ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ว่าถือว่าทำได้ดี แต่หากภาครัฐไม่สามารถปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ให้แข็งเกินไป เศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นตัวได้ยาก

‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

สาเหตุคือแม้จะตกลงเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าได้ที่ร้อยละ 19 ซึ่งถือว่าดี ไม่เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าไม่ปรับค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป ซึ่งเป็นผลจากนโยบายภายในประเทศ เศรษฐกิจก็จะประสบปัญหาในการฟื้นตัว ความแข็งค่าของเงินบาทมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

ทำไมต้องระวังการแข็งค่าของเงินบาท

เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป มีผลให้รายได้จากการส่งออกลดลง กระทบต่อจีดีพี และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้รายได้ประชาชนลดลง หนี้ของประชาชนและภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยังส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวไม่แข็งแกร่ง เพราะราคากลางของสินค้าและบริการที่สูงขึ้นจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดความสนใจ และส่งผลต่อรายได้外汇ด้วยเช่นกัน

  • ค่าเงินบาทแข็งกว่าเงินรูปีอินเดีย 2.58 เท่า
  • แข็งกว่าเงินด่องเวียดนาม 1.6 เท่า
  • แข็งกว่าเกือบทุกประเทศในโลก โดยเฉลี่ยเมื่อเทียบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

แนวทางแก้ไข: การกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน

หากต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ภาครัฐควรพิจารณาปรับค่าเงินบาทให้อ่อนลงเล็กน้อยผ่านนโยบายยุทธศาสตร์การกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) ซึ่งเป็นแนวทางที่مقاطบหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมไม่เพียงช่วยขจัดปัญหาการแข่งขันด้านราคาในการส่งออกเท่านั้น แต่ยังลดความเสี่ยงจากการโจมตีค่าเงิน หากเทียบกับประสบการณ์ในช่วงปี 2540 ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง

ทำไมต้องแยกแยะความแตกต่างของเงินเฟ้อไทยกับเงินเฟ้อโลก

สิ่งที่สำคัญคือ ประเทศเล็กๆ อย่างไทยซึ่งเปิดรับเศรษฐกิจโลกมาก ไม่จำเป็นต้องพยายามควบคุมเงินเฟ้อต่ำกว่าระดับโลก (ประมาณ 3-4%) เพราะทำให้เงินบาทแข็งค่ามากไป ส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจหลักๆ อย่างการส่งออกและการท่องเที่ยว

ดังนั้น การวางเป้าหมายทางเศรษฐการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งภายในและภายนอกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการปรับตัวของพลเมืองในทิศทางตรงกันข้าม

ประวัติศาสตร์การเติบโตของประเทศพัฒนาแล้ว

ตัวอย่างประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น (ปี ค.ศ. 1960)، เกาหลีใต้ (1970) และจีน (1990) ล้วนประสบความสำเร็จในระยะยาว ด้วยการวางกลยุทธ์เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่บัดนั้น ทำให้สามารถสร้างแรงผลักดันสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ

จากสูตรทางเศรษฐศาสตร์ e = P / Pw (e คือดัชนีค่าเงินบาท, P คือดัชนีราคาสินค้าภายในประเทศ และ Pw คือดัชนีราคาในต่างประเทศ) จะเห็นได้ว่าเงินเฟ้อภายในประเทศที่ต่ำกว่าโลก หมายถึงการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ดังนั้น หากยังคงใช้แนวทางเชิงเศรษฐกิจสมัยใหม่แต่ไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานใหม่อย่างรอบด้าน การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังคงหยุดนิ่ง

การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการทางนโยบายทางการเงินและคลังแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถสร้างผลกระทบเท่านโยบายการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีเป้าหมาย การวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งจึงควรเริ่มจากการปรับค่าเงินให้เหมาะสม

ประเทศควรเริ่มมองไปไกลว่าว่าเศรษฐกิจต้องเติบโตได้จริงในระยะยาว จึงจะหายากจนได้

ที่มา – ‘สุชาติ’ ชี้การเจรจาภาษีทรัมป์ทำได้ดี-แต่ไม่ปรับค่าเงินบาทแข็งเกินไปเศรษฐกิจฟื้นยาก

