ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรมอุทยานฯ เตือน! อย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกโรงเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยว อย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’ อย่างเด็ดขาด! เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตหวงห้าม มีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและความปลอดภัย เตรียมรับโทษหากฝ่าฝืน

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 แฟนเพจ “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้เผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานเข้าเจรจากับกลุ่มบุคคลที่ลักลอบเข้าไปในพื้นที่ ‘ดอยผาฮุ้ง’ พร้อมเน้นย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามตามมาตรฐานสากล IUCN ประเภท Ia ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ทางเพจกรมอุทยานฯ ระบุข้อความว่า “เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นเส้นทางดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง และถูกกำหนดให้เป็นเขตธรรมชาติหวงห้าม (Strict Nature Reserve zone) ตามหลักการของ IUCN ประเภท Ia”

ในการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลที่เข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำการที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น เจ้าหน้าที่จึงเข้าเจรจาตักเตือน ชี้แจงข้อกฎหมายและโทษของการกระทำดังกล่าว ก่อนขอให้บุคคลเหล่านั้นออกจากพื้นที่หวงห้ามทันที

‘ดอยผาฮุ้ง’ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยนางนอน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก และมีระบบนิเวศที่เปราะบาง จึงเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด ห้ามทำกิจกรรมทุกประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

ทำไมถึงต้องเตือนเรื่อง ‘ดอยผาฮุ้ง’?

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ขอเตือนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคนว่า ‘ดอยผาฮุ้ง’ เป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามเด็ดขาด และเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง การเข้าถึงพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดทางกฎหมายและอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต

อันตรายจากการบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’

  • อันตรายจากสัตว์ป่า: ในพื้นที่อาจมีสัตว์ป่าที่อาจทำร้ายได้
  • พลัดหลง: สภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนอาจทำให้หลงทางได้ง่าย
  • อันตรายจากสภาพอากาศ: สภาพอากาศบนเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การบุกรุกพื้นที่หวงห้ามมีโทษตามกฎหมาย

จึงขอความร่วมมือจากทุกท่านเคารพกฎระเบียบของอุทยานฯ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติ หากต้องการเข้าไปในพื้นที่ โปรดติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง

การอนุรักษ์ ‘ดอยผาฮุ้ง’ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน การเคารพกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเป็นการแสดงความเคารพต่อธรรมชาติและเป็นการรักษาสมบัติอันล้ำค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ที่มา – กรมอุทยานฯ เตือนอย่าบุกรุก ‘ดอยผาฮุ้ง’ เขตหวงห้าม เสี่ยงผิดกฎหมาย-อันตราย

ผู้นำฟิลิปปินส์แจง ปมตีความเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง ล่าสุด ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน กลายเป็นที่สนใจ เมื่อประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ออกมาตอบโต้การตีความคำพูดของเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ในไต้หวันที่อาจเกิดขึ้น

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ผู้นำฟิลิปปินส์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเฟิร์ส โพสต์ ของอินเดีย ระหว่างเยือนกรุงนิวเดลี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าหากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน “ฟิลิปปินส์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้” เนื่องจากเหตุผลด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และ “หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ” ฟิลิปปินส์จะต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง

หลังจากนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาตอบโต้เมื่อวันศุกร์ (8 ส.ค.) ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลมะนิลายึดมั่นต่อ “หลักการจีนเดียว” อย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยง “การเล่นกับไฟ” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของจีน

ต่อมา มาร์กอสกล่าวระหว่างการแถลงเมื่อวันจันทร์ ว่าเหมือนมีการตีความคำพูดของเขาในประเด็นไต้หวัน “อย่างคลาดเคลื่อนโดยเจตนา” เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวด้วยว่า “รู้สึกงุนงง” กับการถูกมองว่า “เล่นกับไฟ”

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงมะนิลา ไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

มาร์กอสระบุด้วยว่า ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในไต้หวันจะต้องอพยพหากเกิดความขัดแย้งด้านอาวุธขึ้น พร้อมยืนยันว่า ฟิลิปปินส์ “ต้องการหลีกเลี่ยง” การเผชิญหน้าและสงคราม ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องการสื่อผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อของอินเดีย คือ “สงครามเรื่องไต้หวันคือการลากฟิลิปปินส์เข้าสู่ความขัดแย้งอย่างไม่เต็มใจ”.

