ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สพฐ.แจ้งเตือนรับมือพายุคาจิกิ เฝ้าระวังโรงเรียน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามรายงานสถานการณ์ล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงและกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง จากนั้นจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน เป็นเหตุให้ในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะประสบกับฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ร่วมกับลมพายุที่มีกำลังแรง

สพฐ.แจ้งเตือนรับมือพายุคาจิกิ เฝ้าระวังโรงเรียน

ขณะที่ภาคเหนือจะได้รับผลกระทบหลักในช่วงวันที่ 25–27 สิงหาคม 2568 โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับเส้นทางเดินพายุ ได้แก่ จังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย อุตรดิตถ์ น่าน พะเยา แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะได้รับผลกระทบทางอ้อม และอาจประสบกับสภาพอากาศที่เลวร้ายได้เช่นกัน ทำให้มีความจำเป็นที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนัก ลมพายุ รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ

มาตรการเฝ้าระวังและป้องกัน

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว สพฐ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาทั่วประเทศ จึงได้มีการกำชับให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง เร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง พร้อมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในทุกแง่มุม เพื่อความปลอดภัยของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเฝ้าระวังอันตรายจากสภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้น

  • วิเคราะห์ความเสี่ยงในการเดินทางของนักเรียน
  • จัดเตรียมที่พักพิงในกรณีจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย
  • สำรวจและซ่อมแซมอาคาร ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำ
  • ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อประกาศหยุดเรียนหากจำเป็น

ทั้งนี้ ทีมงานจากสพฐ. ยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและศูนย์การศึกษาพิเศษในทุกพื้นที่ต้องจัดทำและติดตามแผนเผชิญเหตุอย่างเข้มงวด ส่งรายงานสถานการณ์รายวัน และติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาให้ทันท่วงที เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวว่า “หากโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่พบเหตุด่วนหรือฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน สามารถประสานงานโดยตรงมายังสำนักงานเลขาธิการ กพฐ. หรือผู้บริหารระดับสูงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงทีและปลอดภัยที่สุด”

เมื่อเผชิญกับสภาพอากาศสุดโต่งอย่างพายุ “คาจิกิ” นี้ การร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการเตรียมตัวล่วงหน้าของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ถือเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือและลดผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การเฝ้าระวังและการตัดสินใจที่ไวต่อสถานการณ์สามารถช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับนักเรียนและครูได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – สพฐ. แจ้งเตือนเขตพื้นที่-โรงเรียน เฝ้าระวังความปลอดภัยรับมือพายุ “คาจิกิ”

กำแพงเพชร มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมเงินสดแด่ “พลทหารตะวัน” บาดเจ็บจากการสู้รบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมซุ้มกอศูนย์ราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมเงินสดให้แก่ นายตะวัน สิงห์เรือง พลทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนไทย – กัมพูชา แสดงถึงศักดิ์ศรีและคุณธรรมของพลทหารไทยที่ไม่หวาดกลัวอันตราย

กำแพงเพชร มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมเงินสดแด่ “พลทหารตะวัน” บาดเจ็บจากการสู้รบ

พลทหารตะวันที่ถูกยกย่องเป็นตัวอย่างของความเสียสละ ได้กล่าวขอบคุณต่อหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อเขาและเพื่อนสมาชิกชุดดำที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลทางจิตใจ ซึ่งขณะนี้เขาได้ย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ กรุงเทพมหานคร

ความหวังของพลทหารตะวัน

ภายหลังจากประสบอุบัติเหตุ พลทหารตะวันกล่าวว่าตนเองยังมีความหวังที่จะดำเนินชีวิตและกลับมารับราชการทหารต่อไปในชุดดำ แม้จะประสบกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งอาการสะดุ้งตื่นหลังเหตุการณ์ และความกังวลเกี่ยวกับสายตาข้างซ้ายที่ได้รับผลกระทบอย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม พลทหารตะวันยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดกำแพงเพชรที่ให้คำมั่นว่าจะประสานงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขาสามารถกลับมารับราชการในหน่วยที่ตนเองรักได้เคียงข้างเพื่อนร่วมอาชีพอีกครั้ง

