ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025

ในปี 2025 บริษัท TSB หรือ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากการได้รับรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียจากงาน Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ยกย่ององค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025

นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ได้เปิดเผยว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพันธกิจขององค์กรในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงของประชาชนทั่วไป

รางวัลที่ได้รับจากงาน APEA 2025

TSB ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเกียรติยศระดับภูมิภาคเอเชีย ในหมวด Corporate Excellence Award หรือรางวัลองค์กรยอดเยี่ยม ภายใต้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมขนส่งสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่สำคัญที่สุดในงาน APEA โดยเป็นการยอมรับศักยภาพองค์กรที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลกด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล)

รางวัลดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันความทุ่มเทของทีมงาน แต่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ TSB ได้เดินหน้าต่อยอดแผนงานในอนาคต ด้วยเป้าหมายที่จะขยายโครงข่ายระบบขนส่งสีเขียว พัฒนาแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนอย่างสะดวกยั่งยืน

เป้าหมายสู่คาร์บอนนิวทรัล

เป้าหมายก้าวหน้าของ TSB คือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนนิวทรัล ผ่านการใช้พลังงานสะอาด นวัตกรรมการขนส่ง และการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งตอกย้ำว่า ธุรกิจภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

งานประกาศรางวัล APEA 2025 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพมหานคร โดยมี Enterprise Asia เป็นองค์กรจัดงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับภูมิภาคเอเชียที่มุ่งพัฒนาเสริมศักยภาพของภาคธุรกิจในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละปีจะมีการคัดเลือกองค์กรที่โดดเด่นจากกว่า 16 ประเทศในภูมิภาคเอเชียมาเป็นตัวอย่างที่ดี

ไม่ว่าจะด้านใด รางวัลที่ได้รับนี้คือแรงผลักดันสำคัญให้ TSB ได้เดินหน้าต่อยอดการทำงานด้านนวัตกรรมและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียมและปลอดภัยยิ่งขึ้น

หากคุณให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรกับโลก อย่าลืมสนใจและติดตามแนวทางของ TSB ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสมัยใหม่ที่ยั่งยืน TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย APEA 2025 เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นเลิศและจิตวิญญาณการขับเคลื่อนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – TSB คว้ารางวัลใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2025

‘อิ๊งค์’ โต้ดราม่าคลิป ‘นั่งลงลูก’ ชี้อย่ามั่วข่าว

ล่าสุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ อิ๊งค์ ได้ออกมาโต้ข่าวดราม่าหลังจากมีคลิปเสียงถูกเผยแพร่ โดยเธอได้ รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรม พร้อมข้อความชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับข่าวที่ว่าเธอ “นั่งลงลูก” ขณะรับฟังคำชี้พยานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา

‘อิ๊งค์’ โต้ดราม่าคลิป ‘นั่งลงลูก’

ดราม่าครั้งนี้เริ่มต้นหลังจากคลิปเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีการกล่าวว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งถูกนำไปตีความว่านายกฯ อิ๊งค์แสดงความไม่เคารพต่อศาล ภายหลังมีการเจาะจงคำพูดของตุลาการว่าจริง ๆ แล้วเขาพูดว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่ถูกกล่าวขวัญ ส่งผลให้กระแสผิดเพี้ยนและเกิดการข่าวมั่ว

แพทองธาร จึงรีบชี้แจงผ่านไอจีสตอรี่ของตนเอง โดยระบุข้อความว่า “อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว” เน้นย้ำว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้คนเข้าใจ และขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในการเผยแพร่ข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

  • อิ๊งค์ได้เข้ารับฟังคำชี้พยานในศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งขรึม
  • มีบทสนทนาในคลิปที่ถูกตัดเอาส่วนหนึ่งออกมาตีความผิด
  • เธอได้ชี้แจงว่ากำลังเข้ารับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาใด ๆ

