ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อ้างหนี้พนันบอล

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้เกิดเหตุการณ์จับกุมผู้ต้องหาในข้อหาพยายามลักลอบขนยาเสพติดไอซ์มูลค่ามหาศาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดของกลางไอซ์ได้ถึง 449 กิโลกรัม และยังคงสามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้ 1 คน

ขอบคุณความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดเลย, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย และหัวหน้าสถานีตำรวจเชียงคาน ที่ได้เปิดเผยว่า ในช่วงช่วงหยุดยาวที่ผ่านมานี้ มีข้อมูลจากแหล่งข่าวว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเตรียมการขนไอซ์เข้ามาจากพรมแดน สปป.ลาว โดยเลือกเส้นทางผ่านอำเภอเชียงคาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ และเชื่อว่าการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่จะเบาบางขึ้นในช่วงหยุดยาว

หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อ้างหนี้พนันบอล

เพื่อพิทักษ์พื้นที่อย่างเข้มแข็ง กองกำลังพิเศษที่เข้าไปป้องกันและสกัดกั้นในจุดเสี่ยงประกอบด้วย ตำรวจ สภ.เชียงคาน, ร้อยเวรตชด.246, ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองภายในอำเภอ ต่างทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถซุ่มจับกุม นายภูรินทร์ อายุ 22 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 12 กระสอบ น้ำหนักรวมกว่า 499 กิโลกรัม รวมมูลค่าหลายล้านบาท

ความคืบหน้าจากการสอบสวนนายนี้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่านายภูรินทร์สารภาพว่าเป็นครั้งแรกในการมีส่วนร่วมกับภารกิจขนไอซ์ โดยรับสมัครงานแบบไม่เจาะจงรายละเอียด จนหลังจากขึ้นรถมาแล้วจึงรู้ว่าเป็นงานขนยาเสพติด โดยทางให้ค่าจ้าง 150,000 บาท แบ่งกับผู้ร่วมขบวนการอีกหนึ่งคนที่หลบหนีรอดไปได้สำเร็จ

หนี้จากการพนันบอลชัก เล่นเกินพิกัดเสียบานปลาย

ประเด็นสำคัญที่ควรสนใจคือ เหตุผลที่ก่อให้เกิดความผิดในครั้งนี้ คือ “ความจำเป็นทางการเงิน” นายนี้เปิดใจว่า เล่นการพนันบอลจนติดหนี้เป็นจำนวนมาก ถึงขั้นไม่มีทางอื่นไปต่อ จึงสุด无奈รับงานนี้แม้รู้ดีว่าเสี่ยงต่อชีวิตและความเป็นอิสระ แต่ก็ยอมเสี่ยงเพื่อใช้หนี้ที่หนักหน่วง

พล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผบก.ภ.จว.เลย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งจะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ป้องกันเส้นทางด้านชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี แต่ด้านจังหวัดเลยก็ยังมีการปรับกำลังอย่างหนาแน่น และต่อเนื่อง เพื่อดูแลภารกิจควบคุมยาเสพติด โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงพิเศษ ทั้งแนวชายแดนลาวและเส้นทางเชื่อมต่อ ซึ่งการเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงหยุดยาวเป็นแนวทางที่โจรยามักใช้สำหรับหลอกลวงเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ เผชิญกับข้อหาครอบครองและลักลอบขนไอซ์ในปริมาณมาก ส่งผลให้อาญาขั้นฐานสูงสุดอาจถึง จำคุกตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งประหารชีวิต ทั้งที่สถานการณ์จริงอาจเพียงแค่เด็กหนุ่มที่หลงทาง ตัดสินใจผิด และหาทางออกจากหนี้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์

หากคุณคือใครสักคนที่กำลังเผชิญกับความลำบากจากการพนัน หรือเริ่มใช้ทางลัดในการหาเงิน(units ด้วยการผิดกฎหมาย) ขอให้ระลึกถึงตัวอย่างของหนุ่มรายนี้ ความผิดเพียงครั้งเดียวอาจเสียอะไรไปหมดได้ ความผิดไม่มีราคาโดยสิ้นสุด

ที่มา – หนุ่มสิ้นคิด! ลอบขนไอซ์ครึ่งตัน อาศัยช่วงหยุดยาว อ้างหาเงินใช้หนี้พนันบอล

กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาสาสมัครทหารพรานที่เหยียบกับระเบิด ทำให้ขาซ้ายขาด ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน โดยมีกระแสข่าวลือว่าสถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียด จนประชาชนเตรียมข้าวของอพยพออกจากพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่แนวชายแดนทั่วทั้งจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความตึงเครียดหรือเหตุการณ์ปะทะใด ๆ เกิดขึ้น มีเพียงการปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและการควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

ความเป็นจริงที่ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารในสื่อโซเชียลมีเดีย พบว่ามีเพจบางแห่งเผยแพร่ข้อมูลว่าสถานการณ์ชายแดนกำลังตึงเครียด และนำไปสู่การอพยพของประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ถือเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์รุนแรงหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่

  • ยืนยันสถานการณ์ปกติด้านความมั่นคงชายแดน
  • ไม่มีการปะทะหรือสู้รบในพื้นที่
  • จัดกำลังพลเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ดังนั้น ข้อมูลที่ผิดพลาดอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนได้ง่าย โดยเฉพาะหากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ ทาง กองทัพภาคที่ 2 จึงเตรียมปฏิบัติการสื่อสารกับชุมชนในพื้นที่เพื่อให้ความมั่นใจว่าความปลอดภัยของประชาชนยังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในกรณีนี้ ประชาชนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เพจทางการของหน่วยงานทหาร หรือหน่วยงานของรัฐ เช่น สภ. หรือหน่วยงานราชการท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการหลงเชื่อข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนกในพื้นที่

รัฐบาลและกองทัพได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์ทุกกรณี เผื่อมีความจำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการรักษาความสงบและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบที่ได้รับการจัดการอย่างเป็นทางการ

หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและโปร่งใส สถานการณ์ชายแดนไทยจะยังคงมั่นคงตามที่เป็นอยู่ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจประชาชนในพื้นที่ได้ว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและปลอดภัยของทุกคน เราย้ำอีกครั้งว่า กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงการหลงเชื่อข่าวลือ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจ้งประชาชนอย่าตื่นตระหนก สถานการณ์ชายแดนยังปกติ

“ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลไทยเรียกกันติดปากว่า “ผีแดง” กำลังมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า จะสามารถคว้าตัวนักเตะสองรายที่อยู่ใน radar ของทีมอย่าง คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ฝีเท้าเยี่ยมของ ไบรท์ตัน และ จานลุยจิ ดอนนารุมมา กองหลังจอมหนึบจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

การเสริมทัพในซัมเมอร์นี้ของ “ผีแดง” ถือเป็นอีกครั้งที่สำคัญมาก เพราะทีมต้องการแก้ไขปัญหาในสองตำแหน่งหลัก นั่นคือ แดนกลาง และ ผู้รักษาประตู ซึ่ง บาเลบา ถูกมองว่าเป็นกองกลางดาวรุ่งที่มีคุณภาพสูง ทั้งเรื่องการควบคุมจังหวะเกม ความสามารถในการจ่ายบอล และวิสัยทัศน์ในสนาม ขณะที่ ดอนนารุมมา ถือเป็นแข้งที่มีประสบการณ์สูงและเล่นได้อย่างมั่นคงในตำแหน่งผู้รักษาประตู

“ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

ตามรายงานจาก สื่อชื่อดังอย่าง ดิ อินดิเพนเดนท์ เปิดเผยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ข้อเสนอของทีมจะสามารถได้รับความสนใจจากทั้ง บาเลบา และ ดอนนารุมมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเตะทีมชาติอิตาลีวัย 21 ปี ที่เป็นที่จับตามองของหลายทีมใหญ่ๆ บนเวทีฟุตบอลยุโรป เขากำลังมองหาทีมใหม่ที่สามารถให้โอกาสในการเล่นในระดับสูง และสามารถเติบโตไปได้มากกว่าเดิม ส่วน “จิโจ้” ดอนนารุมมานั้น เปแอสเช พร้อมปล่อยตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากเหลือสัญญาเพียงอีกหนึ่งปี และทีมเตรียมตัวได้ ลูคัส เชวาลิเยร์ มาทดแทนแล้ว

เบอร์ 1 ดีลเงินล้าน ใช้เงินเท่าไหร่?

ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจต้องเตรียมงบประมาณสูงถึงราว 126 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,544 ล้านบาท) เพื่อคว้าตัวนักเตะทั้งสองรายมาเสริมแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาเลบา ที่ เชลซี, แมนฯ ซิตี้ และเรอัล มาดริด ก็ต่างเข้ามาจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทำให้ราคาตัวของเขาน่าจะพุ่งสูงไปอีกขั้น

  • บาเลบา เป้าหมายหลักในแดนกลาง
  • ดอนนารุมมา ทางเลือกสำหรับผู้รักษาประตู
  • แมนฯ ยูไนเต็ด เตรียมงบลุยตลาดอย่างหนัก
  • ทั้งสองนักเตะมีความพร้อมในการย้ายทีม

ทั้งนี้ บอร์ดบริหารของ “ผีแดง” มองว่า หากสามารถคว้าตัวนักเตะทั้งสองรายมาร่วมทีมได้จริง จะช่วยให้ทีมมีทางเลือกในแนวรุกและแนวรับมากขึ้น ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการแข่งขันในฤดูกาลหน้า ไม่ว่าจะในศึกพรีเมียร์ลีก หรือแม้แต่ในแชมเปียนส์ลีก

การเสริมทัพครั้งนี้ถือว่าเป็นกระแสดาร์ก มิสซิ่ง พีซ ที่กุนซืออย่าง เอริค เทน ฮาก จะต้องนำมารวมเข้ากับโครงสร้างของทีมอย่างไร จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนหรือไม่ คงต้องรอดูในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ติดตามข่าวฟุตบอลอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ข่าวฟุตบอลรายวันของเรา ที่จะอัปเดตให้คุณได้รู้ข่าวสารแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – “ผีแดง” มั่นใจคว้า “บาเลบา-ดอนนารุมมา” เสริมทัพแบบแพ็คคู่ในซัมเมอร์นี้

คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุเรือประมง ว.โชคมานะ 1 ถูกคลื่นยักษ์ซัดจนล่มขณะกำลังกลับหัวเรือเพื่อเดินทางกลับชายฝั่ง โดยเมื่อมาถึงบริเวณเกาะราชา เรือต้านกระแสคลื่นไม่ไหวและจมลงไป บริเวณด้านใต้ฝั่งตะวันตกหลังเกาะราชาใหญ่ ซึ่งมีลูกเรือรวม 9 คน onboard ทุกคนสวมเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย

คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต

หลังได้รับแจ้งเหตุ พลเรือโทสุวัจ ดอนสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือเรือภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยพล็อตตำบลที่เกิดเหตุคำนวณทิศทางของผู้ประสบภัยด้วย SAR Map และจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 (ฮ.ลล.4) ขึ้นบินค้นหาตามพิกัดที่ได้รับแจ้ง

หน่วยปฏิบัติการรีบเร่ง

หน่วยช่วยเหลือจัดการส่งเรือลาดตระเวน ร.ล.หัวหิน ออกค้นหาและพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พลเรือโทสุวัจ ดอนสกุล ได้เดินทางมายังหลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 แหลมพันวา ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต เพื่อพบปะพูดคุยกับเจ้าของเรือ ว.โชคมานะ 1 ที่ประสบเหตุอับปางในทะเลทางทิศตะวันตกของเกาะราชาใหญ่ เนื่องจากคลื่นลมแรง

นอกจากนี้ยังได้พบปะกับ 8 ลูกเรือประมงที่ประสบเหตุในวันดังกล่าวด้วย และได้กล่าวขอบคุณกำลังพลของเรือหลวงหัวหินที่สามารถออกเรือได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 8 รายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีการสูญเสียชีวิต

  • คลื่นยักษ์พัดถล่ม
  • ทีมช่วยเหลือตอบโต้เร็ว
  • ทุกคนปลอดภัย

ศูนย์ช่วยเหลือเรือภาค 3 มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านแรงกายและแรงใจ เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามันให้มีทรัพยากรทางทะเลอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

จากกรณีนี้เราได้เห็นถึงความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ที่มีความพร้อมตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูง บ่งบอกถึงความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยทางทะเลของประเทศไทย

ที่มา – คลื่นยักษ์ซัดเรือประมงล่ม! ศรชล.ภาค 3 ช่วยลูกเรือ 8 ชีวิต เข้าฝั่งปลอดภัย

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

หากคุณเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง ที่มีเงินหลายสิบล้านบาท อาจสงสัยว่า แล้ววัด “รวย” จริงหรือเปล่า? เจ้าคุณธีรวิทย์ โพสต์อธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน ให้มองภาพรวมในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