  • สถานการณ์ความเป็นพลทหารในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกองทัพบกไทย
  • การให้การยอมรับอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละและความกล้าหาญ
  • แรงบันดาลใจสำหรับเยาวชน ที่มีความตั้งใจรับราชการเพื่อปกป้องประเทศชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจของพลทหารคนไทย ที่เผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพื่อปกป้องประเทศ และแม้จะเจ็บปวดทางร่างกาย แต่ยังคงจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมรับภารกิจต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี

การตอกย้ำความสำเร็จในการส่งเสริมค่านิยมด้านความเสียสละและการยอมรับจากสังคมในรูปแบบของการมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติและเงินสด เป็นการเปิดโอกาสให้พลทหารทั่วประเทศเห็นถึงการยอมรับคุณงามคุณค่าของตนเองในหน้าที่การงาน

การกลับมาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ของพลทหารตะวันนี้เป็นแรงผลักดันให้พลทหารรุ่นใหม่ ๆ เห็นความสำคัญของการเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ

หากคุณชื่นชมในความกล้าหาญ และเสียสละของพลทหารเหล่านี้ ร่วมเป็นกำลังใจให้พวกเขาผ่านการแสดงความคิดเห็นหรือการแบ่งปันเรื่องราวของเขาให้กับคนรุ่นใหม่

ที่มา – กำแพงเพชร มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมเงินสดแด่ “พลทหารตะวัน” บาดเจ็บจากการสู้รบ

สองเส้นทางการคลอด… แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

การตัดสินใจเลือกเส้นทางการคลอดถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของคุณแม่ เพราะการเลือกวิธีที่เหมาะสมจะส่งผลต่อสุขภาพของทั้งแม่และลูกอย่างมาก การคลอดมีสองทางเลือกหลัก คือ การคลอดธรรมชาติ และ การผ่าคลอด มาดูกันว่าแต่ละวิธีมีลักษณะอย่างไร และเหมาะกับใคร

สองเส้นทางการคลอด… แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

การคลอดธรรมชาติ คือการที่คุณแม่ใช้แรงเบ่งถึงการคลอดลูกทางช่องคลอด โดยไม่มีการผ่าตัด ภายใต้การดูแลของทีมสูติกรรม ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลา 6–12 ชั่วโมงในครั้งแรก ส่วนครรภ์ที่สองขึ้นไปมักจะใช้เวลาน้อยกว่า

ข้อดีของการคลอดธรรมชาติ ได้แก่ การฟื้นตัวไว (ภายใน 2–4 วัน) ลูกได้รับแบคทีเรียที่มีประโยชน์จากช่องคลอด ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ และไม่มีแผลผ่าตัด

ข้อควรระวังในการคลอดธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่ต้องคำนึง เช่น การฉีกขาดของช่องคลอด หรือฝีเย็บ การเบ่งนานอาจทำให้คุณแม่เหนื่อยล้า หากเกิดภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉิน อาจต้องสลับไปผ่าคลอดแทน

ในทางกลับกัน การผ่าคลอด เป็นวิธีที่ใช้การผ่าตัดเปิดหน้าท้องและมดลูกเพื่อดึงลูกออกมา ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และต้องพักฟื้นนานกว่าทั่วไป (1–2 สัปดาห์จึงเคลื่อนไหวได้สะดวก)

ประโยชน์ของการผ่าคลอด คือสามารถวางแผนเวลาได้ชัดเจน ลดความเสี่ยงจากภาวะฉุกเฉิน เช่น ทารกไม่กลับหัว หรือคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวาน ที่ควบคุมได้ยาก

แม้จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียสำคัญ เช่น การฟื้นตัวช้า มีแผลผ่าตัดเสี่ยงติดเชื้อ ค่าใช้จ่ายสูงกว่า และอาจมีผลกับการตั้งครรภ์ในอนาคต

แพทย์แนะนำให้ผ่าคลอดเมื่อไร?