ประเด็นเรื่อง ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภูมิภาค และความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน

ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

การที่ผู้นำฟิลิปปินส์ออกมาตอบโต้และชี้แจงถึงความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของพลเมืองฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในไต้หวันด้วย

ผลกระทบต่อภูมิภาคและบทบาทของฟิลิปปินส์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ต้องพิจารณาถึงบทบาทของฟิลิปปินส์ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และการวางตัวในสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ฟิลิปปินส์แสดงความชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค

ปัจจัยที่ต้องจับตามอง:

  • ท่าทีของจีนต่อการชี้แจงของผู้นำฟิลิปปินส์
  • การหารือและความร่วมมือระหว่างฟิลิปปินส์กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
  • สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันและการตอบสนองของสหรัฐอเมริกา

โดยสรุปแล้ว ประเด็น ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก การที่ฟิลิปปินส์พยายามรักษาสมดุลและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่น่านำมาพิจารณาและอาจเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

การที่ผู้นำฟิลิปปินส์ออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

ที่มา – ผู้นำฟิลิปปินส์ชี้แจงถูก ‘ปักกิ่ง’ ตีความคำพูดเรื่อง ‘ไต้หวัน’ คลาดเคลื่อน

IRPC เดินหน้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุน

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ IRPC เดินหน้าบริหารความเสี่ยงรอบด้าน โดยขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง และปรับพอร์ตการส่งออกให้มีความยืดหยุ่น รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้า เน้นการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศ “Domestic First” พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมความร่วมมือกับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ

บริษัทฯ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของบริษัทฯ อาทิ ท่าเรือและที่ดิน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในระยะยาว โดยการยกระดับศักยภาพการแข่งขันในทุกมิติ ทั้งด้านนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม IRPC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 จากหน่วยกลั่น Ultra Clean Fuel (UCF) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นการขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี IRPC เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนปิโตรเคมีด้วยเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ชนิดปราศจากสารทาเลต (Phthalate-Free) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ ภายใต้แบรนด์ “POLIMAXX” สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องมือแพทย์ และสิ่งทอเพื่อสุขอนามัย นอกจากนี้ IRPC ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ UHMWPE (Ultra-High Molecular Weight Polyethylene) ที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และด้านการบริหารทรัพย์สิน IRPC ได้วางกลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่ดินและท่าเรือน้ำลึกให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว นายเทอดเกียรติ กล่าวต่อไปว่า IRPC ยังคงเดินหน้าสร้างรากฐานการเติบโต ควบคู่กับการบริหารกระแสเงินสด อย่างรอบคอบ และพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลาง ความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศ สงครามการค้าโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน

โดยไตรมาส 2/2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2568 : ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 56,802 ล้านบาท ลดลง 5,422 ล้านบาท หรือร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 10 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และ ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในกลุ่มโอเลฟินส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคาวัตถุดิบ ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 5,219 ล้านบาท หรือ 8.41 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากไตรมาส 1/2568 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 2/2568 มีความผันผวนจากปัจจัยหลายประการ โดยปัจจัยที่กดดันราคานั้น มีสาเหตุหลักมาจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้า และการปรับเพิ่มปริมาณการผลิตโดยสมัครใจของโอเปกและพันธมิตร แม้ว่ามีปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2,503 ล้านบาท หรือ 4.03 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ บริษัทฯ บันทึกการกลับรายการ ปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 343 ล้านบาท หรือ 0.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 141 ล้านบาท หรือ 0.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว บริษัทฯ บันทึก Net Inventory Loss รวม 2,019 ล้านบาท หรือ 3.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 3,200 ล้านบาท หรือ 5.16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 จึงทำให้ บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 223 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 โดยในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ บันทึกต้นทุนทางการเงินสุทธิจำนวน 619 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน อีกทั้ง มีขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 250 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มี ผลกำไร 170 ล้านบาท จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ ในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2,132 ล้านบาท มากกว่าไตรมาส 1/2568 ที่ร้อยละ 77

IRPC เดินหน้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุน

แนวโน้มสถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบและตลาดปิโตรเคมี ในไตรมาส 3/2568 สถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบ คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันจะมีปัจจัยสนับสนุนตามฤดูกาลจากการเดินทางในช่วงฤดูร้อนของประเทศแถบทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป รวมถึงการผลิตไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนของประเทศ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดน้ำมันดิบจะมีปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการทางด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงการปรับเพิ่มการผลิตของโอเปกพลัส ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะยังคงสร้างความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันดิบ

สถานการณ์ตลาดปิโตรเคมี ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบาย Reciprocal Tariffs ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าและการส่งออกสินค้า ปิโตรเคมีในหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและอาจจำกัดความต้องการซื้อ จากทั้งผู้ซื้อเม็ดและผู้ผลิตสินค้าปลายทาง ขณะเดียวกันด้านอุปทานยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากจีนอาจส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโดยรวมมีแนวโน้มอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลง หลังจากโอเปกพลัสประกาศเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนสิงหาคม ประกอบกับ ได้รับแรงสนับสนุนบางส่วนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูการผลิตของธุรกิจปิโตรเคมี

IRPC กับการยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนน้ำดื่ม IRPC ให้แก่ผู้ประสบเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ และกลุ่มปตท. ในการเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมและชุมชน ในยามวิกฤต

IRPC มุ่งมั่นที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ บริหารต้นทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติโดยรวม นี่คือความท้าทายที่ IRPC กำลังเผชิญหน้า และพร้อมที่จะก้าวข้ามไป

ที่มา – IRPC เดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ – บริหารต้นทุน – เร่งจัดการทรัพย์สินท่าเรือที่ดิน ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

บ้านปู กับ บทบาทกรรมการบริษัทท่ามกลางความท้าทาย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “Economic Game – The Board Capturing Trade Opportunities Amid Geopolitics for Sustainable Victory” ภายในงาน National Director Conference 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ การปรากฏตัวของบ้านปูในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์

นายสินนท์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพลังงานว่าจากความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่ละประเทศต่างมุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการพัฒนาพลังงานที่สอดรับกับเทรนด์ดูแลโลก พร้อมมองว่าธุรกิจพลังงานมีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้แบ่งปันกลยุทธ์การพัฒนาผู้นำที่เข้มแข็งในแต่ละประเทศที่บ้านปูดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และพร้อมตัดสินใจได้ทันท่วงทีเพื่อสร้างโอกาสและลดผลกระทบจากความท้าทายต่างๆ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยยังรวมถึงความจำเป็นที่กรรมการบริษัทต้องเข้าใจถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการตัดสินใจที่เฉียบคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกรรมการบริษัทในยุคปัจจุบัน

บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์

ในเวทีเสวนานี้ นายสินนท์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูงในการกำหนดทิศทางขององค์กร โดย บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ นั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การที่กรรมการบริษัทมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสถานการณ์โลก จะช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้

ความท้าทายและโอกาสในโลกยุคปัจจุบัน

บริษัทต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บ้านปูในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและสังคม การลงทุนในพลังงานสะอาดและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่บ้านปูให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างผู้นำที่มีความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การลงทุนในทรัพยากรบุคคลถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บ้านปูให้ความสำคัญ การทำงานร่วมกับผู้อื่นจะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรและความรู้ที่หลากหลาย และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

การเสวนาครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กรได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาธุรกิจในยุคปัจจุบัน

โดยรวมแล้วการเสวนาในหัวข้อ บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ ที่บ้านปูได้ร่วมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว การปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการประสบความสำเร็จ

ที่มา – บ้านปู ร่วมเสวนา “บทบาทกรรมการบริษัทกับโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์” ในเวที National Director Conference 2025

นักเรือพายรุ่นเก๋าไทย คว้าทอง ศึกเรือกรรเชียง

สุดยอด! นักกีฬานักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ คว้า 1 เหรียญทอง และ 2 เหรียญทองแดง ในการแข่งขันเรือกรรเชียงนานาชาติ รายการ “เรือกรรเชียง เดอะ ไชน่า คัพ โรว์อิง ซิตี้ สปรินท์ เรซ” (สถานีหวงกัง) “The China Cup Rowing City Sprint Race” ที่ทะเลสาบไป๋ถาน มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน การแข่งขันครั้งนี้เป็นการรวมพลนักกีฬามากฝีมือจากทั่วโลก และนักกีฬาไทยของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

การแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย ที่ยังคงรักษามาตรฐานและพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอายุมากแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการฝึกซ้อม เพื่อที่จะนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ

นักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย โชว์ฟอร์มสุดยอด คว้า 1 ทอง 2 ทองแดง ศึกเรือกรรเชียงนานาชาติ ที่จีน

