ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รัฐบาลลั่น “บิ๊กเล็ก” ยืนยันไม่ได้มีการโทรสั่ง “ห้ามปะทะ” ซัดบางพรรคโกหก

รัฐบาลลั่น “บิ๊กเล็ก” ยืนยันไม่ได้มีการโทรสั่ง “ห้ามปะทะ” ซัดบางพรรคโกหก

เมื่อวานนี้ (2 สิงหาคม 2568) ได้มีประเด็นสำคัญในทางการเมืองเกี่ยวกับการกล่าวหาระหว่างรัฐบาลกับพรรคอีกหนึ่งพรรคว่าที่มีการโทรสั่งไม่ให้เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้ามอง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการศบ.ทก. ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า การที่ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่ามีตัวแทนรัฐบาลสั่งการไม่ให้เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการสั่งการลักษณะเช่นนั้น โดยพลเอกณัฐพลยืนยันว่า การทำงานของฝ่ายความมั่นคงมีความเป็นเอกภาพและโปร่งใส และปฏิบัติตามกรอบของหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ข้อกล่าวหาของหัวหน้าพรรคนั้นเป็นเพียงวาทศิลป์?

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์ว่า การที่ พล.อ.รังษี นำข่าวเก่าๆ เช่นคำให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะที่เป็นรักษาการณ์นายกรัฐมนตรีกลับนำมาปั่นใหม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ถือเป็นการบิดเบือนข้อมูลที่เสียหายอย่างมาก เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568 กับเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นคนละสถานการณ์ ทั้งเวลา ทั้งข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ นายจิรายุยังเน้นว่า หัวหน้าพรรคการเมืองที่เคยแต่งตั้งด้วยตนเองและไม่มีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงอีกต่อไป ย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของประเทศ การใช้คำพูดไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ หรือให้ข้อมูลผิดพลาดย่อมนำมาซึ่งความสับสนในสังคม รวมถึงอาจถูกใช้เป็นอาวุธของฝ่ายตรงข้ามในเวทีระดับโลกก็ได้

ความมั่นคงในมือรัฐบาล: ควบคุมสถานการณ์ชายแดนอยู่ในมือแล้ว

รัฐบาลระบุว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ที่ชายแดนอยู่ในความควบคุมอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยกองทัพและฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งกำลังเร่งฟื้นฟูพื้นที่ ปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของพลเมืองไทยเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ การสื่อสารกับนานาชาติในระดับองค์กรต่างๆ เช่นองค์การสิทธิมนุษยชน ก็กำลังดำเนินเพื่อให้ประเทศถูกมองในมุมที่เป็นธรรมที่สุด ซึ่งจะมีผลดีในระยะยาวต่อชื่อเสียงของชาติ

รัฐบาลยังเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันรักษาสามัคคี ไม่ปล่อยให้เกมการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไปเขย่าความมั่นคงของประเทศ และเน้นว่าควรเลือกเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือไม่ใช่จากคำพูดที่ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ

รัฐบาลย้ำ รัฐบาลกับความมั่นคง ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง

การออกมาชี้แจงของ พล.อ.ณัฐพล ถือเป็นบทสัมภาษณ์ที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของฝ่ายความมั่นคงแล้ว เจ้าตัวยังเป็นตัวกลางในการตัดสินใจเรื่องชายแดน 7 จังหวัด ที่อาจสร้างความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมชี้ว่า ทุกเหตุการณ์ผ่านการควบคุมและมีทีมทำงานประสานกันแบบไทยแลนด์ทีม ไม่มีการสั่งการแอบแฝงตามแนวคิดที่ถูกยกมา ทั้งยังเรียกร้องให้ประชาชนและสังคมระวังการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างความขัดแย้งจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สังคมไทยอยู่ในจุดเปราะบางตอนนี้

นายจิรายุให้ข้อสังเกตถึงจุดที่สังคมไทยอยู่ในช่วงเปราะบาง เนื่องจากภารกิจหลังเหตุปะทะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาภายใน แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและรักษาอธิปไตยอย่างเข้มข้น ดังนั้นในยามที่รัฐบาลกำลังเยียวยาและดำเนินนโยบายในทางปฏิบัติ ทุกฝ่ายควรร่วมกันเป็นกำลังใจ แทนการสร้างปัญหาจากข่าวปลอมและการเมืองน้ำเน่า

สุดท้ายนี้ รัฐบาลได้ขอให้ประชาชนระลึกเสมอว่า ความร่วมมือกันเท่านั้นจะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ และการเมืองที่เล่นกับอารมณ์หรือสร้างกระแสเพื่อประโยชน์ของพรรคตน ควรหยุดได้แล้วโดยเฉพาะในช่วงที่เป็นจังหวะสำคัญต่อภาพลักษณ์ของชาติ

