ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไปต่อไม่รอแล้ว! ‘มาริษ’ ลั่นไทยลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง หลัง’ กัมพูชา’ ปัดร่วมมือแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 12.00 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม รวมถึงกองทัพบก และคณะทูตต่างประเทศ นักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสถานการณ์ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ไปต่อไม่รอแล้ว! ‘มาริษ’ ลั่นไทยลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง หลัง’ กัมพูชา’ ปัดร่วมมือแก้ปัญหา

นายมาริษได้กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนได้เข้าใจสถานการณ์จริงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดที่หลงเหลืออยู่จากสงครามในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนมาหลายสิบปี

พิษภัยของทุ่นระเบิดส่งผลยาวนาน

ที่พื้นที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา นายมาริษได้พูดคุยกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้พิการจากทุ่นระเบิดและต้องใช้ขาเทียมมาตลอดชีวิต มีรายที่ได้รับอุบัติเหตุจากทุ่นตั้งแต่ 30 ปีก่อน ทั้งนี้ การลงพื้นที่ทำให้คณะทูตได้เห็นภาพความเสียหายอย่างชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นการละเมิดต่อบูรณภาพของดินแดนไทย และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

  • ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 780,000 คน
  • พบจรวด BM-21 และกระสุนปืนใหญ่ 58 นัด
  • ครอบคลุมใน 45 พื้นที่
  • ยังมีจุดที่ยังไม่ปลอดภัยอีก 10 แห่ง

รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า ไทยมีความตั้งใจที่จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง ทั้งที่เป็นระเบิดเก่าหรือใหม่ เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการละเมิดข้อตกลงตามอนุสัญญาออตตาวา ทั้งในด้านมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ

ความตั้งใจของไทยต่อปัญหาทุ่นระเบิด

แม้กัมพูชาจะยังไม่แสดงท่าทีร่วมมืออย่างแท้จริง แต่นายมาริษยืนยันว่าทางรัฐบาลไทยจะไม่รอช้า และจะจัดตั้งหน่วยเฉพาะทางอย่างทีเอ็มเอซี (TMAC) เพื่อรับมือปัญหานี้ พร้อมทั้งเน้นซ้ำว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการขอความร่วมมือจากสมาชิกในอนุสัญญาออตตาวาในการกดดันให้กัมพูชามาร่วมมือ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่แสดงความจริงใจ ปัญหาก็จะยังคงค้างคาและอาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ตลอดไป

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการโจมตีจากกัมพูชา และการตอบโต้อย่างจำเป็น มีผู้เสียชีวิตจากฝ่ายพลเรือน 8 ราย และบาดเจ็บ 19 ราย รวมถึงสัตว์เลี้ยงของประชาชนตายจำนวนมาก การยุติข่าวลือ และการเผยแพร่ข้อมูลที่ตรงต่อความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในขั้นตอนนี้

แนวทางในอนาคต

ในอนาคต รัฐบาลจะยังคงเดินหน้ายุติการใช้ทุ่นระเบิด และสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนกลับคืนความปลอดภัยให้กับประชาชน และเป็นการเปิดทางให้ทุกภาคส่วนได้ดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงอีกครั้ง

ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ประเทศไทยจะไม่ยอมถอย ไม่ยอมให้ความอุตสาห์ยังคงก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ประชาชนต่อไป

ที่มา – ไปต่อไม่รอแล้ว! ‘มาริษ’ ลั่นไทยลุยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเอง หลัง’ กัมพูชา’ ปัดร่วมมือแก้ปัญหา

ชมรมส่งเสริมฯ สบเมย อบรมทักษะรับมือภัยพิบัติ

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอประชุมอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ได้เดินทางมาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมโครงการ “เสริมพลังเพื่อป้องกันการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติให้กับคนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และครอบครัวคนพิการอำเภอสบเมย ประจำปี 2568”

ชมรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพคนพิการอำเภอสบเมย จัดอบรมเสริมทักษะให้ความรู้

โครงการนี้จัดขึ้นโดย ชมรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพคนพิการอำเภอสบเมย เมื่อ นายยุทธนา ชลายะนนท์ ประธานชมรม ทำหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และการเตรียมพร้อมแก่ คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ ตลอดจนครอบครัวในพื้นที่อำเภอสบเมย ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เข้าร่วมกว่า 60 คน จาก 2 ตำบล