ไฮไลท์สำคัญของการแข่งขันอยู่ที่ประเภทเรือกรรเชียง ผสม 8 คน (ชาย 4 คน,หญิง 4 คน) ซึ่งนักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญทองมาได้อย่างสวยงาม นักกีฬาชุดนี้ประกอบด้วย พ.ต.อ.บุญผ่อง, ส่องบุญ ปักปิ่นเพชร, กาญจน์ณัฏฐา เริ่มเสริมสุข, วิไล ตันสกุล, นงค์พงา เวียงสมุทร์, บัณฑิต โชคสงวน, พล.ต.ท.บุญลือ กอบางยาง, พล.ร.ต.ประพาฬพงศ์ โภชนสมบูรณ์ รองประธานสหพันธ์เรือกรรเชียงแห่งเอเชีย และศรชฎา ดาจง ทำสถิติได้ 6.24.64 นาที ชัยชนะครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความแข็งแกร่งของทีมไทย

นอกจากเหรียญทองแล้ว ทีมชาติไทยยังคว้าเหรียญทองแดงมาได้อีก 2 เหรียญ ได้แก่ ประเภทเรือกรรเชียง ผสม 4 คน (ชาย 2 คน หญิง 2 คน) พายคู่ 1,000 เมตร รุ่นไม่จำกัดอายุ (นงค์พงา เวียงสมุทร์, ส่องบุญ ปักปิ่นเพชร, พล.ต.ท.บุญลือ กอบางยาง, พล.ร.ต.ประพาฬพงศ์ โภชนสมบูรณ์) สถิติ 5.39.26 นาที และประเภทเรือกรรเชียง หญิง 2 คน พายคู่ 1,000 เมตร รุ่นไม่จำกัดอายุ นักกีฬาทีมไทยที่อายุ 60 ปี ขึ้นไป (นงค์พงา เวียงสมุทร์, ส่องบุญ ปักปิ่นเพชร) สถิติ 6.52.00 นาที

ความสำเร็จของนักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการเรือกรรเชียงไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการฝึกซ้อมเพื่อที่จะก้าวไปสู่ระดับสากล

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากีฬาเรือกรรเชียงในประเทศไทย การมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและการฝึกสอนที่มีคุณภาพ จะช่วยให้นักกีฬาไทยสามารถแข่งขันกับนักกีฬาจากชาติอื่นๆ ได้อย่างทัดเทียม

ผลงานของนักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย ในครั้งนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ แสดงให้เห็นว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข และความมุ่งมั่นตั้งใจจริงนั้นสามารถนำมาซึ่งความสำเร็จได้เสมอ เราขอเป็นกำลังใจให้นักกีฬาเรือกรรเชียงไทยทุกคน ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต

เรามาร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาไทยให้คว้าชัยในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งต่อไปกันเถอะ!

ที่มา – นักเรือพายรุ่นเก๋าของไทย โชว์ฟอร์มสุดยอด คว้า 1 ทอง 2 ทองแดง ศึกเรือกรรเชียงนานาชาติ ที่จีน

จีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศ

ในปีนี้ จีนได้เปิดตัวโครงการจีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลในการสนับสนุนครอบครัวและส่งเสริมให้มีการมีบุตรมากขึ้น

ปัจจุบัน ปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกลายเป็นความท้าทายระดับชาติของจีน การที่รัฐบาลจีนออกมาตรการจีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศ จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และส่งเสริมให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภายใต้โครงการใหม่นี้ ครอบครัวที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 3 ปีจะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 3,600 หยวน (ประมาณ 503 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเด็กหนึ่งคน โดยเงินจำนวนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะไม่ถูกนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้ของครอบครัวในการพิจารณาสวัสดิการอื่นๆ เช่น เงินช่วยเหลือค่าครองชีพขั้นต่ำ หรือเงินช่วยเหลือกรณีที่ยากลำบาก ซึ่งจะทำให้ครอบครัวยังคงได้รับความช่วยเหลือด้านสวัสดิการอย่างเต็มที่ นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงเงินอุดหนุนได้ง่ายขึ้น ลดภาระทางการเงิน และส่งเสริมให้พวกเขาสามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพ

งบประมาณสำหรับโครงการนี้จะถูกแบ่งตามสัดส่วนระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการอุดหนุนสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึง การร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลทั้งสองระดับ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาประชากรอย่างจริงจัง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนพวกเขาในการเลี้ยงดูบุตร

การนำระบบจีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศมาใช้ในครั้งนี้ยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขยายความครอบคลุมให้รวมถึง บุตรคนแรก ด้วย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและทำให้โครงการนี้เข้าถึงประชากรในวงกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวเป็นผลมาจากการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการสามารถตอบสนองความต้องการของครอบครัวได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

จีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศ

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว การลงทุนในเด็กและครอบครัวเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ การสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพ จะช่วยสร้างประชากรที่มีสุขภาพดี มีการศึกษา และมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน

ผลกระทบต่อครอบครัวชาวจีน

การที่รัฐบาลจีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศนั้น ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวชาวจีนหลายล้านครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีรายได้น้อย และครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ชนบท เงินอุดหนุนนี้จะเป็นเหมือนตาข่ายรองรับทางสังคม ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในการเลี้ยงดูบุตรได้อย่างเหมาะสม

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
  • เพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับการดูแลที่ดีขึ้น
  • ส่งเสริมให้ครอบครัวมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

แม้ว่าโครงการนี้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่รัฐบาลจีนต้องเผชิญ เช่น การตรวจสอบและป้องกันการทุจริต การกระจายเงินอุดหนุนให้ทั่วถึงและเป็นธรรม และการประเมินผลกระทบของโครงการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนครอบครัวและการเลี้ยงดูบุตรนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน การลงทุนในเด็กและเยาวชนคือการลงทุนในอนาคตของชาติ และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – จีนเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรทั่วประเทศ หวังกระตุ้นการมีลูกมากขึ้น (คลิป)

MD RUN 2025 สุดประทับใจ วิ่งเพื่อครู

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ครอบครัวชาวโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย นำโดย นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง นายกสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ผศ.ดร. ธนกรณ์ แน่นหนา นายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จัดกิจกรรม “MD RUN SPIRIT OF SERVIAM 2025” ภายใต้แนวคิด “วิ่งเพื่อครู” ขึ้น เพื่อหารายได้มอบให้แก่คุณครูอาวุโส โดยรายได้มอบผ่านมูลนิธิมาแตร์เดอีวิทยาลัย เพื่อกองทุนแด่คุณครูด้วยดวงใจ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อคุณครูอาวุโสในการสร้างความมั่นคง ที่จำเป็นสำหรับคุณครูในช่วงหลังวัยเกษียณอายุ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่คุณครูที่ได้อบรมสั่งสอนนักเรียนมาแตร์ฯ

ภายในงาน มีอาจารย์ทีนามารี ผลาดิกานนท์ ซิสเตอร์ประภัสสร ศรีวรกุล และบรรดานักเรียนเก่า-นักเรียนปัจจุบัน ผู้ปกครอง ครู และครูอาวุโส มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งอบอุ่น อาทิ อาจารย์สุมิตรา พงศธร ชาลอต โทณวณิก แพตริเซีย มงคลวนิช อรนุช ว่องปรีชา เพชรรินทร์ มีเดช วีรวรรณ บุญธิดา อมาตยกุล สินีนารถ เองตระกูล วิทิดา ตรังอดิศัยกุล ปพิชญา โหสกุล และ ธันย์ชนก ฤทธินาคา

กิจกรรมครั้งนี้มีการเดิน-วิ่งใน 4 รุ่น ได้แก่ Super Fun Run ระยะ 11.1 กิโลเมตร, Fun Run ระยะ 3.7 กิโลเมตร, Senior Run (รุ่นอาวุโส) และ Kids Run (นักเรียนรุ่นจิ๋ว) วิ่งภายในโรงเรียนรอบสนามใหญ่ ในระยะ 200 เมตร โดยเหล่านักวิ่งต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่า เพลิดเพลินกับบรรยากาศเส้นทางวิ่งใจกลางเมืองที่สุดบนย่านเพลินจิต หลังสวน ราชดำริและถนนวิทยุ อันร่มรื่น ขณะที่ไฮไลท์สำคัญคือเหรียญรางวัลทำจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิลที่นักเรียนร่วมกันเก็บสะสม อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี วิบูลย์ ลีรัตนขจร และ ธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ปกครองของนักเรียนมาแตร์ฯ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและสร้างบรรยากาศอย่างสนุกสนาน นอกจากนักวิ่งที่สนุกกับการวิ่งแล้วในงานนี้ ยังมีอาหารมากมาย ให้ทุกคนได้เลือกอิ่มหนำสำราญมากกว่า 43 ซุ้ม พร้อมกับมีดนตรีเพราะๆ จากวง MD108 ผู้ปกครองของนักเรียนปัจจุบัน นำโดย เมย์ – ฝนพา ปราโมช ณ อยุธยา (The Voice) และ เชน เมืองครุฑ (สมิธแอนด์เชน) ที่ล้วนแต่สร้างความอบอุ่น เพลินเพลิด ให้เกิดขึ้นได้อย่างน่าประทับใจ

