ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดอกไม้สู้ฝุ่น! ปลูกไม้ดอกลด PM2.5 เพิ่มรายได้เกษตรกร

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ ได้กลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปริมาณฝุ่นในอากาศเพิ่มขึ้นก็คือ การเผาไร่และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา

ดอกไม้สู้ฝุ่น! ปลูกไม้ดอกลด PM2.5 เพิ่มรายได้เกษตรกร

เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน ทีมนักวิจัย วว. ได้ริเริ่มโครงการ ดอกไม้สู้ฝุ่น! ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับแทนการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ไม่เพียงแค่ลดฝุ่น แต่ยังได้รายได้เสริมจากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืชต่าง ๆ อีกด้วย

ในวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยมีอำเภอเมืองพะเยาและอำเภอปง ซึ่งมีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 14 ราย โดยหน่วยงานฯ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้ตัดดอกต่าง ๆ เช่น หญ้าหางกระต่าย, มากาเร็ต, ดอกกระดาษ, คัตเตอร์, เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมไปถึงพืชแปรรูปอย่าง เก๊กฮวย, กระเจี๊ยบแดง, คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เช่น น้ำดื่มสมุนไพร หรืออาหารเสริมต่าง ๆ

การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะ

สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงราย โครงการนี้ได้ดำเนินการครอบคลุมถึง 11 อำเภอ และมีผู้สมัครเข้าร่วมถึง 74 ราย มีความร่วมมือจาก สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ในการประสานงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดอบรมในหัวข้อ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5” ซึ่งมีการบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญ เช่น

  • การปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ไม้ดอกหอมระดับชุมชน
  • การปลูกเลี้ยงไม้ตัดดดอกเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร
  • การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับในงานภูมิทัศน์เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5
  • และนวัตกรรมเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน

ไม่ว่าจะเป็นด้านการส่งเสริมรายได้ หรือภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมจากโครงการนี้นำเสนอทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งยังช่วยลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ

ทางทีมงานโครงการมีเป้าหมายชัดเจนว่า จะขยายผลของโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคตด้วย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ยั่งยืน ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของพื้นที่

หากคุณเป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 และแปรรูปเพื่อขาย การเข้าร่วมกับโครงการนี้ คือโอกาสที่คุณจะเปลี่ยนมลภาวะให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืน

ที่มา – ดอกไม้สู้ฝุ่น! โครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลด PM 2.5 เพิ่มรายได้เกษตรกรเชียงราย–พะเยา

เพชรบุรีจัดประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ส่งต่อวัฒนธรรมอาหารไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)” ภายใต้โครงการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์องค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network : UCCN) เพื่อส่งเสริมบทบาทของเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืน

เพชรบุรีจัดประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ส่งเสริมวัฒนธรรมอาหาร

กิจกรรมนี้มีนางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นเกียรติธิดา ร่วมด้วยนางสาวพุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร Creative Economy Review รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมประกวดกันอย่างคึกคัก ณ สวนตาลลุงถนอม ตำบลถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

ภาพบรรยากาศการประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน
บรรยากาศการประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน

ส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารผ่านความคิดสร้างสรรค์

นางวันเพ็ญ กล่าวว่า “อาหารของเพชรบุรีไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้บริโภคเลี้ยงชีวิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณของชุมชน” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งต่อองค์ความรู้ด้านอาหารผ่านกิจกรรมที่มีส่วนร่วมจากคนต่างรุ่น

จุดเด่นของกิจกรรมนี้อยู่ที่การจับคู่แม่ครัวหัวเตากับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เมนูอาหารประจำบ้าน พร้อมเล่าเรื่องราวที่สื่อถึงรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้วัยรุ่นได้เข้าใจและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ท้องถิ่นของตนเอง

ภาพบรรยากาศการปลูกพันธุ์ไม้ และกิจกรรมมิตรภาพ
บรรยากาศการประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน

โอกาสในการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่

ด้านนางสาวพุฒศรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการสานต่อความสำเร็จของกิจกรรม “รสเพ็ดรี สุกี้สายพาน” ที่จัดขึ้นในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากชุมชนและสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้แก่เมืองเพชรบุรีในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมอาหารของประเทศ

ทั้งนี้ “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน” จัดขึ้นระหว่างเวลา 10.00 – 14.30 น. ณ สวนตาลลุงถนอม จังหวัดเพชรบุรี โดยเปิดโอกาสให้ชุมชน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไปได้ร่วมเรียนรู้ สัมผัสประสบการณ์ใหม่ และมีส่วนร่วมในการสืบสานวัฒนธรรมอาหารไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบวัฒนธรรมและอาหารไทย อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมฝึกทำอาหารร่วมกับแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมในจังหวัดเพชรบุรี เพราะเชื่อได้ว่าคุณจะได้รับความรู้ ความสนุก และเสิร์ฟจิตวิญญาณของเมืองเพชรบุรีผ่าน “รสเพ็ดรีประจำบ้าน” อย่างแท้จริง!

ที่มา – เพชรบุรีร่วมกับสนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน”

คุณยายอายุยืนที่สุดในโลกฉลอง 116 ปีอย่างเงียบๆ

บ้านพักคนชราในเซอร์เรย์ แถลงว่าคุณยาย เคเทอร์แฮม ซึ่งเป็นผู้ถือสถิติ “คุณยายอายุยืนที่สุดในโลก” จะฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 116 ปีอย่างเรียบง่ายกับครอบครัว เธอเกิดเมื่อวันที่ 21 ส.ค. พ.ศ. 2452 ในอังกฤษ ห่างเพียง 5 ปีจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

คุณยายอายุยืนที่สุดในโลก

ตามการรับรองอย่างเป็นทางการจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ร่วมกับฐานข้อมูลผู้สูงอายุชั้นนำ เคเทอร์แฮมกลายเป็น “คุณยายอายุยืนที่สุดในโลก” หลังจากคุณคานาบาร์โร เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ในรัชกาลของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

เคล็ดลับอายุยืนของเธอ

เคเทอร์แฮมเคยบอกว่า ความลับของการมีชีวิตยาวนานคือ “ไม่เคยโต้เถียงกับใคร” พร้อมทั้งการฟังและทำในสิ่งที่ชอบ เธอเป็นแม่ของลูกสาวสองคน ซึ่งเธออาศัยยืนยาวไปกว่าทั้งสอง และสามีของเธอ นอร์แมน เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2519

งานนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็ทรงสาส์นแสดงความยินดีในโอกาสวันเกิดครบรอบ 115 ปีของเธอ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนความเคารพต่อ “คุณยายอายุยืนที่สุดในโลก” คนนี้

  • เกิดเมื่อวันที่ 21 ส.ค. พ.ศ. 2452
  • เป็นบุคคลผู้มีอายุยืนที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ
  • มีลูก 2 คน และเหลน 5 คน
  • สามีเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2519
  • ไม่ให้สัมภาษณ์แต่ขอฉลองเงียบ ๆ

จากชีวิตของคุณยายเคเทอร์แฮม ชี้ให้เห็นว่า ความเรียบง่าย ความสงบ และการมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว ล้วนเป็นกุญแจของอายุยืนที่แท้จริง และเธอคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่แก่ใครหลาย ๆ คนทั่วโลก

ที่มา – คุณยายเจ้าของสถิติอายุยืนที่สุดในโลก ฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 116 ปี

รมว.คมนาคม มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ พร้อมชูยุทธศาสตร์หนุนบุคลากรไทยสู่ตลาดสากล

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตบุคลากรทางด้านพาณิชยนาวีคุณภาพสูงที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

รมว.คมนาคม เน้นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนบุคลากรไทยสู่ตลาดแรงงานสากล

ในโอกาสดังกล่าว ดร.มนพร ได้กล่าวถึงแนวทางสำคัญในการพัฒนาพลังคนด้านเดินเรือ โดยมุ่งสนับสนุนการศึกษา การฝึกอบรม และการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนหันมาสนใจอาชีพนักเดินเรือ พร้อมชี้ให้เห็นว่าอาชีพนี้มีเสถียรภาพ รายได้ดี และเปิดโอกาสให้ทำงานในต่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง

โอกาสทางอาชีพสำหรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี ในการผลิตบุคลากรด้านการเดินเรือ ปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 116 คน โดยแบ่งเป็นนักเดินเรือ 65 นาย และช่างกล 51 นาย ซึ่งนักเรียนทั้งหมดได้รับประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการและพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศและนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบทุนการศึกษาและของที่ระลึกจากหลายภาคส่วน เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นักเรียนเดินเรือ เช่น ทุนจากคุณธนภัทร คงครอญและคุณภูมินทร์ แก้วแสน รวมถึงบริษัทต่างๆ เช่น โฟร์เซน, อาม่า มารีน อาร์ ซี แอล และไฮแลนด์ มาริไทม์

