ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” จัดอย่างสมเกียรติ เชิดชูเกียรติทหารผู้เสียสละ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่วัดสายทอง ตำบลหนองแดง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติแก่ พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข ทหารกองประจำการ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารสิรวิชญ์ อย่างสมเกียรติ

ภายในงาน พลเอก เอกรัตน์ ช้างแก้ว ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญเป็นประธานในพิธี โดยภายในพิธีมีผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ พี่น้องทหาร และประชาชนในจังหวัดขอนแก่นร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อไว้อาลัยแด่วีรชนพลทหารที่เสียสละชีวิตในการทำหน้าที่เพื่อชาติ

ในโอกาสนี้ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบกได้มอบธงไตรรงค์ให้กับครอบครัวของพลทหารสิรวิชญ์ เพื่อเป็นเกียรติยศในการรับใช้ชาติ อีกทั้งยังมีการมอบเงินบำรุงขวัญ รวมถึงเงินที่เกี่ยวข้องกับการฌาปนกิจ ซึ่งแสดงถึงการดูแลของกองทัพบกที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของทหารผู้เสียสละอย่างเต็มที่

ครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งกับการเชิดชูเกียรติ

การจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” ครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละและการรับใช้ของทหาร ซึ่งได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองในการปกป้องชาติ โดยพลเอกเอกรัตน์ได้กล่าวขอบคุณครอบครัว และแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลสิทธิและสวัสดิการให้กับครอบครัวและทายาทของพลทหาร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจพร้อมกับให้กำลังใจแก่ครอบครัวทหาร ด้วยการย้ำถึงความสำคัญของหน่วยรักษาความมั่นคงชายแดน ที่ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินโดยไม่ย่อท้อ แม้ในยามยากลำบาก

  • พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว – ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก
  • นายสุชาติ ตันเจริญ – รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ครอบครัวของพลทหารสิรวิชญ์ – เป็นผู้ได้รับมอบธงไตรรงค์และสิทธิสวัสดิการ

การแสดงความเคารพครั้งสุดท้ายผ่านพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” เป็นเครื่องยืนยันถึงความภาคภูมิใจของประเทศชาติที่มีต่อทหารหาญทุกนายที่ทำงานเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการเสียสละเพื่อประเทศ

ที่มา – พิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” จัดอย่างสมเกียรติ เชิดชูเกียรติทหาร

เก็บชัยต่อเนื่อง! ‘ลูกยางสาวไทย’ กัดฟันสู้ทวงคืนชนะอินโดนีเซีย 3-1

การแข่งขันวอลเลย์บอล ซีวี ลีก 2025 สัปดาห์แรกนัดที่ 2 ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนกีฬาเมื่อ ลูกยางสาวไทย ลงสนามพบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ทีมไทยที่เริ่มเซตแรกด้วยความกดดันจนตามหลัง แต่ในท้ายที่สุดสามารถกลับเกมมาเอาชนะไปได้อย่างน่าประทับใจด้วยคะแนนรวม 3-1 โดยสกอร์ในแต่ละเซตคือ 22-25, 25-15, 27-25 และ 25-12

เกมสุดมันของลูกยางสาวไทยและอินโดนีเซีย

ในเกมนี้ แม้ว่าทีม ลูกยางสาวไทย จะไม่สามารถเริ่มต้นได้ดีนัก โดยเสียเซตแรกไปให้กับทีมอินโดนีเซีย ที่กำลังเล่นได้อย่างร้อนแรง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเยือกเย็นของทีม ทำให้ไทยสามารถเร่งเครื่องกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม

โค้ชอ๊อตปรับเกมเก่ง สาวไทยเบียดชนะแบบหืดจับ

ภายใต้การคุมทัพของโค้ชชื่อดังอย่าง โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยจัดผู้เล่นตัวหลักอย่าง ดลพร สินโพธิ์, วารุณี การรัมย์, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, ณัฏฐณิชา ใจแสน, ธนัชชา สุขสด และกัญญารัตน์ ขุนเมือง พร้อมด้วยปิยนุช แป้นน้อย และกัลยรัตน์ คำวงษ์ ในตำแหน่งผู้เล่นอิสระ

  • เซตที่ 1: สาวไทยพลาดท่า 22-25 ก่อนจะตั้งเกมใหม่
  • เซตที่ 2: ปรับจังหวะได้ดี และชนะ 25-15
  • เซตที่ 3: เร้าใจที่สุด ดวลกันจนดิวซ์ และไทยเบียดชนะ 27-25
  • เซตที่ 4: แสดงพลังทีมเวิร์กชัดเจน ปิดบัญชีขาดลอย 25-12

เกมนี้ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญที่แสดงถึงความมีน้ำใจนักกีฬาของลูกยางสาวไทย การต่อสู้จากความตามหลัง และความเฉียบคมในช่วงท้ายเซตที่ 3 ได้แสดงถึงศักยภาพที่เหนือว่าของทีมไทย ที่รั้งอันดับโลกในตำแหน่งที่ 20 ขณะที่อินโดนีเซียรั้งอยู่ที่ 54

หลังจากเกมวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา สาวไทยจะลงแข่งต่อในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พบกับเวียดนาม เวลา 16.45 น. จากนั้นจะไปแข่งขันในสัปดาห์ที่ 2 ที่ประเทศเวียดนามระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม

แม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในช่วงต้นฤดูกาล แต่ความตื่นเต้นของการดวลกันใน ศึกซีวี ลีก 2025 ระหว่างลูกยางสาวไทยและอินโดนีเซีย ได้สร้างความประทับให้แฟนคลับทั่วเอเชียอย่างมาก เราจะได้เห็นพัฒนาการของการแข่งขันเพิ่มขึ้นในนัดต่อไปโดยเฉพาะเมื่อไทยต้องเผชิญกับเวียดนาม ซึ่งจะเป็นบททดสอบที่สำคัญอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยความดุเดือดของลูกยางสาวไทย: ถึงแม้จะเจอความกดดันอย่างหนักจากอีกฝ่าย แต่ความเฉียบขาดในเกมรุก-รับ แสดงให้เห็นว่าทีมไทยยังคงอยู่ในเส้นทางที่ดี สำหรับแฟนวอลเลย์บอล ห้ามพลาดแมตช์ที่จะต้องติดตามต่อไป!

ที่มา – เก็บชัยต่อเนื่อง! ลูกยางสาวไทย โดนอินโดนีเซียนำก่อน แต่ทวงคืนชนะ 3-1 ในศึกซีวี ลีก 2025

รวมพลังแผ่นดิน: กิจกรรมแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ และเรียกร้อง 3 ข้อสำคัญหลังเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากที่ร่วมชุมนุมภายใต้ชื่อกิจกรรม รวมพลังแผ่นดิน โดยกลุ่มผู้จัดมีจุดประสงค์เพื่อแสดงพลังความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสามัคคี

กิจกรรมรวมพลังแผ่นดิน พร้อมเรียกร้อง 3 ข้อสำคัญ

การชุมนุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความ solidarity ต่อทหาร แต่ยังมีการเรียกร้องอย่างชัดเจน 3 ข้อ โดยกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่

  • เรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนเรียกขานว่า ‘อิ๊ง’ ลาออกจากตำแหน่งทันที โดยไม่รอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
  • ให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว จากการร่วมบริหารประเทศในปัจจุบัน
  • แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องอธิปไตย ของชาติไทย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนบางกลุ่มที่มองว่ารัฐบาลควรรับผิดชอบต่อการจัดการปัญหาในพื้นที่ชายแดนที่ยังคงตึงเครียด และขาดการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชน

พิธีแสดงความเคารพต่อทหารกล้า

ภายหลังการขึ้นปราศรัยของแกนนำ กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจคือการยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเคารพธงชาติและสดุดีทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดน มีการเปิดพื้นที่ให้แกนนำปราศรัยไปจนถึงเวลา 21.00 น. โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นเป็นวิทยากรคนสุดท้าย และมีการแถลงการณ์แนวทางการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมหลังช่วงเย็น

นอกจากนี้ ทางاقتصตำรวจจากบช.น. และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ยังคงมีการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริเวณชุมนุมที่มีประชาชนมารวมตัวจำนวนมาก ทั้งด้านล่างถนนและบนทาง sky walk บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อให้การชุมนุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ส่งผลต่อการจราจรและชีวิตของประชาชนโดยรวม

ความเคลื่อนไหวที่สะท้อนเสียงของผู้คน

กิจกรรม ‘รวมพลังแผ่นดิน’ เปรียบเสมือนการสานสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับผู้มีหน้าที่ปกป้องชาติ เห็นได้ชัดว่าประชาชนหลายส่วนยังคงไว้วางใจในทหาร แต่กลับมีความวิตกกังวลต่อแนวทางบริหาร страныของรัฐบาลในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อาจบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวในระดับฐานทัพมวลชน ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในเร็ววัน

ประชาชนติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เข้าใจทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างมีข้อมูล

ที่มา – ‘รวมพลังแผ่นดิน’ ยืนสงบนิ่งสดุดีทหารกล้า ชู 3 ข้อเรียกร้อง ‘อิ๊ง’ ลาออก-พรรคร่วมถอนตัว

อุลไรช์สูญเสียลูกชายวัย 6 ขวบ สร้างความเศร้าสลดให้ครอบครัว

อุลไรช์สูญเสียลูกชายวัยเพียง 6 ขวบอย่างไม่มีวันหวนคืน

สเวน อุลไรช์ ผู้รักษาประตูคนสำคัญของทีม บาเยิร์น มิวนิก แชมป์ลีกเยอรมัน บุนเดสลีกา ได้ออกมาเปิดเผยข่าวเศร้าผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่าเขาได้สูญเสีย เลน ลูกชายวัย 6 ขวบ ซึ่งลืมตาดูโลกในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