MD RUN SPIRIT OF SERVIAM 2025: วิ่งเพื่อครู

งาน วิ่งเพื่อครู “MD RUN SPIRIT OF SERVIAM 2025” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักและความกตัญญูต่อคุณครูผู้เป็นที่รักและเคารพอย่างสูง กิจกรรมนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนเก่า นักเรียนปัจจุบัน ผู้ปกครอง และคณาจารย์ สร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์เด่นของกิจกรรม วิ่งเพื่อครู

  • บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองของครอบครัวมาแตร์เดอี
  • เส้นทางวิ่งใจกลางเมืองที่สวยงามและร่มรื่น
  • เหรียญรางวัลรีไซเคิลที่ไม่เหมือนใคร
  • อาหารอร่อยและดนตรีเพราะๆ

กิจกรรม วิ่งเพื่อครู ในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีและความร่วมมือของทุกคนในครอบครัวมาแตร์เดอีวิทยาลัย การจัดงานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยหารายได้เพื่อสนับสนุนคุณครูอาวุโส แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตอบแทนบุญคุณและทำความดีเพื่อสังคมอีกด้วย

หากคุณพลาดโอกาสเข้าร่วมงานในปีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยและสมาคมนักเรียนเก่าฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างสรรค์สังคมที่ดีต่อไป

ขอชื่นชมผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ทำให้กิจกรรม “MD RUN SPIRIT OF SERVIAM 2025” ภายใต้แนวคิด วิ่งเพื่อครู ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

ที่มา – สุดประทับใจ กิจกรรม “MD RUN SPIRIT OF SERVIAM 2025” ภายใต้แนวคิด “วิ่งเพื่อครู”

UK เล็งขยาย “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ”

สหราชอาณาจักรเตรียมขยายโครงการ “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ” อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้ให้มากขึ้นถึงเกือบสามเท่า จากเดิมเป็น 23 ประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้อาชญากรจากประเทศดังกล่าวถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดก่อนที่จะมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินได้

นางชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งสหราชอาณาจักร ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้การเนรเทศอาชญากรต่างชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาชญากรเหล่านี้จะถูกเนรเทศทันทีที่ได้รับโทษจำคุก

ข้อมูลจากรัฐมนตรีมาห์มูดยังระบุอีกว่า ผู้กระทำความผิดที่เป็นชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของจำนวนนักโทษทั้งหมดในสหราชอาณาจักร การผลักดันนโยบายนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรือนจำ

กระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่า การขยายโครงการเนรเทศก่อนการยื่นอุทธรณ์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการดำเนินการกับอาชญากรต่างชาติอย่างรวดเร็ว ลดปัญหาความแออัดในเรือนจำ และส่งผลดีต่อความมั่นคงภายในประเทศ

สหราชอาณาจักรเล็งขยายโครงการ “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ”

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการเร่งดำเนินการเรื่องนี้ว่า “เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่อาชญากรต่างชาติใช้ประโยชน์จากระบบตรวจคนเข้าเมืองของเรา โดยอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ในขณะที่การอุทธรณ์ของพวกเขายังคงยืดเยื้อ สิ่งนี้ต้องยุติลง และเราไม่สามารถปล่อยให้ผู้ที่ก่ออาชญากรรมในประเทศควบคุมระบบได้”

ผลกระทบของโครงการเนรเทศอาชญากรต่อสหราชอาณาจักร

การขยายโครงการ “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ” ของสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านงบประมาณที่คาดว่าจะลดลงจากการลดจำนวนนักโทษต่างชาติ ด้านความปลอดภัยภายในประเทศที่อาจดีขึ้นจากการลดจำนวนอาชญากร และด้านการบริหารจัดการเรือนจำที่อาจมีความคล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินการเนรเทศ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศต้นทางของอาชญากร นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้โครงการนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การตัดสินใจของสหราชอาณาจักรครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและเสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศ ถึงแม้ว่าอาจมีข้อโต้แย้งและความท้าทายในการดำเนินการ แต่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเชื่อมั่นว่าโครงการ “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ” จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว และเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาคล้ายคลึงกัน

โครงการนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มความปลอดภัย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหราชอาณาจักรจะไม่ยอมให้ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายใช้ประเทศเป็นที่หลบซ่อน

ที่มา – สหราชอาณาจักรเล็งขยายโครงการ “เนรเทศอาชญากรต่างชาติ”

