ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วุฒิสภาพบประชาชน ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบกำลังใจผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา

วุฒิสภาพบประชาชน: การเยือนพื้นที่ศรีสะเกษเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอยู่ภายใต้ “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ที่มุ่งเน้นเข้าไปใกล้ชิดกลุ่มผู้ประสบภัยและรับฟังความต้องการอย่างตรงไปตรงมา

คณะได้มาถึงที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รับผู้ประสบภัยที่ต้องย้ายถิ่นชั่วคราวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่เพียงแค่มาเพื่อมอบกำลังใจเท่านั้น แต่ยังเพื่อรับฟังความลำบากของประชาชนและนำข้อมูลไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุด

บรรยากาศแห่งกำลังใจและความอบอุ่น

ภายในศูนย์พักพิงเป็นไปอย่างอบอุ่น เมื่อคณะสมาชิกวุฒิสภาได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด แสดงถึงความเป็นกันเอง และได้สอบถามถึงสภาพความเป็นอยู่และความต้องการในวันนี้ พร้อมกับย้ำว่า วุฒิสภาและภาครัฐยังคงอยู่เคียงข้างอย่างไม่ทอดทิ้ง พร้อมร่วมติดตามสถานการณ์และผลักดันการแก้ไขปัญหาให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ซึ่งสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับทุกคนที่มาร่วมในพื้นที่ในวันนั้นอย่างมาก

ผู้นำระดับพื้นที่ ที่เข้าใจดี

โดยคณะสมาชิกวุฒิสภาในการเยือนครั้งนี้นำทีมโดย นายธวัช สุระบาล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีความผูกพันกับภูมิภาคนี้อย่างลึกซึ้ง ร่วมด้วยสมาชิกวุฒิสมาชิกอีก 4 ท่าน ได้แก่ นายอิสระ บุญสองชั้น, นายธนภัทร ตวงวิไล, นายจรุณ กลิ่นตลบ และ นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก ซึ่งแต่ละคนมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ

นายธวัช เผยว่า การมาในวันนี้เป็นการลงพื้นที่ตาม วุฒิสภาพบประชาชน เพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการไม่เพิกเฉยต่อปัญหาที่ชาวบ้านประสบ ทีมงานเตรียมรวบรวมข้อมูลร้องเรียนและการรับฟังจากประชาชนเพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และให้ประชาชนได้รู้สึกว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหา

  • เยี่ยมเยียน มอบของขวัญและกำลังใจ
  • รับฟังความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด
  • ประสานงานกับหน่วยงานทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ
  • ร่วมสร้างความสบายใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวุฒิสภาในการรับฟังเสียงของประชาชน และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ที่พักอาศัย หรือแม้กระทั่งเรื่องอาหารและน้ำดื่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

วุฒิสภาพบประชาชน: สะท้อนความห่วงใยในทุกสถานการณ์

ท้ายที่สุด โครงการวุฒิสภาพบประชาชนยังคงดำเนินไปอย่างมีคุณค่า ด้วยจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุด: ลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาชนและสร้างความมั่นใจว่าปัญหาของพี่น้องประชาชนจะไม่ถูกละเลยไป การมอบกำลังใจจากท่านนายธวัชและคณะจึงไม่เพียงแค่เป็นเรื่องแห่งความรู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงกระบวนการฟื้นฟูทางสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ‘วุฒิสภาพบประชาชน’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบกำลังใจผู้ประสบภัยชายแดน

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนวนมาก ส่อพฤติกรรมสอดแนม

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนมาก

เมื่อช่วงวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการพบโดรนล้ำเข้ามาบินในบริเวณที่ตั้งทางทหารและหน่วยราชการหลายแห่ง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการพยายามสอดแนม เพื่อกระทำการบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ

สำหรับการพบโดรนล้ำเข้ามาในพื้นที่สำคัญนั้น เกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศไทย และดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทางกองทัพอากาศจึงขอประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือผลกระทบจากการใช้โดรนในพื้นที่ห้ามเข้าสามารถแจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทำไมเรื่องโดรนล้ำเข้าเขตทหารจึงสำคัญ

ในยุคปัจจุบัน โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อถ่ายภาพหรือเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่มีการนำมาใช้ในทางที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศยังอยู่ในภาวะต้องเฝ้าระวังความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

มาตรการรับมือกับภัยคุกคามจากโดรน

การที่กองทัพอากาศเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพบโดรน แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามอย่างจริงจังในการปกป้องข้อมูลทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สำหรับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง มีอำนาจในการใช้ ระบบ Anti Drone เพื่อดักจับหรือทำลายโดรนที่เข้ามาในพื้นที่หวงห้ามได้ทันที

นอกจากนี้ หากพบว่ามีการใช้โดรนเพื่อสอดแนมหรือกระทำการจารกรรม กฎหมายจะมีบทลงโทษอย่างรุนแรง ตั้งแต่การจำคุกยาวนานไปจนถึงโทษสูงสุด ซึ่งนั่นเป็นไปเพื่อยับยั้งไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายความมั่นคง