ที่มา – รัฐบาลลั่น “บิ๊กเล็ก”ยืนยันไม่ได้มีการโทรฯสั่ง “ห้ามปะทะ” ซัดบางพรรคโกหก

‘จตุพร’ ฮึ่ม! เตรียมเคลื่อนมวลชนปิดทำเนียบ ลั่นเป้าหมายต้องการ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลาออก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้มีการรวมตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมภายใต้ชื่อ คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยไทย โดยแกนนำคนสำคัญอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะมีการเคลื่อนไหวทางมวลชนในระดับที่สูงขึ้น เพื่อกดดันให้ แพทองธาร ชินวัตร หรือที่大众รู้จักกันดีในชื่อ อุ๊งอิ๊ง ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังมีข้อเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลต่างถอนตัวออกจากตั๋วรัฐบาล

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00 น. โดยมีการปราศรัยหลายรอบสลับกับการแสดงดนตรีสด สร้างบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความรักชาติและความเป็นเอกภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน

จตุพร เคลื่อนไหวชัดเจน ลั่นหากไม่ตอบสนอง มวลชนจะบุกทำเนียบ

แกนนำคนสำคัญอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ยืนยันในการปราศรัยว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการสื่อสารทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ประชาชนไม่ยอมรับผลการบริหารราชการที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเขาให้ความเห็นว่า แพทองธาร เป็นศูนย์กลางของปัญหาที่สะสมจนนำไปสู่ความตึงเครียดที่มากขึ้น

เขาย้ำว่า การที่ คุณภูมิธรรม ไปเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียนั้น สร้างความเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ เขายังประกาศแผนระดับถัดไปว่า หากไม่มีเสียงตอบรับจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะมีการนำมวลชนไปบุกทำเนียบรัฐบาลเพื่อแสดงพลังในทางจริงอย่างเต็มรูปแบบภายในสัปดาห์หน้า

นิติธร จี้หยุดข้อตกลงทางทหารกับกัมพูชา-ติงสหรัฐถอยไทยไม่จริงใจ

ขณะที่ นายนิติธร ล้ำเหลือ อีกหนึ่งแกนนำคนสำคัญก็ได้แสดงความเห็นต่อการเจรจาทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาที่เกิดขึ้นที่ประเทศฮาวาย โดยแม้ว่าจะมีการอ้างว่าเป็นการนัดหมายล่วงหน้าหลายเดือน แต่ในบริบทของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในไทยขณะนั้น ก็ถือว่าน่าสงสัยในเจตนา และไม่มีความเคารพต่อสถานการณ์ของไทย

สิ่งที่เขาระบุว่าจะต้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องคือ การยกเลิกข้อตกลงอินโดแปซิฟิก และสนธิสัญญาอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชา เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ชาติในระยะยาว

  • จตุพรมุ่งปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อกระตุ้นให้อุ๊งอิ๊งลาออก
  • มีการติงนโยบายต่างประเทศที่เสียเปรียบและขาดความรัดกุม
  • ผู้ชุมนุมยังคงเคารพธงชาติและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ชูความรักชาติ

บรรยากาศการชุมนุมเต็มไปด้วยความสงบ ชี้ให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี

บรรยากาศโดยรวมของการชุมนุมนั้นเป็นไปอย่างสงบ แม้แต่ในช่วงเวลาที่แกนนำปราศรัยอย่างเข้มข้น แต่ผู้ชุมนุมต่างแสดงถึงการตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการสื่อสารจุดยืนของตนเองอย่างสุภาพ รวมทั้งมีความเป็นระเบียบในขั้นตอนของการกลับตัวกลับใจออกจากพื้นที่ ภายใต้การดูแลของ ตำรวจนครบาล ด้านการจราจรและความปลอดภัย

เพลงสรรเสริญพระบารมี ยังคงเป็นเพลงที่สร้างกำลังใจและความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับทุกคนที่มาร่วมในวันนั้น แสดงถึงจิตสำนึกของประชาชนในการปกป้องชาติและสถาบันอย่างแท้จริง

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

นี่ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากลุ่มประชาชนจำนวนมากกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะกับรัฐบาลชุดนี้ที่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจทางด้านความมั่นคงได้ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เพียงแต่นำเสนอเสียงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องการให้พรรคร่วมรัฐบาลต่างพิจารณายุติบทบาทภายในรัฐบาลด้วยเช่นกัน

การเคลื่อนย้ายของผู้ชุมนุมในเวลา 21.45 น. ถือเป็นตัวอย่างของการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสะท้อนทั้งความรักชาติและเสียงเรียกร้องต่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

ที่มา – https://www.dailynews.co.th/news/4980659/

ระทึกกลางฟ้าสุรินทร์! ปริศนาโดรนบินหลายลำ มุ่งหน้าศูนย์ราชการกลางดึก

ระทึกกลางฟ้าสุรินทร์! ปริศนา ‘โดรน’ โผล่บินหลายลำ มุ่งหน้าศูนย์ราชการกลางดึก

เมื่อคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ อ.ปราสาท, อ.ลำดวน และ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้พากันตื่นตระหนก โดยไม่คาดคิดว่าวัตถุปริศนาที่ลอยขึ้นฟ้าจะกลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลทันที เมื่อหลายคนต่างลุกขึ้นมาสังเกตเห็นว่า มีโดรนลักษณะคล้ายคล้ายอากาศยานไร้คนขับจำนวนหลายลำ กำลังบินไปในทิศทางเดียวกัน