หลังจากที่ครอบครัวของเขายังคงต้องรับมือกับความเจ็บปวดนี้มานานถึง 2-3 สัปดาห์หลังจากลูกชายของพวกเขาป่วยอย่างรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดย อุลไรช์ ได้กล่าวถึงความรู้สึกของครอบครัวว่า การตัดสินใจเปิดเผยข่าวนี้ต่อสาธารณะเป็นสิ่งที่ยากมาก

ความรู้สึกของ ยักษ์หนึบแห่งบาเยิร์น มิวนิก

ผ่านทางอินสตาแกรม อุลไรช์ ได้เผยความรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่า ‘เราขอประกาศด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า เลน ลูกชายของเราจากไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังป่วยหนักมานาน การตัดสินใจเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับเรา’

ความสูญเสียที่สำคัญต่อครอบครัวนี้ยังทำให้อุลไรช์ ต้องหยุดพักจากการแข่งขันกีฬาช่วงที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เวลาในการเยียวยาอาการบาดเจ็บทางใจ อีกทั้งความรู้สึกของครอบครัวโดยเฉพาะลูกสาวของเขา ยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเพื่อเยียวยา

ข้อความจากมือกาวเสือใต้ถึงการใช้ชีวิตต่อไปหลังสูญเสีย

อุลไรช์ ยังกล่าวอีกว่า ‘อย่างไรก็ตาม มันเป็นย่างก้าวสำคัญสำหรับครอบครัวของเราที่จะสร้างความชัดเจนในสภาพแวดล้อมของเราเอง และในสายตาสาธารณชน เรารวมทั้งลูกสาวของเรากำลังหาหนทางกลับมาใช้ชีวิตไปทีละขั้น’

จากข้อความนี้เราเห็นได้ถึงความเข้มแข็งของชายที่รักในครอบครัว แม้สถานการณ์อาจดูมืดมนแต่เขากับลูกสาวกำลังพยายามเดินหน้าต่อไป อย่างที่หลายคนคาดว่าจะเป็นเรื่องน่าเห็นใจในวงการฟุตบอลไปทั่ว

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าจะในแวดวงกีฬาหรือชีวิตประจำวัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอยู่เคียงข้างคนที่เรารักในทุกช่วงเวลา และส่งกำลังใจให้อุลไรช์และครอบครัวในการสร้างชีวิตใหม่ ด้วยการเป็นกำลังใจเล็กๆ ในรูปแบบของการติดตามผลงานของเขาและสร้างแรงสนับสนุนจากแฟนๆ ให้กลับมามีแรงใจอีกครั้ง

ที่มา – “อุลไรช์” ใจสลายสูญเสียลูกชายวัย 6 ขวบ

ลิเวอร์พูล เอฟซี สโตร์ไทยแลนด์ เปิดตัวเสื้อฤดูกาลใหม่ พร้อมเซอร์ไพรส์จากหลุยส์ การ์เซีย

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่ Central World Pulse Hall ชั้น 7 ร้าน ลิเวอร์พูล เอฟซี ทางการแห่งประเทศไทย ภายใต้การบริหารของ CRC Sports ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเซ็นทรัลรีเทล จัดงานใหญ่แห่งปีขึ้นภายใต้ชื่อ “Countdown to Kick-Off LFC 25/26” ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลชาวไทย โดยไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัวเสื้อแข่งของสโมสรลิเวอร์พูลสำหรับฤดูกาล 2025/26 และการปรากฏตัวของตำนานกองกลางหมายเลข 10 อย่างหลุยส์ การ์เซีย ที่มาร่วมสร้างความประทับใจให้กับแฟนเดอะค็อปอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศอลังการ มีอุโมงค์จำลองแบบแอนฟิลด์

ภายในงานได้ถูกออกแบบให้มีทางเข้าที่คล้ายกับอุโมงค์ของสนามแอนฟิลด์ เพื่อให้แฟนฟุตบอลไทยได้รับประสบการณ์เสมือนจริงบนขอบสนาม โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งเกมฟุตบอล 3×3 จัดขึ้นโดยเยาวชนจาก ลิเวอร์พูล เอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล อาคาเดมี ไทยแลนด์ และอินฟลูเอนเซอร์หงส์แดงที่มาร่วมประชันฝีเท้า รวมถึงโอกาสพิเศษที่ผู้โชคดีได้ร่วมเตะฟุตบอลกับหลุยส์ การ์เซียอย่างใกล้ชิด

เทคโนโลยีล้ำสมัยมาพร้อมความยั่งยืนในเสื้อใหม่ LFC 2025/26

เสื้อแข่งลิเวอร์พูลฤดูกาล 2025/26 ที่ผลิตโดยแบรนด์ adidas ได้รับการออกแบบอย่างละเอียดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานระดับมืออาชีพ ไม่ได้มีดีแค่นั่นคือออกแบบมาเพื่อความคูล การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และดีต่อโลก เนื่องจากเสื้อรุ่นนี้ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอย่างดี เพื่อเป็นไปตามแนวคิดความยั่งยืนของสโมสร