ประชาชนควรทำอย่างไรหากพบโดรนในพื้นที่เสี่ยง

ทางกองทัพอากาศระบุว่า ความร่วมมือจากประชาชนถือเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของประเทศ ผู้พบเห็นหรือได้รับข้อมูลการบินของโดรนที่ผิดปกติ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที โดยสามารถติดต่อสายด่วนความมั่นคง 1374 หรือประสานงานกับหน่วยราชการในพื้นที่ เพื่อรีบดำเนินการตรวจสอบ

แนวโน้มการใช้โดรนในทางที่ผิดและภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

ในยุคที่เทคโนโลยีโดรนเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ทำให้หลายคนเริ่มมองข้ามข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยเฉพาะการบินใกล้พื้นที่ราชการหรือทหาร เหตุการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงในระดับท้องถิ่นแต่กระทบถึงความมั่นคงของชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังพัฒนาระบบควบคุมและตรวจสอบโดรนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเทคโนโลยี Anti Drone Systems ที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันและจัดการปัญหาเหล่านี้

สรุป

กองทัพอากาศพบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการแจ้งเบาะแส การอัพเดทรูปแบบความปลอดภัยของประเทศไทยหลังเกิดกรณีดังกล่าว จะช่วยใหคุณสามารถเข้าใจถึงความสำคัญทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงแฝงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

สิ่งที่คุณสามารถทำได้ตอนนี้

  • ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
  • ไม่ใช้งานโดรนในเขตที่กฎหมายห้าม
  • รายงานพฤติกรรมโดรนที่น่าสงสัยทางสายด่วน 1374

หากคุณพบว่ามีการใช้โดรนในทางที่ผิดหรือมีเบาะแสของการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะทุกการแจ้งเตือน คือจุดเริ่มต้นของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ที่มา – ‘กองทัพอากาศ‘พบโดรนบินที่ตั้งทหาร-หน่วยราชการจำนมาก

อโมริมยืนยันเตรียมส่งเบอโมประเดิมสนามพบทอฟฟี

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ห้ามพลาดข่าวสารอัปเดตล่าสุดจากค่ายผีแดง โดย รูเบน อโมริม กุนซือคนใหม่ ได้ออกมาการันตีแล้วว่า ไบรอัน เบอโม ปีกตัวใหม่ค่าตัวแพงที่เพิ่งดึงตัวมาจาก เบรนท์ฟอร์ด จะได้ลงสนามประเดิมเกมแรกกับทีมอย่างเป็นทางการในเกมอุ่นเครื่องกับ เอฟเวอร์ตัน หรือที่แฟนบอลรู้จักกันในชื่อ ทอฟฟีสีน้ำเงิน

เบอโมสุดอลังการ! ฉีกค่าตัวกว่า 71 ล้านปอนด์ก่อนทัวร์อุ่นเครื่อง

การย้ายตัวของ ไบรอัน เบอโม สู่ถิ่นโอลด์แทรฟเฟิร์ด ถือเป็นหนึ่งในดีลที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเขาได้ย้ายมาจาก เบรนท์ฟอร์ด ด้วยค่าตัวสูงถึง 71 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 3,124 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญาที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ทีมจะออกเดินทางไปทัวร์ปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมา

ทว่าในช่วงแรกของการทัวร์ แฟนบอลอาจจะยังไม่ได้เห็นฟอร์มของเขามากนัก เนื่องจากมีปัญหาด้านสภาพร่างกายไม่พร้อมลงสนาม ถึงแม้ในช่วงก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีเกมอุ่นเครื่องในรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ ที่สามารถเก็บชัยชนะได้เหนือ เวสต์แฮม และ บอร์นมัธ แต่ เบอโม ก็ยังคงเป็นเพียงตัวสำรองที่ไม่ได้ลงเล่น

อโมริมให้หลังแน่! เตรียมดร็อปเบอโมประเดิมสนามเจอทอฟฟี

แต่ข่าวดีก็คือ รูเบน อโมริม ได้ออกรับรองอย่างชัดเจนแล้วว่าในศึกเกมอุ่นเครื่องนัดส่งท้ายของทีมกับ เอฟเวอร์ตัน หรือที่รู้จักกันว่า ทอฟฟี ทาง เบอโม จะได้โอกาสลงเล่นอย่างแน่นอน

  • เกมจะจัดขึ้นในวันจันทร์
  • แข่งตั้งแต่เวลา 04.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
  • มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้แฟนๆ ได้ติดตาม

भูมิใจมากกับการประกาศครั้งนี้ เพราะ อโมริม เผยว่าเขาตื่นเต้นที่จะได้เห็น ไบรอัน เบอโม ลงสนามในฐานะผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด เบอโมจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเติมเต็มในแดนหน้า โดยเฉพาะเมื่อมองถึงความเร็วและทักษะการเล่นในมาตรฐานระดับทีมชาติของเขา