แพทย์มักแนะนำให้คุณแม่ผ่าคลอดในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทารกมีขนาดใหญ่เกินไป หรืออยู่ในท่าก้น รวมถึงคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน หรือมีปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน

ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าคุณแม่ส่วนมากเลือกการผ่าคลอดมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวก การวางแผนเวลา ความเชื่อเรื่องฤกษ์ และความกลัวความเจ็บปวดจากการคลอดธรรมชาติ

แต่การเลือกวิธีการคลอดไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยและสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินร่างกายและวางแผนการคลอดให้เหมาะสมกับแต่ละราย

อย่าลืมว่า สองเส้นทางการคลอด… แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายและความเชื่อส่วนตัวของคุณแม่

หากคุณเป็นคุณแม่สายวางแผน การผ่าคลอดอาจเหมาะกับคุณ แต่หากคุณต้องการการฟื้นตัวที่รวดเร็วและได้รับประโยชน์จากธรรมชาติของการคลอด การคลอดธรรมชาติอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ดังนั้น อย่าลังเลในการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณและลูกน้อยได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี

ที่มา – สองเส้นทางการคลอด… แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย

สัมภาษณ์ “ปิแอร์ แลมเมอร์เมเยอร์” เอาก์สบวร์ก เชื่อ เด็กไทยไม่เป็นรองใครในโลก

การร่วมมือระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอาก์สบวร์ก สโมสรดังจากบุนเดสลีกา เยอรมนี ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลไทย โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของฟุตบอลในระยะยาว

ล่าสุด “ข่าวกีฬาเดลินิวส์” มีโอกาสพิเศษได้สัมภาษณ์ “ปิแอร์ แลมเมอร์เมเยอร์” สมาชิกคณะกรรมการบริหารสโมสร เอาก์สบวร์ก เกี่ยวกับรายละเอียดความร่วมมือนี้ และมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของเด็กไทยที่จะก้าวเป็นนักฟุตบอลในระดับยุโรป

สัมภาษณ์ “ปิแอร์ แลมเมอร์เมเยอร์” เอาก์สบวร์ก เชื่อ เด็กไทยไม่เป็นรองใครในโลก

ปิแอร์ เปิดเผยว่า การร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่สโมสรจัดโครงการ Bundesliga Dream Thailand เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยเชิญเยาวชนไทยที่มีพรสวรรค์กว่า 15-20 คนมาฝึกที่เมืองเอาก์สบวร์ก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยมของเด็กไทย โดยเฉพาะ “เคน” ที่ได้โอกาสเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมและฝึกซ้อมกับอะคาเดมี่ของสโมสรเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ‘บาเยิร์นของไทย’ ที่เอาก์สบวร์กเห็นคุณค่า

ปิแอร์ ชื่นชมว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับบาเยิร์น มิวนิก ในเยอรมนี ซึ่งเป็นที่มาของแรงบันดาลใจให้เอาก์สบวร์กตัดสินใจร่วมมือ นอกจากนี้ พวกเขายังมีการจัดการอะคาเดมี่ที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่ง

“เราประทับใจกับสนาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่บุรีรัมย์มี รวมถึงระบบการพัฒนาเยาวชนที่ใกล้เคียงกับเรา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงได้อย่างลงตัว” ปิแอร์ กล่าว

เป้าหมายหลักของการร่วมมือ

เขาชี้แจงว่า เป้าหมายหลักของการร่วมมือไม่ใช่แค่พัฒนาเยาวชน แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนด้านแรงบันดาลใจในเรื่องการตลาด การจัดการองค์กร และการสร้างแบรนด์ “เราตั้งใจจะส่งโค้ชเยาวชนไปประมาณ 3 ครั้งต่อปี ครั้งละอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อ initiation การเทรนแบบเรา พร้อมจัดค่ายร่วมกันเพื่อพัฒนาลูกหนังไทยต่อไป”

​เด็กไทยมีศักยภาพสูงเกินคาด

เมื่อพูดถึงความสามารถของเยาวชนไทย ปิแอร์ ได้ยกย่องว่า “ต้องยอมรับว่าเราประหลาดใจกับความสามารถของนักเตะไทย โดยเฉพาะเคน ที่สามารถเติมเต็มมาตรฐานของเราได้ในวัยเพียง 14-15 ปี ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายมาก”