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

ใครกำลังมองหารถจักรยานยนต์ที่ทั้งสวย ใส่ใจในรายละเอียด และเหมาะสำหรับใช้งานทุกวัน รับรองว่า NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว คือคำตอบที่คุณตามหามานาน ด้วยดีไซน์สไตล์ Fashion Moped ที่มีความทันสมัย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมสมรรถนะที่เหมาะกับทั้งการเดินทางกลางเมืองและการออกไปพิชิตเส้นทางอีกมากมาย

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

PG-1 ถูกออกแบบมาให้เป็นรถจักรยานยนต์สำหรับครอบครัวแบบ All-around ที่สามารถใช้ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นใช้งานในวันธรรมดา รวมถึงวันหยุดเพื่อพิชิตเส้นทางที่ท้าทาย PG-1 ช่วยให้คุณสนุกกับชีวิตแบบ Playful ได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกคน

เทคโนโลยีขั้นสูงที่มาแรง

หนึ่งในจุดแข็งของ PG-1 คือ New Full Digital Speedometer พร้อมหน้าปัดแบบวงกลมคลาสสิกที่แสดงข้อมูลทุกอย่างอย่างชัดเจน เช่น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน และไฟแจ้งเตือนระบบเบรก ABS เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของระบบเบรกก็ได้รับการอัปเกรดอย่างสมจริง โดยมาพร้อมกับเบรก ABS หน้าขนาดใหญ่ 245 มม. ช่วยลดโอกาสการล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน อีกทั้งยังติดตั้งยาง Block ใหม่ที่ใหญ่ขึ้น และออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ทั้งบนและออฟโรด

ดีไซน์ที่ต่างจากใครๆ

NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว มีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่โดดเด่นด้วย Timeless Unique Bone Design ที่เรียบง่ายแต่ดูเท่ โดยมีโครงสร้างบอดี้ที่เข้ากับเฟรมอย่างลงตัว เพิ่มความมั่นใจให้การขับขี่ด้วย Upright Handle Bar ที่ช่วยให้ทรงตัวได้ดี และโช้คหน้าแบบ Telescopic พร้อมแผงคอบน และยางหุ้มโช้ค เพื่อการขับขี่อย่างนุ่มนวลแม้บนทาง rough

ระยะล่างจากพื้น 190 มม. ทำให้คุณมั่นใจในการขี่ผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ส่วงขับขี่ได้สะดวกทั้งใกล้และไกลด้วย Freedom Riding Position รวมไปถึงเบาะแบบ Duo Seat ที่ออกแบบให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารนั่งได้อย่างสบาย

สีสันพร้อมเพรียง เลือกได้หลายวิถี

PG-1 มีสีสันที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Blue Glacier, Red Twilight, Gray Misty และ Brown Rockstone โดยมีราคาแนะนำอยู่ที่ 57,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่น Yamaha Care X2 เมื่อสั่งซื้อระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2568 รับประกันอุบัติเหตุพร้อมชดเชยรายได้ วันละ 1,500 บาท สูงสุด 45,000 บาท จากทิพยประกันภัย

ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียวหรือกับผู้ติดตามใจในทุกเส้นทาง คุณสามารถแต่ง PG-1 ของคุณให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์แต่งแท้จากยามาฮ่า เช่น ตะแกรงบรรทุก ชุดการ์ดแฮนด์ และฝาครอบท่อที่ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังมีความใช้งานจริง

ถ้ายังไม่แน่ใจว่า NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว จะเหมาะกับคุณหรือไม่ เราขอแนะนำให้ไปลองขี่ดูจริงๆ เพราะมันคือความสนุกที่ไม่มีวันเบื่อ!