  • ฝ่ายเดินเรือ: 65 คน
  • ฝ่ายช่างกล: 51 คน
  • ทุนการศึกษาจากภาคเอกชน: รวมหลายแสนบาท

อีกทั้งยังมีกิจกรรมมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากหลากหลายองค์กร เช่น สมาคมวิชาชีพชาวเรือไทย โรงเรียนการเดินเรือสปัตต์ และเครือข่ายอดีตนักเรียนเดินเรือ นอกจากนี้ ดร.มนพร ยังได้กล่าวเสริมว่ากระทรวงคมนาคมมีนโยบายยกระดับคุณภาพการฝึกอบรมให้สอดคล้องมาตรฐานสากล อีกทั้งให้การสนับสนุนด้านทุนการศึกษาและข้อมูลเพื่อกระตุ้นเยาวชนให้สนใจเข้าสู่อาชีพนี้มากขึ้น

เห็นได้ชัดว่าการผลิตบุคลากรด้านการเดินเรือไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศ แต่ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสานต่อความภูมิใจในอาชีพ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความพร้อมในการแข่งขันถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเส้นทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ให้ก้าวไกลไปไกลกว่าที่เคย

หากคุณสนใจอาชีพที่มีอนาคตและสามารถทำงานได้ทั่วโลก การเป็นนักเดินเรือพาณิชย์อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับคุณ

ที่มา – รมว.คมนาคม มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ พร้อมชูยุทธศาสตร์หนุนบุคลากรไทยสู่ตลาดสากล

ศาลยกฟ้องคดี 112 ให้ทักษิณ คนเพื่อไทยยินดี

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายพัฒนา สัพโส ส.ส. จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากศาลอาญาในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ที่มีต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ยกฟ้อง ทำให้ทั้งพรรคเพื่อไทยและสังคมได้รับทราบถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้น การพิจารณาของศาลถือเป็นผลตอบรับตรงกับความเชื่อของคนในพรรคเพื่อไทยที่มีต่อ “ทักษิณ” ว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่ถูกอ้างมาตลอด

ศาลยกฟ้องคดี 112 ให้ทักษิณ

อย่างไรก็ตาม นายพัฒนาได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ศาลยกฟ้องคดี 112 ให้ทักษิณ ไม่ได้มีผลกระทบเชิงลบต่อพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด เนื่องจากในปัจจุบันนายทักษิณไม่ได้เข้ามามีบทบาทใดๆ ในการบริหารพรรค การตัดสินใจของศาลจึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทย แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นข่าวที่ดีและได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากสมาชิกพรรคในทุกระดับ โดยถือว่าเป็นการยุติความไม่แน่นอนที่คงค้างมายาวนาน

ความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของทักษิณ

“พวกเราในพรรคเพื่อไทยต่างรับรู้ดีว่า ความเชื่อมั่นที่มีต่อ ทักษิณ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่มาอย่างยาวนาน โดยเขาถือเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของพรรคในปัจจุบัน และแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งใดๆ อีกต่อไป แต่สัญลักษณ์ของเขายังคงมีอยู่ในหัวใจของพวกรวมถึงผู้สนับสนุน” นายพัฒนาเผยว่า

ขณะเดียวกัน ในประเด็นเรื่องการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 ของ นายทักษิณ ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ นายพัฒนาได้กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งนายทักษิณไม่สามารถกำหนดหรือมีอิทธิพลใดๆ ได้ เข้าใจดีว่า ผู้ต้องขังทุกคนต่างมีสิทธิที่จะพักรักษาตัวตามความเหมาะสม และเชื่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกอย่างก็จะดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  • ศาลยกฟ้องคดี 112 ให้ทักษิณ
  • การตัดสินใจไม่กระทบกับพรรคเพื่อไทย
  • ทักษิณ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพรรค
  • การพักรักษาตัวขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่

ความเคลื่อนไหวของศาลในครั้งนี้ถือเป็นบทใหม่ที่สำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นธรรม ทั้งยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรครวมถึงประชาชน ที่ใคร่หวังให้เกิดความยุติธรรมในสังคม การดูแลให้ความเป็นจริงปรากฏชัด คือหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่ควรทำร่วมกันอย่างไม่ลำเอียง

