยั่งยืนแทนที่จะต้องใช้บรูโนเล่นในจุดที่ไม่ถนัด

ทีมต้นสังกัดสามารถใช้โอกาสในการปรับทัพครั้งนี้อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยตัวนักเตะแต่เพื่อลดภาระค่าเหนื่อยหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เพื่อ สร้างระบบที่เหมาะสมกับผู้เล่นคนใหม่ๆ ที่มีทักษะเข้ากับแผน 3-4-2-1 ได้ดี

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจง่ายๆ เพราะบรูโนยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อชั้นและผลงานโดดเด่น แต่ความสมบูรณ์แบบของทีมอาจต้องมาเหนือกว่าความรู้สึกส่วนตัวหรือการรั้งอยู่ในทีมต่อไปโดยไม่เหมาะสมกับเกมแผนใหม่

การมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อการออกจากทีมของบรูโน อาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับทั้งตัวเขาเองและสโมสร หากเขายังคงต้องการมีส่วนร่วมในเกมรุกอย่างเต็มประสิทธิภาพ การย้ายทีมไปสู่ลีกซาอุดีอาระเบีย อาจไม่ใช่จุดจบของอาชีพเขาแต่กลับเป็นโอกาสใหม่ในอีกเส้นทาง

การที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถดึงนักเตะเกมรับเข้ามาได้แทนที่บรูโนจะช่วยให้ระบบโดยรวมของทีมดีกว่าเดิม และไม่ต้องเสี่ยงใช้งาน บรูโน แฟร์นันด์ส ในบทบาทที่เขาอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูภาพรวมของทีม ความยั่งยืนของนโยบายการเลือกผู้เล่น และอนาคตระยะยาวของสโมสร แทนการใช้งานนักเตะที่ยังคงสุดยอดแต่ไม่เหมาะกับระบบที่ถูกวางไว้

สุดท้ายแล้ว การจะรักษาผู้เล่นระดับโลกเอาไว้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ความเหมาะสมกับแผนและทิศทางใหม่ของทีมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การพิจารณาว่า ‘ผีแดง’ ควรขาย ‘บรูโน’ ออกไป จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการทบทวนอย่างรอบคอบ

ที่มา – สื่อดังวิเคราะห์ “ผีแดง” ควรขาย “บรูโน” ออกไป

รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุวิภาทั่วทุกภาคส่วน

รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากพายุวิภาอย่างเต็มที่

หลังจากที่พายุโซนร้อน ‘พายุวิภา‘ สร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะจังหวัดน่านที่ได้รับน้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มหลายจุด รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจึงได้ออกมาสั่งการทุกหน่วยงานให้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเริ่มฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว

มาตรการเยียวยาจากกระทรวงการคลัง

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก พายุวิภา อย่างจริงจัง โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเยียวยาด้านการเงิน เช่น การให้ธนาคารของรัฐพักชำระหนี้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการระดับ SMEs ได้รับสินเชื่อเพื่อเริ่มต้นใหม่ ฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ

การยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุในพื้นที่ภัยพิบัติ

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังได้รับคำสั่งให้ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจาก พายุวิภา โดยจังหวัดที่ได้รับการเยียวยาพิเศษในครั้งนี้ ได้แก่ จังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และแพร่ เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่มีภาระจากค่าเช่าพื้นที่เพิ่มเติม

รัฐบาลยืนยันไม่ทอดทิ้งประชาชนแม้แต่คนเดียว

รัฐบาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีการทอดทิ้งประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร พ่อค้า หรือผู้ประกอบการรายย่อย ล้วนได้รับการช่วยเหลือตามแนวทางพิเศษ รวมถึงการพิจารณาขยายวงเงินทดรองราชการให้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อนำไปใช้จัดการกับเหตุฉุกเฉินลักษณะต่างๆ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม วาตภัย หรือน้ำป่าไหลหลาก ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจาก พายุวิภา

การตั้งรับและการเยียวยาหลังเหตุการณ์ภัยธรรมชาติแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องรับรู้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและชัดเจน เพื่อเตรียมตัวและประสานงานขอความช่วยเหลืออย่างทันเวลา กระทรวงต่างๆ ก็ไร้รอยต่อการทำงาน จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการบริหารจัดการของรัฐบาลในยุคปัจจุบัน