กิจกรรมพิเศษจากพันธมิตรร่วมสนับสนุน

นอกจากการเปิดตัวเสื้อแข่งแล้ว งานนี้ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมสนุกๆ จากพาร์ทเนอร์ ทั้งบูธขายของที่ระลึกจาก ลิเวอร์พูล เอฟซี สโตร์ประเทศไทย ที่แฟนบอลสามารถซื้อของใหม่ล่าสุดก่อนใคร

ชมแฟชั่นโชว์จากศิลปินแห่ง Monomax และ MONO29 ก่อนจะเสิร์ฟจุดเด่นแบบใกล้ชิดแบบเมื่อแฟนๆ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ หลุยส์ การ์เซีย แบบไม่มีกั๊กใจ ในช่วง Meet & Greet

ผู้นำตลาดอุปกรณ์ฟุตบอลในไทย ยืนยันเทรนด์ความนิยมยังมาแรง

คุณวิยะดา บูรณะภากรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านการตลาดจาก CRC Sports ได้กล่าวถึงความสำเร็จของลิเวอร์พูลในตลาดประเทศไทย โดยระบุว่า:

“CRC Sports ในฐานะ The One for Football มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์แฟนฟุตบอลชาวไทย และรู้สึกยินดีที่ยอดขายของเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้ ลิเวอร์พูล เอฟซี สโตร์แห่งประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มียอดขายสูงที่สุดในเอเชีย”

ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่สโมสร แต่คือครอบครัวของเหล่าเดอะค็อปทั่วโลก

ขณะที่คุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย จากกรุงไทย-แอกซ่า ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างทีมลิเวอร์พูลกับแฟนบอล โดยเน้นถึงแนวคิด “You Never Walk Alone”:

“เรามองว่า ลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่ทีมฟุตบอล แต่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่สร้างพลังความเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก ซึ่งตรงกับแนวทางของกรุงไทย-แอกซ่า ที่ต้องการดูแลและอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น “เธอเสริม

ด้านดร.โสรัชย์ อัศวะประภา กล่าวว่า “JAS ยินดีเป็นอย่างมากที่ Monomax ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแฟนบอลและสโมสร พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้รับชมคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเบื้องหลังเสื้อใหม่ และกีฬาฟุตบอลผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ลิเวอร์พูล เอฟซี ทางการประเทศไทย

เหล่าคนดังร่วมงานเพียบ ตั้งแต่ซิโก้ถึงวง Slot Machine

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งในสายฟุตบอลและวงการบันเทิง กลยุทธ์ของ CRC Sports คือการผสมผสานระหว่าง ฟุตบอล แฟชั่น เทคโนโลยี และความบันเทิง

งานนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนบอลในไทย หลายคนต่างมาร่วมในกิจกรรม Meet & Greet และถ่ายรูปกับหลุยส์ การ์เชีย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความประทับใจและความผูกพันกับสโมสรที่พวกเขารัก

เต็มอิ่มกับฤดูกาลใหม่ไปกับลิเวอร์พูลอย่างเปิดตัวจริงๆ

สำหรับแฟนๆ ที่ต้องการจับจองเสื้อแข่งฤดูกาลใหม่ สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้าน ลิเวอร์พูล เอฟซี ทางการประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ CRC Sports และร้าน Supersports ทุกสาขา ติดตามกิจกรรมและข้อมูลเพิ่มเติมได้บน Facebook: Liverpool FC Store Thailand และ Instagram: @lfcretailth

ไม่เพียงเสื้อใหม่เท่านั้น ลิเวอร์พูลยังมีเป้าหมายที่จะสร้างชุมชนฟุตบอลที่แข็งแรงและเป็นมิตร ด้วยการจัดกลาดสนาม ฟุตบอลคลินิก และกิจกรรมต่อเนื่องที่สามารถเชื่อมโยงแฟนบอลกับสโมสรได้ตลอดทั้งปี

ลิเวอร์พูล เอฟซี ทางการประเทศไทย ในปัจจุบันมี.download วันสำคัญที่พาตำนานอย่างหลุยส์ การ์เซีย มาร่วมงานก็เพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ที่แฟนๆ ไห้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เชื่อได้ว่าเสื้อแข่งฤดูกาลนี้จะกลายเป็นจุดหมายของเดอะค็อปทั่วไทยที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้

เป็นปีที่ลิเวอร์พูลยังคงสร้างความประทับใจให้แฟนๆ ชาวไทย พร้อมแสดงให้เห็นโอกาสในการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยผ่านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับเทรนด์ชุมชนที่กำลังมาแรง ท่านที่พลาดงานนี้สามารถติดตามรายละเอียดและ фотоแรกของเสื้อได้จาก official channel รวมถึงเตรียมพบกับกิจกรรมใหม่ๆ ที่จะตามมาอีกในปีนี้