วัดใหญ่ในเมืองหลวงมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

พระวัฒนวชิรเมธี (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) หรือ “เจ้าคุณธีรวิทย์” อดีตรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย มีโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ วัดใหญ่ในเมืองหลวง และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น หลายคนคิดว่าเงินวัดเป็นของเจ้าอาวาส แต่จริง ๆ แล้วเงินวัดถือเป็นทรัพย์สินของวัด ใช้เพื่อสนับสนุนกิจการภายในอาราม ประกอบด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่รายได้ส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง ดังนั้น การใช้จ่ายเงินวัดจะต้องเป็นไปตามกฎหมายคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด

การบริหารทรัพย์สินของวัดไม่ง่ายอย่างที่คิด

ใน วัดใหญ่ในเมืองหลวง มักมีพระเณร 50–80 รูป แม่ชี 15–20 คน ศิษย์วัด 30 คน รวมถึงคนงานและสัตว์เลี้ยงในวัดทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้นมีมากมาย ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำไฟ ค่ายารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งรวมกันแล้วอาจสูงถึง 500,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 6 ล้านบาทต่อปีหากไม่นับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารสำคัญ

พิจารณาจากตัวอย่างค่าใช้จ่ายรายเดือนดังนี้:

  • ค่าอาหาร: 200,000–300,000 บาท/เดือน
  • ค่าน้ำไฟ: 150,000–200,000 บาท/เดือน
  • ค่ายาและค่ารักษาพยาบาล: 30,000–50,000 บาท/เดือน
  • ค่ากิจกรรมพระพุทธศาสนา: 50,000–100,000 บาท/ครั้ง

ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น การบูรณะพระอุโบสถหรือวิหารเก่า ซึ่งอาจต้องใช้เงินสูงถึง 10–20 ล้านบาท

พันธกิจของวัดตามกฎหมายคณะสงฆ์

เงินของวัดไม่สามารถใช้ได้แต่เพียงเพื่อการดำรงอยู่ของอาราม แต่ยังต้องใช้สนับสนุน 6 ด้านหลัก ได้แก่:

  1. งานด้านการปกครองภายในวัด
  2. งานด้านการศึกษา ทั้งของพระเณรและประชาชนทั่วไป
  3. งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
  4. งานด้านสาธารณูปการ เช่น การซ่อมแซมถนน ระบบน้ำไฟ
  5. งานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เสริมทุนเด็กยากจน
  6. งานด้านสาธารณสงเคราะห์ ช่วยผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ เจ้าอาวาสยังต้องแบกรับภาระในการบริหารวัดในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เป็นต้น

เงินวัดไม่ใช่เงินส่วนตัว

แม้ว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง จะมีเงินสำรองหลายสิบล้านบาท แต่ในความเป็นจริง จำนวนนี้อาจใช้ได้แค่เพียง 4–5 ปี หากไม่มีการสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนั้น การรักษาความโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีความซื่อสัตย์

พระสงฆ์หลายรูปได้ปฏิบัติดี แต่หากมีบุคคลภายนอกที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องในกิจการวัด ก็อาจเกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องการใช้จ่ายดำเนินการหรือความรับผิดชอบ

คำถามคือ “เราเข้าใจวัดมากพอแล้วหรือยัง?” ถ้าเข้าใจอย่างรอบด้าน ก็จะเห็นว่า วัดใหญ่ในเมืองหลวง ไม่ใช่สถานที่ที่ “รวย” แต่เป็น “หน่วยงานชุมชนขนาดใหญ่” ที่ต้องดำเนินการทั้งเรื่องศาสนาและชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณเป็นผู้ที่สนใจและกำลังอยากเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหาร财务และการดำเนินงานในวัด ควรเริ่มต้นจากการฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน

ที่มา – ‘เจ้าคุณธีรวิทย์’ โพสต์อธิบายชัด ‘วัดใหญ่ในเมืองหลวง’ ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ทอฟฟีสีน้ำเงินคว้ากรีลิชยืมตัวเสริมทัพเรียบร้อย

เอฟเวอร์ตัน หรือที่แฟนบอลเรียกกันติดปากว่า ทอฟฟีสีน้ำเงิน ได้ทำการคว้าตัว แจ็ค กรีลิช ดาวเตะปีกวัย 29 ปี จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี มาร่วมทัพด้วยสัญญายืมตัวระยะหนึ่งฤดูกาลแล้ว ถือเป็นการเสริมทัพที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับทีมในถิ่นโกรดดอน

ทอฟฟีสีน้ำเงินเลือกหมายเลข 18 สื่อถึงLegends

หลังจากย้ายจากสนามเอติฮัด สเตเดียม มาเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ของทีม เจ้าตัวได้เปิดเผยถึงเบอร์เสื้อที่เขาเลือกสวมใส่ในฤดูกาลนี้ว่าคือหมายเลข 18 ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะเขาเผยว่า “นักเตะอังกฤษที่ผมชื่นชอบที่สุดคือ เวย์น รูนีย์ และ พอล แกสคอยน์ และผมก็รู้ว่า ทั้งคู่สวมเสื้อหมายเลข 18 ตอนอยู่ที่นี่”

ทำไมถึงเลือกหมายเลข 18?