เขาตอกย้ำว่า นอกจากฝีเท้าแล้ว พลังใจ ความมุ่งมั่น และทัศนคติที่ดี จะช่วยขับเคลื่อนเด็กไทยไปสู่โอกาสในการเป็นนักเตะอาชีพได้อย่างยั่งยืน และเรื่องรูปร่างไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าความสามารถ

เกี่ยวกับโอกาสไปเล่นในยุโรป ปิแอร์ เชื่อมั่นว่า หากนักเตะมีคุณภาพ ไม่ว่าจะมาจากไหน ก็มีทางลุ้นได้ “การร่วมมือนี้เองคือโอกาสที่นักเตะไทยจะมาฝึกกับเรา ได้สัมผัสวัฒนธรรม เรียนรู้ภาษา และปรับตัวให้พร้อมก่อนขึ้นเล่นในทีมใหญ่”

สุดท้าย ปิแอร์ฝากถึงเยาวชนไทยว่า จงตั้งเป้าให้สูง ตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะฟุตบอลเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น และมีโอกาสรออยู่เสมอ

การร่วมมือระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและเอาก์สบวร์ก ถือเป็นพันธสัญญาแห่งความหวังที่สร้างโอกาสให้ฟุตบอลไทย เดินไกลออกไปยังเวทีโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – สัมภาษณ์พิเศษ “ปิแอร์ แลมเมอร์เมเยอร์” ผู้บริหารเอาก์สบวร์ก “เด็กไทยไม่เป็นรองใครในโลก และมีโอกาสไปเล่นยุโรปได้”

เลขาดำ – มาดามน้อย สานฝันนักเตะชาวมุกดาหาร จัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน เงินรางวัลกว่า 90,000 บ.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่สนามเดอบุญฟิลด์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นายไตรสรณคมน์ หนองเรือง หรือที่หลายคนเรียกกันว่า เลขาดำ ร่วมกับนางสาวอรกัญญา สะภา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ มาดามน้อย ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมการค้าท่องเที่ยวมุกดาหาร ได้ร่วมกันเป็นประธานในการมอบถ้วยรางวัลให้แก่ทีมแชมป์ที่ชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นประชาชนทั่วไป ภายใต้รายการ 599 คัพ ครั้งที่ 2 ซึ่งดึงดูดทีมฟุตบอลจากทั่วสารทิศให้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคึกคัก

เลขาดำ – มาดามน้อย สานฝันนักเตะชาวมุกดาหาร

การแข่งขันในครั้งนี้เป็นเวทีที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีระบบการจัดการที่โปร่งใส และทีมที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างก็มีความตั้งใจอย่างยิ่งในการเล่น เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงเงินรางวัลจำนวนมากเช่นนี้มาก่อนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยทีมที่คว้าแชมป์ไปครองคือทีม ราชสีห์พาลู เอฟซี ซึ่งสามารถเอาชนะ WAN YAI United ในรอบชิงชนะเลิศได้อย่างดุดัน

รวมเงินรางวัลกว่า 90,000 บาท

ทีมแชมป์ได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล เหรียญรางวัลที่ 2 ได้แก่ทีม นาคาพิฆาต x ผู้ใหญ่ยิม รับเงินรางวัล 30,000 บาท ในขณะที่รางวัลที่ 3 เป็นของทีม หนุ่มนันทวัน ซึ่งได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท ส่วนรางวัลที่ 4 ตกเป็นของทีม ผู้บ่าว อส. ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

นางสาวอรกัญญา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คนในพื้นที่ รวมไปถึงเป็นการใช้เวลาว่างอย่างมีคุณภาพ ห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนการออกกำลังกายและสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนผ่านการเล่นกีฬา

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสให้กับนักเตะรุ่นเยาว์จากจังหวัดมุกดาหารให้มีเวทีแสดงฝีเท้า และสามารถเติบโตไปสู่วงการฟุตบอลในระดับชาติ จึงมีแผนที่จะจัดการแข่งขัน类似的活动twoเดือนต่อครั้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต

หากคุณเป็นแฟนกีฬา หรือมีลูกหลานที่ชื่นชอบฟุตบอล การสนับสนุนกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับเหล่านักฟุตบอลจากจังหวัดมุกดาหาร และร่วมสร้างพื้นที่เพื่อกีฬาที่ดีและยั่งยืนไปพร้อมกัน

ที่มา – เลขาดำ – มาดามน้อย สานฝันนักเตะชาวมุกดาหาร จัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน เงินรางวัลกว่า 90,000 บ.