มีผู้ร่วมเข้ารับการอบรมจำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็น กลุ่มคนพิการ ผู้ดูแล และครอบครัวจากตำบลแม่สวด และตำบลแม่คะตวน รวม 50 คน ส่วนอีก 10 คน เป็นวิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ ที่มามอบความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติในพื้นที่ เช่น น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม แผ่นดินไหว และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

วิทยากรจาก สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่จาก อบต.แม่สวด ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องการวางแผนชุมชน การใช้เชือกช่วยเหลือผู้ประสบภัย และวิธีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือผู้พิการในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังได้มีการอธิบายหลักการเตรียมพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างละเอียด

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติในอำเภอสบเมย และพื้นที่หลายแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี ทั้งอัคคีภัย วาตภัย และอุทกภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก

ดังนั้น ชมรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพคนพิการอำเภอสบเมย จึงมองเห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม และการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนมีความสามารถในการป้องกันตัวเอง และช่วยเหลือกันในยามเกิดภัย

โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มาร่วมสังเกตุการณ์ และให้คำแนะนำในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานในอนาคตด้วย

การจัดอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และยิ่งไปกว่านั้นคือการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเกิดอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ใส่ใจด้านความมั่นคงของชุมชน หรือมีความต้องการในการพัฒนาทักษะช่วยเหลือฉุกเฉิน โครงการลักษณะนี้คือโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากการเตรียมพร้อมวันนี้ จะเป็นเกราะป้องกันในวันพรุ่งนั้นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ชมรมส่งเสริมและพัฒนาอาชีพคนพิการอำเภอสบเมย จัดอบรมเสริมทักษะให้ความรู้

เส้นทางแห่งความหวัง! สพม.บุรีรัมย์ เข้มสอบครูผู้ช่วย 6 อัตรา

เส้นทางแห่งความหวังได้เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการมุ่งสู่วิชาชีพครู เมื่อ สพม.บุรีรัมย์ เข้าสู่กระบวนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้าเป็นข้าราชการครู ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 6 อัตรา ครอบคลุม 5 สาขาวิชาเอก ซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม จ.บุรีรัมย์

เส้นทางแห่งความหวัง! สพม.บุรีรัมย์ เข้มสอบครูผู้ช่วย 6 อัตรา

การสอบประเมินคัดเลือกครั้งนี้ดำเนินการโดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ภายใต้การดูแลของ สิบตำรวจตรี ดร.นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการฯ ซึ่งเน้นการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเข้มงวด และการป้องกันทุจริตในทุกขั้นตอน

สถานที่จัดสอบได้แก่ อาคาร 5, 3 และ 1 ของโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ในวันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 พร้อมแผนรักษาความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด และปฏิบัติการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ที่จัดกำลังไป 4 นายเดินตรวจรอบอาคารสอบทั้ง 3 แห่ง

มาตรการป้องกันทุจริตอย่างเข้มงวด

เพื่อรักษาความโปร่งใสของการสอบ สพม.บุรีรัมย์ มีการใช้เครื่องแสกนตรวจสอบสัญญาณจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ทางเข้า โดยผู้เข้าสอบสามารถนำของได้เพียงปากกา ดินสอ ยางลบ บัตรประชาชน และบัตรผู้สอบเท่านั้น

คณะกรรมการยังได้ประกาศชัดเจนว่า หากพบว่าใครมีพฤติกรรมทุจริตจะถูกตัดสิทธิ์ทันที และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้สอบภาคเช้า (วันที่ 16 ส.ค.) จำนวน 851 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 899 คน ซึ่งสอบภาค ก. วัดความรู้ความสามารถทั่วไป ส่วนภาค ข. (วันที่ 17 ส.ค.) จะเป็นการสอบมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ

  • สาขาวิชาเอกภาษาญี่ปุ่น สมัคร 18 คน รับ 1 อัตรา
  • ฟิสิกส์ สมัคร 295 คน รับ 1 อัตรา
  • เคมี สมัคร 85 คน รับ 1 อัตรา
  • อุตสาหกรรม/อุตสาหกรรมศิลป์ สมัคร 418 คน รับ 2 อัตรา
  • คหกรรม/คหกรรมศาสตร์ สมัคร 83 คน รับ 1 อัตรา