หากคุณเป็นผู้ติดตามประเด็นการเมืองไทย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่แฝงไปด้วยบริบททางสังคมที่ลึกซึ้ง ที่อาจส่งผลต่ออนาคตของการเมืองไทยในระยะยาว

ที่มา – ‘พัฒนา’ เผย คนเพื่อไทย ยินดีหลังศาลยกฟ้องคดี 112 ให้ ‘ทักษิณ’

โจรใต้บุกเผาเหมืองแร่นราธิวาส ตำรวจ-ทหารเร่งไล่ล่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นราธิวาสสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทั้งชุมชน หลังจากที่โจรใต้ ได้บุกเข้าทำลายสถานที่สำคัญโดยตรง ซึ่งเป็นพื้นที่ของบริษัท เอเชียเหมืองแร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า คนร้ายมีอาวุธครบมือ และแต่งกายด้วยชุดดำรูปแบบคล้ายทหารพราน มีจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 20 คน

โจรใต้บุกเผาเหมืองแร่นราธิวาส

ข้อมูลจากพ.ต.ท.รัชกฤต พรหทศิลา สวส.สภ.จะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งเรื่องความเสียหายอันเนื่องมาจากการโจมตี โดยกลุ่มโจรใต้เหล่านี้ได้ใช้รถแบ็คโฮหรือรถตักขุดดินเข้าทำลายบ้านพักของคนงานทั้งหมด 4 หลัง และจุดไฟเผาบริเวณรอบๆ ซึ่งรวมไปถึงรถบรรทุก 10 ล้อจำนวน 5 คัน และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ 2 คัน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย

นอกจากนี้ พวกโจรใต้ยังแอบขับรถบรรทุกที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน ไปจอดทิ้งไว้บริเวณถนนสายจะแนะ-ศรีสาคร และได้ทำการจุดไฟเผาพร้อมกันเป็นจำนวนมากในช่วงกลางถนน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

หลังเกิดเหตุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ต.อ.วีรศักดิ์ เพอแสละ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอจะแนะ และหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งจากฝ่ายโบราณคดีและชุดเก็บกู้ระเบิด พร้อมทั้งชุดพิสูจน์หลักฐาน ได้นำกำลังไปตรวจพื้นที่ที่เกิดเหตุทันที ทั้งยังพบว่ามีผ้าป้ายสีดำบนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งระบุข้อความว่า “ห้ามขุดดิน ขุดหิน ซึ่งเป็นทรัพยากรของปาตานี” ซึ่งน่าเชื่อว่า เป็นคำเตือนหรือเป็นคำขู่จากกลุ่มหัวรุนแรงบางกลุ่ม

ไม่เพียงเท่านี้ รายงานก่อนหน้านี้จากสำนักข่าวระบุว่า กลุ่มโจรใต้ที่มีความสามารถในการปิดล้อมพื้นที่และจัดตั้งรากฐานได้ดี ได้ก่อเหตุสำคัญหลายครั้งทั่วภาคใต้ โดยครั้งก่อนหน้าเพิ่งวางเพลิงทำลายโรงไฟฟ้าชีวมวลในอำเภอแว้ง และเคยผลิตระเบิดวางไว้บริเวณบ้านศาลาใหม่ อันเนื่องมาจากการลอบวางระเบิดที่ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บไปแล้ว 6 นาย

  • บุกทำลายพื้นที่เหมืองแร่กลางวัน
  • จุดไฟเผารถ 10 ล้อ และอุปกรณ์เครื่องจักร
  • แขวนป้ายขู่ว่า “ห้ามขุดทรัพยากรของปาตานี”
  • เคยก่อเหตุที่โรงไฟฟ้าชีวมวล อำเภอแว้ง
  • ระเบิดบ้านศาลาใหม่ อำเภอตากใบ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ

เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางยุทธวิธีของกลุ่มนี้ และการโจมตีในรูปแบบร้าวเร้า ซึ่งนับว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่ทั้งในการรักษาความปลอดภัยและหน่วยรบพิเศษ ได้ทำการเข้าสกัดและติดตามเบาะแสของโจรใต้อย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะสามารถจับกุมสมาชิกทั้งหมดได้ในเร็ววัน

ความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินสาธารณะควรเป็นสิ่งที่หน่วยงานความมั่นคงให้ความสำคัญสูงสุด หากประชาชนพบเบาะแสของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อความร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยคุกคามจากกลุ่มโจรใต้ที่มีแนวโน้มหากินเข้าแทบทุกวัน

ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสมตลอดเวลา

ที่มา – ‘โจรใต้’ เหิมเกริมหนัก! บุกเผาเหมืองแร่นราธิวาส ‘ตำรวจ-ทหาร’ เร่งแกะรอยตามไล่ล่า

ติ๊กต็อกเร่งหนุนร้านท้องถิ่น 50 แบรนด์ยอดขายโต1,000%

ในยุคดิจิทัลที่การตลาดออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการเติบโตของธุรกิจ แพลตฟอร์มอย่าง ติ๊กต็อก ชอป (TikTok Shop) ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นของไทย โดยเฉพาะร้านค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูง แต่ขาดช่องทางในการเข้าถึงตลาดอย่างกว้างขวาง

น.ส.กรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์ หัวหน้าฝ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและอีคอมเมิร์ซ ของติ๊กต็อก ชอป เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มติ๊กต็อก ชอป เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเสริมสร้างศักยภาพแก่ผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตและขยายธุรกิจของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีอีโคซิสเต็มที่ครบครันในการสนับสนุนทั้งทางด้านแคมเปญการตลาด เครื่องมือ องค์ความรู้ และคอมมูนิตี้ที่มีความแข็งแกร่ง

ติ๊กต็อกเร่งหนุนร้านท้องถิ่น 50 แบรนด์ยอดขายโต1,000%

ล่าสุด ติ๊กต็อก ชอปเปิดตัวแคมเปญ #TikTokShopThaiRisers และ “ThaiRisers Hub” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเป็นพื้นที่พิเศษบนแอปพลิเคชันที่เป็นเวทีสำหรับแบรนด์ไทยให้ได้แสดงศักยภาพ เพิ่มการมองเห็น สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ซื้อโดยตรง และสร้างช่องทางสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ท้องถิ่น

พัฒนาผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน

“ติ๊กต็อกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นสินค้าท้องถิ่นจากต่างจังหวัด เช่น น้ำพริก อาหารทะเลแห้ง หรือผลไม้แปรรูป เริ่มแจ้งเกิดและเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มของติ๊กต็อก ซึ่งยังช่วยสร้างงานกลับคืนสู่ชุมชนได้อีกด้วย” น.ส.กรณิการ์กล่าว “เราเชื่อมั่นว่า แคมเปญ #TikTokShopThaiRisers จะเป็นแรงผลักดันครั้งสำคัญให้ว่าที่ผู้ประกอบการตั้งใจสร้างแบรนด์ของตนเอง และเราพร้อมมอบเครื่องมือสำคัญเพื่อให้พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”

ความสำเร็จของ 50 แบรนด์ ในแคมเปญนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของแบรนด์ไทยในยุคดิจิทัล โดยมีแบรนด์หนึ่งในสองสร้างยอดขาย GMV (Gross Merchandise Value) เพิ่มขึ้น 5-10 เท่าในเวลาเพียง 6 เดือนแรกที่เริ่มขายผ่านติ๊กต็อก ชอป และมีกว่า 1 ใน 5 แบรนด์ที่สามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 1,000% พบว่าเครื่องมือที่สนับสนุนความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้ เช่น TikTok Shop Creators (Affiliate), แคมเปญเมกะเซลล์ และการใช้งาน TikTok Shop Live นั้น มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มยอดขายและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ซื้อ

  • TikTok Shop Creators (Affiliate) ช่วยโปรโมตสินค้าจากผู้ประกอบการ
  • แคมเปญเมกะเซลล์ เสริมภาพลักษณ์และยอดขายแบบก้าวกระโดด
  • TikTok Shop Live ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างประสบการณ์เชิงโต้ตอบกับลูกค้าทันที

ดังนั้น แพลตฟอร์มอย่าง ติ๊กต็อก ชอป จึงไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ขายสินค้า แต่ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ท้องถิ่นได้เติบโตแบบไม่จำกัดขอบเขต นับเป็นแรงผลักสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยสามารถขยับขยายธุรกิจสู่ตลาดระดับประเทศได้อย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมาย

หากคุณเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือมีไอเดียสินค้าใหม่ ๆ การเริ่มต้นขายผ่าน ติ๊กต็อก ชอป อาจคือก้าวแรกของความสำเร็จที่คุณรอคอยมานาน

ที่มา – “ติ๊กต็อก” เร่งหนุนร้านท้องถิ่น 50 แบรนด์ยอดขายโต1,000%

สุภาวดี ควงดาวรุ่งรุ่นน้อง ฟาดฉลุย ประเดิมชัยหญิงคู่ ศึกเทคบอลไทย

การแข่งขันเทคบอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างจุใจเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่โรงยิมอเนกประสงค์ โรงเรียนกีฬา จังหวัดชลบุรี โดยในปีนี้มีนักกีฬาเข้าร่วมมากกว่า 105 ทีม จากทั่วประเทศ ที่จะมาชิงชัยใน 5 ประเภทการแข่งขันได้แก่ เดี่ยวชาย, เดี่ยวหญิง, คู่ชาย, คู่หญิง และคู่ผสม

สุภาวดี ควงดาวรุ่งรุ่นน้อง ฟาดฉลุย ประเดิมชัยหญิงคู่ ศึกเทคบอลประเทศไทย

ในวันแรกของการแข่งขันได้เปิดฉากด้วยรายการประเภท “คู่หญิง กลุ่ม A” นัดแรก ที่ทีมวูเม็น แอร์ ฟอร์ซ 2 มีตัวเต็งอย่าง “นิด” สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ แชมป์โลกหญิงคู่และคู่ผสมปี 2024 ควงพันธมิตรดาวรุ่ง “แป้ง” พนิดา ยืนชีวิต นักกีฬาทีมชาติไทย ลงสนามพบกับทีมเชียงใหม่ เทคบอล ที่มี “แมม” อนุสสรา ศุภการกำจร และ “หยก” นภสร ใจคำ เป็นฝ่ายตรงข้าม

แมตช์นี้ทีมวูเม็น แอร์ ฟอร์ซ 2 ที่มี “สุภาวดี” และ “แป้ง” พนิดา โชว์ฟอร์มอัดแน่น อัดคู่ต่อสู้จนล้ม ด้วยสกอร์ 2-0 เซต 12-8 และ 12-7 โดย สุภาวดี ควงดาวรุ่งรุ่นน้อง ฟาดฉลุยในเกมนี้ ทำให้มีชัยชนะได้อย่างงดงาม กระทุ้งโอ่ไปทั่วสนามแข่งขัน

ผลการแข่งขันที่น่าสนใจอื่น ๆ

นอกจากคู่เด็ดของแต่ละกลุ่มแล้ว ยังมีหลายคู่ที่น่าจับตามอง เช่น จากประเภทคู่หญิง กลุ่ม A รร.กีฬาจังหวัดชลบุรี เอาชนะ สมาคมกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2-0 เซต 12-7 ทั้งสองเซต ส่งสัญญาณว่าจะเป็นอีกหนึ่งทีมแกร่งที่ควรตามจับตาในรอบต่อไป

  • กลุ่ม B รร.สันกำแพง เอาชนะ อบจ.แม่ฮ่องสอน 2-0 เซต 12-7 และ 12-3
  • ประเภทคู่ชาย กลุ่ม A รร.สันกำแพง เอาชนะ ที 20 น่าน บี 2-0 เซต 12-8 และ 12-4
  • จากกลุ่ม B เอสอาร์ที 03 เอาชนะ พะเยาวิทยาคม 2-0 เซต 12-11 ทั้งสองเซต อย่างสุดตื้น
  • กลุ่ม F ที 20 น่าน เอ เอาชนะ จอมทองเทคบอล 2-0 เซต 12-9 และ 12-8

การแข่งขันในวันแรกนี้เปิดฉากได้อย่างเป็นทางการและน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่า สุภาวดี ควงดาวรุ่งรุ่นน้อง สร้างความแตกต่างและทำหน้าที่เป็นหนึ่งในจุดแข็งของทีมวูเม็น แอร์ ฟอร์ซ 2 ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทำคะแนนขึ้นไปสู่รอบสุดท้ายของศึกเทคบอลแห่งปีนี้ได้อย่างสบาย ๆ