หากคุณเป็นเดอะค็อปตัวจริง ห้ามพลาดเสื้อรุ่นนี้เด็ดขาด ไม่เพียงการออกแบบที่สวยงามจาก ลิเวอร์พูล เอฟซี ทางการแห่งประเทศไทย แต่ยังมีเทคโนโลยี AEROREADY และแนวคิดรีไซเคิลที่สะท้อนว่าวงการกีฬาในปัจจุบันไม่ล้มเหลวต่อคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

ที่มา – Liverpool FC Official Store Thailand เปิดตัวเสื้อฤดูกาลใหม่ กระทบไหล่แข้งตำนาน “หลุยส์ การ์เซีย”

‘พรรคประชาชน’ ออกโรงโต้ข่าวปลอม ยืนยัน ‘เท้ง’ ไม่เคยประณามโรงพยาบาลอุบลฯ กรณีปฏิเสธรักษาผู้ป่วยกัมพูชา

‘พรรคประชาชน’ ซัดเช็กข่าวปลอม ปฏิเสธกระแสแชร์ผิดๆ เรื่องหัวหน้าพรรคติง รพ.อุบลฯ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมมีประเด็นร้อนในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ ‘พรรคประชาชน’ ที่ถูกกล่าวอ้างว่าหัวหน้าพรรคอย่าง ‘เท้ง’ หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมากล่าวตำหนิโรงพยาบาลอุบลฯ กรณีปฏิเสทรักษาคนกัมพูชา ล่าสุด พรรคอนาว่าข้อความที่แชร์นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เรื่องจริงจากโพสต์ทางการของพรรคประชาชน

ทาง ‘พรรคประชาชน’ ชัดเจนว่าไม่มีการใช้คำว่า “ประณาม” แต่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบในสายตานานาชาติ โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่โรงพยาบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน

  • ข้อความที่อ้างว่าหัวหน้าพรรคตำหนิโรงพยาบาลไม่เคยปรากฏ
  • จุดยืนของพรรคเน้นความสำคัญของมนุษยธรรม-ไม่สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • โพสต์ที่เผยแพร่ผ่าน เพจทางการ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

การบิดเบือนข้อมูลนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนในการบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองและการรายงานข่าว โดย ‘พรรคประชาชน’ขอชี้แจงว่าจุดยืนของพรรคไม่เคยเข้าข้างใดข้างหนึ่งแบบขั้วมาก แต่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมตามหลักสากล

ความยากลำบากของบุคลากรทางการแพทย์

พรรคประชาชนเข้าใจดีว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนอย่างอุบลฯ ต้องเผชิญความท้าทายในการให้บริการรักษา โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยจากต่างประเทศที่อาจมาพร้อมข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการจัดงบประมาณ การวิจารณ์ที่ไม่ตรงประเด็นไม่เพียงกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร แต่ยังทำให้บุคลากรสุขภาพถูกกดดันเพิ่มเติม

จากกรณีนี้ เห็นได้ว่านโยบายของภาคลาดไปจากรูปแบบการเมืองเดิมๆ โดยพรรคประชาชนยืนยันว่าพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานไม่ว่าจะในประเด็นใดก็ตาม

ที่มา – ‘พรรคประชาชน’ซัดเฟคนิวส์ยัน‘เท้ง’ ไม่เคยประณามรพ.อุบลฯปมปฏิเสธรักษาคน’กัมพูชา‘

กต.แจงวงประชุม OSCE ที่ฟินแลนด์ ย้ำไทยตอบโต้กัมพูชาหลังโดนโจมตีไม่เลือกเป้า

ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุม Helsinki+50 ภายใต้กรอบของ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยมีวาระสำคัญในการแถลงเกี่ยวกับกรณีที่ไทยต้องตอบโต้กับการโจมตีจากประเทศกัมพูชาที่เกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมสากล

พิธีประชุม Helsinki+50 และบทบาทของประเทศไทย

การประชุม Helsinki+50 จัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงการลงนาม Helsinki Final Act เมื่อปี 1975 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในยุโรป แต่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะแสดงให้เห็นบทบาทของ OSCE ในยุโรปเท่านั้น ทว่าไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงจุดยืนเกี่ยวกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงการหารือแบบย่อย ข้อความที่อธิบดีกรมยุโรปได้กล่าวก่อนที่ประเทศสมาชิก OSCE จะเปิดรับฟังความเห็น เป็นการเปลี่ยนประเด็นจากความร่วมมือระหว่างประเทศแบบทั่วไป มาสู่การแสดงความกังวลของไทยเกี่ยวกับการโจมตีแบบไม่เลือกปฏิบัติ

ประเด็นสำคัญในช่วงการหารือ

  • เน้นย้ำหลักการส่งเสริมการทูตเชิงป้องกันของ OSCE
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์และความร่วมมือต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์
  • ดำเนินมาตรการร่วมในการจัดการชายแดนและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • แลกเปลี่ยนแนวคิดต้านการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง

ตลอดทั้งการประชุม หนึ่งในหัวใจของข้อเสนอความเห็นจากตัวแทนไทยคือการยืนยันว่า การโจมตีโดยปราศจากการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินของสาธารณะ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวจึงต้องได้รับการติดตามอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทุกประเทศยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมสากลตาม กต.แจงวงประชุม OSCE ที่ฟินแลนด์ ย้ำไทยตอบโต้กัมพูชาหลังโดนโจมตีไม่เลือกเป้า และกฎบัตรสหประชาชาติ

ไทยมุ่งมั่นตามแนวทางทูตและการเจรจาอย่างสันติ

ความคืบหน้าที่เห็นได้ชัดคือท่าทีของไทยในการนำกลไกทวิภาคีมาใช้คลี่คลายร่วมกับประเทศกัมพูชา ไทยยินดีเดินหน้าเจรจาอย่างเปิดเผยโดยอิงจากข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดไว้ ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลไทยยังเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 OSCE Asian Conference ณ ปี 2569 ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือข้ามชาติเพื่อต่อสู้อาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยอิงรายละเอียดการประชุมก่อนหน้าที่เคยร่วมมือกับ OSCE ที่กรุงเวียนนา เช่น การประชุม Workshops เรื่อง Combatting Online Scams หรือรูปแบบความร่วมมือ ASM ระหว่างไทยกับ OSCE อีกทั้งหนุนเสริมแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยยิ่งขึ้น

การตัดสินใจตอบโต้ของกองทัพไทยจึงเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีการปรับตามกำลังและความคุ้มค่าในทางการทูตอย่างชัดเจน การเข้าร่วมเวที Helsinki+50 ถือเป็นการเปิดฉากใหม่ ไม่ใช่เพียงในเรื่องการรักษาความมั่นคงชายแดนเท่านั้น แต่ยังย้ำบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ ความคืบหน้าในการจัดการประชุมร่วมระหว่างไทยกับฟินแลนด์ในปี 2569 และการประสานความร่วมมือในเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ที่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามทั่วโลก การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของไทยในเวที OSCE ถือเป็นเครื่องหมายว่าประเทศกำลังพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่บทบาทผู้นำในเรื่องการรักษาความมั่นคงอย่างรอบด้านในภูมิภาค

Calls to Action: สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์และการประชุมนานาชาติอย่างเช่นนี้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารการประชุม 2026 OSCE Asian Conference ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับฟินแลนด์ เนื่องจากประเด็นหลักของงานจะเอื้อให้เราพบแนวโน้มใหม่ๆ ทางนโยบายและเทคโนโลยี

ที่มา – กต.แจงวงประชุม OSCE ที่ฟินแลนด์ ย้ำไทยตอบโต้กัมพูชาหลังโดนโจมตีไม่เลือกเป้า

ทูตมาเลเซียแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงพื้นที่เพื่อเข้าใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปี 2024 ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงจากหลายประเทศ รวมถึงทูตจากมาเลเซีย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย เพื่อเยี่ยมชมสถานการณ์ตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดความตึงเครียดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องประสบกับความยากลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะการถูกบังคับให้อพยพออกจากบ้านเพราะปัญหาด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจพบทุ่นระเบิดที่ยังฝังอยู่หลายจุดตามแนวชายแดน

ทูตมาเลเซียเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย จากผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

นายบอง ยิก จุย รักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของผู้ตกทุกข์ได้ยากจากความขัดแย้ง โดยระบุว่ามาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งให้ไทยและกัมพูชาสามารถฟื้นฟูความสงบในพื้นที่ชายแดนได้โดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายกลับไปใช้ชีวิตในพื้นที่ของตนได้อย่างปลอดภัยและปกติ

การเดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่จริง ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ได้ลึกซึ้งขึ้น

โดยประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การลงพื้นที่เยี่ยมชมจังหวัดศรีสะเกษ ที่มาพร้อมกับการได้รับฟังเสียงความเห็นจากชาวบ้านท้องถิ่นที่ประสบกับความยากลำบากอย่างต่อเนื่องจากการปะทะบริเวณชายแดน เนื่องจากยังมีภัยจากทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ ทำให้ครอบครัวชาวบ้านหลายครอบครัวไม่สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตในพื้นที่ของตนได้ ทำให้การเดินทางของคณะทูตนี้สร้างโอกาสในการเรียนรู้สถานการณ์จริงแบบใกล้ชิด

ข้อความจากทูตมาเลเซียนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งได้ดีกว่าเดิม

พลเอกจัตวา ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ที่เดินทางร่วมกับคณะด้วยนั้น กล่าวว่า การไปถึงสถานที่จริงเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับทุกเจ้าหน้าที่ เพราะช่วยให้เข้าใจเรื่องปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ลึกซึ้งมากกว่าการฟังรายงานเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเน้นว่ามาเลเซียพร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายจัดการเจรจาโดยสงบ และยึดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

เหตุใดการประชุม GBC ที่กัวลาลัมเปอร์จึงสำคัญ

ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 นี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