อิ๊งค์ย้ำว่าประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองต้องอาศัยความจริงและความโปร่งใส ซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบข่าวได้ดี ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

สุดท้ายนี้ บทความนี้ต้องการส่งเสริมให้ทุกคนมีวิจารณญาณในการรับสารอย่างมีเหตุผล และเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความเข้าใจผิดทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

ที่มา – ‘อิ๊งค์’รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดราม่าคลิปปั่น‘นั่งลงลูก’บอกอย่ามั่ว

พ่อเมืองสมุทรสาคร เชิญชวนสัมผัสความยิ่งใหญ่ “Samutsakhon Expo 2025”

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “Samutsakhon Expo 2025” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ส่งเสริมศักยภาพและเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวสำคัญ อาทิ ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และนายนคร หาญไกรวิไลย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยผู้มีเกียรติหลากหลายภาคส่วน ร่วมลงนามเปิดโอกาสทางธุรกิจและการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดในระดับประเทศ

พ่อเมืองสมุทรสาคร เชิญชวนสัมผัสความยิ่งใหญ่ “Samutsakhon Expo 2025”

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังมีการเชิญผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน เพื่อสัมผัสบรรยากาศและเตรียมพร้อมใจร่วมในงานใหญ่ระดับภูมิภาคที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

แนวคิดหลัก “SUSTAINABLE and SMART”

นายนริศ กล่าวถึงจุดประสงค์ในการจัดงานว่า “Samutsakhon Expo 2025” มีแนวคิดหลักภายใต้หัวข้อ “SUSTAINABLE and SMART” ซึ่งสื่อถึงการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผสมผสานกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างคุณค่าให้กับสินค้าท้องถิ่น

งาน Samutsakhon Expo 2025 นี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาค เพื่อตอกย้ำศักยภาพของสมุทรสาครในฐานะ “เมืองเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ” โดยภายในงานจะมีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย จากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง ยางและชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก โลหะ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ของใช้สำหรับเด็ก สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งสินค้าเกษตรสินค้า OTOP/SMEs และวิสาหกิจชุมชน ที่จะมาจำหน่ายในราคาโรงงาน

“ศักยภาพของจังหวัดสมุทรสาครมีมากมาย ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การค้า และการบริการ โดยเราต้องการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงตลาดในและต่างประเทศได้ง่ายขึ้น และสามารถแข่งขันได้จริง ผ่านแพลตฟอร์มของงานใหญ่อย่าง Samutsakhon Expo 2025”, นายนริศ กล่าวตอกย้ำ

โอกาสทางธุรกิจและการตลาดแบบครบวงจร

ภายในงานยังมีกิจกรรม Business Matching ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการสมุทรสาครกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการร่วมกับหอการค้าจังหวัดและสภาอุตสาหกรรม โดยมีการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมเซสชั่นเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ งานยังเติมเต็มอีกมุมด้วยกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย เช่น กิจกรรมเสริมทักษะสำหรับเด็กและเยาวชน มินิคอนเสิร์ต พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ และลุ้นรับของรางวัลมากมายภายในงานอีกด้วย

งานนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการซื้อขาย แต่เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมสัมผัส “พลัง” และ “ศักยภาพ” ของสมุทรสาคร ผ่านประสบการณ์แห่งคุณภาพ ความสร้างสรรค์ และความหลากหลายเฉพาะตัว

“ทุกท่านจะได้เห็นว่า นี่แหละคือ สมุทรสาคร งานดีที่ห้ามพลาด!” นายนริศฯ เชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่นี้ได้ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 3 กันยายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย อย่าพลาด!