การเปิดรับสมัครขณะนี้สิ้นสุดลงแล้ว สพม.บุรีรัมย์ ยืนยันว่าระบบสมัครออนไลน์เปิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเปิดรับตั้งแต่วันที่ 9-15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.30 น. เป็นวันสุดท้าย

ด้วยการพัฒนาระบบการสอบอย่างรอบด้านและการเฝ้าระวังจากหลายหน่วยงาน การสอบครั้งนี้มีความเข้มงวดมากกว่าทุกครั้งก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางแห่งความหวัง สำหรับครูรุ่นใหม่จะปราศจากอุปสรรคด้านทุจริต และยึดหลัก meritocracy อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สอบหรือต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบครูผู้ช่วยรอบนี้ อย่าลืมติดตามข่าวจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง แม้โอกาสอาจเล็กน้อย แต่ความพยายามมีค่าเสมอ

ที่มา – เส้นทางแห่งความหวัง! สพม.บุรีรัมย์ เข้มสอบครูผู้ช่วย รับ 6 อัตรา 5 สาขาวิชาเอก

ลุยล่าฝัน! สพป.กระบี่ สอบครูผู้ช่วยปี68 วันแรกฉลุย ไร้ปัญหา

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ได้จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย วิชาเอกประถมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ลุยล่าฝัน! สพป.กระบี่ สอบครูผู้ช่วยปี68 วันแรกฉลุย ไร้ปัญหา

การสอบในครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามสอบโรงเรียนอุตรกิจ อ.เมืองกระบี่ โดยมีการแบ่งการสอบออกเป็น 2 ภาค ได้แก่ ภาค ก. และภาค ข. เพื่อประเมินความรู้ ความสามารถของผู้เข้าสอบอย่างครอบคลุม

ดร.จอมขวัญ นครไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ได้เปิดเผยว่า การสอบในปีนี้มีผู้มีสิทธิ์เข้าสอบทั้งสิ้น 117 คน มีผู้ขาดสอบเพียง 1 คน ถือว่ามีอัตราการเข้าสอบสูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเข้ามาเป็น ครูผู้ช่วย ในระบบราชการอย่างแท้จริง

การสอบดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

การดำเนินการสอบเป็นไปอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และมีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมี ดร.วรรณดี เกตแก้ว รองผู้อำนวยการฯ ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการประจำสนามสอบ พร้อมทั้งมีคณะกรรมการจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าสอบทุกคน

ไม่พบปัญหาหรือข้อผิดพลาดใดๆ ในการดำเนินการสอบทั้งในภาค ก. และภาค ข. การจัดการสอบในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของทีมงานและระบบงานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โดยคณะกรรมการได้ตั้งเป้าจะประกาศผลสอบภาค ก. และภาค ข. ภายในวันที่ 22 ส.ค. 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.krabiarea.go.th และแฟนเพจ Facebook กลุ่มบริหารงานบุคคล สำหรับผู้ที่สอบผ่านจะได้เข้ารับการสอบภาค ค. ในวันที่ 24 สิงหาคม 2568

  • ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 12 อัตรา
  • วันสอบภาค ก. และ ภาค ข.: 16 ส.ค. 2568
  • วันประกาศผล: ภายใน 22 ส.ค. 2568
  • วันสอบภาค ค.: 24 ส.ค. 2568

หากคุณฝันอยากเป็น ครูผู้ช่วย แล้วลุยสอบจนสำเร็จแบบไร้ปัญหาแบบนี้ ถือว่าเป็นเครื่องยืนยันว่ายิ่งพยายาม ม้าก็ยิ่งใกล้ฝัน