ที่มา – NEW YAMAHA PG-1 พร้อมชิงตลาดสองล้อครอบครัว

หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี ชาวเน็ตหัวเราะกลิ้ง

เรื่องราวที่หลายคนต้องหัวเราะออกมาเป็นน้ำตาเล็ด นั่นคือคลิปวิดีโอที่แพร่หลายบนโลกโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งมีการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนสร้างกระแสไวรัลที่ดึงดูดชาวเน็ตให้เข้ามาติดตามและเข้ามาชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง

หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี – สุดน่ารักจนไม่อยากโวยวาย

กลุ่มผู้ใช้งาน TikTok แห่งหนึ่งได้โพสต์คลิปที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” ด้วยความน่ารักที่ทุกท่าทางจนเข้าใจได้ง่ายว่า “ฉันไม่ได้ลักขโมย ฉันแค่ต้องการคุย” เรียกได้ว่าสุนัขตัวนี้กลายเป็นไดโนเสาร์ของบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ และน่าแปลกกว่านั้นคือ สุนัขอีกตัวในบ้านกลับสามารถทำตัวอยู่ภายในบ้านได้อย่างสงบ พักผ่อนหลับใหลอย่างไม่เคยตื่นแม้แต่น้อย คล้ายกับบอกโลกว่า “เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของฉัน”

เหตุการณ์ในคลิป

  • หมาตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้านแบบไม่พบว่าใครจะห้าม
  • ใช้ขาในมือมารวมพลิกหม้อจากเตาออกมาได้อย่างแม่นยำ
  • จากนั้นกลายเป็นของที่ถูกยักยอกโดยวิ่งไปซุกมุมนั่งกินข้าวแทนแบบมีสติ

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เจ้าของบ้านระบุว่า “เห็นหมาตัวสีขาวตอนวิ่งไปข้างหลังบ้าน และกลับออกมาแบบหม้อติดขาก็ไม่รู้จัก” พร้อมตอบกลับด้วยคำว่า “แม้จะรู้ว่าหม้อหนักบ้างก็ยอมให้น้องไปถือเพราะเด็กมันคือเสาหลักของบ้านแล้ว”

ทำให้หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นสองแง่มุม โดยเฉพาะกลุ่มสาวกที่มองว่า “มันไปเอาสายไฟด้วยมั้ย” และ “ต้องหนีกลับมาเอาหม้อคืนให้เจ้าของให้ได้เลย” เป็นต้น พร้อมกับแห่บอกเล่าประวัติหมาซุกมุมว่า “จำไว้ว่าแกเป็นคนๆ หนึ่งที่ชอบขโมยหม้อหุงข้าวไว้กินนะโว้ยยยย” ไปจนกลายเป็นมีมในวงกว้าง

ความน่ารักที่มากเกินพิกัด

มีหลายความคิดเห็นระบุว่า หากย้อนกลับไปดูภาพก่อนหน้านี้ อาจเคยมีน้องหมาหากล้องวงจรปิดเรียบร้อยก่อนแล้ว พร้อมคลิป “หมาเห่าขู่ตัวเองจนกลัวแล้วหลบซุกหลังตู้” ทำให้คำพูด “หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี” กลายเป็นหัวใจของผู้ชมบนโลกโซเชียลไปโดยปริยายด้วยความทรงจำที่เจ้าเหมียว-เจ้าหมาในครัวสามารถเป็นดวงใจใครหลายคน

งานนี้ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและหัวใจของหลายคนที่กำลังตามรอยเจ้าเหมียวเจ้าหมาในบ้าน โดยหากใครเพิ่งอ่านจบแล้ว อย่าลืมกลับไปเช็กว่า “ตอนนี้หม้อข้าวของคุณยังอยู่ภูมิทัศน์แห่งเบอร์ 1 จริง ๆ หรือเปล่า?”

ที่มา – หมาตัวป่วนคาบหม้อหุงข้าวหนี งานนี้ทำชาวเน็ตหัวเราะน้ำตาเล็ด

‘น้ำหวาน’ ปิดปากปัดตอบความสัมพันธ์กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้นำตัว นางสาวภูธินี (สงวนนามสกุล) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อว่า ‘น้ำหวาน’ มาดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง เลขที่ 75/2568 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ของหน่วยงานราชการภายใต้กฎหมาย มาตรา 147 และมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