ที่มา – พ่อเมืองสมุทรสาคร เชิญชวนสัมผัสความยิ่งใหญ่ “Samutsakhon Expo 2025”

บิ๊กเกรียงมอบสวัสดิ์ ส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงแพทองธารต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ได้มีคำแถลงถึงความคืบหน้าในการสรุปสำนวนปิดคดีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ในวันดังกล่าวได้มอบหมายให้ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ส.ว. รับผิดชอบในการดำเนินการจัดทำคำแถลงปิดคดี และส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่าหนังสือได้ถูกจัดส่งแล้วในวันเดียวกัน ไม่ได้มีการนำส่งด้วยตนเองโดยตรง

บิ๊กเกรียงมอบสวัสดิ์ ส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงแพทองธารต่อศาลรัฐธรรมนูญ

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงที่กล่าวว่าเป็นบทสนทนาของผู้นำระดับสูงระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การรวบรวมหลักฐานและพิจารณาทางวุฒิสภาที่มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ยื่นคำร้องร่วมกันได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการจัดตั้ง “วอร์รูม” เพื่อติดตามสถานการณ์ในวันที่ 29 สิงหาคม พล.อ.เกรียงไกร ได้ชี้แจงว่า ไม่มีการจัดตั้งวอร์รูมแต่อย่างใด และยืนยันด้วยการโบกมือเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่จำเป็นต้องมีการประชุมเพิ่มเติมในประเด็นนี้

ความคืบหน้าเป็นไปอย่างไร?

แม้เคลื่อนไหวของวุฒิสภาจะดูเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการปิดคดี แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม โดยเฉพาะในแง่ของการถอดเอาบทสนทนาที่ไม่มีการยืนยันถึงความถูกต้องของเนื้อหาหรือบริบททั้งหมด

ขณะนี้ประชาชนต่างจับตาดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมุมมองอย่างไรต่อคำแถลงปิดคดีที่ได้นำเสนอเข้าไป ซึ่งตามระเบียบกฎหมายแล้ว ศาลจะต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันควรให้ดำเนินคดีตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องหรือไม่

  • การจัดทำเอกสารโดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา: ปิดคดีอย่างเป็นทางการ
  • การส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ: ขั้นตอนสำคัญก่อนปิดประเด็น
  • การปฏิเสธการจัดวอร์รูม: ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็น

ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงานของวุฒิสภาที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของกระแสสังคม และในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความเป็นวิทยา institutions ต่อระบบประชาธิปไตยของประเทศ

จากทุกขั้นตอน เราอาจเห็นได้ว่ารัฐบาลและองค์กรอิสระต่างมีบทบาทในการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการปิดคดีนี้จะขึ้นอยู่กับกระบวนการทางกฎหมายที่จะเป็นไปต่อไปในระดับศาล

หากคุณมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพราะเราจะเป็นสังคมที่เข้าใจกันมากขึ้นหากได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยความเคารพ

ที่มา – ‘บิ๊กเกรียง’มอบ‘สวัสดิ์’ ส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียง‘แพทองธาร’ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

รวมใจสามัคคีเดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร ครั้งที่ 19

กิจกรรม “รวมใจสามัคคีเดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร” ครั้งที่ 19 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ร่วมกับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีและการออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน

รวมใจสามัคคีเดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บรรยากาศในบริเวณสวูนิเพล็กซ์ (SWUNIPLEX) ลานอโศกมนตรี และลานเล่นล้อ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและพลังงานบวกจากนักเรียน ผู้ปกครอง และคณาจารย์ ภายใต้การเป็นประธานเปิดงานของ รศ.ดร.ทพ.สรสัณห์ รังสิยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพ พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะกรรมการจากทั้งโรงเรียนและสมาคมผู้ปกครองและครู