ที่มา – ลุยล่าฝัน! สพป.กระบี่ สอบครูผู้ช่วยปี68 วันแรกฉลุย ไร้ปัญหา

นาโตริ ศิลปินปริศนาผู้ไม่เปิดเผยหน้า

ในโลกของวงการเพลงที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงเพลง เส้นทางของนาโตริ (Natori) กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนกล่าวถึงอย่างไม่รู้เบื่อ เขาเป็นศิลปินผู้ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าและตัวตนแบบเต็ม ๆ แต่กลับสร้างความฮือฮาทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกด้วยเครื่องดนตรี เสียงร้อง และสิ่งที่น่าจดจำอย่าง “Overdose” ซึ่งปัจจุบันมียอดสตรีมเกินกว่า 400 ล้านครั้งจากทั่วทุกมุมโลกด้วยกัน

ด้วยจุดเริ่มต้นที่แสนธรรมดาในปี 2021 ตอนอายุเพียง 18 ปี ด้วยการปล่อยเพลงเดโมสั้น ๆ บน TikTok จนกลายเป็นกระแส ทำให้นาโตริโด่งดังอย่างรวดเร็วจริงจังมาตั้งแต่เนื่อนๆ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนเพลงหลายคนว่า “ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าก็ยังสามารถรู้สึกผูกพันได้” เสียงร้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขานั้นเป็นเช่นเดียวกับการขับขานที่สนั่นขวัญใจแฟนเพลง และทำให้แนวเพลงสไตล์เซอร์ไพรส์ดั่งชื่อเล่นของเขายิ่งโดดเด่น

นาโตริ ศิลปินปริศนาผู้ไม่เปิดเผยหน้า

นาโตริ เลือกที่จะไม่เปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณชน สิ่งนี้ไม่ใช่การอำพรางความตั้งใจ แต่คือการเน้นให้ผู้ฟังให้ความสำคัญกับเนื้อหาเพลงมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ฟังดูเหมือนยุคใหม่ในยุคดิจิทัล ที่สาวกสามารถติดตามและพูดถึงความเป็นศิลปินแม้ไม่เห็นหน้า ช่วงเวลาที่เขาปล่อยเพลง “Overdose” พลิกโฉมสังเวียนเพลง และก้าวขึ้นมาเป็นนักแต่งเพลงดาวรุ่งระดับโลก ส่วนเพลงอื่น ๆ อย่าง “Friday Night”, “Zettaireido” (Absolute Zero), และ “Chained” เชื่อมโยงเข้ากับโลกของอนิเมะและซีรีส์ฟอร์มอย่าง Rurouni Kenshin ได้อย่างลงตัว

ผลงานดังและแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง

การที่นาโตริสามารถผลิตผลงานได้อย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์มากมายในเวลาไม่นานนับว่าเป็นความภูมิใจของเขาเอง และเป็นแรงกระตุ้นที่อัดแน่นด้วยความฝัน การได้สร้างเพลงไม่เพียงแต่เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักดนตรีชื่อดังในญี่ปุ่น เช่น Kobo Kanaeru, Ado, Fuwa Minato หรือแม้แต่ Hoshimachi Suisei หลายคนบอกว่าเสียงของเขาอาจออกมาโดยไม่มีใครคาดหวัง แต่ไม่มีใครลืมทันที

ก่อนที่เขาจะมีทัวร์ใหญ่ในญี่ปุ่นในชื่อ “摩擦 (Friction) Zepp Tour” ครอบคลุม 5 เมืองใหญ่ และทัวร์เอเชียปีนี้ภายใต้ชื่อ “natori ASIA TOUR 2025” ซึ่งรวมไปถึงกรุงเทพฯ ด้วย เมื่อ 8 พฤศจิกายนนี้ จะมีการแสดงแบบใกล้ชิดที่ UNION HALL โดย Avalon Live นอกจากนี้เขายังเตรียมจัดคอนเสิร์ตใหม่ที่โด่งดังอย่าง Nippon Budokan ในชื่อ “Shinkai” และ “Deep Sea” อีกด้วย ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมมากในโลกดนตรีจำนวนมาก

นอกจากความสำเร็จในวงการเพลง การได้รับเลือกเป็นศิลปินในรายการ Apple Shazam ที่ “10 Artists To Watch” และถูกเรียกตัวให้อยู่ใน Spotify Radar: Early Noise 2023 ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงระดับของศิลปินหนุ่มในสายตาวงการ และยิ่งทำให้เด็กวัยรุ่นหลายคนในไทยบูชาในคำว่า นาโตริ มากยิ่งขึ้น