พระราชวิสัยทัศน์ร่วมกัน: ชายแดนสงบ เป็นมิตร ปลอดภัย

ความหวังของกองทูตมาเลเซียไม่เพียงแต่เป็นของตนเอง แต่สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของทั้งภูมิภาคอาเซียน ที่ต้องการเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างชาติเพื่อนบ้านในกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าใจซึ่งกันและกันของไทยกับกัมพูชาที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงตอบสนองเฉพาะเหตุการณ์ในทันที

การร่วมมือกันของประเทศต่างๆ ภายใต้การนำของมาเลเซียจึงมีความสำคัญอย่างมากเพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อชุมชนท้องถิ่น และการบูรณาการแก้ปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านให้สามารถเชื่อมโยงพลเมืองกับทรัพยากรอย่างปลอดภัย ไว้วางใจได้ และยั่งยืน

บทสรุปและคติสำคัญจากรายงานนี้

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพลเมืองจำนวนไม่น้อย การรับฟังเสียงและลงพื้นที่ของทูตมาเลเซียทำให้เราเห็นว่าการเข้าใจปัญหาแบบใกล้ชิดนั้นคือกุญแจสำคัญในการเคลื่อนตัวของนโยบายระดับนานาชาติ หน้าที่ของเราคือสนับสนุนแนวคิดของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และติดตามการประชุม GBC กับแม้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยกว่าเดิม

ที่มา – ทูตมาเลเซียเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย ชี้การลงพื้นที่ทำให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น

ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ แสดงพลังห่วงใยชายแดน จตุพร จี้รัฐบาลรับผิดชอบปมปราสาทตาควาย

ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ แสดงพลังห่วงใยชายแดน “จตุพร” จี้รัฐบาลรับผิดชอบปมปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชุมนุมใหญ่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้จัดขึ้น เพื่อแสดงพลังความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีกลุ่มประชาชนจำนวนมากให้การสนับสนุน และเพื่อให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ภายใต้บรรยากาศที่แสดงถึงความเป็นห่วงความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรจากคณะหลอมรวมประชาชน ได้ขึ้นปราศรัยในที่ชุมนุม โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถึงการบริหารสถานการณ์ชายแดนที่ล้มเหลว ส่งผลให้ไทยสูญเสียทั้งชีวิตทหาร พลเรือน และยังรวมถึงการสูญเสียพื้นที่ปราสาทตาควายอีกด้วย เขาชี้ว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในสถานการณ์ดังกล่าว ขาดการประสานงานกับกองทัพอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดครั้งสำคัญ

ข้อตกลงหยุดยิงกับปัญหาที่ตามมา

นายจตุพรได้กล่าวถึงข้อตกลงการหยุดยิงที่ถูกเสนอโดยรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยไม่รับฟังรายงาน หรือประเมินร่วมกับฝ่ายกองทัพ โดยระบุว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง แม้บางพื้นที่จะได้คืนกลับมาบ้าง แต่ยังมีรอยด่างที่ไม่สามารถลบได้ ซึ่งส่งผลให้ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง

เขายังแสดงความเห็นว่า การเข้ามามีบทบาทของประเทศที่สามในการเจรจา ได้ลดทอนเสียเปรียบให้แก่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะเรื่องของความเข้าใจด้านภูมิศาสตร์การเมืองและการบังคับบัญชา จนกลายเป็นเหตุการณ์การสูญเสียปราสาทตาควายในที่สุด

  • เรียกร้องให้ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่เป็นธรรม
  • ต้องฟังเสียงของกองทัพมากขึ้นในทางตัดสินใจ
  • ไม่ควรมองข้ามความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ เขากล่าวถึงบทบาทของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร โดยอ้างถึงปมบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างเธอและเจ้าหน้าที่ที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดทางการเมืองและนำมาสู่สถานการณ์ที่เกินการควบคุม ระบุว่า นี่คือความล้มเหลวที่มาจากความประมาท

ความผิดไม่ใช่จากสงคราม แต่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาด

การสูญเสียในครั้งนี้ จตุพร ระบุชัดว่า ไม่ใช่มาจากความพ่ายแพ้ทางการทหาร แต่มาจากความผิดพลาดของตัวแทนรัฐบาลที่บางครั้งอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่ได้นำพาประเทศไปสู่ปัญหาความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เขาชี้ว่า ถ้าหาก น.ส. แพทองธาร ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพในการปกป้องอธิปไตยของไทย และไม่ปล่อยให้เกิดการเสียดินแดนไป ก็คงไม่มีประชาชนออกมาชุมนุมในลักษณะนี้อย่างแน่นอน ชุมนุมครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีปัญหาเรื่องชายแดน

อนาคตของการชุมนุมหลังรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรได้ระบุว่า ในปัจจุบันยังไม่มีการวางแผนปักหลักชุมนุมต่อเนื่องแต่อย่างใด โดยขอให้ประชาชนรอติดตามคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 สิงหาคม เช่นเดียวกับข่าวการนัดฟังคำบังคับโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ขอให้คุณทักษิณโชคดี” ด้วยน้ำเสียงที่มีความหวังดี