ระยะทางหลากหลายสำหรับทุกกลุ่ม

กิจกรรมหลักของงานนี้คือการเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพที่แบ่งเป็นสามระยะทางเพื่อรองรับนักเรียนทุกระดับ ได้แก่ ระยะทาง 1.5 กม. สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 และ Year 1-2, 3 กม. สำหรับชั้นปีที่ 3-4 และ Year 3-4 และ 3.5 กม. สำหรับชั้นปีที่ 5-6 และ Year 5-6 ผู้เข้าร่วมทุกคนต่างร่วมวิ่งอย่างคึกคัก มีกำลังใจจากครอบครัวและครูอย่างอบอุ่น 体现出ความสามัคคีและความร่วมมือที่ดีงาม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษอย่างการแสดงเปิดตัวมาสคอตของโรงเรียน “ปราชญ์เปรียว” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและยิ้มแย้มแก่ทุกคนในงาน นักเรียนระดับชั้นเล็กยังได้มีโอกาสแสดงเต้นแอโรบิกอย่างมีชีวิตชีวา ที่ลานเล่นล้อ สร้างความสนุกสนานและความมั่นใจในตนเองของเด็ก ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

กิจกรรมนี้จัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 19 และมีความหมายไม่เพียงแค่การออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมของการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง คุณครู และทีมงานของโรงเรียนด้วยความสามัคคี มิตรภาพ และความภาคภูมิใจในชุมชนการเรียนรู้ รายได้จากการจัดงานในปีนี้จะนำไปใช้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาสาธิต-สามัคคี ครั้งที่ 48 “องครักษ์เกมส์” อีกเช่นกัน

รวมใจสามัคคีเดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร เป็นภาพที่สวยงามของความรักและความสามัคคีที่สร้างขึ้นจากการลงมือทำร่วมกัน วิ่งไปพร้อมกัน และเติบโตไปด้วยกัน ร่วมสนับสนุนสุขภาพที่ดีและจิตใจที่เข้มแข็งสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน

ที่มา – “รวมใจสามัคคีเดิน-วิ่ง ประถมสาธิตประสานมิตร” ครั้งที่ 19 จัดยิ่งใหญ่ ณ มศว

คลิปเก่าถูกขุด! ‘มารี’ เคยสัมภาษณ์ ‘เชอรีน’ เรื่องรักกับอดีตสามี

ประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในโลกออนไลน์ในตอนนี้ คือกรณีของ มารี เบิร์นเนอร์ ที่ถูกตำรวจควบคุมตัวเนื่องจากไม่ยอมเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ ซึ่งทำเอาทุกคนฮือฮาไปตาม ๆ กัน เพราะภายในรถมี ไฮโซบอส อดีตสามีของนักร้องสาว เชอรีน ณัฐจารี นั่งอยู่ด้วย ต่อมา นักร้องสาวก็ได้ออกมาโพสต์คลิปที่กำลังร้องเพลง “แฟนใหม่หน้าคุ้น” ร่วมกับเพื่อน ๆ รวมถึงนักร้องแร็ปเปอร์หนุ่มอย่าง แชมป์ ไมยราพ หรือที่รู้จักในชื่อ MAIYARAP

คลิปเก่าถูกขุด! ‘มารี’ เคยสัมภาษณ์ ‘เชอรีน’ เรื่องรักกับอดีตสามี

ล่าสุดโลกโซเชียลได้ขุดคลิปเก่าเมื่อ 3 ปีที่แล้วจากช่อง YouTube ในรายการ “ว่ามาดิ with Lily and Marie” โดย มารี และ ลิลลี่ ภัณฑิลา มาสัมภาษณ์ เชอรีน ในช่วงที่นักร้องสาวกำลังตั้งครรภ์ และได้พูดคุยเปิดใจถึงความรักกับอดีตสามีอย่าง ไฮโซบอส ซึ่งเธอเล่าว่าเริ่มคบหากันได้อย่างไร และมีความตั้งใจอยากมีลูกก่อนอายุ 28 ปี ซึ่งบอสก็เห็นด้วยเพราะอายุมากกว่า

มารีพูดประโยคเด็ดบนรายการที่พูดถึงเชอรีน!