เชอรีน ร้องเพลงแฟนใหม่หน้าคุ้นกับแชมป์ ไมยราพ หลังปมอดีตสามี

เมื่อพูดถึงวงการบันเทิงไทย หนึ่งในชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ เชอรีน ณัฐจารี นักร้องเสียงคุณภาพที่มีผลงานเพลงมากมายที่ติดหูเช่น “แฟนใหม่หน้าคุ้น” ซึ่งล่าสุดเธอได้กลับมาเป็นข่าวลือกหนักอีกครั้ง หลังมีโพสต์ร่วมกับแร็ปเปอร์หนุ่ม แชมป์ ไมยราพ บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก จนกลายเป็นประเด็นที่เติมเต็มกระแสเก่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีต

เชอรีน แทคทีมแร็ปเปอร์หนุ่มร้องเพลง ‘แฟนใหม่หน้าคุ้น’

คลิปดังกล่าวเป็นการที่เชอรีนร่วมถ่ายทำกับหนุ่มแชมป์ โดยในคลิปทั้งสองดูมีมิตรภาพออกมาเป็นอย่างดี ในจังหวะหนึ่ง แชมป์ ไมยราพ ได้ร้องเพลง “แฟนใหม่หน้าคุ้น” ท่อนฮิตที่หลายคนคุ้นหู ซึ่งเชอรีนเองก็ร่วมร้องต่อจนจบเพลง ทำเอาแฟนคลับตื่นเต้นระทึก เพราะเพลงนี้มีความหมายลึกซึ้ง ดูน่าจะสื่อถึงสถานการณ์ในช่วงที่เธอต้องเผชิญในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สมองกลางเปลี่ยนจนไม่เหลือใครจำได้?

ไม่นานหลังโพสต์เผยแพร่ออกไป สื่อโซเชียลก็พูดถึงโพสต์นี้อย่างล้นหลาม หลายคนเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ มารี เบิร์นเนอร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวภายหลังไม่ยอมเป่าเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ ในรถยังมีผู้ชายที่ถูกคาดเดาว่าเป็นอดีตสามีของเชอรีนอีกด้วย ทำให้เรื่องราวตีแผ่และกลายเป็นประเด็นที่มีผู้ติดตามเป็นล้าน

อย่างไรก็ตาม หลายความคิดเห็นจากแฟนคลับก็ออกมาสนับสนุนเชอรีนอย่างหนาแน่น พร้อมกับชื่นชมผลงานในครั้งนี้ว่าคือการกลับมาแบบมั่นใจด้วยท่าที “ฉันไม่ได้รอใคร แต่พวกเธอกำลังรอกรรมจะตาม”

  • ผู้ใช้ติ๊กตอกบอกว่า “เพลงนี้ให้พลังมาก อยากให้เธอสู้ไปตามเส้นทางของตัวเอง”
  • เจ้าของเพจบันเทิงกล่าวว่า “แฟนใหม่หน้าคุ้นคือเพลงในฝันของเธอเลย แต่คนร้องไม่ใช่อดีตนั่นแหละสำคัญ!”
  • นักวิจารณ์เพจเร้าสื่อว่า “ถ้าอยู่เกาหลี เพลงนี้กลับมาขึ้นที่ 1 melon ได้สบายเลยนะ”

ข้อคิดจากปมร้อน แปรเปลี่ยนเป็นความกล้า

จากท่าทีของการโพสต์ในครั้งนี้ ทำให้หลายคนสนใจว่า เชอรีนได้จัดการกับความทรงจำในอดีตอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือเธอใช้จังหวะคำพูดที่ซ่อนความหมายผ่านเนื้อเพลงที่เข้ากับอารมณ์ในขณะนี้มากที่สุด เพลงที่เคยถูกตีความว่าเป็นการล้อเลียน คนนอกก็ปรับเปลี่ยนมุมมองให้มองเห็นความกล้าแทน

ความเป็นมาของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะถูกตัดสินยังไง ถ้ามีความมั่นใจและความหาญเพียงพอ ชีวิตก็สามารถแปลใหม่ได้เสมอ ทั้งการกลับมายืนบนเวที และการแสดงออกผ่านเพลง หากคุณกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เชอรีนอาจเป็นแรงบันดาลใจที่คุณต้องมองให้ไกล ใกล้ชิด

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ TikTok: @cherreenhvk และListAdapter ใหม่อีกเพลงในเร็ว ๆ นี้!