โดยในเวลาประมาณ 19.30 น. ผู้คนในพื้นที่ต่างบอกตรงกันว่า ได้เห็นวัตถุแปลกปลอมเคลื่อนที่ไปมาโดยไม่มีเสียงแจ้งเตือนหรือการประกาศใด ๆ จากหน่วยงานราชการ พวกเขาจึงแจ้งตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้เร่งเข้าไปตรวจสอบ แต่แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่ถึงจุดที่ชาวบ้านแจ้ง กลับไม่พบโดรนหรือหลักฐานใด ๆ ที่สามารถยืนยันได้ทันที ทำให้เรื่องนี้ยิ่งเพิ่มความลึกลับและสร้างความสงสัยให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพโดรนได้ 2 ลำ

แม้ไม่มีหลักฐานช่วงต้น แต่เวลาต่อมาในช่วง 21.30 น. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ที่หมู่บ้านหลักวอ ต.นอกเมือง อ.เมืองสุรินทร์ สามารถพบวัตถุที่สงสัยว่าเป็นโดรนได้สองลำ โดยทั้งสองลำกำลังเคลื่อนไหวเป็นระดับใกล้เคียงกันและเคลื่อนตัวตรงไปยังศูนย์ราชการใจกลางเมืองสุรินทร์ นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสามารถถ่ายภาพไว้ได้ และประสานเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยสืบสวนเพิ่มเติม

หลังจากที่มีภาพถ่ายออนไลน์เผยแพร่ อินเทอร์เน็ตก็เริ่มมีการตั้งคำถามอย่างหนักว่า ปริศนาโดรนที่เห็นเป็นของใคร ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีการควบคุมการบินอย่างไรท่ามกลางเขตเมืองที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้คน

คำตอบยังคงเป็นปริศนา ควรตรวจสอบใกล้ชิด

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับว่าโดรนดังกล่าวมาจากองค์กร หรือหน่วยงานใด รวมไปถึงเจตนาของการบินครั้งนี้ด้วย อย่างไรแล้ว เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังตรวจสอบภาพถ่ายและสืบหาที่มาอย่าง intensively เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและกังวลต่อชุมชน

เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่สะท้อนถึงการใช้งานโดรนที่เพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า เชิงเทคโนโลยี หรือแม้แต่ภารกิจที่ไม่สามารถแจ้งต่อสาธารณะได้โดยตรง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความหวาดกลัวอย่างไม่จำเป็น

ความหมายของการบินของโดรนในเมือง

การที่โดรนบินอยู่เหนือเขตพื้นที่เมืองในช่วงเวลาดึกนั้น น่าจะมีเหตุผลด้านเทคนิคหรือการตรวจสอบทางอากาศโดยต้องการหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้คน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่เข้าใจของชาวบ้านอาจนำไปสู่การสรุปชั่วคราวที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดกระแสข่าวลือได้หากไม่มีการสื่อสารที่.*;

ช็อก! ‘พล.อ.รังษี’ แฉไส้ศึกโทรสั่งห้ามทหารไทยปะทะเขมร ชี้เป้าหมาย ‘ฮุนเซน’ ต้องการยึดเกาะกูด

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อนในสังคม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 อย่าง พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุการณ์สู้รบระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีลักษณะน่าสงสัยว่าอาจมีการแทรกแซงจาก ‘ไส้ศึก’ ภายในประเทศเอง โดยระบุว่าในช่วงเริ่มต้นเกิดปะทะกับกัมพูชา มีโทรศัพท์จากผู้มีอำนาจในประเทศไทยสั่งการห้ามทหารกองทัพภาค 2 ยิงตอบโต้ กัมพูชา

ประเด็นที่น่ากังวลคือ พล.อ.รังษี กล่าวว่า ‘ฮุนเซน’ ผู้นำกัมพูชา มีความมั่นใจผิดปกติในการปะทะครั้งนี้ เนื่องจากมี ‘แบ็กอัพ’ จากบุคคลภายในไทย นั่นจึงช่วยให้เขาสามารถยืนหยัดและผลักดันเรื่องเส้นเขตแดนได้ ตามเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ‘ยึดเกาะกูด’ ด้วยการเปลี่ยนเส้นหมุดทางบกจากตำแหน่งเดิมที่ปราสาทตาควายและปราสาทเมือนธม ไปอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งจะมีผลต่อการจัดแบ่งพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

ช็อก! พลเอกแฉไส้ศึกสั่งห้ามทหารปะทะ

พล.อ.รังษี บอกว่าต้องการให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์อันตรายที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่มีศึกจากกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมี ‘ศึกภายใน’ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