韪รัฐบาลตั้งเป้าที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประชาชนในทุกด้าน โดยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐในขณะนี้ จึงเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวของชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรัฐบาลพร้อมเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะตามมาจากการได้รับผลกระทบจาก พายุวิภา

หากคุณอาศัยหรือทำงานในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดที่กล่าวถึง คุณควรติดตามประกาศจากทางราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบสิทธิตามมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ล่าสุดในช่วงวิกฤติ พายุวิภา นี้

  • ธนาคารของรัฐให้พักหนี้ กู้ใหม่ได้ไม่ต้องมีหลักประกัน
  • ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุใน 6 จังหวัดภาคเหนือ
  • ขยายเงินทดรองในรูปแบบต่างๆ เพื่อการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

ประชาชนทุกคนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง และจากสถานการณ์ พายุวิภา ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความพร้อมและความจริงใจของรัฐบาลในการเดินเคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ขัตติยา’ เผย รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ‘พายุวิภา’

ตำรวจชะอำจับชายจากนครปฐมซิ่งหนีด่าน อ้างกลัวถูกจับมีปืนเถื่อนและป้ายทะเบียนปลอม

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไล่ล่ารถซิ่งที่น่าตื่นเต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้จับกุมรถเก๋งโตโยต้ายาริส สีแดง ซึ่งมีพฤติกรรมหลบหนีจากการตรวจด่านของตำรวจที่หัวหิน โดยรถคันนี้ถูกไล่ล่าเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ก่อนจะถูกจับได้ที่อ.ชะอำ เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก

สภ.ชะอำ พร้อมชุดปะฉะดะ และสายตรวจ

กว่า 10 นาย ได้ร่วมมือกันสกัดจับรถเก๋งคันดังกล่าว ซึ่งได้รับรายงานว่าฝ่าการตรวจของ สภ.หัวหิน และหลบหนีมายังพื้นที่ชะอำ โดยผู้ขับขี่ได้ใช้ความเร็วในการหลบหนีอย่างมาก จนกระทั่งถึงบริเวณจุดกลับรถหนองแจง อ.ชะอำ ก็ยังคงไม่ยอมจอดรถแต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดการไล่ล่าที่เร้าใจและตึงเครียด

เหตุผลที่ชายคนนี้หนีตรวจคืออะไร?

จากการสอบปากคำเบื้องต้น พบว่าผู้ถูกจับคือ นายขวัญชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี เป็นชาวจังหวัดนครปฐม โดยให้การว่านายขวัญชัยพาครอบครัวภรรยาและลูกสาวไปเที่ยว แต่เมื่อเจอด่านตรวจ เกรงว่าจะถูกตรวจพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนที่ซุกซ่อนไว้ในรถ จึงตัดสินใจเร่งเครื่องหนีตำรวจ

แม้ว่าภรรยาและลูกสาวจะพยายามห้ามปรามให้นายขวัญชัยจอดรถยอมความ แต่เนื่องจากความกลัวที่จะโดนจับในข้อหาครอบครองปืนเถื่อน จึงทำให้นายขวัญชัยเลือกใช้วิธีฝ่าด่านตรวจ พร้อมกับการขับหลบหนีไปจนถึงแยกเข้าบ้านนายาง และพยายามหลบหนีต่อไปที่หมู่บ้านเนินทราย-นายาง ก่อนจะไปออกทางคันคลองสาย 1 อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

เหตุสุดวิสัยทำให้รถตกลงไปในนาข้าว

ระหว่างหนี รถยนต์ได้เฉี่ยวชนรถของ รองผู้กำกับ สภ.ชะอำ จนเสียหลัก ชนเสาไฟฟ้าและตกลงไปในนาข้าว ของชาวบ้าน โดยรถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้หนีต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวได้ และค้นพบว่าภายในรถมีครอบครัว 4 คนประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก

นอกจากผู้ต้องหาอ้างถึงเหตุผลเรื่องปืนแล้ว ตำรวจยังพบว่า ป้ายทะเบียนรถยนต์ของรถคันนี้เป็นของปลอม โดยใช้ป้าย 2ฒย-4717 กรุงเทพมหานคร แต่ภายในรถพบป้ายทะเบียนจริงคือ 3ขข-1061 กทม. เจ้าหน้าที่ได้ยึดป้ายดังกล่าวเป็นหลักฐาน พร้อมส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวน สภ.หัวหิน เพื่อขยายผลทางคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและป้ายทะเบียนปลอม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด แม้ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัวที่ดูเหมือนมีเหตุผล แต่การฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงเช่นนี้ย่อมไม่สามารถยอมรับได้ ความกลัวในใจไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการกระทำที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อื่น

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือและระบบติดตามผู้กระทำผิดได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น การหลบหนีจึงแทบไม่มีทางเป็นไปได้ การใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อกฎหมายถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

บทเรียนสำคัญ: เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความผิดที่อาจเกิดจากความกลัว หากคุณกำลังเดินทางกับครอบครัว ควรมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของคนในรถและผู้คนบนท้องถนน แทนที่จะใช้ความเร็วเพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็พร้อมรับฟังทุกกรณีอย่างเป็นธรรม

ที่มา – ตร.ชะอำจับชายจากนครปฐมซิ่งหนีด่าน อ้างกลัวถูกจับมีปืนเถื่อนและป้ายทะเบียนปลอม

พรรคเพื่อไทยสดุดีวีรกรรมทหารกล้าที่สละชีวิตปกป้องอธิปไตยของไทยจากกัมพูชา

พรรคเพื่อไทยสดุดีดวงวิญญาณทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยไทยจากกัมพูชา

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย คุณขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคฯ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยแม้สถานการณ์จะดูดีขึ้นจากการเจรจาเพื่อยุติการปะทะ แต่ก็ยังคงมีความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พบว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 17 คน และบาดเจ็บ 38 คน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 15 คน และบาดเจ็บรวม 196 คน ความสูญเสียเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบล้างได้

เสียงจากพรรคเพื่อไทยต่อเหตุการณ์ชายแดน

ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่นนี้ คุณขัตติยาได้เป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย เพื่อสดุดีดวงวิญญาณของทหารผู้กล้าที่เสียสละชีวิตในการปกป้องอธิปไตยไทยจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์นี้ เธอเน้นย้ำว่า ทุกภาคส่วนควจริงจังในการหยุดยั้งการปะทะครั้งนี้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้

พรรคเพื่อไทยยืนยันไม่ละทิ้งประชาชนและการปกป้องอธิปไตย

พรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ละทิ้งประชาชนและจะใช้ทุกช่องทางในการผลักดันให้สถานการณ์กลับสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ที่สำคัญ พรรคยืนยันว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงไม่ละเลยต่อศักดิ์ศรีของประเทศไทย

ขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบข้อมูล

นอกจากนี้ คุณขัตติยาได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนนำเสนอ เนื่องจากขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีพยายามก่อความแตกแยกภายในประเทศ เธอให้ข้อแนะนำกับประชาชนว่าควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เป็นทางการ หรือหน่วยงานของรัฐเป็นหลัก และร่วมกันตรวจสอบก่อนที่จะส่งต่อข้อมูล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและการเข้าใจผิดจากข่าวนั้น

แนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวจากพรรคเพื่อไทย

แม้จะมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่พรรคเพื่อไทยมุ่งไปที่การสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงในระยะยาว ให้ประเทศสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาในวันนี้ไม่สามารถหยุดอยู่เพียงขั้นต้นเท่านั้น แต่ต้องมีการวางรากฐานที่ดีสำหรับอนาคตของชาติ

ทุกการสูญเสียที่เกิดขึ้น ล้วนสะท้อนถึงความไม่มั่นคงตามชายแดน พรรคเพื่อไทยย้ำอีกครั้งถึงความตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดการเจรจากันอีกครั้ง เพื่อหยุดความเสียหายทั้งทางกายภาพและจิตใจของประชาชนชาวไทย และหวังว่าความตึงเครียดทั้งสองประเทศจะสามารถคลี่คลายอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

  • ตรวจสอบแหล่งข้อมูลเสมอ: โดยเฉพาะกับข่าวจากโลกออนไลน์
  • ติดตามคำชี้แจงจากรัฐ: เพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
  • สนับสนุนการเจรจา: เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียซ้ำ

