ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนกรณี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” ได้สรุปและส่งให้อัยการเพื่อดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว โดยมีผู้ต้องหานายพันตำรวจ 2 นาย และดร.หญิง 1 คน ซึ่งอยู่ในข่ายกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อสอบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์

สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” สอท.ยืนยันมีพยานหลักฐานชัดเจน

ผู้บัญชาการกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปี พนักงานสอบสวน สอท.1 ได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนอย่างเป็นระบบ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาร่วมดำเนินคดีกับตำรวจ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

ไม่ตัดใคร! ใครมีส่วนเกี่ยวข้องจัดการเต็ม

“เราดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรามั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เราจะเอาผิดเฉพาะคนที่มีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น” พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 รายแล้ว ไม่มีการพบว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมในข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

กรณีนี้ได้สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง เนื่องจากถือเป็นการละเมิดความเที่ยงธรรมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งควรจะเป็นโอกาสที่ทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียม การรั่วไหลของข้อสอบจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม

  • ผู้ต้องหาเป็นนายพันตำรวจ 2 นาย
  • ผู้ต้องหาเป็นดร.หญิง 1 คน
  • สอท.ยืนยันพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง

ด้านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีการพิสูจน์ความผิดได้ จะดำเนินการตามระเบียบมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ทั้งในระดับผู้สอบเข้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใน

คดี “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ” มีเรื่องราวความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นหลัง สอท.สรุปสำนวนเอาผิด ถึง 3 รายที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อสอบ นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบยุติธรรมเริ่มทำงาน และยังมีความหวังว่าความผิดในครั้งนี้จะลงโทษได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสร้างบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับว่าความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ต้องไม่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้ ประชาชนร่วมสังคมต่างก็จับตามองอย่างใกล้ชิดว่าอัยการจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง พร้อมกันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบระบบสอบเข้าในสถาบันอื่นๆ อย่างละเอียดเพิ่มเติม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้อีก

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้เข้าสอบเอง คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? ควรดำเนินคดีรุนแรงแค่ไหนจึงจะเป็นธรรม? ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราในช่องทางออนไลน์ได้เลย!

ที่มา – สั่งฟ้อง “แก๊งโกงข้อสอบจุฬาฯ”สอท.สรุปสำนวนเอาผิด “ดร.หญิง-นายพันตำรวจ” 3 ราย

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่าทีมหุ่นยนต์จำนวนหลายร้อยตัว รวม 280 ทีม ที่เป็นตัวแทนจาก 16 ประเทศ เข้าสู่การแข่งขันที่จัดในลานสเกตแห่งชาติของกรุงปักกิ่ง โดยมีการค้นหาผู้ชนะในหลากหลายสาขา ประกอบไปด้วยกีฬาสากล อาทิ กรีฑาและบาสเกตบอล และกิจกรรมภาคปฏิบัติ อาทิ การจัดหมวดหมู่ยา และการทำความสะอาด

ในที่การแข่งขันฟุตบอล 5 ต่อ 5 จะเห็นได้ว่า หุ่นยนต์ทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งมีขนาดเท่าเด็กอายุ 7 ปี เดินสับขาหลอกกันไปมาในสนาม แต่พวกมันมักจะติดอยู่กับการเผชิญหน้ากัน หรือล้มลงเป็นกลุ่ม แม้จะดูน่ารักแต่ก็เต็มไปด้วยความปั่นป่วนจริง ๆ

สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

ระหว่างการแข่งขันวิ่ง 1,500 เมตร หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของทีมยูนิทรี ซึ่งเป็นแชมป์ในประเทศ ก้าวไปตามลู่วิ่งด้วยความเร็วที่น่าประทับใจ และแซงหน้าคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเข้าเส้นชัยในเวลา 6.29.37 นาที ซึ่งต่างจากสถิติโลกของนักวิ่งชายที่ 3.26.00 นาทีอย่างมาก

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ?>

การแข่งขันหุ่นยนต์จัดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ผู้จัดงานกล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลกปี 2568 มุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์โดยเฉพาะเป็นครั้งแรก จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับโลก

ด้านสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (14 ส.ค.) ว่า รัฐบาลปักกิ่งกำหนดให้หุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์เป็น “ศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ระดับชาติ” เนื่องจากพวกเขาต้องการแสดงศักยภาพ และความสามารถของจีนในการแข่งขันระดับโลกในสาขาเทคโนโลยีนี้