‘น้ำหวาน’ ถูกควบคุมตัวหลังข้อหาทุจริต

เมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ‘น้ำหวาน’ ไปดำเนินการบันทึกจับกุมที่โรงพัก警察 สภ.คูคต ก่อนจะนำตัวมายังสำนักงานใหญ่ของ บก.ปปป. เพื่อดำเนินการสอบสวนขั้นต้น ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหลายประเด็น รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘น้ำหวาน’ กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ที่ถูกกล่าวถึงอย่างหนักในกรณีนี้ แต่ปรากฏว่าเธอได้ปิดบังใบหน้าด้วยเอกสารสีน้ำตาล และไม่กล่าวอะไรออกมาเลย

ระบุยักยอกเงินวัดกว่า 400,000 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้นเผยให้เห็นว่า นางสาวภูธินี หรือ ‘น้ำหวาน’ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินวัดจากวัดเปย์สีกา ซึ่งเป็นวัดสำคัญในจังหวัดนครสวรรค์ ไปยังบัญชีส่วนตัวของบุคคลสนิทใกล้ชิด โดยมียอดเงินรวมกว่า 4 แสนบาท บุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตเจ้าคณะจังหวัดที่มีเหตุต้องโดนจับกุมเช่นกัน แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ประเด็นนี้ถือว่าน่าจับตามองอย่างมาก

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของ ‘น้ำหวาน’ ว่ามีการมีส่วนในการรับโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองหรือไม่ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำผิดในข้อหาที่กล่าวหาหรือไม่

  • ตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัว
  • สอบสวนการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว
  • หาพยานหลักฐานอื่นๆ เกี่ยวข้องกับความผิด

พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ (บก.ปปป.) ได้ประกาศจะจัดแถลงข่าวในช่วงเวลา 17.00 น. เพื่อสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นและให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าจะมีรายละเอียดใหม่ๆ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอีกหลายคน จะสามารถชี้ให้เห็นภาพความจริงได้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น

การที่ ‘น้ำหวาน’ เลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เมื่อโดนควบคุมตัวนั้น สื่อต่างๆ หลายคนประเมินว่าอาจสื่อถึงความกังวลในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพราะหากผลสอบสวนออกมาชัดเจน อาจกระทบต่อชื่อเสียงและตำแหน่งในอดีตของเธอได้อย่างหนัก

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ของหน่วยงานราชการเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา – ‘นํ้าหวาน’ ปิดปากปัดตอบความสัมพันธ์ กับอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์

ไทยแอร์เอเชียรายได้2.3หมื่นล้าน เติบโตต่อเนื่องแม้เจอวิกฤต

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 ไทยแอร์เอเชีย หรือ TAA ภายใต้การบริหารของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV สามารถสร้างรายได้รวมสูงถึง 23,045 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,601 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการบินเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

ไทยแอร์เอเชีย ปรับตัวรับวิกฤตตลาดท่องเที่ยว

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAV เปิดเผยว่าในไตรมาส 2 ปี 2568 ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ลดลง เหตุการณ์แผ่นดินไหว และแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้ TAA ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นความยืดหยุ่น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ

ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ TAA ได้ให้บริการผู้โดยสารรวม 10.4 ล้านคน จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 12.3 ล้านที่นั่ง ด้วยอัตราขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 84% ทั้งนี้บริษัทยังคงเปิดให้บริการในเส้นทางบินใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เส้นทาง Fifth Freedom ที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงการเติบโตของกลยุทธ์ธุรกิจ TAA อย่างต่อเนื่อง

ต้นทุนผู้โดยสารลดลง แต่รายได้ต่อที่นั่งล่าช้า

การบริหารต้นทุนถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ ไทยแอร์เอเชีย โดย CASK หรือต้นทุนต่อที่นั่งมีค่าอยู่ที่ 1.83 บาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากการปรับลดราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รายได้ต่อที่นั่งหรือ RASK อยู่ที่ 1.63 บาท ลดลง 17% สื่อถึงความต้องการเดินทางที่ลดลงในภาพรวมของตลาด

  • รายได้รวม: 23,045 ล้านบาท (ลด 9% จากปีก่อน)
  • กำไรสุทธิ: 1,601 ล้านบาท (กำไรเมื่อเทียบกับขาดทุน 325 ล้านในปีก่อน)
  • EBITDA: 3,988 ล้านบาท (ลด 20%)
  • จำนวนผู้โดยสาร: 10.4 ล้านคน
  • อัตราการใช้ที่นั่งเฉลี่ย: 84%

แม้จะมีความกดดันจากสภาพตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ TAA ยังคงรักษาสัดส่วนการครองตลาดภายในประเทศไว้ที่ 41% ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การบริการ 2 สนามบิน (ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) และการเพิ่มความถี่ในการบิน

ขยายเส้นทางบินใหม่ๆ ในไตรมาสที่ 3 ถึงปลายปี 2568

เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด ไทยแอร์เอเชีย ได้ปรับแผนการบริการใหม่โดยเน้นไปที่พื้นที่ที่มีศักยภาพมากขึ้น อาทิ เส้นทางภายในประเทศอย่างบุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นราธิวาส เชียงราย และนครศรีธรรมราช โดยจะเริ่มให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568

นอกจากนี้ TAA ยังมีแผนจะขยายกำลังการบินเพิ่มเป็น 64 ลำภายในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดจากแผนเดิมที่มีไว้ 66 ลำ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

นายสันติสุข กล่าวว่าการเติบโตในครึ่งปีหลังนี้จะเน้นไปที่ความยั่งยืนและผลตอบแทน คาดว่าประสิทธิภาพในการทำกำไรจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก พร้อมขยายเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศภายใต้นโยบายที่มั่นคงและเป็นมืออาชีพ

ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไทยแอร์เอเชียยังคงเป็นหนึ่งในสายการบินที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวเส้นหน้าในการเปิดเส้นทางใหม่ และให้บริการที่ตอบโจทย์ทั้งในตลาดภายในและภูมิภาค

ที่มา – ครึ่งปีแรกปี 68 “ไทยแอร์เอเชีย” กวาดรายได้ 2.3 หมื่นล้าน กำไร 1.6 พันล้าน

เปิดคู่มือ “เล่นหุ้นต่างประเทศ” แบบเข้าใจง่าย

ในยุคที่การลงทุนเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ เริ่มมีแนวโน้มหันมาสนใจ เล่นหุ้นต่างประเทศ กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นถึงโอกาสในการเติบโตที่สูงกว่า และความหลากหลายในการลงทุน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับการ เล่นหุ้นต่างประเทศ ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงข้อควรระวังที่อย่ามองข้าม

ทำไมหลายคนถึงหันมาเล่นหุ้นต่างประเทศ?

หนึ่งในเหตุผลที่การ เล่นหุ้นต่างประเทศ ได้รับความนิยม เนื่องจากตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีบริษัทเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลก เช่น Apple, Amazon และ Microsoft ซึ่งให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่น่าสนใจ

นอกจากนั้นยังช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะหากเศรษฐกิจไทยมีปัญหา ตลาดต่างประเทศอาจยังคงเติบโตได้อยู่

อีกทั้งหลายคนยังมองหาโอกาสจากหุ้นในแนวโน้มโลก เช่น หุ้นกลุ่ม AI, EV และพลังงานสะอาด ซึ่งต้อง เล่นหุ้นต่างประเทศ เท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้

วิธีเริ่มต้นเล่นหุ้นต่างประเทศ

1. เปิดบัญชีผ่านโบรกเกอร์ที่รองรับการลงทุนต่างประเทศ

ขั้นตอนแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตและน่าเชื่อถือในการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงตลาดโลก

2. ศึกษาและเลือกตลาดที่สนใจ

ควรศึกษาว่าตลาดใดที่ให้ศักยภาพในการเติบโตสูง เช่น NASDAQ หรือตลาดญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละตลาดมีลักษณะและสาระสำคัญที่แตกต่างกัน

3. เข้าใจเรื่องภาษีจากการลงทุน

การ เล่นหุ้นต่างประเทศ อาจมีผลทางภาษีที่แตกต่างจากการลงทุนในประเทศ ควรศึกษาข้อมูลเพื่อวางแผนให้เหมาะสม

4. ติดตามข่าวสารและวิเคราะห์พื้นฐาน

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ควรเรียนรู้ดูข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ และพัฒนาทักษะการวิเคราะห์งบนิติของบริษัท เพื่อเพิ่มโอกาสในการเลือกหุ้นที่ดี