แม้ว่าทหารกองทัพไทยในพื้นที่จะพยายามปกป้องดินแดนอย่างเต็มที่ แต่กลับมีคำสั่งจากผู้มีอำนาจระดับประเทศห้ามยิงกับกัมพูชา ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังสู้ศัตรูอย่างสุดความสามารถ การแทรกแซงลักษณะนี้ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีผู้ที่เข้าข้างกัมพูชา หรือแม้กระทั่งมีการร่วมมือเพื่อเปิดทางให้ ‘ฮุนเซน’ สามารถตั้งฐานอำนาจทางพื้นที่และจิตวิทยาเหนือไทยได้อย่างสมบูรณ์

เป้าหมายสูงสุดคือเปลี่ยนเส้นเขตแดน

พล.อ.รังษี ชี้ว่า ฮุนเซนไม่ได้กังวลเรื่องกฎโลกใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเขาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในการตั้งฐานทัพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

หากเส้นเขตแดนถูกเปลี่ยน หมุดที่ยึดตามประวัติศาสตร์จะหมดความหมาย และพื้นที่สำคัญของจันทบุรี-ตราด อาจตกเป็นของกัมพูชาในไม่ช้า ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับการเสียดินแดน ความเสี่ยงด้านความมั่นคง และอาจถูกใช้เป็นฐานต่อต้านจีน ตามแผนการของอเมริกาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สหรัฐและจีนแย่งจุดยุทธศาสตร์ ไทยต้องระวัง!

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนมีแนวโน้มเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด โดยเฉพาะแผนการปิดช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าและเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ในกรณีนี้ ภูมิประเทศของไทยและกัมพูชาจึงถูกเลือกเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะสามารถรองรับฐานทัพและกำลังทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนต้องตื่นตัวและไม่ควรยอมให้ใครมาแทรกแซงความมั่นคงภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว

สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงการเมืองชายแดน แต่ยังสะท้อนถึงการเมืองโลกที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ไทยต้องมีความเข้มแข็ง ไม่ให้มหาอำนาจใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันดินแดนอย่างสมบูรณ์ หากมีไส้ศึกล้วงเรื่องภายในประเทศ ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบ

ที่มา – ช็อก! “พล.อ.รังษี” แฉไส้ศึกโทรฯสั่งห้ามทหารไทยปะทะเขมร!ชี้เป้าหมาย “ฮุนเซน”ยึดเกาะกูด

แก้วสรร ซัดเขมรจัดฉากเกลียดไทย หนุนฮุนสืบอำนาจพาดพิงทักษิณ

แก้วสรร ซัดเขมรจัดฉากเกลียดไทย เพื่อหนุนฮุนสืบอำนาจ

เมื่อช่วงเวลาเย็นวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ตั้งประเด็นร้อนแรงต่อเวทีเสวนาการเมืองกัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องของ ‘ฮุนเซน’ อดีตผู้นำเขมร ปัจจุบันเป็นประธานองคมนตรีและประธานวุฒิสภา ซึ่งเขายังคงมีอิทธิพลอย่างสูงในการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการสืบทอดอำนาจให้กับ ‘ฮุน มาเนต’ บุตรชายที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน

ฮุนเซนกับการรวมศูนย์อำนาจในมือตระกูลเดียว

แก้วสรร ย้ำว่า การควบคุมทางการเมืองของตระกูล ‘ฮุน’ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแนวทางอุดมการณ์ หรือผลประโยชน์ชาติ แต่ทั้งหมดเป็นการจัดการเพื่อรักษาอำนาจในมือของตระกูลเดียวมาอย่างยาวนานถึง 30 ปี โดยแม้ฮุนเซนจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่เขายังควบตำแหน่งสำคัญหลายอย่าง รวมถึงมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวกษัตริย์หากเห็นว่าไม่มีศักยภาพเพียงพอ

สงครามที่อาจเกิดขึ้นซ้ำและผลเสียที่ตกอยู่กับประชาชน

จากการเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาและการสร้างความขัดแย้งทุกครั้งในพื้นที่ชายแดนมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด ‘สงครามครั้งที่สอง’ ระหว่างไทยกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณพนมดงรักและเขาพระวิหาร ที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดการก่อสร้างถนนทางทหารโดยฝ่ายกัมพูชาอย่างลับๆ นับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ประชาชนยากจน ตระกูลฮุนกลับรวยขึ้น

เศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาถูกควบคุมโดยบริษัทกว่า 100 แห่งที่ตระกูลฮุนถือสัดส่วนผลประโยชน์หลัก ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังคงอยู่ใต้เส้นความยากจน อีกทั้งเงินเดือนขั้นต่ำกลับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ตัดภาพกับค่าครองชีพที่สูงมากในช่วงหลัง

ในส่วนของการสื่อสาร แก้วสรรยังได้ออกมาวิจารณ์ต่อการควบคุม สื่อในกัมพูชา ที่ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงเสียงเดียว และทุกการตั้งคำถามถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีความเป็นอิสระแม้จากในประเทศเอง