สำหรับแฟนบอลทั่วไปแล้ว เกมนี้ถือเป็นการเปิดตัวอย่างเสมือนของปีกคนใหม่ ที่มาร่วมเสริมแกร่งทีมก่อนลุยฤดูกาลใหม่ การได้เห็นเขาก้าวลงสนามครั้งแรกจะช่วยสร้างความคาดหวังและเพิ่มความมั่นใจให้กับทีมมากยิ่งขึ้น

ภาพ Gettyimages

ติดตามเกมดังกล่าวได้ในวันจันทร์นี้ และอย่าลืมรับชมฟอร์มของ เบอโม เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับทีม คาดว่าสไตล์การเล่นของเขาจะส่งผลให้เกมบุกดูน่ากลัวขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น

ที่มา – “อโมริม” ยืนยันเตรียมส่ง “เบอโม” ประเดิมซดทอฟฟี

กองทัพบกยืนยันว่า ทหารไทย ไม่ได้ถอยออกจากปราสาทตาควาย แจงเป็นยุทธวิธีพื้นที่รบ

ความจริงที่ควรรู้: ทหารไทย ไม่ได้ถอยจากปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ทหารไทย ได้ถอยออกจากปราสาทตาควาย รวมถึงเนิน 350 โดยระบุอย่างชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยมีวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการให้ปราศจากการวางกำลังของฝ่ายกัมพูชา

การปรับยุทธวิธีในสนามรบเป็นเรื่องปกติ

โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีของปราสาทตาควายนั้นเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างรุนแรง โดยเป็นจุดที่ฝ่ายกัมพูชามีการตั้งรับอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้การรุกคืบของ ทหารไทย มีความยากลำบาก เช่น สนามทุ่นระเบิด และการยิงสนับสนุนที่หนักจากฝ่ายตรงข้าม

คำว่า ‘ถอย’ ในทางยุทธวิธีไม่ได้แปลว่าพ่าย

การเคลื่อนย้ายตำแหน่งกำลังในพื้นที่สู้รบเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีทางทหารที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้ในทุกสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นการรุกหรือการถอย โดยไม่ได้มีเพียงปราสาทตาควายเท่านั้นที่มีการเคลื่อนย้าย แต่รวมถึงจุดอื่นๆ ในแนวรบด้วย

ในบริบทของการปฏิบัติการทางทหารนั้น คำว่า ‘ถอย’ อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น เพื่อทำการสับเปลี่ยนกำลัง หรือเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่ปลอดภัยมากขึ้น กรณีที่มีการโจมตีทางอากาศ หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นเป้าข้าศึกโจมตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนในเชิงยุทธวิธีและไม่ใช่การล้มเลิกภารกิจแต่อย่างใด

การปฏิบัติการทหารเป็นเรื่องของหลายหน่วย

  • การเคลื่อนย้ายหน่วยในสนามรบมักใช้รูปแบบบูรณาการ
  • ไม่มีการเปิดเผยชื่อหน่วยเฉพาะเจาะจงเพื่อรักษาความปลอดภัย
  • ทหารได้รับการฝึกมาเพื่อปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่รบได้อย่างยืดหยุ่น

สำหรับตำแหน่งของหน่วย ร.31 รอ. กองทัพบกระบุว่ายังอยู่ระหว่างดำเนินการเคลื่อนย้ายเข้าสู่แนวปะทะ ซึ่งยังต้องใช้เวลาและความระมัดระวังสูงเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เป็นอันตรายและการต่อต้านที่รุนแรง

ผู้บัญชาการยืนยันการควบคุมพื้นที่ด้วยยุทธวิธีรัดกุม

ในตอนท้ายของการแถลง โฆษกกองทัพบกได้เน้นย้ำว่า บริเวณปราสาทตาควายมีความเสี่ยงสูงมาก การเข้าถึงพื้นที่หลังการยิงหยุดยิงจึงถูกกำหนดไว้เป็น ‘พื้นที่สังหาร’ หรือพื้นที่ที่ต้องระมัดระวังสูงสุด โดยการควบคุมพื้นที่จะทำผ่านการยิงมากกว่าการเข้ายึดด้วยกำลังทหาร

เราไม่ควรวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ ทหารไทย จากแค่คำว่า ‘ถอย’ เพียงอย่างเดียว เนื่องจากนี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายยุทธวิธีการรบ การตีความแบบส่วนตัวอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนและส่งผลต่อภาพรวมของการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพที่ต้องทำงานในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีความเป็นเป็นตายสูง

เรื่องของคำวิจารณ์และการเข้าใจพื้นที่รบ

สำหรับสังคมทั่วไปที่ติดตามข่าว ทหารไทย และผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปราสาทตาควาย ควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้องและครบถ้วน แทนการดึงเอามาตรฐานจากโลกโซเชียลมารับรู้สถานการณ์ในสนามรบ ซึ่งต้องเข้าใจว่าการสู้รบบนพื้นที่จริงต้องอาศัยการตัดสินใจฉับไวและความละเอียดรอบคอบจากผู้บัญชาการ