จากการสัมภาษณ์ นูน่าเมี้ยนได้เล่าเรื่องราวความลึกลับของนาโตริ จากตัวตนที่ถูกปกปิดไว้อย่างละเอียด พร้อมทั้งเจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลังเขารวมถึงเพียงมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับการเติบโตของเขา ในการ journey ของอุตสาหกรรม ตลอดจนมุมมองเกี่ยวกับแฟนเพลงไทยที่ไม่เคยน้อยใจในเครือข่ายsocial media ของเขา

Artistry และความตั้งใจในการทำงานของนายโตริยืนยันให้เห็นว่าเป้าหมายของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นศิลปินเวทีวงเล็ก ๆ แต่จะใส่ศักดิ์ศรีเข้าไปในวงการเพลงระดับโลก และการที่เขาเริ่ม asia tour และอนาคตของการรวมค่ายการันตีว่าโลกไม่มีวันรู้จบ เส้นทางของนายโตริ อาจยังคงเป็นปริศนาต่อควบคู่ไป และนี่อาจเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า “ความสามารถที่แท้จริง” ยังคงหาอะไรตอบแทนไม่ได้

หากคุณสนใจการเดินทางของเขา อย่าพลาดเข้าร่วมในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. ที่ UNION HALL กับ “Avalon Live” ได้เลย

ที่มา – SeoulStation : ล้วงลึกตัวตนความลึกลับ ‘นาโตริ’ ศิลปินปริศนาผู้ไม่เปิดเผยหน้า

‘โทมัส’ ขอบคุณไวรัลความหล่อ กลัว ‘น้องก้อง’ ใน Sports Day

“โทมัส ธีร์ทัศน์ จึงมณีรัตน์” หนึ่งในนักแสดงวัยรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถือเป็นพระเอกหนุ่มที่ทั้งหล่อ เท่ และมีผลงานชิ้นดีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนแฟนคลับต้องตามกรี๊ดกันไม่ทัน บวกกับกระแสความหล่อที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียจนคนในโลกออนไลน์ต่างพูดถึงอย่างล้นหลาม

‘โทมัส’ ขอบคุณไวรัลความหล่อถึงแม้จะมอมแมม

เร็วๆ นี้ โทมัส ธีร์ทัศน์ ได้เข้าร่วมงานเปิดตัว “SO GOLF” Golf Simulator Space แห่งใหม่ในโครงการ Charn At The Avenue แจ้งวัฒนะ โดยในงานเขายังเผยความตื่นเต้นและบรรยากาศในการซ้อมกีฬางาน Sports Day ของสำนักงานอย่างตื่นเต้น พร้อมเล่าถึงการฝึกซ้อมหลากหลายประเภทกีฬาไม่ว่าจะเป็นแบดมินตัน, บาสเกตบอล, ฟุตซอล และยิมนาสติก

ในระหว่างการฝึกซ้อมเขาได้เล่าถึงความเหนื่อยล้าจากการเล่นตีแบดมินตันกับ “เฟิร์ส” สีเดียวกัน และเมื่อถึงกีฬาบาสเกตบอล โทมัสก็ยอมรับว่าต้องมีความพร้อมเต็มที่เพื่อคว้าชัยชนะมาให้ได้ โดยเฉพาะกับช่วงที่ต้องเจอกับ “น้องก้อง-ก้องภพ จิโรจน์มนตรี” ที่ถูกเขาพูดเล่นว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เตรียมความพร้อมเข้าสู่กีฬาสี

โทมัส ธีร์ทัศน์ เปิดเผยว่า เตรียมตัวเข้าสู่งานกีฬาสีด้วยการฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ ในหลายประเภทกีฬา โดยบอกเล่าอย่างสนุกสนานถึงการฝึกยิมนาสติก ระบำใต้น้ำ รวมไปถึงการเล่นกีฬาหลายประเภทที่ต้องเต็มที่และทุ่มสุดตัว เขากล่าวว่า “ความพร้อมสำหรับผมงาน Sport Day ไม่ใช่แค่มีกีฬาอย่างเดียวนะครับ ยังมีอะไรพิเศษๆ ให้พวกพี่รอดูกันอีกเยอะ เพราะตอนนี้พวกเราอยู่ในไทม์ไลน์ที่กำลังเตรียมตัวอยู่”