ที่มา – ‘เชอรีน’ แทคทีมแร็ปเปอร์หนุ่มร้องเพลง ‘แฟนใหม่หน้าคุ้น’ แซ่บรับกระแสปมร้อนอดีตสามี!

ภูมิธรรมย้ำ แก้ปัญหาเขากระโดงเป็นหน้าที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 09.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการแต่งตั้ง อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ เพื่อเข้ามาดูแลการแก้ไขปัญหาที่ดินบริเวณเขากระโดง

ภูมิธรรมย้ำแก้ปัญหาเขากระโดงเป็นหน้าที่อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

สำหรับกรณีที่มีการพูดถึงขั้นตอนต่อไปว่าควรตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการเป็นหน้าที่ของ อธิบดีกรมที่ดิน และไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการใหม่ เพราะมีคำสั่งและข้อสรุปของคณะทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว

อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่จะทำหน้าที่ได้ทันที

แม้จะมีข่าวลือว่า อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ป่วยและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ นายภูมิธรรม ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะวันเดียวกันนี้เอง อธิบดีอัญชลีก็เข้าพบเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ “เป็นหน้าที่ของเขา คนที่ได้รับการแต่งตั้งก็ต้องทำตามหน้าที่ ไม่มีกรอบเวลาที่เป็นทางการ แต่ทุกอย่างอยู่ในขอบเขตของหน้าที่ ขอให้ดำเนินการเร็วที่สุด” นายภูมิธรรม กล่าว

ตามที่ศาลได้มีคำสั่งออกมา นายภูมิธรรม ยังกล่าวด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้ทันตามกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม หากล่าช้าอาจเข้าข่ายละเมิดคำสั่งศาลหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของ อธิบดีกรมที่ดิน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากภายนอก

  • ขั้นตอนการแก้ปัญหาเขากระโดงเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน
  • ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม
  • อธิบดีคนใหม่เริ่มงานได้ทันทีตามกำหนด
  • กระทรวงมหาดไทยไม่แทรกแซงการดำเนินการ
  • ต้องอยู่ในคำสั่งศาลและปฏิบัติตามเป็นเรื่องเร่งด่วน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการเซ็นต์เพิกถอนที่ดินเขากระโดงก่อนวันที่ 29 ส.ค. นายภูมิธรรม ยืนยันว่า “ทำได้แน่นอน ถ้าทางอธิบดีกรมที่ดินพร้อมและได้รับข้อมูลครบถ้วนก็สามารถดำเนินการได้ทันที

บทสรุป: ปัญหาที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นที่ต้องรีบดำเนินการให้คลี่คลายโดยเร็ว ภายใต้ความรับผิดชอบของ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ รัฐบาลให้ความเชื่อมั่นว่าจะดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และตามคำสั่งของศาล โดยไม่ล่าช้า เพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ บอก แก้ปัญหาเขากระโดงเป็นหน้าที่ ‘อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่’

รร.ไพศาลพิทยาคม ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา โรงเรียนไพศาลพิทยาคม ได้จัดกิจกรรมประจำปีที่มีความหมายอย่าง “ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เพื่อส่งเสริมและสืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชมารดา อันเป็นมหามงคลในวันที่ 12 สิงหาคม 2568

ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ร่วมกับคณะครูและนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภายใต้โครงการสถานศึกษาพอเพียง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียน และเป็นการถวายราชสักการะในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบรมราชินี

เสริมสร้างคุณธรรมผ่านธรรมชาติ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่แปลงนาสาธิต ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2 งาน โดยนักเรียนได้ลงมือปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ร่วมกับบุคลากรทางการเกษตรในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอประโคนชัย และคณะกรรมการสถานศึกษาในโรงเรียน