ในเมื่อทั้งสองฝ่ายยังคงความตึงเครียดกันอยู่ ยุทธวิธีการควบคุมและการเคลื่อนไหวของหน่วยรบควรเป็นสิ่งที่เราประชาชนเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างสร้างสรรค์ แทนการตีความผิดและวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เกิดประโยชน์

ที่มา – ‘กองทัพบก’ยัน‘ทหารไทย’ ไม่ได้ถอยออกจากปราสาทตาควาย แจงเป็นยุทธวิธีพื้นที่รบ

ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทย หวังอาเซียนนำคลี่คลายวิกฤติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ว่า พ.อ.นอร์เบิร์ต โยฮันเนส มอร์เคนส์ ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดศรีษะเกษ ร่วมกับทูตจากอีก 22 ประเทศ เพื่อสังเกตการณ์และเยี่ยมชมสถานที่บางแห่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การโจมตีทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

พ.อ.มอร์เคนส์ ได้ออกมากล่าวหลังจากเสร็จสิ้นการลงพื้นที่ว่า สถานการณ์ในขณะนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และผู้ที่อยู่ในพื้นที่โดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ตามมา เช่น การอพยพจากที่อยู่อาศัยหรือการสูญเสียทรัพย์สิน

ความขัดแย้งที่ทำให้ทั่วโลกจับตา

สำหรับหลายคนอาจไม่ได้ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด แต่สำหรับวงการข่าวและการเมืองระดับโลก อาเซียนถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งในพื้นที่ โดย ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทย และเชื่อว่าการไกล่เกลี่ยขององค์กรอาเซียน รวมถึงมาเลเซียซึ่งมีบทบาทสำคัญในครั้งนี้จะช่วยนำทางให้สถานการณ์ดีขึ้น

เขาได้พูดว่า “ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์ตึงเครียดจะยืดเยื้อขนาดนี้ สิ่งที่เราอยากเห็นคือความสงบสุขและความเข้าใจระหว่างประเทศในภูมิภาค อาเซียนควรทำงานร่วมกันเพื่อให้กลับมาสู่จุดที่ทุกฝ่ายสามารถเปิดโต๊ะเจรจาโดยไม่มีความกังวลใดใด”

ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด

การขัดแย้งครั้งนี้แม้จะเกิดบนพื้นที่ชายแดน แต่กลับส่งเสียงสะเทือนไปทั่วทั้งระด้ับสังคมและชุมชน รวมถึงครอบครัวของพ.อ.มอร์เคนส์เองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ศรีษะเกษ พ.อ.ผู้นี้กล่าวว่า การเห็นเด็ก ๆ และผู้สูงอายุต้องอพยพออกมาจากบ้าน ทำให้เขาตระหนักถึงผลกระทบจริง ๆ ของวิกฤตินี้

ความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนควรถูกไว้วางใจมากกว่าความขัดแย้งที่ไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนเธอร์แลนด์ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับไทยในเวทีสากล จึงแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะรีบฟื้นฟูความสัมพันธ์และกลับมาหารือกันอย่างจริงจังในไม่ช้า

ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทยเป็นอย่างมาก

ด้วยประสบการณ์จากวิกฤติที่ผ่านมาในอดีต เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีสากล สนับสนุนแนวทางสันติวิธีและไม่เชื่อในแนวทางการใช้กำลังเพื่อต่อรองทางการเมือง การเยือนพื้นที่ของทูตไทยและต่างชาติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยของประชาคมโลก แต่ยังช่วยเป็นแรงผลักดันให้สองประเทศคู่กรณีหันมาพูดคุยกันอีกครั้ง

“สิ่งที่ดีที่สุดที่ทุกคนต้องการตอนนี้คือ ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทย พร้อมกับมองหาเส้นทางสันติภาพ การใช้ความรุนแรงไม่เคยพาเรามาถึงทางออกที่ดีได้” พ.อ.มอร์เคนส์กล่าว

  • เนเธอร์แลนด์สนับสนุนแนวทางสันติวิธีอย่างต่อเนื่อง
  • อาเซียนมีบทบาทสำคัญในอนาคตการเจรจา
  • มาเลเซียมีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ยเป็นกันเอง

แม้การแก้ไขความขัดแย้งในระดับนานาชาติจะเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน แต่ด้วยบทบาทของ ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทย และการลงพื้นที่ของคณะทูตครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นก้าวแรกสู่เส้นทางสันติไม่ว่าจะที่ใดในโลกก็ตาม

หากคุณติดตามข่าวสารและต้องการเข้าใจสถานการณ์ในภูมิภาค อย่าลืมติดตามข่าวความเคลื่อนไหวระดับอาเซียนและประเทศในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้คุณไม่พลาดกับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ลุ้นไปกับการคลี่คลายปัญหาด้วยวิธีการทางการทูตที่กำลังมีขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้