สร้างความสามัคคีจากวิกฤต

คุณขัตติยาและพรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญของการรวมพลังภายในประเทศ ขณะเดียวกันอยากให้ประชาชนตระหนักว่าการรักษาอธิปไตยไม่ใช่หน้าที่ของทหารเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน อย่างไรก็ตาม ควรเริ่มที่การเข้าใจประเด็นอย่างถูกต้อง และไม่ปล่อยให้ผู้ที่มุ่งทำลายความเป็นชาติมาหลอกลวงให้เราขัดแย้งกันเอง

ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

เพื่อให้สังคมสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนและประชาชนควรมีบทบาทหลักในการคัดกรองข้อมูลที่นำเสนอ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงทำลายความสงบภายในชาติ

บทสรุป: การเดินหน้าเพื่ออนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือวิกฤตอื่น ๆ ในอนาคต ทั้งรัฐบาลและประชาชนต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา ไม่เพียงเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังต้องร่วมกันสร้างระบบการป้องกันที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับบ้านเมือง

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ สดุดีดวงวิญญาณทหารกล้าผู้สละชีวิตปกป้องอธิปไตยไทยจากการรุกรานกัมพูชา

เศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง รับการลงทุนจากจีน

เศรษฐกิจดิจิทัลขับเคลื่อนมาเลเซียด้วยการร่วมมือจากจีน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มาเลเซียกลายเป็นจุดเด่นในโลกดิจิทัล เมื่อนายโกบินด์ สิงห์ เดโอ รมว.กระทรวงดิจิทัลของมาเลเซีย เป็นผู้นำคณะผู้แทนเดินทางเยือนจีนเพื่อร่วมงานประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (ดับเบิลยูเอไอซี) ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ในสัปดาห์นี้ การเยือนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุม แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน

6,800 อัตราการจ้างงานใหม่ในวงการดิจิทัล

การเติบโตของ เศรษฐกิจดิจิทัล ในมาเลเซียได้รับแรงส่งสำคัญจากการลงทุนจากบริษัทชั้นนำของจีน โดยโครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานด้านดิจิทัลกว่า 6,800 อัตราตลอดประเทศ ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนในอุตสาหกรรมไอที

การลงทุนนี้ครอบคลุมการพัฒนาหลายพื้นที่ เช่น ศูนย์นวัตกรรมที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ศูนย์บริการลูกค้าอัจฉริยะ แพลตฟอร์มเอไอขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้มาเลเซียก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทจีนเหล่านี้ยังให้คำมั่นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ซึ่งจะช่วยให้มาเลเซียสามารถสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทำไมเศรษฐกิจดิจิทัลถึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ปัจจัยหลักของความสำเร็จคือ การใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่างเอไอ ที่สามารถพัฒนางานวิจัยและผลักดันนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว มาเลเซียเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเทรนด์นี้คืออนาคต และได้ใช้โอกาสนี้ร่วมกับจีนในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก

การร่วมมือกันระหว่างสองประเทศนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่เติมเต็ม เศรษฐกิจดิจิทัล ของมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจทั่วไปเข้าถึงระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ในทุ่งนวัตกรรม

สำหรับผู้ที่ติดตามเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดิจิทัลในเอเชีย นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง

โอกาสทางธุรกิจจากเศรษฐกิจดิจิทัล

การเติบโตของ เศรษฐกิจดิจิทัล ในมาเลเซียเปิดประตูแห่งโอกาสทั้งสำหรับบริษัทท้องถิ่นและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางที่ล้ำสมัยสำหรับนักพัฒนาไอที

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสมัยใหม่
  • การพัฒนาศูนย์นวัตกรรมด้วย AI ชั้นนำ
  • สร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 6,800 ตำแหน่ง
  • ส่งเสริมให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในอาเซียน

บทสรุป: อนาคตแห่งความร่วมมือในเศรษฐกิจดิจิทัล

ความร่วมมือระหว่างมาเลเซียกับจีนชี้ให้เห็นถึงเส้นทางที่เต็มไปด้วยศักยภาพสำหรับ เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก มาเลเซียกำลังขยับสู่เส้นทางที่สูงขึ้น และไม่เพียงแค่อัปเดตประเทศแต่ยังสร้างแรงเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานและเทคโนโลยี

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – “เศรษฐกิจดิจิทัล” ของมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัวแรง รับการลงทุนจากจีน

พบโดรนปริศนา 8 ลำบินว่อนสุรินทร์ ถูกยิงตก 1 ลำ-มีหลักฐานบินกลับฝั่งกัมพูชา!