โวย “น้องนุ๊ก” ชวดทอง! ปล้นชัย เวิลด์เกมส์ 2025

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการตัดสินของกรรมการในการแข่งขันมวยไทย ศึกเวิล์ดเกมส์ 2025 ที่เมืองเฉินตู ประเทศจีน กรณีของ “น้องนุ๊ก” กุลณัฐ อ่อนอก ที่พลาดเหรียญทองไปอย่างน่าเสียดาย ในรุ่น 48 กก.หญิง

ในรอบชิงชนะเลิศ กุลณัฐ อ่อนอก หรือ “น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ” ต้องเผชิญหน้ากับ ลุย เสียวหุบ นักชกเจ้าภาพจากจีน ซึ่งผลการแข่งขันสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนมวยชาวไทยเป็นอย่างมาก

ตลอดการแข่งขัน “น้องนุ๊ก” แสดงให้เห็นถึงความสามารถและทักษะมวยไทยที่เหนือกว่า โดยเน้นการออกอาวุธที่แม่นยำและหลากหลาย ทั้งแข้งซ้าย แข้งขวา และการปล้ำตีที่แข็งแกร่ง ในขณะที่นักชกจีนพยายามเดินเข้าหาและใช้การคลุกวงในสู้ แม้จะมีเสียงเชียร์จากกองเชียร์เจ้าบ้าน แต่รูปเกมโดยรวม “น้องนุ๊ก” ดูเหนือกว่าอย่างชัดเจน

แต่เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน ผลปรากฏว่ากรรมการตัดสินให้ “น้องนุ๊ก” พ่ายแพ้ไปด้วยคะแนน 27-30 ทำให้เธอได้เพียงเหรียญเงิน สร้างความผิดหวังและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความยุติธรรมในการตัดสิน

เสียงวิจารณ์สนั่น! “น้องนุ๊ก” โดนกรรมการปล้นชัย ชวดเหรียญทองมวยไทย “ศึกเวิล์ดเกมส์ 2025”

น.อ. บุญส่ง นวลย่อง ผู้จัดการทีมมวยไทย แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าทีมไทยถูก “ปล้นชัย” อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก “น้องนุ๊ก” ทำได้ดีกว่าคู่ต่อสู้มาก แต่กลับไม่ได้รับการตัดสินที่เป็นธรรม พร้อมทั้งปลอบใจนักกีฬาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้

“เราโดนปล้นชัด ๆ เพราะกุลณัฐทำได้ชัดเจนกว่าเยอะ ขณะที่คู่ชกไม่มีอะไรเลย ก็ได้แต่ปลอบใจคนของเรา เจอกับเจ้าภาพมักจะเจอแบบนี้” น.อ. บุญส่ง กล่าว

เช่นเดียวกับ จ่าแบงค์ ดอนเมือง โค้ชทีมมวยไทย ที่กล่าวด้วยความรู้สึกเห็นใจนักกีฬาว่า “ตนเองพูดไม่ออกเหมือนกันที่เจอแบบนี้ ก่อนชกก็ทำใจคุยกับน้องไว้บ้างแล้ว ยิ่งยก 2-3 เราทำได้ชัดเจนกว่ามากแต่แพ้เฉย สงสารน้องร้องไห้ยกใหญ่เลย อยากให้การตัดสินมีความเป็นกลางมากกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีสำหรับทีมมวยไทย เมื่อ แก้วฤดี คำถากระปุ่ม (จอมยุทธเหยิน จ่าแบงค์ดอนเมือง) สามารถคว้าเหรียญทองแดง ในรุ่น 60 กก.หญิง โดยเอาชนะคะแนน มาเรียนา เบสปาโลวา จากรัสเซีย 29-28 สร้างความภาคภูมิใจให้กับทีมชาติไทย

สรุปเหตุการณ์ “น้องนุ๊ก” โดนกรรมการปล้นชัย ชวดเหรียญทองมวยไทย “ศึกเวิล์ดเกมส์ 2025”

ประเด็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมในการแข่งขันของ “น้องนุ๊ก” ได้จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรฐานและความโปร่งใสในการตัดสินกีฬามวยไทยในระดับนานาชาติ หลายคนเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการให้คะแนนและการคัดเลือกกรรมการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การที่ “น้องนุ๊ก” ถูกมองว่า “น้องนุ๊ก” โดนกรรมการปล้นชัย ชวดเหรียญทองมวยไทย “ศึกเวิล์ดเกมส์ 2025” เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ก็หวังว่าจะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้วงการมวยไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ความสำคัญของความเป็นธรรมในการแข่งขัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “น้องนุ๊ก” ตอกย้ำถึงความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการแข่งขันกีฬา การตัดสินที่ถูกต้องและยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับนักกีฬาและผู้ชม หากการตัดสินไม่เป็นธรรม อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจและกำลังใจของนักกีฬา รวมถึงบั่นทอนความนิยมของกีฬานั้นๆ ด้วย