การแข่งขันศึกเทคบอลในรอบต่อไปนี้ ต้องคอยจับตาทีมที่มาแรง ๆ เช่น ทีมที่เพิ่งแพ้ในวันแรก จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือเปล่า และทีมใดจะเขี่ยชัยชนะจ่อ ๆ ไปเหมือนทีมวูเม็น แอร์ ฟอร์ซ 2 ที่มี “สุภาวดี” เป็นมวยเย็บเข็มหลักของทีม

เวทีการแข่งขันเทคบอลในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่รวบรวมนักกีฬาฝีเท้าเยี่ยมทั่วประเทศ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกีฬาไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพลัง มวย เทคนิค และทัศนคติที่ดีในการแข่งขันที่สูงส่ง

ถ้าคุณเป็นแฟนกีฬา หรือสนใจกีฬาไทย ไม่ควรพลาดติดตามผลการแข่งขันในแต่ละวัน เพราะครั้งนี้ทุกปรากฏการณ์จะทำให้เรารู้อีกครั้งว่า “เทคนิค” และ “ความคล่องแคล่ว” สามารถบีบเส้นใยชัยชนะได้อย่างไร!

ที่มา – “สุภาวดี” ควงดาวรุ่งรุ่นน้อง ฟาดฉลุย ประเดิมชัยหญิงคู่ ศึกเทคบอลประเทศไทย

หมอที่ดีคือหมอลำ นิทรรศการสุดพิเศษจาก MMAD

นิทรรศการ “หมอที่ดีคือหมอลำ” ที่จัดโดย MMAD – MunMun Art Destination นำเสนอความงามของศิลปะพื้นบ้านไทยผ่านการตีความในแบบร่วมสมัย โดยศิลปินหลากหลายสาขาได้ใช้สื่อแสง สี เสียง ภาพถ่าย มาทอให้เป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ถึงจิตวิญญาณของเพลงหมอลำ ซึ่งเปรียบเสมือนการสานพลังแห่งการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม ส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่

หมอที่ดีคือหมอลำ ศิลปะที่ตั้งอยู่บนภูมิปัญญาท้องถิ่น

เพลงหมอลำ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สืบทอดมาจากชาวอีสาน ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะการแสดง แต่ยังเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราว คติธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน หมอลำสะท้อนความงดงามของจิตวิญญาณ สื่อสารความเชื่อและปลุกเร้าความรู้สึกของผู้ฟังในรูปแบบที่ลึกซึ้ง

ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและวัฒนธรรมผสมผสานกันอย่างรวดเร็ว หมอลำก็ยังคงเติบโตและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะในรูปแบบดนตรีสมัยใหม่ พอดแคสต์ออนไลน์ หรือการแสดงบนเวทีร่วมสมัย ปรากฏการณ์เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า หมอที่ดีคือหมอลำ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอดีต แต่เป็นศิลปะที่สามารถก้าวข้ามกาลเวลามาอยู่เคียงข้างผู้คนอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

หมอที่ดีคือหมอลำ ในรูปลักษณ์ของศิลปะร่วมสมัย

นิทรรศการ “หมอที่ดีคือหมอลำ” จัดแสดงงานศิลปะในรูปแบบใหม่ที่สร้างประสบการณ์เชิงอารมณ์ ด้วยงานติดตั้งแสง เสียง และจังหวะของวง Paradise Bangkok Molam International Band ที่ผสมผสานดนตรีหมอลำเข้ากับนีมาต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์เสียงใหม่ที่ทันสมัยและเขย่าประสาทสัมผัสของผู้ชม

หนึ่งในผลงานหลักของนิทรรศการคือ Fon (kinetic sculpture) โดย วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ซึ่งใช้เครื่องจักรเคลื่อนไหวร่วมกับดนตรี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างจังหวะและพลังงานของบทเพลง สร้างบรรยากาศ immersive ที่ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงวิญญาณของหมอลำผ่านทุกแง่มุมของร่างกายและจิตใจ

นอกจากนี้ ยังมีมุมแสดงภาพถ่ายจากหน้าฮ้านที่สะท้อนความเคลื่อนไหว ความสนุกสนาน และอารมณ์ของผู้ชมที่เข้ามาร่วมประชุมท่ามกลางโลกของเสียงและท่วงทำนอง รวมถึงวีดีโอจากวง ระเบียบวาทะศิลป์ ที่เพิ่มความต่อเนื่องของเรื่องราวด้วยเสียงและภาพที่พูดถึงความเป็นจริงของชีวิต ผ่านลูกคอ โคลง และท่อนหมอลำคลาสสิก