  • กีฬาแบดมินตัน: ท้าทายกับการจับคู่เล่นกับ “เฟิร์ส”
  • บาสเกตบอล: เต็มอัตราในสนามแข่งขันจำลอง
  • ฟุตซอล: รับมือกับการเคลื่อนไหวเร็ว
  • ยิมนาสติก: โชว์ท่าทางกายกรรมแบบสุดลิมิต

รับไม่กลัวใครเลยยกเว้น ‘น้องก้อง’

ภายใต้บรรยากาศการฝึกซ้อมและการเตรียมตัวเข้าสู่งานแข่งขันกีฬาสี “ก้อง-ก้องภพ” ก็กลายเป็นเป้าหมายพิเศษของ โทมัส ที่กลัวจะเจอกับเขาในสนาม เขากล่าวเล่นๆ ว่า “จริงๆ มีคนนึงที่กลัวอยู่ครับแต่เขาอยู่ทีมเดียวกับเรา… กลัวว่าจะชนะเยอะเกินไป กลัวตัวเองครับ ผมล้อเล่นนะ” พร้อมกับแฉว่ามีแผน “ซ่อนเร้น” ในการแกล้งเขาอยู่เสมอ

ทั้งยังเผยต่อว่าน้องก้องเคยแกล้งให้เขาทำหน้ากบเพื่อให้ทีมงานได้ดู และเรียกร้องให้ทำซ้ำเพื่อความสนุก ถึงแม้จะดู ‘มอมแมม’ หน่อยแต่ก็รู้สึกดีใจกับการรับความนิยมและการให้ความสนใจจากแฟนๆ ที่ชอบซีนใน MV ล่าสุด

นอกจากนี้ โทมัส ยังยอมรับอย่างภาคภูมิว่าตอนนี้ซีรีส์เรื่องใหม่ที่กำลังจะมาเร็วๆ นี้ “Magic Lover” มียอดวิวที่ทะลุกว่า 3 ล้านวิว โดยรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งว่าแฟนๆ ให้ความให้ความรักและติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะนำทีมแสดงพลิกโฉมตัวละครให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ในท้ายที่สุด เขายืนยันว่าReady อย่างเต็มที่ต่อการแข่งขันครั้งนี้ ว่าจะ “ให้ 100 หรือ 120 เปอร์เซ็นต์” เพื่อชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ และตอบคำถามของทุกคนด้วยผลงานจริงบนสนาม

หากคุณเป็นแฟนคลับของโทมัส หรือชื่นชอบกีฬาสี มาร่วมเป็นกำลังใจให้เขาในกีฬาสีกับค่ายดังๆ กันเถอะ พร้อมลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์ในครั้งนี้?

ที่มา – ‘โทมัส’ ขอบคุณไวรัลความหล่อถึงแม้จะมอมแมม เล่าซ้อมกีฬา Sports Day กลัว ‘น้องก้อง’ เป็นพิเศษ

วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ของวุฒิสภา ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม และ มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “พลังแห่งศิลป์ (The Power of Art)” ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการปลุกกระแสสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนในทุกพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือไม่พิการ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงออกและพัฒนาศักยภาพผ่านศิลปะ

วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

ในการเปิดงาน นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงคุณค่าของศิลปะที่เป็นมากกว่าเพียงความสวยงาม กล่าวว่า “ศิลปะคือการจรรโลงจิตใจ ช่วยให้มนุษย์มีความอ่อนโยนและสงบสติ พร้อมทั้งเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญในด้านการสร้างสรรค์ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกันได้”

ศิลปะ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

งานดังกล่าวไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะผ่านเวิร์กช็อปต่างๆ ทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม ช่วยเสริมสร้างทักษะทั้งด้านจินตนาการ การทำงานร่วมกัน และการยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับสังคมอนาคต

ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ได้กล่าวต้อนรับและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักทรัพย์ของประเทศผ่านศิลปะ โดยเฉพาะเยาวชน ผู้มีพลังในการกำหนดทิศทางของชาติ