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการตัดสินกีฬาให้มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักกีฬาและส่งเสริมให้กีฬาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

ในขณะที่ “น้องนุ๊ก” พลาดเหรียญทองไปอย่างน่าเสียดาย เราก็ขอเป็นกำลังใจให้เธอและนักกีฬามวยไทยทุกคน ให้มุ่งมั่นฝึกซ้อมและพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก

ร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาไทยทุกคน และติดตามข่าวสารกีฬามวยไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันวงการกีฬาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ที่มา – โวย “น้องนุ๊ก” โดนกรรมการปล้นชัย ชวดเหรียญทองมวยไทย “ศึกเวิล์ดเกมส์ 2025”

วิกฤต! ปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ

สถานการณ์น่ากังวล! ปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพอย่างหนัก รายงานจากกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เผยว่า จำนวนทหารชายที่พร้อมเข้ารับราชการทหารลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อจำนวนกำลังพลโดยรวม และอาจนำไปสู่ความยากลำบากในการปฏิบัติการในอนาคต

รายงานซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานของนางชู มี-แอ สส.พรรคประชาธิปไตย (ดีพี) ระบุว่า กองทัพเกาหลีใต้มีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 ในขณะนั้นมีทหารประมาณ 690,000 นาย แต่ปัจจุบัน (ปี 2562) เหลือกำลังพลเพียง 563,000 นายเท่านั้น การลดลงนี้เป็นผลมาจากอัตราการเกิดที่ต่ำและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อเปรียบเทียบ กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ประมาณการว่ากองทัพเกาหลีเหนือมีกำลังพลประมาณ 1.2 ล้านนายในปี 2565 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากในด้านขนาดกองทัพระหว่างสองประเทศ

ในช่วงปี 2562-2568 ประชากรชายอายุ 20 ปีของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักสำหรับการเกณฑ์ทหาร ลดลงถึง 30% เหลือเพียง 230,000 คนเท่านั้น ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่กองทัพเกาหลีใต้กำลังเผชิญในการหาบุคลากรใหม่มาทดแทนกำลังพลที่เกษียณอายุ

หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดในปี 2496 ชายที่มีร่างกายแข็งแรงจะต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 36 เดือน แต่ปัจจุบัน ระยะเวลาการประจำการของทหารเกณฑ์เกาหลีใต้อยู่ที่ 18 เดือน แม้ว่าจะมีการลดระยะเวลาการประจำการลง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลได้

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมยังระบุว่า กองทัพเกาหลีใต้ยังขาดกำลังพลถึง 50,000 นาย จากจำนวนที่เพียงพอสำหรับการป้องกันประเทศ ในจำนวนนี้ ประมาณ 21,000 นาย เป็นการขาดแคลนทหารชั้นประทวน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติการภาคพื้นดิน

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ ได้แก่:

  • อัตราการเกิดที่ต่ำ: เกาหลีใต้มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทำให้จำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ค่าครองชีพที่สูง: ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงในเกาหลีใต้ ทำให้หลายคู่รักตัดสินใจที่จะไม่มีบุตร หรือมีบุตรเพียงคนเดียว
  • การแข่งขันทางการศึกษาและการทำงาน: การแข่งขันที่สูงในระบบการศึกษาและการทำงาน ทำให้คนหนุ่มสาวให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองมากกว่าการสร้างครอบครัว

ผลกระทบของปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ นั้นมีหลายด้าน ได้แก่:

  • การลดลงของจำนวนกำลังพล: ทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการป้องกันประเทศ
  • การขาดแคลนทหารชั้นประทวน: ทำให้การปฏิบัติการภาคพื้นดินเป็นไปได้ยากลำบากมากขึ้น
  • ภาระที่เพิ่มขึ้นของทหารที่เหลือ: ทหารที่ยังคงอยู่ในกองทัพต้องรับภาระที่หนักขึ้น เนื่องจากมีจำนวนคนที่น้อยลง

การแก้ไขปัญหาปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรต้องใช้เวลานาน และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศควบคู่ไปด้วย เช่น การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม การพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร หรือการเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศ

สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ การวางแผนและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ปัญหาประชากร ‘เกาหลีใต้’ กระทบกองทัพ ฉุดจำนวนกำลังพลลดลง 20%