ที่มา – ผู้ช่วยทูตทหารเนเธอร์แลนด์เห็นใจไทย หวังอาเซียนนำคลี่คลายวิกฤติ

ผลวิจัยเผย 40 อาชีพเสี่ยงโดน ‘เอไอ’ แย่งงานมากที่สุด

ผลวิจัยใหม่เผยลิสต์อาชีพที่เสี่ยงโดนเอไอแย่งงาน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวฟอร์จูนได้รายงานถึงผลการวิจัยล่าสุดจากนักวิจัยของไมโครซอฟท์เกี่ยวกับผลกระทบจาก ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่มีต่อแวดวงอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะอาชีพที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะโดน ‘เอไอ’ แย่งงานไปในอนาคต

งานด้านไหนที่เอไอเข้ามาเกี่ยวข้องได้มากที่สุด?

จากการศึกษา พบว่า อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุด เป็นงานที่ใกล้เคียงกับศักยภาพของเอไอในปัจจุบัน ได้แก่ นักแปล นักเขียน นักประวัติศาสตร์ และพนักงานบริการลูกค้า หรือแม้แต่พนักงานฝ่ายขายก็ตาม โดยงานประเภทนี้มักเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล การสื่อสารอย่างแม่นยำ รวมทั้งการให้บริการเชิงความรู้

นักวิจัยสรุปว่าโดยภาพรวม ผลวิจัยเผย 40 อาชีพเสี่ยงโดน ‘เอไอ’ แย่งงานมากที่สุด โดยเฉพาะงานที่ใช้ข้อมูลความรู้ เช่น งานด้านคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และงานธุรการภายในสำนักงาน ซึ่งมักถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติได้ไม่ยาก หากเปรียบเทียบกับบางอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะด้านปฏิบัติการและทำงานกับเครื่องจักรจริงๆ

อาชีพไหนที่ยังยืนหยัดในยุคเอไอ?

  • พนักงานขับรถขุดลอก
  • พนักงานควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย
  • เจ้าหน้าที่ดูแลสะพานและระบบประตูน้ำ

เหล่านี้เป็นอาชีพที่ยังคงต้องพึ่งพาความชำนาญจากการปฏิบัติจริงมากกว่าจะใช้ เอไอ มาทำงานแทนได้ง่ายๆ เพราะส่วนมากเป็นงานที่ต้องมีการตัดสินใจเฉพาะหน้า ควบคุมเครื่องจักรโดยตรง และมีความละเอียดอ่อนเกินกว่าที่เอไอจะเข้าไปรับมือได้ในเวลาอันใกล้

ผู้เชี่ยวชาญชี้อนาคตของตลาดแรงงานยุคเอไอ

แม้ผลวิจัยจะไม่ได้บอกว่าอาชีพเหล่านี้จะถูกแทนที่อย่างถาวรในทันที แต่การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไอบีเอ็ม เริ่มประกาศระงับการรับพนักงานบางตำแหน่ง เนื่องจากคาดว่า เอไอ จะสามารถทำงานแทนได้ในอีกไม่กี่ปีนั้น ย่อมสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งในตลาดแรงงานของสหราชอาณาจักร เริ่มเห็นว่าการจ้างงานซบเซาลงมากที่สุดตั้งแต่ปี 2561 หลังจากหลายบริษัทเลือกใช้ เอไอ ในการลดต้นทุนการดำเนินงาน นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจับตามอง

ต้องปรับตัวให้ไว ถ้าไม่อยากเสียเปรียบ

เจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย ได้เคยกล่าวในงาน Milken Institute’s Global Conference ว่า “คุณจะไม่ได้โดน เอไอ แย่งงานไป แต่คุณจะถูกคนอื่นที่ใช้ เอไอ เป็นมาแย่งตำแหน่งแทน” จุดนี้จึงเน้นถึงความจำเป็นในการเข้าใจและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่สังคมเราจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

ผลวิจัยเผย 40 อาชีพเสี่ยงโดน ‘เอไอ’ แย่งงานมากที่สุด อาจฟังดูน่ากลัว แต่หากมองให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ก็คือโอกาสสำหรับคนที่พร้อมจะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ซึ่งมันไม่ใช่แค่เพียงความก้าวหน้า แต่คือ การพัฒนาทักษะใหม่ของคนในยุคนี้ ที่ต้องเตรียมตัวและก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา – ผลวิจัยเผย 40 อาชีพเสี่ยงโดน ‘เอไอ’ แย่งงานมากที่สุด

‘นายหัวเจมส์’ ประกาศขายที่ดิน 60 ไร่ 22.5 ล้าน แถมรายได้หลักแสนต่อเดือนทันที!