ภายในงานยังมีการเสวนาในรูปแบบ เวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ที่เชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งครู อาจารย์ และผู้ปกครอง เรื่องหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ศิลปะและการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม: การดำเนินงานเพื่อคนพิการและการเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี
  • พลวัตแห่งศิลป์: ความหลากหลาย ศักยภาพ และแรงบันดาลใจสู่เส้นทางอาชีพที่ยั่งยืน

ปรากฏการณ์ที่สำคัญของวันนั้นคือการได้รับเกียรติจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เข้าเยี่ยมชมผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ซึ่งนอกจากจะเป็นกำลังใจแล้ว ยังแสดงถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการส่งเสริม พลังแห่งศิลป์ ในการสร้างสรรค์สังคมในทุกๆ ระดับ

การจัดเวที “พลังแห่งศิลป์” นี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงของวุฒิสภา ในการผลักดันเยาวชนให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศผ่านความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงความเข้าใจ ปลุกแรงบันดาลใจ และเทิดทูนความหลากหลายของทุกคน

หากคุณเป็นผู้ที่รักศิลปะและให้คุณค่ากับการพัฒนาเยาวชน งานนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่มา – วุฒิสภาเปิดเวที “พลังแห่งศิลป์” หนุนเยาวชนต่อยอดความคิดสร้างสรรค์

เศร้า! พลายขุนศึก ช้างป่าเขาใหญ่ ถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2568 เกิดเหตุเศร้าสะเทือนใจขึ้นในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อชาวบ้านพบซากช้างป่าเพศผู้ล้มเสียชีวิตอยู่ริมทางเข้าไร่ หลังจากออกหากินในเวลากลางคืน จนมาตกเป็นเหยื่อของสายไฟฟ้าที่ชาวบ้านโยงไว้บริเวณใกล้เคียง ช้างตัวนี้มีชื่อว่า พลายขุนศึก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “งาปลี”

เศร้า! พลายขุนศึก ช้างป่าเขาใหญ่ ถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวประสบเหตุในช่วงค่ำ โดยใช้งวงจับสายไฟฟ้าที่ถูกลากผ่านบริเวณใกล้แนวเขตอุทยานฯ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าแรงสูงดูดจนเสียชีวิตทันที บริเวณที่เกิดเหตุห่างจากเขตอุทยานเพียง 30 เมตรเท่านั้น

นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ได้รีบเดินทางไปตรวจสอบและพบช้างป่าเผือก พลายขุนศึก นอนเสียชีวิตพร้อมสายไฟมีแผลถูกดูดและยัง缠绕อยู่บริเวณงวงและปาก

วิเคราะห์สาเหตุและข้อควรระวัง

สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากการที่ช้างป่ามีพฤติกรรมออกหากินในเวลากลางคืน และอาจพลาดพลั้งเอาจางไปแตะสายไฟที่ชาวบ้านใช้ลากไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง สถานที่ห่างจากเขตอุทยานน้อยนิดนี้กลายเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการเกิดเหตุลักษณะนี้ เจ้าหน้าที่ไม่กล่าวโทษใคร แต่ต้องเร่งประเมินจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต

เพื่อความเหมาะสม ทางอุทยานฯ ได้ประสานงานกับสัตวแพทย์เพื่อทำการชันสูตรซากอย่างละเอียด พร้อมทั้งดำเนินพิธีทางศาสนาตามความเชื่อของท้องถิ่น ก่อนจะทำการฝังกลบซากของ พลายขุนศึก ไว้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาเคยเร่ร่อนมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานานนับสิบปี

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญต่อชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการเพื่อรักษาความปลอดภัยสำหรับทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า ทุกฝ่ายควรมีมาตรการป้องกันร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการชนกับแนวเขตของอุทยาน

การสูญเสียครั้งนี้คือหนึ่งในแรงกระตุ้นที่จำเป็น เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระหว่างชุมชนและองค์กร ให้เกิดการพร้อมเพรียงในการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติ อย่าง ช้างป่าเขาใหญ่ พลายขุนศึก ที่ยังคงเป็นภาพสะท้อนของความซาบซึ้งแก่ผู้เห็น