การปลูกข้าวตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ความสำคัญของการทำงานร่วมกัน ความเอื้ออาทร และความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่เนรมิตผืนนาไว้ให้เราใช้ประโยชน์ มาอย่างยาวนาน

  • สร้างจิตสำนึกการใช้ชีวิตแบบพอเพียง
  • ส่งเสริมการเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ยึดมั่นในคุณธรรมผ่านการลงมือทำจริง
  • เชื่อมโยงกับเทศกาลทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีความหมาย

นอกจากนี้ ยังมีการอธิบายขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การให้น้ำ การใส่ปุ๋ยธรรมชาติ และการดูแลรักษาข้าวที่ปลูก ซึ่งเป็นการทำตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง คือ เริ่มต้นจากความพอประมาณ มีเหตุผล มีวิจารณญาณ และสามารถยั่งยืนได้

“ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการเกษตรเท่านั้น แต่เป็นการปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรม จริยธรรม และเศรษฐกิจพอเพียงแก่เยาวชนอย่างลึกซึ้ง

กิจกรรมจบทั้งที เราไม่ควรปล่อยให้ถ้อยคำในหัวข้อเป็นเพียงแค่โลโก้หรืออารมณ์ แต่ควรนำปรัชญาที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และมีคุณธรรม

ที่มา – รร.ไพศาลพิทยาคม จัดกิจกรรม “ดำวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สภาล่างกัมพูชาผ่านร่างกฎหมายถอนสัญชาติพลเมืองสมคบคิดต่างชาติ

สภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาได้มีมติเป็นเอกฉันท์ รับรองร่างกฎหมายที่ให้อำนาจเพิกถอนสัญชาติพลเมืองซึ่งสมคบคิดกับต่างประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกสภาฯ 120 คนจากทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุม

สภาล่างกัมพูชาผ่านร่างกฎหมายถอนสัญชาติพลเมืองสมคบคิดต่างชาติ

แม้ว่าร่างกฎหมายนี้จะต้องส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อการอภิปรายและลงมติตามระเบียบขั้นตอน แต่คาดว่าจะผ่านอย่างง่ายดาย เนื่องจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งนำโดยสมเด็จฮุน เซน และพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด

หากผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกนำเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงลงพระปรมาภิไธย และจะกลายเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ

มาตรการพร้อมสร้างขึ้นตามรัฐธรรมนูญแก้ไขล่าสุด

กฎหมายนี้มีที่มาจากความเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญกัมพูชาที่เพิ่งผ่านการแก้ไขเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยมีการเปลี่ยนใจความจากเดิมที่ห้ามมิให้เพิกถอนสัญชาติของพลเมือง ไปเป็นการระบุว่า “การได้รับ การสูญเสีย และการเพิกถอนสัญชาติจะเป็นไปตามกฎหมาย”

ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับการสนับสนุนจากนายเกิต ฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกัมพูชา ระบุว่ากฎหมายใหม่นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจในการตอบโต้บุคคลที่แสดงพฤติกรรมสมคบคิดกับต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

สิ่งที่ควรจับตา ความกังวลจากราษฎรและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวาง โดยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศกังวลว่ากฎหมายนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยมุ่งเป้าไปที่นักวิจารณ์รัฐบาล นักการเมืองฝ่ายค้าน และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

การเพิกถอนสัญชาติผู้บริหารและพลเมืองโดยพลการ ถือเป็นการละเมิดหลักการสากลของกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่รัฐสภายุโรปเปิดเผยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมายังสรุปว่า ในบรรดาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) มี 15 ประเทศที่มีกฎหมายอนุญาตให้เพิกถอนสัญชาติในกรณีเกี่ยวข้องกับความจงรักภักดี แต่มีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ระบุว่ากฎหมายเสนอใช้กับพลเมืองที่แปลงสัญชาติเป็นหลัก