ที่สนามแข่งขันกังฟู หุ่นยนต์ตัวจิ๋วที่หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์จากภาพยนตร์ “ทรานสฟอร์เมอร์ส” พยายามจะเคลื่อนไหว แต่กลับล้มคว่ำลง มันหมุนตัวบนพื้นขณะที่พยายามลุกขึ้นยืน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของฝูงชน แม้จะมีจุดบกพร่องแต่ก็สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมอย่างมาก

credit : AFP

ไม่ใช่แค่แค่การแข่งขันที่โดดเด่น เพราะ โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ของจีนนี้เป็นการพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภูมิปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ใกล้เข้ามาทุกวัน

ที่มา – สุดล้ำ! จีนจัด ‘โอลิมปิกหุ่นยนต์ฮิวUMANนอยด์’ ครั้งแรกของโลก

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก “บุ๋ม ปนัดดา” หรือนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้เดินทางลงพื้นที่ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านและสำรวจความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

บุ๋ม ปนัดดา ช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์

จากการสำรวจ พบว่าชาวบ้านหลายครัวเรือนสูญเสียรายได้หลักจากการเกษตรและการขายสินค้า OTOP โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อด้านการทอผ้าไหม ซึ่งผลิตภัณฑ์ไม่สามารถจำหน่ายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมาก อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากเน่าเสียเพราะไม่มีผู้ซื้อ

แก้ปัญหาด้วยการช่วยซื้อ

“ปนัดดา” เผยว่าอยากใช้影响力ของตนเองเพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจัง ไม่เพียงแค่พูด แต่ลงมือสนับสนุนโดยการช่วยซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมแนะนำให้ใช้เว็บไซต์ Surinbest.com เป็นช่องทางเลือกซื้อของดีของจังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ “บุ๋ม” ยังเดินหน้าสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภคในชุมชน เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ย้ำว่าการซื้อของชุมชนครั้งหนึ่ง ก็คือการช่วยคนในท้องถิ่นที่กำลังเดือดร้อน

ป้องกันข่าวปลอม สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

“ปนัดดา” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาข่าวปลอม โดยแจ้งให้ทราบว่าข่าวลืออาจสร้างความเข้าใจผิดและทำลายชื่อเสียงของชุมชนได้ จึงเรียกร้องให้ทุกคนเช็กข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อ-แชร์ข่าว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของนางเสมอ วงษ์รัมย์ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่ง เล่าว่าผ้าไหมกว่า 50 ผืน มูลค่าผืนละประมาณ 2,000 บาท หายไประหว่างที่ต้องอพยพ มูลค่าความเสียหายสูงมาก เพราะผ้าแต่ละผืนมีลวดลายเฉพาะตัว เป็นรายได้หลักที่หายไปอย่างน่าเสียดาย

มีเบาะแสแจ้งได้ รับทันที 10,000 บาท

“ปนัดดา” ได้ออกมาประกาศผ่านองค์กรทำดีว่า หากใครพบเบาะแสผ้าไหมของนางเสมอ สามารถแจ้งเบาะแสได้ โดยจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท เพื่อขอบคุณความช่วยเหลือและสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมปฏิบัติ

การเดินหน้าช่วยเหลือของ “บุ๋ม ปนัดดา” กับเครือข่ายช่วยเหลือชุมชน แสดงให้เห็นว่าพลังความรักและความเข้าใจในท้องถิ่นสามารถเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ก่อนความช่วยเหลือจากรัฐ ความเข้าใจและการบริโภคในชุมชนคือจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่แท้จริง

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” และเครือข่ายร่วมช่วยเหลือชุมชนสุรินทร์ลงพื้นที่ เยี่ยมชาวบ้าน

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะทำงานที่ร่วมมือกันในการป้องกันการลักลอบขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความผิดจำนวนมาก

ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

ปฏิบัติการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ นำโดย นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 เพื่อติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลที่ลักลอบบุกรุกและขุดทองในพื้นที่ป่าปิล๊อกคี่

พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำและอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการตรวจยึดของกลางในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 本次行动中使用监控摄像头24小时监控,直至8月7至8日夜晚收到信息,发现有大约15到20人潜入目标区域。执法团队伪装成当地村民,于8月12日设伏包围, 成功抓捕了4名嫌疑人