ที่มา – เศร้าสลด! ‘พลายขุนศึก’ ช้างป่าเขาใหญ่ ออกหากินถูกไฟฟ้าดูดตายคาไร่

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ร่วมกับกัมพูชา โดยมี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พล.ต. อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกองทัพบก กัมพูชา เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ตามกรอบ GBC

การประชุม RBC หรือ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จัดขึ้น ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เป้าหมายสำคัญของการประชุม RBC

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยประเทศไทยมีมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนผ่านสันติวิธี และเคารพกติกาสากล

อีกทั้งจากการประชุมในครั้งนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอประเด็นสำคัญอย่างการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากฝั่งกัมพูชา

  • การประชุมตามกรอบ GBC เพื่อความสงบยั่งยืน
  • ข้อเสนอเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากฝ่ายไทย
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
  • ความต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม

ประมวลผลจากความร่วมมือในการประชุม กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด นี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามบันทึกความตกลงการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ซึ่งเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี และการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังคงมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนจากฝั่งกัมพูชาในภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งฝ่ายไทยยังคงหวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างแท้จริงในการประชุมครั้งต่อไป

ความร่วมมือระหว่างไทย – กัมพูชา ผ่านการประชุม RBC ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง และก่อให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ชายแดนที่มีความซับซ้อน ในการดูแลรักษาพรมแดนในระยะยาว ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักเสถียรภาพและความยุติธรรม

หากคุณติดตามข่าวการเมืองและข่าวความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรให้ความสำคัญกับการประชุม RBC และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองทัพเรือ เผย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จัดการประชุม RBC ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC

สกัดขนแรงงานเถื่อน จับเมียนมาขับรถลอบเข้าไทย

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 กองกำลังสุรสีห์ โดย พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผวจ.กาญจนบุรี ได้รับรายงานว่ามีการ ขนแรงงานเถื่อน เข้ามาในพื้นที่ชายแดนด้านกาญจนบุรี จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ สนธิกำลังกับร้อย.ตชด.135, สภ.ไทรโยค, สภ.ทองผาภูมิ และฝ่ายปกครอง ทำการตั้งจุดตรวจและลาดตระเวน

สกัดขนแรงงานเถื่อนในพื้นที่กาญจนบุรี

กระทั่งวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับผู้กระทำความผิดได้ 2 ราย โดยรายแรก เวลา 11.00 น. ที่ อ.ไทรโยค เจ้าหน้าที่พบรถกระบะต้องสงสัยที่จุดตรวจ บ้านพุองกะ เมื่อตรวจสอบพบ นายมินทดา ชาวเมียนมาเป็นคนขับ และมีแรงงานต่างด้าว 10 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 15,000 บาท มารับแรงงานเดินทางอ้อมจุดตรวจด้วยเส้นทางธรรมชาติ

รายที่สอง เวลา 22.30 น. ที่ อ.ทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ บ้านเกริงกระเวีย พบรถกระบะต้องสงสัยอีกคัน มี นายสมชาย ชาวเมียนมาเป็นคนขับ พร้อมแรงงานต่างด้าว 10 คน ที่กำลังจะขึ้นรถ ผู้ต้องหาสารภาพว่าได้รับค่าจ้าง 10,000 บาท เพื่อ ขนแรงงานเถื่อน ไปส่งที่ อ.เมืองกาญจนบุรี

ผลจากการปฏิบัติการ

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 22 คน ส่ง สภ.ไทรโยค และ สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และประสานเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

  • ผู้ขับรถเมียนมาได้สารภาพรับจ้างขนแรงงานผิดกฎหมาย
  • แรงงานต่างด้าวถูกซ่อนในรถกระบะ และรวมกัน 20 คน
  • ค่าจ้างที่ได้รับอยู่ระหว่าง 10,000-15,000 บาท
  • มีความร่วมมือจากหน่วยงานหลายฝ่ายในการจับกุม

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย กรณีเช่นนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพรมแดน และสร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมาก

นี่คือการยืนยันอีกครั้งว่าความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการปราบปราม การขนแรงงานเถื่อน อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรตระหนักถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากการขนแรงงานเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – ทำกันเองแล้ว! สกัดขนแรงงานเถื่อน พบเมียนมาขับพาเพื่อนร่วมชาติลอบเข้าไทย