พบโดรนปริศนา 8 ลำบินเหนือเมืองสุรินทร์

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. เกิดเหตุการณ์โดรนลึกลับจำนวน 8 ลำบินปรากฏอยู่เหนือพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ โดยมีรายงานว่ามีการยิงโดรนปริศนาตก 1 ลำบริเวณพื้นที่เรือนจำจังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายจากชาวบ้านที่ capture โดรนลำหนึ่งบินกลับเข้าสู่ฝั่งประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำเอาน่าสงสัยในเจตนารมณ์ของโดรนที่ปรากฏขึ้นอย่างลึกลับ การบินในระดับสูงและความสามารถในการเคลื่อนที่ระยะไกลก็ชี้ว่าไม่ใช่โดรนธรรมดาที่ควบคุมได้แค่ในระยะ 1.5 กิโลเมตร

คณะ สว.สุรินทร์ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

น่าประทับใจที่คณะสมาชิกวุฒิสภา จ.สุรินทร์ ร่วมกับคณะกรรมาธิการกฎหมายและความยุติธรรม วุฒิสภา นำโดย นายรุจิภาส มีกุศล สมาชิกวุฒิสภา และคณะที่ปรึกษา ได้เดินทางไปมอบสิ่งของ และอุปกรณ์จำเป็นให้แก่ประชาชน วัดต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายพื้นที่ที่ยังขาดปัจจัยด้านสิ่งของพื้นฐาน

โดยได้มีการแจกพัดลมและสิ่งของจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน แป้งเย็น รวมถึงถุงเท้าและชุดชั้นในให้แก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตร.ที่ปฏิบัติหน้าบริเวณชายแดน สิ่งของทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากรวมทั้ง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดเป็นผลจากความร่วมมือ โดยใช้รถตู้ทึบของคณะ ส.ว. ขนของหลายรอบเพื่อเข้าถึงทุกศูนย์

โดรนบินปริศนาถ่ายภาพจากกล้องติดรถ

จุดเกิดเหตุพบโดรนประจำทางในหลายพื้นที่ตำบลขยอง

เมื่อคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ อบต.ตาตุม อ.สังขะ ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา ยังคงจับภาพโดรนชุมชนได้ โดยมีรายงานว่าสามารถถ่ายคลิปและภาพไว้ได้หลายจุด โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอบุฤาษี ซึ่ง นายธีรภาพ ปราดลาภ กำนันท้องถิ่นได้รับรู้เหตุการณ์และกำชับผู้นำชุมชนรวมถึงชรบ.หมู่บ้านให้เฝ้าติดตามด้วยความระมัดระวัง

โดรนที่เห็นการเคลื่อนไหวท่าทางสุดลึกลับเหล่านี้ แสดงถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนกล่าวถึงจุดอ่อนในระบบรักษาความมั่นคง ในแนวชายแดนที่เปราะบาง การถ่ายภาพและจับคลิปเหล่านี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเครียดและการเฝ้าระวังระดับสูงของชุมชน หลายแห่งต่างพากันแจ้งว่าต้องการมาตรการรับมือที่ชัดเจนมากขึ้นจากท้องถิ่นและหน่วยงานปกครอง

ความร่วมมือของท้องถิ่นหลังยิงโดรนร่วง

หลังกรณีโดรนถูกยิงตกได้มีการประสานนายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อเสนอประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งหน่วยงานความมั่นคง ให้รับมืออย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มก็วิเคราะห์ว่าอาจมีงานหรือการสำรวจจากแหล่งอื่น การบินที่สูงและรัศมีกว้างก็เป็นหลักฐานที่ชี้ว่าอาจจะอยู่นอกระบบควบคุมจากพลเมือง

เหตุการณ์แบบนี้ในยุคที่เทคโนโลยีปลอดพ้นขอบเขตในพื้นที่สาธารณะ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์โดยเรามีบทบาทในการรายงานความผิดปกติในท้องถิ่นของเรา และเพื่อรับมือกับพฤติกรรมที่เข้าใกล้ตัว ความคิดสร้างสรรค์ในการเสริมความมั่นคงชุมชนจึงไม่ควรมองข้าม

ที่มา – พบโดรนปริศนา 8 ลำ บินว่อนเมืองสุรินทร์ ถูกสอยร่วง 1 ถ่ายรูปเห็นบินกลับฝั่งเขมร!