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถือเป็นการดำเนินการภายในสิ่งแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมายที่สั่นคลอน ซึ่งพลเมืองควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จะไปกันต่อหรือหยุดอยู่แค่นี้? ประเทศไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะอย่างไรสิทธิพื้นฐานของพลเมืองก็ต้องอยู่บนความยุติธรรม ไม่ใช่บนความคิดเห็นทางการเมือง

ที่มา – สภาล่างกัมพูชาผ่านร่างกฎหมาย ถอนสัญชาติพลเมืองสมคบคิดต่างชาติ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปรับปรุงดินปลูก ‘มันสำปะหลัง’ เพิ่มผลผลิต

หากคุณเป็นเกษตรกรที่สนใจปลูก มันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มผลผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีเตรียมดินที่จะช่วยให้คุณได้ผลผลิตสูงขึ้น วันนี้เรามารู้จักวิธีดีๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงการปลูก มันสำปะหลัง ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดจากดินแปลงของคุณ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปรับปรุงดินปลูก ‘มันสำปะหลัง’ เพิ่มผลผลิต

นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มันสำปะหลัง เป็นพืชที่ปลูกได้ทุกฤดู และสามารถเจริญเติบโตได้แม้ในพื้นที่ที่มีดินไม่อุดมสมบูรณ์ โดยส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกพึ่งพาฝนเป็นหลัก ดังนั้นการเตรียมดินให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างมาก ช่วยให้หัวมันเจริญเติบโตมีคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารและน้ำของพืช

วิธีการเตรียมดินอย่างถูกต้อง

ในพื้นที่ที่เคยปลูก มันสำปะหลัง มาก่อน การเตรียมดินสำหรับการปลูกในรอบถัดไปควรไถพรวนให้มีความลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ควรหลีกเลี่ยงการเผาหรือเคลื่อนย้ายเศษพืช เช่น ลำต้น เหง้า ใบ และยอดออกจากแปลงเพาะปลูก เพราะสิ่งเหล่านี้มีสารอาหารหลายชนิด ที่หากเอามาตักกลบจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้

หากระบบการปลูกเพียวแค่เก็บแต่หัวมัน แล้วปล่อยส่วนอื่นเผาหรือทิ้ง แปลงของคุณจะเสียธาตุอาหารมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งคิดเป็นปุ๋ยเชิงประสาร 15-7-18 ถึง 2 กระสอบ ดังนั้น การกลบเศษพืชจึงเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้ดินโดยไม่ต้องเสียต้นทุนซื้อปุ๋ยเพิ่ม

  • ปอเทือง: ใช้เมล็ด 5 กก./ไร่
  • ถั่วพุ่ม: ใช้เมล็ด 15 กก./ไร่
  • ปลูกเป็นแถวรอยละ 50 ซม. หรือ 50-100 ซม.
  • ไถกลบเมื่อพืชมีดอกและดินยังชื้น

ไถเตรียมดินแบบมืออาชีพ

การเตรียมดินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มจากการไถดะในช่วงที่ดินมีความชื้นเหมาะสม ไม่แห้งหรือเปียกเกินไป ใช้ผาล 3 หรือผาล 4 ไถเพื่อพลิกดินให้ดี หลังจากนั้นปล่อยไว้ตากแดดประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืช

ขั้นตอนต่อมาคือการไถแปร โดยใช้ผาล 7 ไถในทิศทางตั้งฉากกับการไถขั้นแรก เพื่อนำดินชั้นล่างที่มีแร่ธาตุขึ้นสู่ผิวดินให้พืชสามารถดูดซับได้ง่ายขึ้น เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ดินร่วนและอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป

หากพื้นที่ของคุณเป็นดินลุ่มหรือพื้นที่ลาดชัน แนะนำว่าควรขึ้นแปลงสูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 80-100 เซนติเมตร และขุดร่องระบายน้ำรอบแปลง ช่วยป้องกันน้ำท่วมขัง พร้อมทั้งลดการเน่าเปื่อยของหัวมัน

การปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูก มันสำปะหลัง ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร หากคุณปฏิบัติตามอย่างเป็นระบบ คุณจะได้ดินแปลงที่มีคุณภาพ และมีรายได้สูงขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปรับปรุงดินปลูก ‘มันสำปะหลัง’ เพิ่มผลผลิต