ลุกแล้วบ้านหมุนอันตรายกว่าที่คิด! ความจริงเกี่ยวกับโรคหินปูนในหูหลุดและน้ำในหูไม่เท่ากัน

ลุกแล้วบ้านหมุนอันตรายกว่าที่คิด! เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีอาการเวียนหัวหรือบ้านหมุนจนไม่สามารถลุกหรือขยับหัวได้สะดวก โดยเฉพาะเมื่อเอนตัวหรือเปลี่ยนท่าเร็ว ๆ แล้วรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนรอบตัว

ความจริงของสองโรคนี้ที่หลายคนอาจไม่รู้

แต่คุณรู้ไหมว่าอาการเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากการที่ ‘น้ำในหูไม่เท่ากัน’ เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ อาจเป็นผลมาจากสองโรคที่คุณหมอเจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ชี้แจงไว้ผ่านแฟนเพจ ‘หมอเจด’ ซึ่งเป็นเรื่องของระบบทรงตัวในหูชั้นในที่ทำงานผิดปกติ

ลุกแล้วบ้านหมุน สาเหตุจริงมาจากที่ไหน?

คุณหมอได้อธิบายว่าอาการลุกแล้วบ้านหมุนอาจมาจากสองสาเหตุหลัก คือ

  • ภาวะหินปูนในหูหลุด (BPPV) เกิดจากเม็ดแคลเซียมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Otoconia หลุดเข้าไปในท่อกึ่งวงกลม (Semicircular canal) ทำให้สมองรับสัญญาณการทรงตัวผิดปกติ
  • โรคเมเนียร์ (Meniere’s Disease) หรือที่บางคนเรียกว่า ‘น้ำในหูไม่เท่ากัน’ เกิดจากการสะสมของน้ำในหูชั้นในมากเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงดันผิดปกติ

แม้อาการจะคล้ายกันมาก แต่การรักษากลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการวินิจฉัยถูกต้องคือกุญแจสำคัญของอาการเวียนหัวที่หายขาด

บ้านหมุนแต่ลุกแล้วไม่แน่ใจ? ต้องรีบไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

หลายคนอาจคิดว่าอาการนี้คงแค่เวียนหัวธรรมดา แต่หากมีอาการเวียนหัวร่วมกับ
• ปากเบี้ยว
• พูดไม่ชัด
• แขนขาอ่อนแรง
ควรรีบไปหาหมอทันที เพราะอาจมีสัญญาณของโรคสโตรกหรือหลอดเลือดสมอง

ลุกแล้วบ้านหมุน แบบไม่มีอาการอื่นร่วม อาจเกิดจาก BPPV หรือโรคเมเนียร์ก็จริง แต่หากเป็นอาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน เช่น เวียนหัวแบบฉับพลัน หูอื้อข้างเดียวจนการได้ยินลดลง หรือมีอาการปวดหูร่วมด้วย ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน

ลุกแล้วบ้านหมุน – ป้องกันอย่างไร?

ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคหินปูนในหูหลุดหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน
ก็สามารถลดความเสี่ยงด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น

  • ลดอาหารเค็ม คาเฟอีน และแอลกอฮอล์
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการนอนน้อยหรือความเครียด
  • ฝึกขยับร่างกายและออกกำลังกายการทรงตัวบ้าง

อาการที่เรียกว่า ลุกแล้วบ้านหมุน อาจดูเหมือนไม่มากมาย แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ตรวจหาสาเหตุ อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย

ต้องทำอย่างไรเมื่อเป็นแล้ว?

สำหรับภาวะ BPPV คุณหมอเน้นว่าส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยท่า Epley maneuver เช่น การเปลี่ยนท่าทางศีรษะเพื่อจัดระเบียบเม็ดหินปูนให้กลับไปที่เดิม ส่วนคนที่เป็นโรคเมเนียร์ต้องควบคุมอาหารและรับประทานยา

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้กินยาคลายเวียนหัวเองเอง โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะอาจบังคับอาการของโรคอื่นไว้ โดยไม่ได้รักษาต้นเหตุจริง ๆ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมว่าอาการลุกแล้วบ้านหมุนอาจไม่ได้เกี่ยวกับแค่หูเท่านั้น บางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณอันตรายของร่างกายที่คุณอาจมองข้าม

ถ้าคุณมีอาการแบบนี้เป็นประจำหรือรู้สึกว่าอาการเพิ่งเริ่มรุนแรง ควรตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลโดยตรง เพื่อหาสาเหตุและดูแลอย่างถูกวิธี เพราะสุขภาพไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และ ‘ลุกแล้วบ้านหมุนอันตรายกว่าที่คิด’ จริง ๆ

ที่มา – ลุกแล้วบ้านหมุนอันตรายกว่าที่คิด! หมอเผยความจริง 2 โรคดัง เตือนอาการแบบไหนอาจเป็นสัญญาณสโตรก