เสร็จแล้ว 1 อุโมงค์รถไฟฟ้า “สายม่วงใต้” เหลืออีก 3 สัญญา ปิดจ๊อบปี 69

ข่าวดีสำหรับคนกรุงเทพฯ และผู้ที่อาศัยในพื้นที่รอบเคียง เมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ได้ความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะสัญญาที่ 1 ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการนี้มีความสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทาง เพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยแบ่งเบาปัญหาการจราจรในเมืองหลวง ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของเหล่าผู้รับเหมาคุณภาพอย่าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ทำให้การก่อสร้างอุโมงค์สัญญาที่ 1 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

อุโมงค์รถไฟฟ้าสายม่วงใต้: สัญญาที่ 1 สำเร็จสมบูรณ์ 100%

สัญญาที่ 1 เริ่มต้นขุดเจาะจากพื้นที่ก่อสร้างแบบ Cut & Cover บริเวณกรมสรรพาวุธทหารบก ถนนทหาร ใกล้แยกเกียกกาย และสิ้นสุดที่สถานีหอสมุดแห่งชาติ โดยทีมงานได้ใช้หัวเจาะ อุโมงค์รถไฟฟ้าสายม่วงใต้ 2 หัวสำหรับการก่อสร้างทางวิ่งทั้งสองทิศทาง ได้แก่ Southbound และ Northbound

  • หัวเจาะ Southbound เริ่มขุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2567
  • หัวเจาะ Northbound เริ่มขุดในเดือนมิถุนายน 2567
  • ทั้งสองหัวได้ผ่านสถานีสำคัญ ได้แก่ สถานีรัฐสภา, สถานีศรีย่าน, สถานีวชิรพยาบาล และมาสิ้นสุดที่หอสมุดแห่งชาติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568

หลังจากขุดเจาะแล้วเสร็จ ตอนนี้กำลังอยู่ในกรรมการของการสร้างโครงสร้างภายในสถานี เช่น งานผนัง สถาปัตยกรรมทั่วไป บันได เครื่องประกอบระบบ และทางขึ้นลงต่างๆ รวมถึงการเตรียมระบบรางเพื่อรองานทดสอบการเดินรถในอนาคต

ความคืบหน้าในส่วนของสัญญาที่ 2 และ 4 เป็นอย่างไร?

สำหรับ รถไฟฟ้าสายม่วงใต้ สัญญาที่ 2 ช่วงหอสมุดแห่งชาติ – ผ่านฟ้า มีระยะทางประมาณ 2.40 กิโลเมตร เริ่มใช้หัวเจาะตั้งแต่พฤศจิกายน 2567 โดยหัวเจาะ Southbound อยู่ในเขตพื้นที่วัดบวรนิเวศ และคาดจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2568 ส่วนหัวเจาะ Northbound กำลังขุดต่อเนื่องจากสถานีบางขุนพรหม มุ่งหน้าไปยังสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และคาดว่าจะเสร็จในเดือนตุลาคม 2568

ในส่วนของสัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ – ดาวคะนอง ระยะทาง 3.3 กิโลเมตร มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชัน เป็นผู้รับผิดชอบ โดยหัวเจาะแรกเริ่มในเดือนมกราคม 2568 และหัวเจาะที่ 2 ออกสตาร์ตในเดือนมีนาคม 2568 โดยทั้งสองกำลังทำภารกิจจากสถานีโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าไปยังสถานีวงเวียนใหญ่และสะพานพุทธ

แผนงานทั้งโครงการ: เปิดให้บริการ 2572

โดยภาพรวมการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายม่วงใต้ ขณะนี้มีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 57.36% และยังไม่พบปัญหาใหญ่ใดๆ หัวขุดทั้งหมด 7 หัว ถูกใช้ใน 4 สัญญา (สัญญาที่ 1-4) และงานขุดอุโมงค์ทั้งหมดจะสิ้นสุดภายในปี 2569