ภาพหลุดทักษิณกับฮุนเซน เบาะแสเกมลับหรือการเมืองจังโก้

ข้อสงสัยและความเคลือบแคลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซนและทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสภาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีภาพและคลิปเสียงหลุดออกมา โดยฝ่ายที่ต่อต้านอ้างว่าเป็นเบาะแสของข้อตกลงบางอย่างระหว่างทั้งสองในประเด็นดินแดน

การใช้เรื่องนี้เพื่อปลุกกระแสต่อต้านไทย ไม่เพียงเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นภายใน แต่ยังส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ควรจะพัฒนาให้ดีในพื้นที่มือเสือ การสื่อสารผ่านหลักสูตรโรงเรียนและการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ ได้สร้างการมองภาพความเป็นอริผ่านประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนไป

บทสรุปในแวดวงการเมือง: เรื่องจริงหรือการเมืองสร้างปมจินตนาการ?

เมื่อสถานการณ์เริ่มร้อนแรง ‘แก้วสรร’ ได้ชี้ให้เห็นกลยุทธ์ทั้งหมดว่าเป็นเรื่องแผนยืดอายุอำนาจให้กับตระกูลฮุน มากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนและภูมิภาค คำถามที่ชัดเจนคือ “ฮุนเซนจะหยุดหรือไม่?” ซึ่งเสียงประชาชนก็ตอบตรงกันว่า “ไม่”

หากคุณมองว่าสถานการณ์การเมืองไทย-เขมรจะมีความเสี่ยงลุกลาม อย่าลืมติดตามข่าวอย่างรอบด้าน และเปิดใจต่อการตีความจากหลายฝ่าย เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกและลดอคติที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ‘แก้วสรร’ ซัดเขมรจัดฉากเกลียดไทย หนุน ‘ฮุน’ สืบอำนาจ พาดพิง ‘ทักษิณ’ เอี่ยวเกมลับขายชาติ

รองผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ขอประชาชนงดเดินทางกลับบ้านเกิดใกล้ชายแดน ชี้สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย

รองผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ขอประชาชนงดเดินทางกลับบ้านเกิดใกล้ชายแดน ชี้สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังไม่ปลอดภัยนัก โดยเฉพาะในบริเวณใกล้เคียงที่มีความเสี่ยงสูงจากการปะทะ และระเบิดที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ ดังนั้น รองผู้ว่าฯ จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้พิจารณาเลื่อนการเดินทางกลับภูมิลำเนาชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางจังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวและสถานที่รองรับผู้ประสบภัย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถพักอาศัยได้อย่างปลอดภัย จนกว่าเหตุการณ์จะลดความรุนแรงลง และมีการประกาศจากทางราชการอย่างเป็นทางการ

การสื่อสารกับประชาชนคือหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้สั่งการให้ เทศบาลและผู้นำชุมชน ในทุกอำเภอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามรับฟังข้อเสนอแนะ และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจากข่าวปลอมที่อาจทำให้สับสน โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้จากช่องทางทางการของอำเภอ หรือโทรสอบถามสายด่วนของจังหวัด

ความร่วมมือระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่คือทางออก

เพื่อความรวดเร็วในการจัดการและป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดหรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจหลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์สู้รบ จึงได้กำหนดให้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกสำรวจพื้นที่ที่อาจมีวัตถุน่าสงสัย หากพบเจอวัตถุลักษณะคล้ายระเบิด หรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่โดยตรง

ทุกเสียงระเบิดอาจไม่ใช่ภัย แต่ต้องเข้าใจบริบท

บางพื้นที่ในเขตชายแดน อาจมีเสียงคล้ายระเบิดหรือสัญญาณผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลัง ทำลายระเบิดและเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ยังไม่ได้ทำงาน ซึ่งเป็นกระบวนการทำความสะอาดพื้นที่ให้ปลอดภัยหลังเหตุการณ์สู้รบ ทั้งนี้ รอง ผวจ. ได้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก

สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ชายแดน ควรร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมและอ่อนน้อมถ่อมตนต่อสถานการณ์ที่ยังไม่สงบ

ร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย

การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องทำงานอย่างหนัก โดยมีหลักการสำคัญคือการปฏิบัติตามแนวทาง “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” ในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นภารกิจหลักในการดูแลพื้นที่ให้สงบและปลอดจากภัยคุกคามที่ยังไม่คลี่คลาย

ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปเร็วเพียงใด การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดถือเป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการรับมือปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีแผนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่ใกล้ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ โปรดคำนึงถึงความปลอดภัย มาก่อนความเร่งด่วน

ทุกคำแนะนำและมาตราการที่ออกมานั้น มีไว้เพื่อปกป้องผู้คนในพื้นที่ให้รอดพ้นจากอันตราย พร้อมให้จังหวัดสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในเวลาต่อมา หากพบเจอสิ่งผิดปกติใด ๆ ระหว่างที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเลที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหารทันที

ที่มา – รองผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ขอประชาชนงดเดินทางกลับบ้านเกิดใกล้ชายแดน ชี้สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย

กรมอุทยานฯ เร่งแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก ด้วยการจับ ‘ตัวตึง’ เข้าคอกและวัคซีนคุมกำเนิด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์และก่อความเดือดร้อนให้กับประชาชนในภาคตะวันออกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องการแนวทางการจัดการอย่างยั่งยืนอย่างเร่งด่วน ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อติดตามความคืบหน้า พร้อมทั้งแถลงมาตรการเชิงรุกในการจัดการช้างป่า ได้แก่ การจับช้างตัวตึงเข้าคอกปรับพฤติกรรม และโครงการทดลองวัคซีนคุมกำเนิดในช้างเพศเมีย ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สัตว์ป่าและความปลอดภัยของประชาชน

เร่งแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เร่งดำเนินการภายใต้ โปรแกรมปรับพฤติกรรมช้างป่าเพื่อการอนุรักษ์ ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี คอกช้างในพื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับช้างที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือมักจะออกหากินในพื้นที่เกษตรของชุมชน ด้วยหลักการที่ใช้ทั้งความรู้วิชาการและภูมิปัญญาชาวบ้าน การจัดการช้างป่าภายใต้มาตรการนี้เน้นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ โดยไม่ใช้การทารุณกรรม หรือวิธีที่อาจทำลายธรรมชาติของช้างแต่อย่างใด

  • จับช้างตัวตึงเป็นสมาชิกของแผนแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก
  • ใช้วิธีปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบด้วยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ
  • เตรียมนำวัคซีนคุมกำเนิดมาใช้ในช้างเพศเมีย

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์: สะพานเชื่อมคนกับช้าง

หนึ่งในกลยุทธ์หลักของแผนคือ “โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” ซึ่งมีเป้าหมายลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง รวมทั้งเตรียมแผนทดลองวัคซีนคุมกำเนิดกับช้างป่า โดยเฉพาะช้างเพศเมียที่เป็นสมาชิกหลักของโขลง อนาคตจะมีการเลือกช้างจากแต่ละโขลงอย่างน้อย 2 ตัว เพื่อเข้ารับการติดตามผลภายใต้การดูแลของศูนย์ปรับพฤติกรรมช้างป่าเขาสอยดาว ซึ่งจะช่วยควบคุมจำนวนประชากรช้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ในระดับประชากรป่า

มาตรการความปลอดภัยและแผนงานปี 2569

นอกจากแผนการคุมกำเนิดแล้ว อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการทันทีให้เร่งอัปเดตแผนผังการเคลื่อนที่ของช้างป่าในแต่ละสัปดาห์ พร้อมปรับปรุงรั้วในพื้นที่เสี่ยง เช่น จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำสู่เขตประชาคม รวมถึงเตรียมแผนด้านงบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์ช้างป่าระยะยาว

อีกหนึ่งมาตรการใหม่ที่น่าจับตามองคือ การศึกษาการใช้ปืนแก๊สน้ำตาในการขับไล่ช้างป่าอย่างไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ โดยยังรับประกันความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อให้ช้างสามารถกลับสู่พื้นที่อนุรักษ์ได้อย่างไม่ถูกกระตุ้นให้เครียดมากขึ้น

ที่สำคัญ ยังมีการกำหนดให้เตรียมสร้าง Wild Elephant Conservation Area (WECA) หรือที่เรียกว่า ‘วีก้า’ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติสำหรับช้างป่าโดยเฉพาะกลุ่มโขลงที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือเข้าใกล้เขตชุมชนบ่อยครั้ง

บทสรุป: แนวทางเชิงรุกเพื่ออนาคตที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคนและช้าง

การแก้ปัญหาอย่างครอบคลุมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแสดงถึงความตั้งใจที่จะนำนวัตกรรมจากทั้งทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทยมาผสมผสานกันเพื่อแก้ปัญหา เร่งแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการ แยกช้างออกจากคนตามหลักสวัสดิภาพ ลดผลกระทบทั้งด้านความเสียหาย และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่าย

หากคุณกำลังสนใจเรื่องราวความเชื่อมโยงด้านสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ในยุคแห่งนวัตกรรม เราขอเชิญติดตามโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นในแวดวงสัตว์ป่าและเทคโนโลยี เพราะนี่อาจเป็นเทรนด์ของโลกในอนาคตที่คุณไม่ควรพลาด

ที่มา – เร่งแก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออก ลุยจับ ‘ตัวตึง’ เข้าคอก ทดลองวัคซีนคุมกำเนิด

สุดสลด! หลานนายกเทศมนตรี คิดสั้นจบชีวิตในรถกลางสวนทุเรียน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้น ที่สวนทุเรียนในหมู่ 6 ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เมื่อ นายพิเชษฐ์ อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของสวนทุเรียนและยังเป็นหลานชายของนายกเทศมนตรี ได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองภายในรถยนต์โตโยต้าสีขาวที่จอดอยู่ภายในโรงจอดรถกลางสวน