‘นายหัวเจมส์’ ขายที่ดินทำกิน 60 ไร่ พร้อมรายได้กว่าแสนบาทต่อเดือน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าววงการบันเทิงและมองหาโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คงจะได้ยินข่าวการขายที่ดินของดาราหนุ่มและนักธุรกิจตัวจริงอย่าง เจมส์ เรืองศักดิ์ อย่างแน่นอน เพราะล่าสุด ‘นายหัวเจมส์’ ได้ออกมาประกาศขายที่ดินขนาดใหญ่ถึง 60 ไร่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยราคาเร้าใจอยู่ที่ 22.5 ล้านบาท พร้อมกับรายได้กว่าแสนบาทต่อเดือน

ที่ดินพร้อมผลผลิต ขายพร้อมรายได้ทันที

เนื้อที่ของแปลงนี้ประกอบด้วย สวนปาล์มน้ำมัน 55 ไร่ และ สวนส้มโอทับทิมสยาม 5 ไร่ ที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ สร้างรายได้ต่อเดือนให้กับเจ้าของโดยที่ไม่จำเป็นต้องลงแรงปลูกใหม่ หรือรอผลตอบแทน

  • ผลผลิตจากปาล์มน้ำมัน: 25 ตันต่อเดือน
  • ผลผลิตจากส้มโอทับทิมสยาม: รอบละประมาณ 1,500 ผล
  • รายได้เฉลี่ย: มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน

ที่ดินตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งนักลงทุนสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ง่าย จากที่ดินนี้ คุณสามารถเดินทางไปลานเท ที่รับซื้อผลปาล์มได้ในเวลาไม่ถึง 5 นาที และไปห้างเซ็นทรัลนครศรีธรรมราชหรือโรงพยาบาลใหญ่ในเขตเมืองได้ภายใน 20 นาทีเท่านั้น!

เหมาะกับการลงทุนแบบ Passive Income

เจมส์ระบุอย่างชัดเจนว่า ที่ดินแปลงนี้เหมาะสำหรับคนต้องการ สร้างรายได้แบบ Passive Income ทันที ไม่ว่าจะเป็นผู้เกษียณอยากมีบ้านสวนในพื้นที่เงียบสงบ นักลงทุนต้องการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว หรือแม้แต่คนทั่วไปที่อยากหลีกหนีมลภาวะ หรือฝุ่น PM2.5 ก็สามารถซื้อแปลงนี้เพื่อเริ่มชีวิตแบบ Slow Life ได้อย่างสบายใจ

สาธารณูปโภคและระบบพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและน้ำล้วนมีความพร้อมครบครัน จึงมั่นใจได้ว่า การจับจองแปลงนี้จะนำมาซึ่งโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้เดือนต่อเดือนได้อย่างต่อเนื่อง”

ทำไม ‘นายหัวเจมส์’ ถึงตัดสินใจขายที่ดินแปลงนี้?

จากที่เจมส์ เรืองศักดิ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อประกาศขายที่ดิน เขาอธิบายอย่างละเอียดว่า เป็นการลงทุนที่เกิดจากความตั้งใจเพื่อพัฒนาพื้นที่ ให้เป็นแหล่งผลิตผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืนและมีผลตอบแทนที่ดี ซึ่งหลังจากดูแลจนสวนงอกงามเต็มที่แล้ว เขาก็ตัดสินใจขายเพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนคนอื่นๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในอสังหาริมทรัพย์คุณภาพเช่นกัน

22.5 ล้านบาท – ถือว่าคุ้มค่าแค่ไหน?

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าที่ดินแปลงนี้อยู่ในทำเลศักยภาพ มีระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ และมีสวนที่ผลิตผลอย่างสม่ำเสมอ ที่ดิน 60 ไร่ ราคา 22.5 ล้านบาท จึงถือว่าเป็นราคาที่เร้าใจและน่าสนใจมากสำหรับนักลงทุนที่มองหา passive incomeระยะยาว โดยเฉพาะอยู่ในพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หลังจากการประกาศขายผ่านทางคลิปดังกล่าวก็มีผู้สนใจเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก ทั้งเหล่าแฟนคลับ นักลงทุนมือใหม่ หรือแม้แต่นักธุรกิจมืออาชีพต่างก็สนใจในศักยภาพของแปลงที่เจมส์ลงทุนพัฒนาด้วยตัวเอง

ถ้าคุณคือผู้มองหาโอกาสลงทุนที่มั่นคง ต้องไม่พลาด!

นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Incomeจากที่ดินที่มีระบบที่ดีและความพร้อมในการสร้างผลเชิงเศรษฐกิจทันที นอกจากนี้การซื้อที่ดินแปลงนี้ยังเหมาะถ้าคุณมีแผนจะถือไว้เป็นมรดกแผงลูกหลานในอนาคต หรืออยากมีบ้านสวนขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากแล้ว

สรุปศักยภาพของที่ดินแปลงนี้

  • สภาพผลผลิตสมบูรณ์ พร้อมสร้างรายได้ทันที
  • สาธารณูปโภคพร้อม: ไฟฟ้า, ประปา, น้ำ
  • ใกล้แหล่งผลิตผลและศูนย์กลางธุรกิจ
  • เหมาะสำหรับสร้างชีวิตสโลไลฟ์และหลีกหนีฝุ่น

หากคุณอยากมีที่ดินพร้อมผลผลิตเพื่อการลงทุนระยะยาว เราขอแนะนำให้ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นโอกาสที่ใช่ สำหรับการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนต่อเนื่องแบบไม่หยุดนิ่ง!