ข้อควรระวังก่อนเล่นหุ้นต่างประเทศ

การ เล่นหุ้นต่างประเทศ ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้การเงินและความเข้าใจในตลาดโลกอย่างถูกต้อง เพราะรูปแบบของข้อมูลที่ได้จะมีความซับซ้อนมากกว่าในประเทศไทย ต้องหมั่นอัปเดตข่าวสาร และมีการวางแผนอย่างชัดเจน

อย่าลืมว่าแม้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็มากเช่นกัน ดังนั้นควรบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง กระจายการลงทุน และกำหนดวัตถุประสงค์ของตนเองให้ดี

เป็นการดีที่นักลงทุนใหม่เริ่มต้นเล่นหุ้นต่างประเทศด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย เพื่อฝึกฝนประสบการณ์ และสามารถขยับขึ้นเป็นระดับมืออาชีพได้ในอนาคต

อย่าหลงลืมว่าโอกาสทางการเงินอยู่ในทุกที่ ขอเพียงคุณพร้อมรับมัน!

ที่มา – เปิดคู่มือ “เล่นหุ้นต่างประเทศ” แบบเข้าใจง่าย

ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย คาดรุนแรงต่อเนื่องใน ก.ย.

จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการยุโรปได้บันทึกเหตุ ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย รวม 1,628 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีเพียง 1,089 ครั้ง การเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนราว 14.11 ล้านตัน ถือเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย ส่งผลกระทบหลายด้าน

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสถานการณ์นี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เอื้อต่อการลุกลามของไฟป่า ดัชนีไฟป่าในช่วง 7 วันระหว่างวันที่ 11-17 สิงหาคมที่ผ่านมา บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงในหลายประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย รวมถึงฝรั่งเศส คาบสมุทรบอลข่าน กรีซ และประเทศแถบยุโรปตอนกลางและตะวันออกอย่างโรมาเนีย บัลแกเรีย สโลวีเนีย ออสเตรีย ฮังการี รวมถึงบางส่วนของสวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์

ผลกระทบในเดือนกันยายนอาจยิ่งรุนแรง

ข้อมูลตามฤดูกาลชี้ให้เห็นว่าในช่วงปลายฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วง คือเดือนกันยายน จะเป็นช่วงเวลาที่มีความร้อนสูงผิดปกติและปริมาณฝนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ตำแหน่งที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย ในพื้นที่อิตาลีตอนเหนือ ฝรั่งเศส และฮังการี โดยอุณหภูมิในช่วงนี้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี และปริมาณฝนจะน้อยกว่าปกติในหลายภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์ไฟป่าอาจจะดำเนินไปอย่างรุนแรงต่อเนื่อง

  • พื้นที่เสี่ยงสูง: ฝรั่งเศส อิตาลีตอนเหนือ คาบสมุทรบอลข่าน
  • ปริมาณฝนต่ำ: โปแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดนตอนใต้
  • สัญญาณอันตราย: แพร่หลายในยุโรปตอนกลางและตะวันออก

ความรุนแรงของ ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย ถือเป็นบททดสอบที่ยากลำบากสำหรับระบบนิเวศทางธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น แม้อุณหภูมิจะเริ่มเย็นลงในฤดูใบไม้ร่วง แต่ช่วงปลายเดือนกันยายนก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงอยู่ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลมแรงและอากาศแห้งแล้ง ทำให้ไฟแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

เขตกว้างและหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของยุโรปต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น แต่มันส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างยาวนานต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในยุโรป ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันและบรรเทาสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้

จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงาน การเตือนภัยล่วงหน้าและการเฝ้าระวังสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดจะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดการสูญเสียในอนาคต จนกว่าจะมีมาตรการร่วมกันที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ขอให้ทุกคนรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยการไม่ใช้ไฟในพื้นที่เสี่ยง และมีส่วนช่วยกันต่อต้านปัญหานี้

ที่มา – ไฟป่ายุโรปลามเกินค่าเฉลี่ย ถึงสองเท่า คาดรุนแรงต่อเนื่องในเดือนก.ย.นี้

ปชส.อยุธยาเสริมทักษะการพูด-ใช้สื่อดิจิทัลแก่จนท.ประชาสัมพันธ์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมบึงพระราม ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสุรศักดิ์ จำลองกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการจัดอบรมในโครงการบริหารเครือข่าย ภายใต้ชื่อหลักสูตร “ทักษะการพูดและการใช้สื่อในยุคดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ในหลายหน่วยงาน