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในครั้งนี้มี 4 คน ได้แก่

  • นาย Ko Phyo ชาวเมียนมา
  • นายดาโพ ชาวกะเหรี่ยง
  • นายวิรัตน์ ชาวมอญ
  • นายวานีทู

จากการตรวจสอบพบว่าของกลางที่ยึดได้รวมทั้งสิ้น 20 รายการ องค์ประกอบของกลางมีดังนี้ แร่ทองคำหนักมากกว่า 144 กรัม อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มีด ค้อน สิ่ว รวมไปถึงอุปกรณ์เลียงร่อนแร่

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการบุกรุกป่าปิล๊อกคี่ซึ่งถือเป็นพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปิล๊อก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ข่าวจริงทั้งหมดนี้เปิดเผยถึงการเตือนภัยอย่างรุนแรงว่าหากเราไม่ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ เราอาจต้องยอมรับความเสียหายที่ค้ำคืนไม่ได้ในอนาคต

ที่มา – ทำลายป่าต้นน้ำ! จับ 4 หนุ่ม ‘กะเหรี่ยง-มอญ-เมียนมา’ ลอบขุดทองอุทยานฯ

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งหลังจากเกิดเหตุปะทะและกระแสไม่สงบ ส่งผลให้แรงงานไทยในพื้นที่ปอยเปตจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวและตัดสินใจกลับประเทศไทย

ในช่วงแรกมีแรงงานที่เดินทางกลับมาถึง 1,000 คน และคาดว่าวันถัดมาจะมีแรงงานเพิ่มอีก 2,000 คนที่แจ้งความประสงค์จะกลับ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เกิดพลิกผันอย่างรวดเร็ว หลังจากมีการเจรจาหยุดยิง แรงงานหลายรายที่กำลังเตรียมเดินทางกลับได้ตัดสินใจหันกลับไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกครั้ง

“ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ส่งผลให้จำนวนผู้เสียหายที่แจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline ซึ่งเคยลดลงเหลือ 800-900 รายต่อวัน กลับมามากถึง 1,000 รายต่อวันอีกครั้ง ผบช.สอท. ยืนยันว่า ทีมงานตำรวจไซเบอร์ยังคงเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และกำลังประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ใช้ “โลกล้อมโจร” ล่าตัวนายทุนและเครือข่าย

เมื่อถูกถามถึงข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายฐานปฏิบัติการของแก๊ง ผู้บัญชาการบช.สอท. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อติดตามเครือข่ายที่ย้ายหรือขยายฐานไปยังพื้นที่อื่น ๆ พร้อมใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” เพื่อล้อมและกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ถึงตัวคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือเจ้าของอาคารที่ใช้เป็นศูนย์กลาง

โดยเฉพาะการส่งข้อมูลและหมายจับไปยังหน่วยงานในกัมพูชานั้น ได้ดำเนินการส่งไปแล้วกว่า 400 ราย ใน 9 จุดสำคัญทั่วภูมิภาค แต่ความคืบหน้ายังเหลืออีก เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า การปิดบัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างแท้จริงต้องอาศัยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ ตั้งแต่ด้านกฎหมาย ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความเชื่อมั่นจากผู้ถูกหลอกลวงให้กล้ากลับมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยไม่ได้ยืนอยู่เฉย ด้วยที่มา – “ไซเบอร์อรรถ” สั่งลุย! ลั่นใช้มาตรการ “โลกล้อมโจร” หลังแรงงานไทยหวนคืนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศพชต.กอ.รมน.ภาค4ให้ความรู้CPR&AED

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่สนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก ชำนาญ กิจเวช รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะทีมแพทย์-ทีมวิทยากร ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่กำลังพลเกี่ยวกับ การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การช่วยชีวิตด้วย CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ AED

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีความรู้พื้นฐานในการปฐมพยาบาล โดยเฉพาะการช่วยชีวิตด้วย CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) ซึ่งเป็นการช่วยหายใจและไหลเวียนเลือดให้กับผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จะส่งผลให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้

การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED)

นอกจาก CPR แล้ว ทางวิทยากรยังอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกระตุ้นหัวใจของผู้ป่วยให้กลับมาเต้นในจังหวะที่ถูกต้อง โดยเครื่องจะช่วยวินิจฉัยรูปแบบหัวใจผิดจังหวะที่อันตราย และแนะนำให้ทำการช็อกไฟฟ้าเพื่อปรับจังหวะหัวใจ