สำหรับงานก่อสร้างทั้งหมดของสายนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในตุลาคม 2570 รองานทดสอบระบบและการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2572 ซึ่งจะยิ่งยกระดับการเดินทางในเขตกรุงเทพใต้ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

การที่ อุโมงค์รถไฟฟ้าสายม่วงใต้ สัญญาแรกเสร็จสมบูรณ์ถือเป็นความหวังของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตต่อเนื่องระหว่างเตาปูน ไปจนถึงราษฎร์บูรณะ ที่จะได้เดินทางอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อสายนี้เปิดให้ใช้จริง

ที่มา – เสร็จแล้ว 1 อุโมงค์รถไฟฟ้า “สายม่วงใต้” เหลืออีก 3 สัญญา ปิดจ๊อบปี 69

จีนเผยยอด “พาสปอร์ตแบบธรรมดา” สะสมสูงเกินกว่า 160 ล้านเล่ม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในเรื่องของการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของประชาชนชาวจีน ซึ่งล่าสุดมีข่าวรายงานว่า exploding growth ในจำนวน พาสปอร์ตแบบธรรมดา จากสำนักข่าวซินหัว โดยมีการรายงานจากกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมถึงสถานการณ์ที่น่าสนใจเช่นนี้

ปัจจุบัน ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางของจีนสามารถเดินทางเข้าประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ ได้มากกว่า 90 แห่งโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า หรือสามารถขอวีซ่าเมื่อถึงจุดหมายแล้ว (วีซ่าเมื่อเดินทางถึง หรือ Visa on Arrival – VOAs) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลที่สูงขึ้น และทำให้ พาสปอร์ตแบบธรรมดา มีความสำคัญอย่างมาก

สำหรับการจัดอันดับของพาสปอร์ตจีนนั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน จากที่เคยอยู่ในอันดับ 72 เมื่อปี 2564 ปัจจุบันสามารถขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 60 แล้ว การเติบโตนี้เกิดจากการเจรจาหลายต่อหลายครั้งของรัฐบาลจีนเพื่อกระชับความสัมพันธ์สองประเทศ และเพิ่มความสะดวกให้แก่พลเมืองของตน

ทำไมพาสปอร์ตแบบธรรมดาจึงได้รับความนิยม?

หนึ่งในเหตุผลหลักคือจำนวนผู้ใช้งาน พาสปอร์ตแบบธรรมดา เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเอกสารนี้ ที่ไม่เพียงแค่เป็นหลักฐานในการเดินทาง แต่ยังเป็นตัวชี้วัดถึงอิสระในการเคลื่อนย้ายในโลกยุคปัจจุบัน

กระบวนการขอเอกสารขาเข้า-ขาออกกำลังได้รับการปรับปรุง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีนกำลังทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินการเอกสารขาเข้า-ขาออก ให้มีความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากความต้องการของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นและการเดินทางระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบ global ที่กำลังเติบโต

หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของจีนคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศอื่น เพื่อขยายสิทธิ์ในการเข้าประเทศโดยไม่ต้องใช้วีซ่าล่วงหน้า ส่งผลให้จำนวนการออก พาสปอร์ตแบบธรรมดา สูงถึงมากกว่า 160 ล้านเล่มแล้วในปัจจุบัน

อนาคตของพาสปอร์ตแบบธรรมดากับการเดินทางแบบไม่มีพรมแดน

เมื่อพลเมืองของประเทศหนึ่งสามารถไปถึงหลายประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า การเดินทางจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป จีนเองก็ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงด้านอิสระในการท่องเที่ยวและธุรกิจระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม พาสปอร์ตแบบธรรมดา จึงกลายเป็นที่นิยมในเวลาอันรวดเร็ว

คำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนเดินทาง: อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นนโยบายด้านวีซ่าของจีนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ พบทางเลือกใหม่ ๆ สำหรับผู้ถือพาสปอร์ตจีน การจับตาดูการเติบโตของ พาสปอร์ตแบบธรรมดา จึงไม่เพียงสำคัญสำหรับการวางแผนเดินทางเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนได้อีกด้วย