ปชส.อยุธยาเสริมทักษะการพูด-ใช้สื่อดิจิทัลแก่จนท.ประชาสัมพันธ์

วิทยากรจากสำนักประชาสัมพันธ์ที่ 4 กรมประชาสัมพันธ์ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตรอบรมนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 40 หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านประชาสัมพันธ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้รับสารได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

การสื่อสารยุคใหม่ผ่านสื่อดิจิทัล

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หน้าที่หลักของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยาคือการเป็นตัวกลางในการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และยุทธศาสตร์ชาติแก่ประชาชน ผ่านระบบเครือข่ายประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชน ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนการสื่อสารให้เป็นระบบและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

การอบรมในครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์หลักในการเสริมทักษะการพูดและการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจำแนกข้อมูล สร้างเนื้อหา และสื่อสารได้ทุกแพลตฟอร์ม จนสามารถนำข่าวสารไปเผยแพร่สู่สาธารณะในรูปแบบที่สร้างความเชื่อมั่นและเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

  • พัฒนาทักษะในการพูดในที่สาธารณะ
  • เรียนรู้เทคนิคการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล
  • สร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วม
  • ประสานงานระหว่างเครือข่ายประชาสัมพันธ์และสื่อมวลชน

ทักษะเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งเสริมให้การสื่อสารของหน่วยงานมีความน่าเชื่อถือ น่าติดตาม และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

การอบรมนี้ดำเนินการภายในระยะเวลา 1 วัน แต่เป็นกิจกรรมที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การทำงานของเจ้าหน้าที่ในยุคข้อมูล ซึ่งปชส.อยุธยาหวังว่าจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้ก้าวทันยุคสมัย

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์หรือต้องการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร การเข้าร่วมอบรมในรูปแบบนี้คือโอกาสสำคัญในการเติมเต็มความรู้และเป็นพลังขับเคลื่อนสื่อในท้องถิ่น

ที่มา – ปชส.อยุธยา เสริมทักษะการพูด-ใช้สื่อดิจิทัลแก่จนท.ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่ข่าวสารได้ทุกช่องทาง

โพลแนะ ‘พรรคประชาชน’ ควรเปลี่ยนตัว สส. พบไม่เห็นผลงาน – ไม่เข้าถึงประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 1,500 คน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ พรรคประชาชนควรเปลี่ยนตัว สส. หรือไม่

โพลแนะ ‘พรรคประชาชน’ ควรเปลี่ยนตัว สส. พบไม่เห็นผลงาน – ไม่เข้าถึงประชาชน

จากการสอบถามว่า “ส.ส.พรรคประชาชนในเขตของท่านทำงานได้มีประสิทธิภาพเพียงใด?“ พบว่าร้อยละ 46.6 ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่า “แย่” สาเหตุหลักคือไม่เห็นผลงานที่ชัดเจน และไม่เข้าถึงประชาชน ส่วนอีกร้อยละ 36 เห็นว่า “ปานกลาง” เพราะถึงแม้จะทำงานตามหน้าที่ แต่ไม่โดดเด่นเลย ในขณะที่ร้อยละ 14.8 มองว่า “ดีมาก” เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและติดตามงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกร้อยละ 2.6 ไม่แสดงความเห็น

ความต้องการเปลี่ยนตัว ส.ส. พรรคประชาชน

เมื่อสอบถามต่อว่า สนับสนุนให้ พรรคประชาชนเปลี่ยนตัว ส.ส. ในบางเขต หรือไม่ พบว่าร้อยละ 45.5 เห็นว่าควรเปลี่ยนเฉพาะเขตที่ทำงานไม่ดี ส่วนอีกร้อยละ 29 คิดว่าควรเปลี่ยนทั้งหมด ส่วนผู้ที่คิดว่าไม่ควรเปลี่ยนอยู่ที่ร้อยละ 20.5 และอีกร้อยละ 5 ไม่มีความเห็น

ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนต้องการให้มีการเปลี่ยนตัว ส.ส. พรรคประชาชนตามผลการสำรวจ ได้แก่ ประเด็นเรื่อง “ทำผิดกฎหมาย ไม่โปร่งใส” คิดเป็นร้อยละ 34 “ขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชน” อยู่ที่ร้อยละ 30.8 “พฤติกรรมไม่เหมาะสมทางการเมือง” ร้อยละ 18 และ “ขาดวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ร้อยละ 12.8 ส่วนอีกร้อยละ 4.4 เป็นเหตุผลอื่น ๆ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังถามถึงเรื่อง “หากมีการเปลี่ยนตัว ส.ส. จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคประชาชนอย่างไร” ปรากฏว่า ร้อยละ 30.4 คิดว่าจะทำให้เพิ่มความนิยม แต่มีอีกร้อยละ 26.4 ไม่เชื่อว่าจะทำให้ลดความนิยม และอีกร้อยละ 28.5 เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ส่วนอีกร้อยละ 21.7 ยังไม่แน่ใจ

จากผลการสำรวจครั้งนี้ สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนในบางพื้นที่ที่มีต่อ พรรคประชาชนและตัว ส.ส. ซึ่งถ้าหากพรรคไม่เร่งปรับปรุงและสร้างความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และคะแนนเสียงในอนาคต

น่าคิดไม่น้อยว่า พรรคการเมืองที่พูดถึงเรื่อง ‘ประชาชน’ ควรจะเป็นพรรคที่ “เข้าถึงประชาชน” ได้จริงหรือไม่? หากประชาชนไม่เห็นความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลง ความโปร่งใส ก็คงยากที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างแท้จริง

ที่มา – โพลแนะ ‘พรรคประชาชน’ ควรเปลี่ยนตัว สส. พบไม่เห็นผลงาน – ไม่เข้าถึงประชาชน

ทีเอ็มบีธนชาต ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ทุกกลุ่ม 15 ส.ค.นี้

ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกกลุ่มลง 0.25% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นการดำเนินการสอดคล้องกับมติของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) เพื่อช่วยเพิ่มความผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ ช่วยลดภาระต้นทุนการกู้แก่ลูกค้า และกระตุ้นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่ยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

ทีเอ็มบีธนชาต ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ทุกกลุ่ม 15 ส.ค.นี้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เผยว่า ธนาคารมีความพร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐ ความเสี่ยงจากสงครามการค้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่มีการสนับสนุนที่เหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระหนี้และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มชะลอตัว

ดังนั้น การประกาศทีเอ็มบีธนชาต ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและลูกหนี้รายย่อย ช่วยให้ลูกค้าทั้ง SMEs และลูกค้ากลุ่มธุรกิจสามารถฟื้นฟูสภาพคล่องได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะต่อผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

โครงการผ่อนดี..มีรางวัล ช่วยลูกหนี้ที่ขยันผ่อน

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงขับเคลื่อนโครงการ“ทีทีบี ผ่อนดี.. มีรางวัล” ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี โดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการใช้สิทธิในโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีบ้าน ผู้มีรถ หรือกลุ่มพนักงานเงินเดือนที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล

ทีทีบี มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องรับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่านโซลูชันจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โซลูชันรวบหนี้ โซลูชันโอนยอดหนี้ และแคมเปญ “คุณสู้ เราช่วย” ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการเงินที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถจัดการภาระหนี้ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจสามารถตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ ดังนี้:

  • สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3% – 4% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับอัตรา MRR ที่ 7.305%)
  • สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม อัตราดอกเบี้ย 13% – 24% ต่อปี
  • บัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช อัตราดอกเบี้ย 13% – 25% ต่อปี

แนะนำให้ลูกค้าสมัครและใช้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้จริง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com

การทีเอ็มบีธนชาต ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของธนาคารให้ลูกค้าเผชิญกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมกับรักษาความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่มีความจำเป็น ให้กล้าใช้บริการอย่างชาญฉลาด เพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง

ที่มา – ทีเอ็มบีธนชาต ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ทุกกลุ่ม มีผล 15 ส.ค.นี้