ในช่วงรายการ มารี ได้พูดประโยคเด็ดที่กลายเป็นประเด็นว่า “กรณีของเชอรีน ถ้าพร้อมแล้ว เจอผู้ชายที่ใช่แล้ว จะให้รออะไร รอไข่ฝ่อเหรอ มันก็ไม่ใช่” และ เชอรีน ก็ตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “เร็วไปคืออะไรคะ จำได้ จำได้” ซึ่งงานนี้ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์กันอย่างล้นหลาม ตั้งแต่ผู้ที่ตามมาดูข่าวล่าสุด ไปจนถึงคนที่เพิ่งขุดเจอคลิปเก่า

ยิ่งทำเอาคนเข้าใจว่าความสัมพันธ์ของ เชอรีน และ มารี นั้นเหนียวแน่น และสนิทกันอย่างมาก โดยในรายการก็ยังมีช่วงที่ มารีและลิลลี่ ได้จับท้องของเชอรีนและอวยพรลูกในท้องด้วย

ดูแล้วแล้วไม่ว่าจะผ่านเวลาไปกี่ปี ความสัมพันธ์ของผู้หญิงสามคนนี้ ยังคงเป็นที่สนใจของออนไลน์อยู่เสมอ ทั้งจากมุมของคนดังและมุมของความเป็นมิตรที่ดูแล้วไม่เหมือนแค่เพื่อนธรรมดา

เหตุการณ์ในรอบนี้มีทั้งความคลาสสิกและความแปลกใหม่ปะปนกันอยู่ ทำให้เราเห็นถึงหลายแง่มุมของทั้งสามคน และยิ่งตอกย้ำอีกครั้งว่า “ความสัมพันธ์” ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลัง “การแต่งงาน” มันมีค่าเสมอ หากใจของคนทั้งสองฝ่ายอยู่ตรงกัน

ติดตามข่าวบันเทิงล่าสุด และคลิปที่น่าสนใจได้ที่นี่!

ที่มา – คลิปเก่าถูกขุด! ‘มารี’ เคยสัมภาษณ์ ‘เชอรีน’ เรื่องรักกับอดีตสามี ก่อนมีปมร้อนสะเทือนวงการ!

ชาวเยอรมัน แห่ร่วมกิจกรรม “มวยไทย มาสเตอร์คลาส” กระทบไหล่ “แสนชัย-ยอดแสนไกล-นำศักดิ์น้อย”

โครงการ มวยไทย มาสเตอร์คลาส 2025 ที่ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการส่งเสริมศิลปะไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้นำทีมไปจัดกิจกรรมที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เป็นโอกาสที่ดีในการนำเสนอศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กับชาวต่างชาติ

ชาวเยอรมัน แห่ร่วมกิจกรรม “มวยไทย มาสเตอร์คลาส”

กิจกรรม มวยไทย มาสเตอร์คลาส 2025 ที่จัดขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ สถานที่ MTV Munich from 1879 e.V. ได้รับเกียรติอย่างล้นหลามจากบุคคลสำคัญในวงการทูต อาทิ นายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และ นางสาวประเพ็ญพิมพ์ ประจนปัจจนึก กงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิก พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในวันนั้น มีนักมวยไทยระดับยอดเข้าร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สนใจกว่า 400 คน ได้แก่ แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม, ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ และนำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร ซึ่งทุกคนได้ร่วมกิจกรรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมถ่ายภาพสุดพิเศษเป็นอนุสรณ์

ยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านมวยไทย

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแค่สอนมวยไทยเท่านั้น ยังมีการประชาสัมพันธ์สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทาง เช่น การขอวีซ่า Non-Immigrant Visa (ED) 90 วัน และ Muaythai DTV (Destination Thailand Visa) 180 วัน เพื่อรองรับผู้ที่ชื่นชอบมวยไทยและต้องการเข้ามายังประเทศไทยศึกษาต่อในระยะยาว

ทั้งนี้ นายจิตติพัฒน์ กล่าวว่า มวยไทยถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังของไทย เพราะมีค่ายมวยในเยอรมนีกว่า 250 แห่ง และนับวันมีความนิยมเพิ่มขึ้น เห็นได้จากความสนใจกิจกรรมครั้งนี้

“มวยไทยคือหนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศไทยที่สามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตได้อย่างดีเยี่ยม เราพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกับหน่วยงานในประเทศไทยเพื่อเผยแพร่มวยไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป”

ในอีกด้าน ผู้บริหารจากคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬาเผยว่า งานครั้งนี้เป็นหนึ่งใน 14 ประเทศที่จะมีกิจกรรมจัดขึ้นในปีนี้ และเพื่อขยายให้มากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของธุรกิจช่วยเสริมรายได้ เช่นการขายอุปกรณ์ การเชิญชวนเจ้าของยิมในไทยมาขายแพ็กเกจ เพื่อดึงดูดชุมชนแฟนมวยต่างชาติให้เยือนประเทศไทยมากขึ้น

สามารถติดตามกำหนดการ “มวยไทย มาสเตอร์คลาส 2025” ที่ประเทศต่อไปได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และออสเตรเลีย เพื่อดูการเติบโตของกีฬาผู้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก

การนำเสนอศิลปะไทยผ่าน มวยไทย มาสเตอร์คลาส ไม่เพียงแต่ช่วยให้คนทั่วโลกรู้จักมากขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์พร้อมขยายตลาดสู่นานาชาติได้อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นแฟนมวยไทย ลองพิจารณาแผนเดินทางมายังเมืองไทยเพื่อเข้าร่วมแคมป์ฝึกสอนโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเหล่านี้!

ที่มา – ชาวเยอรมัน แห่ร่วมกิจกรรม “มวยไทย มาสเตอร์คลาส” กระทบไหล่ “แสนชัย-ยอดแสนไกล-นำศักดิ์น้อย”

ม.กรุงเทพฯ ถอดกลยุทธ์ The 3 Dimensions

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจอะไรบ้างเพื่อประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจไทย-จีน? มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้จัดงานเสวนาภายใต้ชื่อ “China-Thailand Dialogues” ในหัวข้อ “ม.กรุงเทพฯ ชวนถอดกลยุทธ์ The 3 Dimensions คนรุ่นใหม่ต้องสู้ด้วยอะไรถึงจะ Win-Win?” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อถอดรหัสกลยุทธ์สำคัญในการเปิดเกมธุรกิจยุคใหม่

ม.กรุงเทพฯ ชวนถอดกลยุทธ์ The 3 Dimensions คนรุ่นใหม่ต้องสู้ด้วยอะไรถึงจะ Win-Win?

งานเสวนาใช้แนวคิดเปรียบเทียบธุรกิจไทย-จีนกับกระดานหมากรุกระดับ Grandmaster โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมเปิดเผย “เทคนิคชนะ” ให้กับคนรุ่นใหม่ ผ่านการเข้าใจ “The 3 Dimensions” ประกอบด้วยมิติการเปลี่ยนแปลงทางสังคม, มิติเศรษฐกิจ และมิติการศึกษา เป็นเส้นทางสู่ความเข้าใจในบริบทใหม่ของความสัมพันธ์ไทย-จีน

กลยุทธ์ “Thailand-China Game” สำหรับคนรุ่นใหม่

ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า ความสำเร็จในโลกธุรกิจไทย-จีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขัน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Win-Win นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องมีทักษะบริบท ความเข้าใจด้านวัฒนธรรม และความพร้อมจะปรับตัวในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

  • มิติการเปลี่ยนแปลงทางสังคม: สังคมไทยกับจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคนรุ่นใหม่ควรมองไปไกลข้ามขีดจำกัด
  • มิติเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจดิจิทัล สุขภาพ และเทคโนโลยีเป็นโอกาสใหม่ๆ ที่ไทยต้องเตรียมพร้อมร่วมมือกับจีน
  • มิติการศึกษา: การเรียนรู้ภาษาและการค้าจีนอย่างเข้มข้นเป็น DNA ที่ทำให้นักเรียนเข้าใจ “จิตวิทยาหมากตรงข้าม”

ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ กล่าวว่า การเรียนภาษาจีนไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือกุญแจที่เปิดโอกาสให้เข้าใจวัฒนธรรมและกลยุทธ์การค้าอย่างลึกซึ้ง การสอนภาษาจีนธุรกิจกว่า 45 ชั่วโมงต่อเทอมไม่ใช่แค่เพื่อสื่อสาร แต่เพื่อให้นักเรียน “อ่านเกม” ของจีนได้คู่ขนานกับทักษะธุรกิจ

โอกาสทองในอุตสาหกรรมอนาคต

คุณวิชัย มงคลชัยชวาล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า หลังจากนี้จีนเป็นไม่เพียงแค่พันธมิตรทางเศรษฐกิจ แต่เป็น Strategic Partner ที่ประเทศไทยต้องเดินทางเคียงข้างกันอย่างมีวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างอุตสาหกรรมสุขภาพองค์รวม เศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก

นอกจากเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังมีกิจกรรม Future Map ที่นักศึกษาได้ท้าทายสมองสร้างแผนการเดินหมากของตนเองภายใต้การแนะนำจากวิทยากร โดยมีเป้าหมายให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของความคิด มีวิสัยทัศน์ และสามารถวางแผนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์

การจัดงาน “China-Thailand Dialogues” ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ แต่ยังเป็นการตอกย้ำความพร้อมของวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในบทบาทการผลิตบัณฑิตที่เข้าใจ “ความซับซ้อนของเกมระดับโลก” และพร้อมขับเคลื่อนไทยสู่เส้นทางร่วมเติบโตแบบยั่งยืนกับจีนในยุคใหม่

มุมมองสำคัญ: การรู้จัก “อ่านเกม” และการเข้าใจวัฒนธรรม คือพลังที่จะเปลี่ยนผู้เล่นรุ่นใหม่ให้กลายเป็นมืออาชีพที่พร้อมเดินเกมกับจีนอย่าง Win-Win

ที่มา – ม.กรุงเทพฯ ชวนถอดกลยุทธ์ “The 3 Dimensions” คนรุ่นใหม่ต้องสู้ด้วยอะไรถึงจะ Win-Win?

‘มท.2’ โอ่ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติไทย มีมาตรฐานเทียบเท่านานาชาติ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาโดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายสุทนต์ กล้าการขาย ส.ว. ได้ตั้งคำถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับระบบ Cell Broadcast หรือระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินแบบส่งข้อความอัตโนมัติของประเทศไทยที่ยังมีความล่าช้าและไม่ครอบคลุมทั่วถึง จึงซักถามว่าระบบ มท.2 ระบบนี้จะถูกนำมาใช้ทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเมื่อใด และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

‘มท.2’ โอ่ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติไทย มีมาตรฐานเทียบเท่านานาชาติ

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ชี้แจงว่า ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบ มท.2 ของไทย มีประสิทธิภาพที่สามารถเทียบเท่าระบบในนานาประเทศ อย่างไรก็ตามก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจเกิดมาจากอุปกรณ์ที่ไม่รองรับหรือยังไม่ได้อัปเดตให้สามารถรับข้อความจากระบบนี้ได้

การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

ในปัจจุบัน รัฐบาลได้มีการนำระบบแจ้งเตือนภัยทุกรูปแบบมาใช้งานอย่างเป็นระบบ มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมควบคุมมลพิษ ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและส่งข้อมูลเตือนภัยไปยังประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง เฉียบขาด และแม่นยำ