ที่มา – ‘นายหัวเจมส์’ ประกาศขายที่ดิน 60 ไร่ 22.5 ล้าน แถมรายได้หลักแสนต่อเดือนทันที!

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” จัดอย่างสมเกียรติ เชิดชูเกียรติทหารผู้เสียสละ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่วัดสายทอง ตำบลหนองแดง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติแก่ พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข ทหารกองประจำการ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

พิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารสิรวิชญ์ อย่างสมเกียรติ

ภายในงาน พลเอก เอกรัตน์ ช้างแก้ว ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญเป็นประธานในพิธี โดยภายในพิธีมีผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ พี่น้องทหาร และประชาชนในจังหวัดขอนแก่นร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อไว้อาลัยแด่วีรชนพลทหารที่เสียสละชีวิตในการทำหน้าที่เพื่อชาติ

ในโอกาสนี้ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบกได้มอบธงไตรรงค์ให้กับครอบครัวของพลทหารสิรวิชญ์ เพื่อเป็นเกียรติยศในการรับใช้ชาติ อีกทั้งยังมีการมอบเงินบำรุงขวัญ รวมถึงเงินที่เกี่ยวข้องกับการฌาปนกิจ ซึ่งแสดงถึงการดูแลของกองทัพบกที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของทหารผู้เสียสละอย่างเต็มที่

ครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งกับการเชิดชูเกียรติ

การจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” ครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละและการรับใช้ของทหาร ซึ่งได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองในการปกป้องชาติ โดยพลเอกเอกรัตน์ได้กล่าวขอบคุณครอบครัว และแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลสิทธิและสวัสดิการให้กับครอบครัวและทายาทของพลทหาร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจพร้อมกับให้กำลังใจแก่ครอบครัวทหาร ด้วยการย้ำถึงความสำคัญของหน่วยรักษาความมั่นคงชายแดน ที่ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินโดยไม่ย่อท้อ แม้ในยามยากลำบาก

  • พล.อ.เอกรัตน์ ช้างแก้ว – ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก
  • นายสุชาติ ตันเจริญ – รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ครอบครัวของพลทหารสิรวิชญ์ – เป็นผู้ได้รับมอบธงไตรรงค์และสิทธิสวัสดิการ

การแสดงความเคารพครั้งสุดท้ายผ่านพิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” เป็นเครื่องยืนยันถึงความภาคภูมิใจของประเทศชาติที่มีต่อทหารหาญทุกนายที่ทำงานเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการเสียสละเพื่อประเทศ

ที่มา – พิธีพระราชทานเพลิงศพ “พลทหารสิรวิชญ์” จัดอย่างสมเกียรติ เชิดชูเกียรติทหาร

เก็บชัยต่อเนื่อง! ‘ลูกยางสาวไทย’ กัดฟันสู้ทวงคืนชนะอินโดนีเซีย 3-1

การแข่งขันวอลเลย์บอล ซีวี ลีก 2025 สัปดาห์แรกนัดที่ 2 ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนกีฬาเมื่อ ลูกยางสาวไทย ลงสนามพบกับทีมชาติอินโดนีเซีย ทีมไทยที่เริ่มเซตแรกด้วยความกดดันจนตามหลัง แต่ในท้ายที่สุดสามารถกลับเกมมาเอาชนะไปได้อย่างน่าประทับใจด้วยคะแนนรวม 3-1 โดยสกอร์ในแต่ละเซตคือ 22-25, 25-15, 27-25 และ 25-12

เกมสุดมันของลูกยางสาวไทยและอินโดนีเซีย

ในเกมนี้ แม้ว่าทีม ลูกยางสาวไทย จะไม่สามารถเริ่มต้นได้ดีนัก โดยเสียเซตแรกไปให้กับทีมอินโดนีเซีย ที่กำลังเล่นได้อย่างร้อนแรง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเยือกเย็นของทีม ทำให้ไทยสามารถเร่งเครื่องกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม

โค้ชอ๊อตปรับเกมเก่ง สาวไทยเบียดชนะแบบหืดจับ

ภายใต้การคุมทัพของโค้ชชื่อดังอย่าง โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยจัดผู้เล่นตัวหลักอย่าง ดลพร สินโพธิ์, วารุณี การรัมย์, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, ณัฏฐณิชา ใจแสน, ธนัชชา สุขสด และกัญญารัตน์ ขุนเมือง พร้อมด้วยปิยนุช แป้นน้อย และกัลยรัตน์ คำวงษ์ ในตำแหน่งผู้เล่นอิสระ