หากคุณสนใจจะสัมผัส[file.separator]พลังแห่งศิลปะต้นตำรับ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้น ก็อย่าลืมไปเยี่ยมชมนิทรรศการ “หมอที่ดีคือหมอลำ” ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ The Step 1 MMAD at MunMun Srinakarin

อย่ารอช้า เพราะในแต่ละครั้งที่คุณแวะมานั่งฟังเสียงลำซิ่งๆ คุณกำลังบำบัดจิตใจ และร่วมสร้างชุมชนแห่งศิลปะไปในตัว

ที่มา – “หมอที่ดีคือหมอลำ” นิทรรศการโดย MMAD

คู่รักม้ากดเงินอ้างชื่อร้านอาหารดัง หลอกเหยื่อเทรดหุ้นสูญเงินกว่าล้าน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 และ พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม รอง ผบก.สอท.4 ได้แถลงผลการจับกุม “คู่รักม้ากดเงิน” ที่แอบอ้างใช้ชื่อบริษัทร้านอาหารชื่อดัง ในการหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนเทรดหุ้น จนทำให้ผู้เสียหายสูญเงินรวมกว่า 1 ล้านบาท โดยพบความเชื่อมโยงกับนายทุนชาวจีนและเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

จับคู่รักม้ากดเงินในคอนโดบางละมุง

พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 เปิดเผยว่า พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 เปิดเผยว่า ตำรวจกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 ได้นำกำลังเข้าควบคุมตัวนายชาร์ลี อายุ 24 ปี และน.ส.โชติกา อายุ 29 ปี ภายในคอนโดในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมของกลาง เช่น สมุดบัญชี โทรศัพท์มือถือ และรถยนต์

ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมดำเนินการในกลุ่มที่แอบอ้างเป็นตัวแทนของร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลหลอกลวง ให้เหยื่อเชื่อว่าการลงทุนนั้นปลอดภัยและสามารถทำกำไรได้จริง ผู้เสียหายบางรายได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยในช่วงแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่เมื่อเพิ่มจำนวนการลงทุน พวกเขากลับถูกบล็อกไม่สามารถถอนเงินได้ จนมีการแจ้งความสูญเงินกว่า 1.2 ล้านบาท

หลักฐานชี้ว่าเกี่ยวข้องกับม้ารับเงินและนายทุนจีน

พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม รอง ผบก.สอท.4 เปิดเผยต่อว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากการร้องเรียนของผู้เสียหายผ่านระบบออนไลน์ หลังติดตามข้อมูลทางการเงินพบว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีของผู้เสียหายถูกควบคุมโดย “ม้าเงิน” จำนวน 5 ราย จากนั้นจะถูกเบิกออกผ่านตู้เอทีเอ็มในหลายพื้นที่ของชลบุรี

เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตัวผู้กระทำและชุดที่พักอาศัยจนสามารถปิดล้อมคอนโดและยึดทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงเงินสด 5 แสนบาท ซึ่งทราบแน่ชัดว่ามาจากเงินของผู้เสียหาย

ข้อมูลที่ได้รับในการสอบสวนชี้ว่าผู้ต้องหานั้นเป็นมืออาชีพที่เดินทางไปมาระหว่างประเทศบ่อยครั้ง และให้การรับสารภาพว่าได้รับค่าแรงจากนายทุนจีน โดยรับงานกดเงินจากบัญชีแต่ละราย แล้วส่งต่อให้ม้ารับเงินรายอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังกำลังสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ว่าจ้าง

ดำเนินคดีตามกฏหมายและเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” “นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์” และ “ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” และจะขยายผลการสืบสวนไปยังเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานอยู่ต่างประเทศ

สำหรับเงินจำนวนที่อายัดมาได้เบื้องต้น ประมาณ 5 แสนบาท หน่วยงานอยู่ระหว่างการดำเนินการคืนให้กับผู้เสียหาย เป็นผลชัดเจนจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อสู้กับภัยอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่แฝงตัวเป็นการลงทุนออนไลน์

อย่าลืมตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน หากมีผลตอบแทนที่ดูดีเกินจริง ก็อาจเป็นเพียงแผนหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพเท่านั้น

ที่มา – บุกจับ ‘คู่รักม้ากดเงิน’ อ้างชื่อร้านอาหารดัง หลอกเหยื่อเทรดหุ้นสูญเงินกว่าล้าน!