  • ระบบ Cell Broadcast มีการออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแบบเรียลไทม์
  • การบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญ
  • มีการพัฒนานโยบายเพื่อความครอบคลุมมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัฐบาลยืนยันว่าระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ มท.2 มีประสิทธิภาพและมาตรฐานที่สามารถแข่งขันกับระบบนานาชาติได้ อีกทั้งยังได้รับการยอมรับและชื่นชมจากนานาประเทศด้วย โครงการในอนาคตจะเน้นการบูรณาการระบบเตือนภัยจากภัยพิบัติต่างประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ และการสร้างเครือข่ายความมั่นคงด้านสาธารณภัยที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน การอัปเดตซอฟต์แวร์และเปิดใช้งานระบบแจ้งเตือนภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสามารถช่วยป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติ และอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบเตือนภัยพิบัติไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ‘มท.2’ โอ่ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติไทย มีมาตรฐานเทียบเท่านานาชาติ

ฉาวอีก! ค้นพบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ไม่จบหลักสูตรปวช. มหาลัยดัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรณีของ หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กลับกลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลจากการตรวจสอบประวัติการศึกษา ซึ่งระบุว่า หลวงพ่ออลงกต หรือในชื่อเดิมว่า “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เคยเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก) แต่ดูเหมือนจะเรียนไม่จบหลักสูตรปวช. ตามกำหนด

ฉาวอีก! ค้นพบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ ไม่จบหลักสูตรปวช.

หลังจากมีรายงานข่าวว่า หลวงพ่ออลงกต เคยลงทะเบียนเรียนที่ “เกษตรบ้านกร่าง” ในช่วงปี พ.ศ. 2521–2523 แต่เมื่อตรวจสอบจากทะเบียนนิสิต กลับไม่พบชื่อของเขาในฐานข้อมูลนักศึกษาที่จบหลักสูตร นำไปสู่ข้อสงสัยว่าท่านไม่ได้จบการศึกษาในระดับดังกล่าว

เรียนจริง แต่ไม่จบ?

จากข้อมูลที่ได้รับ ชี้ให้เห็นว่า เกรียงไกรฯ หรือ หลวงพ่ออลงกต นั้น เคยลงทะเบียนเรียนในระดับ ปวช. เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งหลักสูตรจะครอบคลุม 6 เทอม แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ในเทอมสุดท้าย (เทอมที่ 6) ไม่มีการลงทะเบียนหรือให้เกรดใด ๆ เลย ทำให้ถือว่า เรียนไม่จบหลักสูตรปวช. ตามเกณฑ์การศึกษาของสถาบัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากอาจารย์และเพื่อนร่วมรุ่นระบุว่าท่านมีความโดดเด่นในช่วงที่เรียน โดยมีชื่อเสียงในฐานะนักฟุตบอลศูนย์หน้า นอกจากนี้ ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องประวัติการศึกษาในช่วงที่กลับมาเข้าร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยภายหลัง เช่น ในโครงการ “ธรรมรักษ์กับหัวใจสีขาว” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาในอดีต หรือกิจกรรมไอเดนติการในช่วงต้นอาชีพ

ความคิดเห็นหลังจากเปิดเผยข่าว

มีหลายคนที่แสดงความคิดเห็นว่า แม้จะมีข่าวว่า หลวงพ่ออลงกต เรียนไม่จบ แต่สิ่งสำคัญคือผลงานในการทำงานด้านศาสนาและสังคม ถือว่ามีความสำคัญมากกว่า อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำถามว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ควรสะท้อนออกมาเพื่อให้คนทั่วไปได้ตัดสินอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ในขณะนี้ ทุกฝ่ายยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม ว่าท่านเรียนจริงแต่ไม่จบ หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยัน อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในระยะยาวของบุคคลในวงการศาสนา และอาจส่งผลต่อการได้รับตำแหน่งหรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในอนาคต

ไม่ว่าอย่างไร การเปิดเผยประวัตินี้เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินตัวบุคคลในวงการศาสนาอย่างโปร่งใสยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีในระยะยาวต่อความน่าเชื่อถือของระบบศาสนาไทย

ที่มา – ฉาวอีก! ค้นประวัติ ‘หลวงพ่ออลงกต’ พบเรียนไม่จบหลักสูตรปวช. มหาลัยดัง