  • เซตที่ 1: สาวไทยพลาดท่า 22-25 ก่อนจะตั้งเกมใหม่
  • เซตที่ 2: ปรับจังหวะได้ดี และชนะ 25-15
  • เซตที่ 3: เร้าใจที่สุด ดวลกันจนดิวซ์ และไทยเบียดชนะ 27-25
  • เซตที่ 4: แสดงพลังทีมเวิร์กชัดเจน ปิดบัญชีขาดลอย 25-12

เกมนี้ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญที่แสดงถึงความมีน้ำใจนักกีฬาของลูกยางสาวไทย การต่อสู้จากความตามหลัง และความเฉียบคมในช่วงท้ายเซตที่ 3 ได้แสดงถึงศักยภาพที่เหนือว่าของทีมไทย ที่รั้งอันดับโลกในตำแหน่งที่ 20 ขณะที่อินโดนีเซียรั้งอยู่ที่ 54

หลังจากเกมวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา สาวไทยจะลงแข่งต่อในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พบกับเวียดนาม เวลา 16.45 น. จากนั้นจะไปแข่งขันในสัปดาห์ที่ 2 ที่ประเทศเวียดนามระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม

แม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในช่วงต้นฤดูกาล แต่ความตื่นเต้นของการดวลกันใน ศึกซีวี ลีก 2025 ระหว่างลูกยางสาวไทยและอินโดนีเซีย ได้สร้างความประทับให้แฟนคลับทั่วเอเชียอย่างมาก เราจะได้เห็นพัฒนาการของการแข่งขันเพิ่มขึ้นในนัดต่อไปโดยเฉพาะเมื่อไทยต้องเผชิญกับเวียดนาม ซึ่งจะเป็นบททดสอบที่สำคัญอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วยความดุเดือดของลูกยางสาวไทย: ถึงแม้จะเจอความกดดันอย่างหนักจากอีกฝ่าย แต่ความเฉียบขาดในเกมรุก-รับ แสดงให้เห็นว่าทีมไทยยังคงอยู่ในเส้นทางที่ดี สำหรับแฟนวอลเลย์บอล ห้ามพลาดแมตช์ที่จะต้องติดตามต่อไป!

ที่มา – เก็บชัยต่อเนื่อง! ลูกยางสาวไทย โดนอินโดนีเซียนำก่อน แต่ทวงคืนชนะ 3-1 ในศึกซีวี ลีก 2025

รวมพลังแผ่นดิน: กิจกรรมแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ และเรียกร้อง 3 ข้อสำคัญหลังเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากที่ร่วมชุมนุมภายใต้ชื่อกิจกรรม รวมพลังแผ่นดิน โดยกลุ่มผู้จัดมีจุดประสงค์เพื่อแสดงพลังความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสามัคคี

กิจกรรมรวมพลังแผ่นดิน พร้อมเรียกร้อง 3 ข้อสำคัญ

การชุมนุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความ solidarity ต่อทหาร แต่ยังมีการเรียกร้องอย่างชัดเจน 3 ข้อ โดยกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่

  • เรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนเรียกขานว่า ‘อิ๊ง’ ลาออกจากตำแหน่งทันที โดยไม่รอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
  • ให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว จากการร่วมบริหารประเทศในปัจจุบัน
  • แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องอธิปไตย ของชาติไทย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนบางกลุ่มที่มองว่ารัฐบาลควรรับผิดชอบต่อการจัดการปัญหาในพื้นที่ชายแดนที่ยังคงตึงเครียด และขาดการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชน

พิธีแสดงความเคารพต่อทหารกล้า

ภายหลังการขึ้นปราศรัยของแกนนำ กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจคือการยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเคารพธงชาติและสดุดีทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดน มีการเปิดพื้นที่ให้แกนนำปราศรัยไปจนถึงเวลา 21.00 น. โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นเป็นวิทยากรคนสุดท้าย และมีการแถลงการณ์แนวทางการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมหลังช่วงเย็น

นอกจากนี้ ทางاقتصตำรวจจากบช.น. และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ยังคงมีการจัดกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริเวณชุมนุมที่มีประชาชนมารวมตัวจำนวนมาก ทั้งด้านล่างถนนและบนทาง sky walk บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อให้การชุมนุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และไม่ส่งผลต่อการจราจรและชีวิตของประชาชนโดยรวม

ความเคลื่อนไหวที่สะท้อนเสียงของผู้คน

กิจกรรม ‘รวมพลังแผ่นดิน’ เปรียบเสมือนการสานสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับผู้มีหน้าที่ปกป้องชาติ เห็นได้ชัดว่าประชาชนหลายส่วนยังคงไว้วางใจในทหาร แต่กลับมีความวิตกกังวลต่อแนวทางบริหาร страныของรัฐบาลในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อาจบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวในระดับฐานทัพมวลชน ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในเร็ววัน

ประชาชนติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เข้าใจทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างมีข้อมูล

ที่มา – ‘รวมพลังแผ่นดิน’ ยืนสงบนิ่งสดุดีทหารกล้า ชู 3 ข้อเรียกร้อง ‘อิ๊ง’ ลาออก-พรรคร่วมถอนตัว