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติตามสถานการณ์จำลองจริง ทั้งขั้นตอนการตรวจสอบผู้ป่วย การปั๊มหัวใจ และการใช้งาน AED อย่างถูกวิธี เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยชีวิตหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ขั้นตอนการช่วยชีวิตด้วย CPR อย่างถูกต้อง
  • การใช้งาน AED อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลรักษาและเตรียมอุปกรณ์พร้อมใช้งาน

ศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้จัดวาง AED ไว้ในจุดสำคัญภายในค่ายสิรินธร จำนวน 4 จุด ได้แก่ บริเวณอาคาร 1, อาคาร 3, ห้องฟิตเนส และสนามฟุตซอลนาควานิช เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ทำงานในสถานที่มีคนจำนวนมาก หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การมีความรู้พื้นฐานเรื่อง CPR และการใช้ AED จะช่วยชีวิตผู้อื่นได้ในเวลาที่สำคัญที่สุด

ที่มา – ศพชต.กอ.รมน. ภาค 4 สน. ให้ความรู้เรื่องการช่วยชีวิตด้วย CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจชนิดอัตโนมัติ AED

ผู้บริหาร ศอ.บต. เดินหน้า 120 วัน วาระพืชกระท่อม ที่บ้านบลูกาลูวัส

นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เพื่อดำเนินการตามนโยบาย “120 วัน วาระพืชกระท่อม” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์

120 วัน วาระพืชกระท่อม ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่

การดำเนินงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ชุมชน และเครือข่ายภายในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ปฏิบัติจริง เช่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และกลุ่มผู้ป่วยในชุมชน

ความร่วมมือและการเป็นแบบอย่าง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนธีรวิทย์ ได้กล่าวชื่นชมผู้นำชุมชนที่แสดงความเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างในด้านการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และดูแลลูกบ้านประดุจครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างแท้จริง การเป็นแบบอย่างจากผู้นำชุมชนจึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญต่อความสำเร็จของแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ด้านนายมะดารี อาแด ผู้ใหญ่บ้านบลูกาลูวัส ได้ให้ข้อมูลว่า ชุมชนมีการเฝ้าระวังและให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด มีการติดตามการใช้สารเสพติดอย่างใกล้ชิด และดำเนินแผนฟื้นฟูผ่านศูนย์บำบัด ในขณะเดียวกันก็จัดหาอาชีพให้กับผู้ฟื้นฟู เช่น การเข้าร่วมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปเสพซ้ำ

บทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

“แม้ตัวเลขผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลด้านจิตเวชอาจมาก แต่ได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด” เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกาตอง กล่าวเสริม ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการจัดการปัญหายาเสพติดนั้น ต้องอาศัยระบบการดูแลที่ต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“120 วัน วาระพืชกระท่อม” เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์หลักของนโยบายไม่ได้เพียงแต่ยุติปัญหา แต่ยังรวมถึงการขับเคลื่อนสังคมสู่สุขภาวะที่มีคุณภาพ การมีจิตสำนึกในตนเอง และการร่วมมือกันของคนในชุมชน

การประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ชัดเจนว่า “หัวใจของการแก้ปัญหา” อยู่ที่การประสานพลังระหว่างนโยบายที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง การร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างภาครัฐและชุมชนจะช่วยให้อนาคตของพื้นที่บลูกาลูวัสก้าวไปอย่างมั่นคงยั่งยืน

หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลชุมชนหรือผลจากการใช้นโยบาย 120 วัน วาระพืชกระท่อม ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกับเราได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไปพร้อมกันกับชุมชน

ที่มา – ผู้บริหาร ศอ.บต. ลงพื้นที่บ้านบลูกาลูวัส อ.ยะหา เดินหน้า “120 วัน วาระพืชกระท่อม”

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย กระชับความร่วมมือ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน

ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มพูนขึ้นมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะระหว่างประเทศ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย ที่ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมที่เกิดข้ามขอบเขตทางการเมือง เป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดถึงและมีแนวร่วมในการแก้ไขเป็นครั้งแรกตั้งแต่การประชุมสี่ฝ่ายเมื่อปลายปี 2567

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพ

ภายใต้กรอบความร่วมมือสากล นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวว่าสถานการณ์ในเมียนมาโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างมาก เช่นเดียวกับพรรคการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินที่พยายามฟื้นฟูและปกป้องอำนาจอธิปไตย รวมถึงสันติภาพภายในประเทศ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายหวังย้ำว่าจีนสนับสนุนให้เมียนมาเป็นผู้นำกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศด้วยตัวเอง ผ่านการเจรจาและการเลือกตั้งที่โปร่งใส เพื่อให้อำนาจคืนสู่ประชาชน

ความร่วมมืออาเซียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ จีนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยกล่าวว่าอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักและเป็นช่องทางหลักในการพัฒนาความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ และการจัดประชุมระหว่างประเทศในรูปแบบของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสนับสนุนให้เมียนมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม

ในเชิงภูมิศาสตร์ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางเศรษฐกิจ จากความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศในภูมิภาคเผชิญภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยลาวเมียนมา และจีน เล็งเห็นถึงถึงศักยภาพของการสำรวจแนวทางร่วมมือทางสังคม การจัดร่วมมือแบบเชื่อมโยงภาคี เพื่อสร้างแรงผลักดันในด้านความมั่นคง การพัฒนา และสันติภาพโดยผ่านการตกลงร่วมมือบางเรื่องในด้านความมั่งคั่งสมองจากประสบการณ์ และสรรสร้างการพัฒนาสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใสของหน่วยงานในแต่ละประเทศ

จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย เสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรม

ในขณะที่พ.อ. ตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา เผยว่าการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศสี่ประเทศจะส่งผลให้การต่อต้านการกระทำผิดข้ามแดน มีความซับซ้อนไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาการกระทำร่วมมือในการปฏิบัติงานพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานที่เข้มงวด แม่นยำในการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประสบการณ์ช่วยให้สามารถทำงานได้ตรงจุด ลดความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรม และลดภาระของประชาชนระดับสากล ในการเผชิญกับปัญหาที่อาจสร้างผลกระทบในเชิงลึกต่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้านนายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวว่าลาวจะสนับสนุนการประชุมของกลุ่มประเทศทั้งสามชุดเพื่อติดตามสถานการณ์ในเมียนมา อย่างต่อเนื่อง การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาทางเลือกให้ประชาชนเมียนมาได้เริ่มพัฒนากระบวนการทางการเมือง รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสนั้นจะดำเนินได้สำเร็จ และสร้างวงจรใหม่ที่มีคุณภาพต่อวิถีชีวิตของประชาชน

เน้นการพัฒนาเชิงเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาต้นเหตุ

การสนับสนุน鹨ทุนและการส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่มีความต้องการสามารถเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาความยากจน ซึ่งส่งผลให้บางพื้นที่มีความเสี่ยงการกระทำผิด โดยเฉพาะในเรื่องของ จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย บอกว่าจะให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาว แล้วเป็นการจัดตั้งกลุ่มงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาราคาตลาดที่ชัดเจน การเกษตร และการบริการที่มีความยั่งยืน

สุดท้าย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย แสดงความยินดีในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการส่งเสริมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเมียนมาที่จะมีขึ้นภายในปีนี้โดยไม่มีการแทรกแซงภายใน และร่วมกันร่างแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้ระบบการเมืองสามารถพัฒนาได้อย่างเปิดกว้าง เป็นธรรม โดยในโอกาสหน้า ประเทศไทยจะยังคงเป็นเพื่อนร่วมพัฒนาในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “จีน-ลาว-เมียนมา-ไทย” กระชับสัมพันธ์ มุ่งปราบอาชญากรรมข้ามแดน

สุทิน ลั่น เพื่อไทย มั่นใจ อิ๊งค์ เจตนาดี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เรื่องความขัดแย้งชายแดน

สุทิน ลั่น เพื่อไทย มั่นใจ อิ๊งค์ เจตนาดี

นายสุทิน กล่าวว่าในเรื่องนี้ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้กรอบการพิจารณาใด หลักฐานอะไรในการตัดสิน แต่ในทุกกรณีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งใน เจตนาดีของนายกฯ อิ๊งค์ ที่ต้องการใช้มาตรการสันติวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่ความรุนแรง

ความพร้อมของพรรคเพื่อไทย

พร้อมกันนี้ สุทิน ยังได้ระบุว่าขณะนี้ทุกฝ่ายสามารถทำได้เพียงคอยรับฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในทิศทางใด พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากหลายประการ และสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น

การรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างมีสติ สุทิน เผยว่าแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการประชุมภายในพรรคเพื่อกำหนดแนวทางชัดเจนภายหลังคำวินิจฉัยของศาล แต่เพื่อไทยได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านโดยไม่ต้องพูดกันมาก พรรครักษาความพร้อมอยู่เสมอ

  • กระบวนการทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง
  • พรรคเพื่อไทยเชื่อในเจตนารมณ์ที่ดีของผู้นำ
  • ยอมรับผลจากศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่โต้แย้ง

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ น.ส.แพทองธาร ได้แสดงให้เห็นถึงการใช้แนวทางที่สร้างสรรค์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยเฉพาะการพูดคุยอย่างเป็นทางการกับผู้นำต่างประเทศอย่างสมเด็จฮุน เซน ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมีความรับผิดชอบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้กรณีนี้จะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แต่ความมั่นคงภายในพรรครวมถึงการยอมรับในบทบาทของผู้นำยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า อิ๊งค์ เจตนาดี อย่างแท้จริง และสุดท้ายประชาชนจะได้เห็นถึงผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์

สุดท้าย ไม่ว่าการตัดสินใจของศาลจะออกมาในทางใด พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดเคารพต่อกระบวนการทางกฎหมาย และพร้อมร่วมมือสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘สุทิน’ ลั่น ‘พรรคเพื่อไทย’ มั่นใจ ‘นายกฯอิ๊งค์’ เจตนาดี

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย เริ่มเพิ่มความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สาย และแม่จัน หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานาน ทำให้เกิดน้ำป่าหลาก และน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูง จนล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ประชากรในหลายชุมชน

เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีระดับสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดคืน โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำใกล้เขตประเทศเมียนมา ทำให้เกิดน้ำหลากไหลบ่าลงมา ในเวลาต่อมา ระดับน้ำในแม่น้ำสายสูงเกินความจุ ส่งผลให้เกิดการล้นตลิ่งและน้ำทะลักเข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน

บริเวณชุมชนเกาะทราย และชุมชนไม้ลุงขน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีน้ำเข้าท่วมใต้สะพานแห่งที่ 1 หน่วยงานราชการท้องถิ่น เช่น เทศบาลตำบลแม่สาย เวียงพางคำ ร่วมกับทางทหารช่างเร่งจัดการอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้น โดยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีอยู่ทั้งหมด 10 จุด แบ่งเป็นบริเวณตึกบ้านเรือนที่ปริ่มระเบิด 4 แห่ง และบ้านที่ผนังได้รับความเสียหายจากน้ำ 6 แห่ง

เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ

ทางเทศบาลตำบลแม่สายได้ประกาศเตือนผ่านรถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพหากมีน้ำหลากจำนวนมากไหลเข้าท่วม ซึ่งข้อความนี้ถือเป็นการเตือนล่วงหน้าที่สำคัญ เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่แน่นอน และน้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันถัดไป

ความเสียหายจากการน้ำป่าหลากมีผลกระทบต่อระบบจราจรในพื้นที่อำเภอแม่จัน บางจุดเกิดน้ำท่วมผิวทาง เช่น บนถนนพหลโยธิน บริเวณตั้งแต่ บ้านร้องผักหนาม-สถานีวิทยุ 914 ไปยังบ้านปงอ้อ และบริเวณแยกไฟแดงดอยตุง ซึ่งเป็นจุดที่ลำน้ำแม่ไร่ล้นเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่ 7 และ 9 ตำบลแม่ไร่

  • จุดเสี่ยงน้ำท่วมในแม่สายมี 10 จุด
  • เตือนประชาชนเตรียมอพยพหากน้ำเพิ่มสูงขึ้น
  • น้ำป่าหลากส่งผลต่อจราจรในแม่จันอย่างมาก
  • หน่วยงานลุยเตรียมเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ

ความรุนแรงของสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เชียงราย ไม่ได้มีแค่ในอำเภอแม่สายเพียงอย่างเดียว แต่ขยายออกไปยังหลายพื้นที่ในจังหวัดเดียวกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องติดตามข่าวสารและรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

หากคุณเป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า วางแผนอพยพและจัดสรรสิ่งของจำเป็นไว้พร้อมเสมอ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่อาจคาดเดาได้ การมีความพร้อมคือหนทางที่ดีที่สุด

ที่มา – เชียงรายอ่วม! น้ำป่าหลากเข้าท่วมแม่สาย-แม่จัน ถนนจมน้ำหลายจุด เตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