เหตุการณ์สุดเศร้าใจในสวนทุเรียน

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากภรรยาของผู้เสียชีวิต ทาง พ.ต.ท.วินิจ สิมะลิ รองสารวัตรสอบสวน สภ.มะขาม จันทบุรี พร้อมด้วยทีมกู้ภัยจากสมาคมสว่างกตัญญูได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยพบรถยนต์จอดอยู่ที่โรงจอดรถ ภายในรถมีควันจาง ๆ ลอยอยู่ และพบว่ามีร่างของนายพิเชษฐ์นอนแน่นิ่งอยู่ด้านใน

ที่บริเวณใกล้เคียงกับรถ เจ้าหน้าที่ได้พบเตาอั้งโล่ใหม่เอี่ยมพร้อมกับขี้เถ้าถ่านที่ดับแล้ว รวมถึงมีกระปุกยาแก้ภูมิแพ้ปล่อยไว้ที่ท้ายกระบะ ซึ่งพบว่ายาข้างในหายไปเกือบครึ่ง ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บเป็นหลักฐานเพื่อการสืบสวนต่อไป

ชีวิตก่อนหน้าของนายพิเชษฐ์ พฤติกรรมสุดน่าสงสัย

รายงานระบุว่าภรรยาของนายพิเชษฐ์เล่าว่าทุกเช้าสามีมักจะขับรถมาทำงานที่สวนทุเรียนตามปกติ และวันเกิดเหตุก็ไม่มีความผิดปกติใดเกิดขึ้น แต่เมื่อถึงเวลาเที่ยง เธอกลับไม่สามารถติดต่อสามีได้ จึงตัดสินใจขี่รถมาดูที่สวนด้วยตนเอง ก่อนจะพบกับสภาพที่ไม่คาดคิด

  • ไม่พบปัญหาขัดแย้งในครอบครัว
  • พูดคุยร่าเริงและอารมณ์ดีก่อนเกิดเหตุ
  • ตรวจพบว่ามีการไปพบแพทย์ช่วงหลัง แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุแน่ชัด

การชันสูตรและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่

ทันทีที่ร่างถูกนำส่งโรงพยาบาลมะขาม เจ้าหน้าที่ได้ทำการชันสูตรอย่างละเอียด โดยมีเป้าหมายเพื่อยากหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ก่อนที่จะมอบร่างให้ญาตินำไปทำพิธีทางศาสนาตามความเชื่อ ทั้งนี้ การเสียชีวิตของนายพิเชษฐ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหาข้อสรุปอย่างชัดเจน

บทสรุปและคำแนะนำจากผู้เขียน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภาวะสุขภาพจิตอย่างมาก แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณชัดเจนของการมีปัญหาในชีวิต แต่บางสิ่งที่เราไม่เห็นอาจกำลังรุมเร้าจากภายใน อยากเชิญชวนแฟนๆ ทุกท่านให้ใส่ใจดูแลสุขภาพจิตของคนใกล้ชิดอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า ควรรีบมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที

วุฒิสภาพบประชาชน ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบกำลังใจผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา

วุฒิสภาพบประชาชน: การเยือนพื้นที่ศรีสะเกษเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอยู่ภายใต้ “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ที่มุ่งเน้นเข้าไปใกล้ชิดกลุ่มผู้ประสบภัยและรับฟังความต้องการอย่างตรงไปตรงมา

คณะได้มาถึงที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รับผู้ประสบภัยที่ต้องย้ายถิ่นชั่วคราวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่เพียงแค่มาเพื่อมอบกำลังใจเท่านั้น แต่ยังเพื่อรับฟังความลำบากของประชาชนและนำข้อมูลไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุด

บรรยากาศแห่งกำลังใจและความอบอุ่น

ภายในศูนย์พักพิงเป็นไปอย่างอบอุ่น เมื่อคณะสมาชิกวุฒิสภาได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด แสดงถึงความเป็นกันเอง และได้สอบถามถึงสภาพความเป็นอยู่และความต้องการในวันนี้ พร้อมกับย้ำว่า วุฒิสภาและภาครัฐยังคงอยู่เคียงข้างอย่างไม่ทอดทิ้ง พร้อมร่วมติดตามสถานการณ์และผลักดันการแก้ไขปัญหาให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ซึ่งสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับทุกคนที่มาร่วมในพื้นที่ในวันนั้นอย่างมาก

ผู้นำระดับพื้นที่ ที่เข้าใจดี

โดยคณะสมาชิกวุฒิสภาในการเยือนครั้งนี้นำทีมโดย นายธวัช สุระบาล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีความผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง ร่วมด้วยสมาชิกวุฒิสมาชิกอีก 4 ท่าน ได้แก่ นายอิสระ บุญสองชั้น, นายธนภัทร ตวงวิไล, นายจรุณ กลิ่นตลบ และ นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก ซึ่งแต่ละคนมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ

นายธวัช เผยว่า การมาในวันนี้เป็นการลงพื้นที่ตาม วุฒิสภาพบประชาชน เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการไม่เพิกเฉยต่อปัญหาที่ชาวบ้านประสบ ทีมงานเตรียมรวบรวมข้อมูลร้องเรียนและการรับฟังจากประชาชนเพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และให้ประชาชนได้รู้สึกว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหา

  • เยี่ยมเยียน มอบของขวัญและกำลังใจ
  • รับฟังความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด
  • ประสานงานกับหน่วยงานทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ
  • ร่วมสร้างความสบายใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวุฒิสภาในการรับฟังเสียงของประชาชน และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ที่พักอาศัย หรือแม้กระทั่งเรื่องอาหารและน้ำดื่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

วุฒิสภาพบประชาชน: สะท้อนความห่วงใยในทุกสถานการณ์

ท้ายที่สุด โครงการวุฒิสภาพบประชาชนยังคงดำเนินไปอย่างมีคุณค่า ด้วยจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุด: ลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาชนและสร้างความมั่นใจว่าปัญหาของพี่น้องประชาชนจะไม่ถูกละเลยไป การมอบกำลังใจจากท่านนายธวัชและคณะจึงไม่เพียงแค่เป็นเรื่องแห่งความรู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงกระบวนการฟื้นฟูทางสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ‘วุฒิสภาพบประชาชน’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบกำลังใจผู้ประสบภัยชายแดน

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนวนมาก ส่อพฤติกรรมสอดแนม

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนมาก

เมื่อช่วงวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการพบโดรนล้ำเข้ามาบินในบริเวณที่ตั้งทางทหารและหน่วยราชการหลายแห่ง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการพยายามสอดแนม เพื่อกระทำการบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ

สำหรับการพบโดรนล้ำเข้ามาในพื้นที่สำคัญนั้น เกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศไทย และดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทางกองทัพอากาศจึงขอประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือผลกระทบจากการใช้โดรนในพื้นที่ห้ามเข้าสามารถแจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทำไมเรื่องโดรนล้ำเข้าเขตทหารจึงสำคัญ

ในยุคปัจจุบัน โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อถ่ายภาพหรือเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่มีการนำมาใช้ในทางที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศยังอยู่ในภาวะต้องเฝ้าระวังความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

มาตรการรับมือกับภัยคุกคามจากโดรน

การที่กองทัพอากาศเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพบโดรน แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามอย่างจริงจังในการปกป้องข้อมูลทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สำหรับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง มีอำนาจในการใช้ ระบบ Anti Drone เพื่อดักจับหรือทำลายโดรนที่เข้ามาในพื้นที่หวงห้ามได้ทันที

นอกจากนี้ หากพบว่ามีการใช้โดรนเพื่อสอดแนมหรือกระทำการจารกรรม กฎหมายจะมีบทลงโทษอย่างรุนแรง ตั้งแต่การจำคุกยาวนานไปจนถึงโทษสูงสุด ซึ่งนั่นเป็นไปเพื่อยับยั้งไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายความมั่นคง

ประชาชนควรทำอย่างไรหากพบโดรนในพื้นที่เสี่ยง

ทางกองทัพอากาศระบุว่า ความร่วมมือจากประชาชนถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของประเทศ ผู้พบเห็นหรือได้รับข้อมูลการบินของโดรนที่ผิดปกติ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที โดยสามารถติดต่อสายด่วนความมั่นคง 1374 หรือประสานงานกับหน่วยราชการในพื้นที่ เพื่อรีบดำเนินการตรวจสอบ

แนวโน้มการใช้โดรนในทางที่ผิดและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

ในยุคที่เทคโนโลยีโดรนเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ทำให้หลายคนเริ่มมองข้ามข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยเฉพาะการบินใกล้พื้นที่ราชการหรือทหาร เหตุการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงในระดับท้องถิ่นแต่กระทบถึงความมั่นคงของชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังพัฒนาระบบควบคุมและตรวจสอบโดรนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเทคโนโลยี Anti Drone Systems ที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันและจัดการปัญหาเหล่านี้

สรุป

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเบาะแส การอัพเดทรูปแบบความปลอดภัยของประเทศไทยหลังเกิดกรณีดังกล่าว จะช่วยใหคุณสามารถเข้าใจถึงความสำคัญทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงแฝงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

สิ่งที่คุณสามารถทำได้ตอนนี้

  • ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
  • ไม่ใช้งานโดรนในเขตที่กฎหมายห้าม
  • รายงานพฤติกรรมโดรนที่น่าสงสัยทางสายด่วน 1374

หากคุณพบว่ามีการใช้โดรนในทางที่ผิดหรือมีเบาะแสของการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะทุกการแจ้งเตือน คือจุดเริ่มต้นของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ที่มา – ‘กองทัพอากาศ‘พบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนมาก