ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จับกัง 1 เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

ล่าสุด นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการอย่างเร่งด่วน หลังทราบข่าวกรณีที่ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการของรัฐในการแอบอ้างและเรียกเก็บเงินแรงงานไทย ภายใต้โครงการฝึกงานด้านเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย และก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่แรงงานไทยจำนวนมาก

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการจัดหางานประสานงานกับหน่วยงานทูตไทยในประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และหากพบว่ามีเอกชนรายใดไป ใช้โครงการรัฐ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

จับกัง 1 เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าเยือกเย็น เพราะมีผู้ที่ไปทำงานในโครงการมาร้องเรียนผ่านโลกออนไลน์ว่า ถูกบังคับให้กู้เงิน จ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือถูกยึดบัตรเอทีเอ็มโดยไม่ชอบ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่ายการฉ้อโกง และเป็นอุปสรรคต่อชื่อเสียงของโครงการฝึกงานที่กระทรวงแรงงานเป็นผู้สนับสนุน

จับกัง 1 ระบุชัด ต้องตั้งคณะทำงานเร่งสอบสวน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าอาจมีเอกชนรายหนึ่งรายที่มีบทบาทเป็นผู้ประสานงานในกระบวนการส่งแรงงานไปต่างประเทศ ได้นำตำแหน่งหน้าที่นี้ไปใช้ รีดหัวคิวแรงงานไทย โดยเรียกเก็บเงินบังคับ และใช้ช่องทางผิดกฎหมายต่าง ๆ เพื่อล็อกผลประโยชน์ส่วนตัว

“ตอนนี้ผมได้สั่งให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมทั้งให้กำลังใจกับแรงงานที่ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์” รมว.แรงงาน กล่าว

  • สอบถามข้อมูลจากบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนสมัครงาน
  • รายงานปัญหาไปที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน หรือหน่วยงานทูตไทยในต่างประเทศ
  • เก็บหลักฐานทุกอย่างเอาไว้เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้กระตุ้นให้หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการจัดการแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในโครงการที่ใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ พร้อมเน้นย้ำว่า ทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส และป้องกันการแอบอ้างใช้โครงการของรัฐในทางที่ผิด

ในฐานะพลเมืองไทย เรามีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐ และเมื่อพบว่ามีการฉ้อโกงหรือกระทำผิด เราเองก็มีหน้าที่ร่วมกันช่วยตรวจสอบและรายงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นต้องตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน

ที่มา – ‘จับกัง 1’ เต้น สั่งตรวจสอบ เอกชนหัวหมอ ใช้โครงการรัฐ รีดหัวคิวแรงงานไทย

‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ยันทำจริง พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรม

เรื่องราวความภาคภูมิใจในชาติและความรักชาติของ “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยอย่างล้นหลาม หลังจากมีการโพสต์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมรในราคาสูงถึงลูกละ 10,000 บาท เพื่อแสดงความรักชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร เพื่อความมั่นคงของชาติ

ประกาศที่น่าประทับใจนี้เป็นการตอบโต้ข่าวลือเกี่ยวกับวิกฤตชายแดนและสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเพื่อให้แน่ใจว่าความพยายามดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่คำพูด ดร.ปลอดประสพ ได้เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีและความรักชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • รับซื้อทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารเขมร ในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำส่งได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง
  • เชิญชวนประชาชนติดธงชาติไทยหรือสติกเกอร์ธงชาติที่รถยนต์ส่วนตัว
  • รับเหมาสั่งซื้อ pin ธงชาติไทยจำนวน 1,000 อัน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนติดบนเสื้อ
  • จัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย – เขมร โดยให้รางวัลแก่ผู้ชนะ 10,000 บาท
  • เปิดโอกาสเชิญนักเรียนเก่าจากโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ ร่วมขานรับกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่

ร่วมกิจกรรมกับ ‘ดร.ปลอดประสพ’ เพื่อสร้างความสามัคคี

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจจากกิจกรรมครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมมือกัน เพื่อเผยแพร่ค่านิยมความเป็นไทย ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความขัดแย้งและปัญหาความไม่เข้าใจกันมีมากขึ้น การรณรงค์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และการยืนยันอย่างจริงจังจาก “ดร.ปลอดประสพ” ว่า “เขียนมาไม่ใช่เขียนเล่นนะครับ ทำจริงๆ” ก็เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างแรงผลักดันให้ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

โครงการนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนถึงความตั้งใจอย่างแท้จริงในการรักษาความมั่นคง ส่งเสริมจิตสำนึกพลเมือง และจุดประกายความภาคภูมิใจในชาติให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน วัยทำงาน หรือผู้สูงวัย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักชาติและต้องการสนับสนุนความสามัคคีของชาติอย่างแท้จริง อย่าพลาดที่จะร่วมกิจกรรมร่วมใจกับ ‘ดร.ปลอดประสพ’ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี และร่วมกันสร้างชาติที่เข้มแข็งและสามัคคีไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘ดร.ปลอดประสพ’ ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดเขมร ยันทำจริง พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรม

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เยี่ยม ชรบ.-ชาวบ้าน กำชับตรวจสอบข่าว

เมื่อคืนวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางลงพื้นที่หลายแห่งในจังหวัด เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ. และชาวบ้าน อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวรุนแรงใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น บริเวณหน้า สภ.บึงมะลู ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ รวมถึงบ้านหนองเม็ก บ้านภูมิซรอล และบ้านโศกขามป้อม

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เน้นย้ำให้ตรวจสอบข้อมูล ไม่เชื่อข่าวเท็จ

ในโอกาสนี้ นายอนุพงศ์ ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ ชรบ. ที่ทำงานอย่างขยันและมีจิตอาสาในการรักษาความปลอดภัยให้กับชุมชน ในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภูมิภาค ไม่ควรเชื่อข่าวลือหรือข่าวเท็จที่อาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกกับผลกระทบในวงกว้าง

นายอนุพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ.-ชาวบ้าน ในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ร่วมกัน ส่วนกรณีที่มีประชาชนบางส่วนอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากความกังวล ผู้ว่าฯ ได้ประสานงานให้มีการเปิดศูนย์พักพิงรองรับผู้อพยพ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกและความปลอดภัย

ตั้งเป้าสร้างหลุมหลบภัยในทุกชุมชน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้แจ้งถึงแผนการพัฒนาพื้นที่ในระยะต่อไป โดยเฉพาะการสร้างหลุมหลบภัยในพื้นที่ที่ยังไม่มี ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมา พื้นที่บางแห่ง เช่น ต.บึงมะลู และต.เมือง มีความเสี่ยงสูงแต่ไม่มีศูนย์หลบภัยเพียงพอ จึงได้มีการเร่งรัดทบทวนแผนการจัดสรรงบประมาณ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและลดความเสี่ยงของประชาชน

  • เน้นการตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น
  • จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อรับรองประชาชน
  • จัดสรรงบประมาณสร้างหลุมหลบภัยให้ครอบคลุม
  • ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ชรบ. และประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ได้ยืนยันว่า การหยิบยกข้อมูลจำนวนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ยังเป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้น ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบและการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลอีกครั้ง จึงจะมีการเยียวยาอย่างเป็นทางการต่อไป

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความวิตกกังวล ตลอดจนป้องกันผลกระทบจากข่าวลือที่อาจทำลายความสงบเรียบร้อยได้

ที่มา – ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เยี่ยมให้กำลังใจ ชรบ.-ชาวบ้าน เน้นย้ำตรวจสอบข้อมูล ไม่เชื่อข่าวเท็จ

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” หรือ “White Rhino” จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในโลกของหุ่นยนต์โดยทำสถิติโลกในการวิ่ง 100 เมตรในเวลาเพียง 16.33 วินาที ถือเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของหุ่นยนต์ประเภทนี้ในปัจจุบัน

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าความสำเร็จนี้บันทึกไว้ในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการหุ่นยนต์ที่ออกแบบเพื่อเดินและวิ่งได้คล่องแคล่ว

หากเทียบกับมนุษย์ สถิติโลกการวิ่ง 100 เมตรที่เร็วที่สุดของมนุษย์คือ 9.58 วินาที โดย ยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกัน แต่หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ก็ทำได้อย่างน่าทึ่งด้วยเวลาเพียง 16.33 วินาที ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างมหาศาล

เทคโนโลยีที่ใช้ใน “แรดขาว”

หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ถูกพัฒนาโดยศูนย์เอ็กซ์-เมคานิกส์ (X-Mechanics) ร่วมกับศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งหางโจว โดยใช้การออกแบบที่เน้น “สมรรถนะ” (Performance-based Design)

เทคโนโลยีหลักนั้นใช้การจำลองพลวัตแบบมัลติวัตถุประสงค์ ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของส่วนประกอบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งในส่วนข้อต่อ แอคชูเอเตอร์ และระบบมอเตอร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงทนและสามารถเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำในความเร็วสูง

  • ออกแบบเพื่อสมรรถนะ
  • ระบบกล้ามเนื้อจำลอง “ระดับนักแข่ง”
  • โครงสร้างที่แข็งแรงแต่เบา
  • กลยุทธ์ควบคุมแบบเสริมแรงด้วย AI

หวังหงเทา ผู้นำโครงการระบุว่าการวิ่ง 100 เมตรไม่ได้วัดเพียงความเร็ว แต่ยังวัดความมั่นคงและความแม่นยำในการเคลื่อนไหวอีกด้วย สิ่งนี้ช่วยให้ทีมสามารถประเมินได้ว่ากลยุทธ์ในแง่การออกแบบและควบคุมนั้นถูกต้องหรือไม่

ดร.เฉิงเซ่าเหวินหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัย กล่าวถึงความสามารถพิเศษนี้ว่า “หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” มีความสามารถในการบรรทุกสูงสุดถึง 100 กิโลกรัม ทำให้มันไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่วิ่งได้เร็ว แต่ยังใช้งานจริงในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นับว่าการพัฒนานี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นรากฐานสำคัญในการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การกู้ภัย การสำรวจพื้นที่อันตราย หรือแม้แต่การขนส่งของในพื้นที่ลำบาก

ในอนาคต เรากำลังจะเห็นหุ่นยนต์ที่ไม่เพียง “วิ่งเร็ว” แต่ “วิ่งแล้วมีประโยชน์” อย่างแท้จริง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในหลากหลายอุตสาหกรรม

ที่มา – หุ่นยนต์สี่ขา “แรดขาว” ของจีน ทุบสถิติโลก วิ่งเร็ว 100 เมตรใน 16.33 วินาที

แม่น้องชมพู่ โพสต์ขอบคุณศาลยุติธรรม มั่นใจมีความยุติธรรมจริง

จากกรณีที่ศาลฎีกาไม่รับคำร้องขอประกันตัวของ “ลุงพล” จำเลยคดีน้องชมพู่ ทำให้ต้องเข้าเรือนจำจังหวัดมุกดาหารทันที ล่าสุด “แม่น้องชมพู่” ได้ออกมาโพสต์ความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมในคดีที่ลูกสาวเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

แม่น้องชมพู่ โพสต์ขอบคุณศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นางพชรมน พชรภัสส์ หรือ “แม่น้องชมพู่” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พชรมน พัชรภัสส์ โดยแสดงความรู้สึกซาบซึ้งต่อกระบวนการยุติธรรมของศาล เนื่องจากได้รับคำตัดสินที่เป็นธรรมในคดีลูกสาวที่เสียชีวิตอย่างน่าสงสารเมื่อหลายปีก่อน

ในโพสต์ แม่น้องชมพู่ ระบุว่า “กราบขอบคุณศาลมุกดาหาร ศาลและอุทธรณ์ภาค 4 ที่เมตตาน้องชมพู่และครอบครัวเรานะคะ ความรู้สึกข้างในมันมากมายที่พูดออกมาเป็นประโยคไม่ได้ ได้แต่ขอบคุณความยุติธรรมที่มีอยู่จริง” สะท้อนถึงความปลดปล่อยทางจิตใจแม้จะยังเจ็บปวดและผ่านกระบวนการยุติธรรมมายาวนานหลายปี

ความยุติธรรมที่รอคอย

ข้อความดังกล่าวไม่ใช่แค่คำขอบคุณธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและศรัทธาในระบบยุติธรรมในสังคมไทย โดยเฉพาะกับคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก การที่ศาลมีคำตัดสินที่เป็นธรรม ถือเป็นการยืนยันว่าไม่มีความลำเอียง และระบบกฎหมายสามารถปกป้องความถูกต้องได้

  • กลับมาสู่ความยุติธรรม: แม้น้องชมพู่คาดหวังเพียงความจริง
  • ความพยายามมายาวนาน: เผชิญกับความเจ็บปวดหลายปี
  • กระบวนการที่โปร่งใส: ความเชื่อมั่นในศาลที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า คุณแม่ไม่ได้เพียงต้องการความล้างแค้น แต่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง แม้ความเจ็บปวดจะยังอยู่ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ของครอบครัวที่หวังการเปิดเผยความจริง

การที่ แม่น้องชมพู่ ได้เผยความรู้สึกแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมไม่เพียงแค่คือคำพิพากษา แต่มันเป็นความรู้สึกที่ใครหลายคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับครอบครัวของเธอ

บทสรุปของความยุติธรรม

สุดท้ายแล้ว คดีของน้องชมพู่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่กลายเป็นเรื่องของความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย การตัดสินในศาลไม่ใช่เพียงเพื่อให้ใครต้องรับโทษ แต่เพื่อยืนยันว่าความจริงยังคงอยู่ และความยุติธรรมก็ยังมีในสังคมไทยของเรา

หากคุณยังมีความสนใจติดตามข่าวสารคดีนี้ หรือต้องการเห็นความเป็นธรรมในคดีอื่น ๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ข่าวของเราเพื่อติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘แม่น้องชมพู่’ โพสต์ซึ้งขอบคุณศาล เผยความยุติธรรมที่มีอยู่จริง

‘ธนกร’ตอก‘โรม’ แซะกองทัพ อย่าใจคับแคบมีอคติ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ติการเปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงของกองทัพภาคที่ 2 ว่าไม่เหมาะสม

‘ธนกร’ตอก‘โรม’ แซะกองทัพ อย่าใจคับแคบมีอคติ

นายธนกรกล่าวว่า กองทัพภาคที่ 2 มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้งานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และมีสถานการณ์ไม่สงบ การใช้ระบบราชการจัดซื้อแบบปกติอาจใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน ทำให้ความช่วยเหลือไม่ทันสถานการณ์

ทำไมต้องมีการบริจาคโดยด่วน?

การเปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเป็นการดำเนินการเฉพาะหน้า ตามสถานการณ์ที่ต้องป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน การดำเนินการด้วยการบริจาคจากภาคประชาชนจึงถือเป็นทางเลือกที่เร่งด่วน ตรงจุด และเป็นการร่วมแรงร่วมใจระหว่างภาครัฐและประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม กลับออกมาติอย่างรุนแรง ว่าไม่เหมาะสม ซึ่งนายธนกรมองว่า ท่าทีของ“โรม”แสดงให้เห็นถึงการคิดด้วยใจคับแคบและมีอคติ ทั้งที่จะต้องเร่งจัดการเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประเทศชาติ

  • กองทัพเปิดรับบริจาคเพราะมีความเร่งด่วน
  • ระบบราชการใช้เวลาจัดซื้อถึง 1 เดือน
  • การบริจาคประชาชนเป็นทางเลือกที่ช่วยสนับสนุนฝ่ายความมั่นคง
  • ความคิดของ โรม อาจมีอคติและไม่สร้างสรรค์

นอกจากนี้ นายธนกรยังเปรียบเทียบกับพรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ ที่มีการเปิดรับเงินบริจาคลงระบบรายเดือนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมพรรคตลอดระยะเวลานาน ทั้งที่พรรคประชาชนก็รับเงินสนับสนุนจาก กกต. อยู่แล้ว จึงมองว่าไม่ต่างกันเท่าไร หากจะวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ ที่แท้จริงแล้วพรรคของนายรังสิมันต์ก็มีการขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน

“ผมขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้ เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง” นายธนกร กล่าวเสริม

ทั้งนี้ นายธนกร ยังมองว่าควรปรับยุทธวิธีและใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แทนการใช้กำลังพลเดินลาดตระเวน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ทหาร และขอเป็นเสียงสนับสนุนให้มีการบริจาคเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ในแง่ของความมั่นคง หน้าที่ของภาคประชาชนร่วมกับกองทัพ จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นการปูพรมความร่วมมือที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม การพูดตัดพ้อหรือมีอคติ ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเลย สิ่งที่ควรใส่ใจคือการเพิ่มประสิทธิภาพหน้าที่ และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหาร

มองไปในระยะยาว ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมมากกว่าการวิจารณ์ด้วยอารมณ์

หากคุณเห็นด้วยกับการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประเทศไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนหรือเปิดใจรับฟังกรณีต่างๆ อย่างเป็นกลาง แล้วคุณจะเห็นว่าสังคมไทยสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและสันติ

ที่มา – ‘ธนกร’ตอก‘โรม’ แซะกองทัพ อย่าใจคับแคบมีอคติไม่เลิก

ทีมปราบอสรพิษ-สงขลา ลุยจับงูจงอางตัวเขื่อง! คอหวยไม่พลาดตามส่องเลขเด็ด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทีมปราบอสรพิษของจังหวัดสงขลา ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อำเภอนาทวี หลังจากได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีงูขนาดใหญ่เข้ามานิ่งอยู่ในบ้าน บริเวณใต้ตู้กับข้าว

ผู้แจ้งเหตุคือนายชม ยอดแก้ว อายุ 65 ปี เป็นชาวบ้านในตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะที่กำลังจุดไฟอยู่ก็พบว่ามี งูจงอางตัวเขื่อง เข้ามานิ่งอยู่ใกล้บ้าน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทีมปราบอสรพิษเข้ามาจัดการ

ทีมปราบอสรพิษ-สงขลา เร่งลงพื้นที่ช่วยจับงูจงอางตัวเขื่อง

หลังจากได้รับแจ้ง ทีมปราบอสรพิษจังหวัดสงขลา นำโดย นายทวีศักดิ์ บุญเศษ เจ้าหน้าที่อาสาพิทักษ์งู ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ในกรณีนี้ ทันทีที่มาถึงเจ้าหน้าที่ก็พบกับ งูจงอางตัวเขื่อง ที่มีขนาดความยาวมากกว่า 3.5 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่ใหญ่มาก

ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ในการจัดการงู อีกทั้งมีอุปกรณ์พร้อม ทำให้สามารถจับ งูจงอางตัวเขื่อง ตัวนี้ได้อย่างปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลภายนอก หลังจากจับได้เจ้าหน้าที่ก็นำงูสัตว์ป่าตัวนี้ไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในป่าที่ห่างไกลจากชุมชน

ชาวบ้านแห่ตามส่องบ้านเลขเด็ด “15 หมู่ 5” หวังโชคหวย

ทว่าเหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นข่าวลือลั่นทั่วทั้งพื้นที่ จนชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างพากันมารวมตัวกันตามส่องเลขเด็ดจากบ้านเลขที่นั่น โดยทราบว่าเป็นบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 5 ซึ่งหลายคนถึงกับนำไปเสี่ยงโชคในรูปแบบตัวเลขต่าง ๆ อาทิ 15, 155, 551 และ 515 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการซื้อหวยในงวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ต้องลงมาจัดการสัตว์ป่าแล้วยังกลายเป็นปรากฏการณ์ของคอหวยท้องถิ่นอีกด้วย

  • งูจงอางเข้าบ้านชาวสวนในต.คลองกวาง อ.นาทวี
  • เจ้าหน้าที่อาสาพิทักษ์งู ปลอดภัยยุติเหตุการณ์
  • ชาวบ้านแห่รับเลขเด็ด 15 หมู่ 5 จากเลขที่บ้าน
  • คอหวยรอซื้อหวยงวด 16 ส.ค.68 ด้วยตัวเลขจากบ้านแห่งโชคลาภ

จากเหตุการณ์นี้ไม่ว่าจะเป็นไปได้แค่ไหนที่เลขจากบ้านจะนำมาเป็นแนวทางในการเสี่ยงโชคแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพในการจัดการกับสัตว์ป่า เพื่อรักษาความปลอดภัยของชุมชน หากคุณเป็นแฟนหวยตัวยง อย่าพลาดที่จะจับตาเลขเด็ดจากบ้าน ‘15 หมู่ 5’ เป็นแนวทางในการเสี่ยงโชคในงวดต่อไป

ที่มา – ทีมปราบอสรพิษ-สงขลา ลุยจับงูจงอางตัวเขื่อง! คอหวยไม่พลาดตามส่องเลขเด็ด

เกาหลีเหนือปัดข่าวย้ายลำโพง ไม่ฟื้นสัมพันธ์กับเกาหลีใต้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สื่อต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ว่า สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ได้ออกแถลงการณ์โดยน.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ นายคิม จอง-อึน ซึ่งระบุชัดเจนว่า เกาหลีเหนือไม่เคยมีแผนจะถอดลำโพงที่ติดตั้งอยู่ตามแนวชายแดนกับเกาหลีใต้ และยืนยันว่านโยบาบนี้จะยังคงอยู่ต่อไป

เกาหลีเหนือปัดข่าวย้ายลำโพง ไม่ฟื้นสัมพันธ์กับเกาหลีใต้

แถลงการณ์ของคิม โย-จอง ระบุเพิ่มเติมว่า เกาหลีใต้พยายามสร้างภาพลักษณ์ผิดให้สาธารณชนเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีทิศทางดีขึ้น โดยอ้างว่านโยบายแสดงไมตรีจิตของเกาหลีใต้ได้ผลแล้ว แต่ทางเกาหลีเหนือชี้แจงไปแล้วว่าไม่ได้ต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย และยืนยันว่านโยบายดังกล่าวจะยังคงเหมือนเดิมต่อไป รวมถึงจะบันทึกจุดยืนนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ คิม โย-จอง ยังระบุอย่างชัดเจนว่า แม้ว่าเกาหลีใต้จะเปลี่ยนแปลงเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายลำโพง ลดการกระจายเสียง หรือแม้แต่การเลื่อนหรือลดขนาดการซ้อมรบกับสหรัฐ แต่ เกาหลีเหนือไม่ได้สนใจ เพราะเชื่อว่านโยบายของเกาหลีใต้ที่มีต่อเกาหลีเหนือไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน

เข้มแข็งยืนยันไม่ปรับปรุงความสัมพันธ์

ตอกย้ำความมั่นคงในท่าทีของเกาหลีเหนือ พ.อ.โน กวาง-ชอล รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ กล่าวว่า ในช่วงที่สหรัฐและเกาหลีใต้จะร่วมซ้อมรบภายใต้ชื่อโครงการ “อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์” ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 18 สิงหาคม เป็นเวลา 11 วัน เกาหลีเหนือยืนยันอย่างเต็มที่ว่าจะ ตอบโต้ด้วยมาตรการทางทหารที่เด็ดขาด โดยใช้ “สิทธิทางทหาร” เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างเคร่งครัด

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกาหลีเหนือไม่มีท่าทีจะเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ปรับปรุง การเลือกใช้คำพูดที่เป็นทางการและการกำชับผ่านสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นเจตจำนงที่ชัดเจนในการยืนยันว่า ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีจะยังคงอยู่ต่อไป

ในทางกลับกัน เกาหลีใต้ยังคงใช้นโยบายการรับมืออย่างระมัดระวัง ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากภายในประเทศและสังคมโลก ความพยายามหลายครั้งในการบำรุงดูแลความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านรายนี้ กลับถูกพบว่าเป็นเพียงการตกอยู่ในความหวังมากกว่าความเป็นจริง

การไม่สนใจของเกาหลีเหนือ ยังคงเป็นเชิง “ป้องกันตัว” มากกว่า “เตรียมความร่วมมือ” และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากฝ่ายเกาหลีเหนือ เราก็คงต้องติดตามสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตอย่างใกล้ชิด

หากคุณกำลังติดตามประเด็นบนเวทีโลก การขับเคลื่อนทางการทูตและความเป็นมิตรของประเทศเหล่านี้บอกเราอะไรเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเจตนารมณ์? คุณมีความคิดเห็นอย่างไร? อย่าลืมแสดงความคิดเห็นให้เราทราบได้เลย!

ที่มา – เกาหลีเหนือปัดข่าวย้ายลำโพง ลั่นไม่ฟื้นสัมพันธ์กับเกาหลีใต้

กรุงไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.

ธนาคารกรุงไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อช่วย减轻ภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินของลูกค้า ทั้งในส่วนของครัวเรือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้สอดคล้องกับการประกาศของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงที่เผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กรุงไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% เพื่อสนับสนุนลูกค้า

ธนาคารกรุงไทยตระหนักถึงความเสี่ยงและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโลกทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก จึงมีมติร่วมกับกนง. ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือและสามารถปรับตัวในระดับหนึ่งได้ แม้จะยังต้องเผชิญหนี้ครัวเรือนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

ธนาคารเปิดเผยว่า…

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การดำเนินมาตรการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลดภาระต้นทุนทางการเงินของประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะสนับสนุนให้ SMEs และผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถบริหารหนี้ได้อย่างยั่งยืน และช่วยให้ยกระดับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  • ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25%
  • สอดคล้องมติกนง.
  • ผลวันที่ 15 สิงหาคม 2568
  • ไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยเงินฝาก

สรุป: การลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีกับการเคลื่อนไหวของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่รับมือกับผลกระทบของโครงสร้างเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก เพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านวิกฤติและเติบโตอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาเงินกู้หรือบริหารหนี้อยู่ ต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงจากธนาคารต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารหลัก ๆ เช่นกรุงไทยมีมาตรการที่มีผลต่อคุณโดยตรง

ที่มา – กรุงไทย ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% มีผล 15 ส.ค. เงินฝากไม่เปลี่ยนแปลง

ลุ้นคำวินิจฉัยศาลปมคลิปเสียง ชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’ 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสิน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ ‘นายกฯอิ๊งค์’ โดยวันที่ 29 ส.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะมีผลต่อชะตาของรัฐบาลและเสถียรภาพการเมืองโดยรวม

ลุ้นคำวินิจฉัยศาล ชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’

ตั้งแต่คลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับการสนทนาของ น.ส.แพทองธาร กับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน เผยแพร่ออกไป ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดย surtoutเน้นประเด็นในเรื่องการสื่อสารที่อาจมีลักษณะพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งทำให้เกิดข้อตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลางและจริยธรรมในการดำรงตำแหน่ง

หลายฝ่ายคาดว่าหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจากคำกล่าวอ้างในคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษสูงสุดซึ่งรวมถึงการถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ กระทั่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในโครงสร้างบริหารราชการแผ่นดิน และการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลหลัก

พรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดนี้อย่างไร?

แม้กระแสข่าวจะพุ่งเป้าไปที่ความเป็นไปได้ของการลาออกของน.ส.แพทองธารก่อนศาลวินิจฉัย แต่ “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้ชัดเจนว่า น.ส.แพทองธารจะไม่ลาออก และยืนยันความพร้อมที่จะบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังมีผู้สนับสนุนภายในพรรคอย่าง “นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้ศาลชะลอการตัดสินเพื่อให้นายกฯ กลับมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มอำนาจในช่วงวิกฤติหลายประการ

สถานการณ์การเมืองจึงยังคงอยู่ในความเคลื่อนไหวและการลุ้นว่า คำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 29 ส.ค. จะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบทันทีต่อภาพรวมของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่

ประเด็นงบประมาณที่รอการลงมติ

ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งหลังจากการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ได้มีการปรับลดงบประมาณกว่า 8,900 ล้านบาท ถือเป็นการสะท้อนความกังวลในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบอันสิ้นเปลือง หรือการใช้อาสาสมัครโดยขาดความโปร่งใส

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการเสนอให้ยุบแผนบูรณาการด้านต่อต้านทุจริตที่ไร้การวัดผล รวมถึงขอให้ปรับรูปแบบการใช้อาสาสมัครในหน่วยงานต่างๆ ให้มีความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาที่ประชาชนได้จับตามองอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายในประเด็นการใช้งบประมาณก่อสร้างที่ว่ามีความไม่จำเป็น อย่างการขอสร้างบ้านพักข้าราชการระดับสูง ทั้งที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริง หรือใช้งบเกินความจำเป็นในการตกแต่งอาคารโรงพยาบาล สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดสรรงบประมาณที่ยังคงมีช่องโหว่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเร็ววันนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนนโยบาย งบประมาณ และเสถียรภาพของประเทศ การรอดูผลการตัดสินจากศาล คือการติดตาม ‘หนึ่งคำสั่ง’ ที่เปลี่ยนอนาคตการเมืองไทยได้อย่างลุ้นทุกนาที

ที่มา – ลุ้นคำวินิจฉัยศาลปมคลิปเสียง ชี้ชะตา ‘นายกฯอิ๊งค์’ 29 ส.ค. ส่อมีผลต่อรัฐบาล