ก่อนหน้านี้ กรีลิช เองก็แปลกใจกับการถูกปล่อยตัวมาจาก ซิตี แต่เมื่อรู้ว่า有机会เข้าร่วมกับ ทอฟฟีสีน้ำเงิน เขาบอกว่า “ทันทีที่ผมรู้ว่า มีการทำข้อตกลงกันแล้ว ผมก็เห็นว่า หมายเลข 18 ยังว่างอยู่ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสมบูรณ์แบบสำหรับผม และมันก็เป็นหมายเลขเดียวที่ผมจะเลือก”

การมาร่วมทีมของเขานั้น ถือว่าเป็นโอกาสใหม่ในช่วงปลายสายอาชีพของเขา และน่าจะช่วยเติมเต็มแนวรุกของทีมเจ้าบ้านในฤดูกาลนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความสามารถพิเศษบนขอบสนาม และเทคนิคในการแย่งชิงตาข่ายที่เคยโชว์ให้เห็นหลายครั้งในศึกพรีเมียร์ลีก

  • ความพร้อมของผู้เล่น: เจ้าตัวยังคงรักษาฟอร์มที่ยอดเยี่ยมไว้ และมีประสบการณ์มากมายจากการเล่นในสโมสรใหญ่
  • ส่วนแบ็กกราวด์: ประสบการณ์มากมายจากการลงเล่นในทีมชาติอังกฤษ และมีขวัญกำลังใจสูงจากแฟนบอล
  • บทบาทในทีม: เป็นส่วนหนึ่งของแนวรุก ที่เน้นความรวดเร็ว ความจัดจ้าน และการวางบอลอย่างชาญฉลาด

ทอฟฟีสีน้ำเงินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

การได้นักเตะระดับท็อปอย่าง กรีลิช เข้ามาร่วมทีม โดยเฉพาะในรูปแบบของสัญญายืมตัว ถือเป็นโอกาสทองในการปรับปรุงทีมให้แข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับต้นทุนสูง ผู้จัดการทีมอย่าง เยน ไดเซอร์ ได้แสดงความมั่นใจว่า สตาร์เก่าของทีมคนนี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับวิธีเล่นของสโมสรในถิ่นโกรดดอนได้อย่างไม่มีปัญหา

น่าจะเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับแฟนบอล ทอฟฟีสีน้ำเงิน ทั้งในและนอกสนาม เพราะการมี มิดฟิลด์อัจฉริยะเท่า กรีลิช ย่อมช่วยเพิ่มความหลากหลายในการเล่น และเปิดทางให้จังหวะชนะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

ไหนๆ ก็รอฟุตบอลแล้วล่ะ… ยิ่งมีนักเตะดังๆ มาร่วมทีมแบบช็อกขนาดนี้แหละ ต้องตามเชียร์ให้เต็มสูบ!

ที่มา – “ทอฟฟีสีน้ำเงิน” หน้าบานยืม “กรีลิช” เสริมทัพเรียบร้อย

ชบาแก้วแพ้เวียดนาม จบอันดับ 2 กลุ่มเข้ารอบตัดเชือก

ในการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่เวียดนาม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่สนามลัชไช สเตเดียม ทีม ชบาแก้ว ทีมชาติไทย ได้พบกับ เจ้าถิ่น “เวียดนาม” ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม A ซึ่งทั้งสองทีมต่างมีผลงานชนะมา 2 เกมรวด และเข้ารอบรองชนะเลิศแน่นอนแล้ว

ชบาแก้วแพ้เวียดนาม ทำให้เสียแชมป์กลุ่ม

ช่วงต้นเกมทั้งสองทีมต่างแข่งกันอย่างสนุนสนาน แต่ในนาทีที่ 36 เวียดนามสามารถทำประตูขึ้นนำได้จาก เจิ่น ติ ธู เต๋า และจบครึ่งแรกไว้ที่ 1-0 ทีมชาติไทยไม่ยอมแพ้ พยายามตั้งหลักแหลกหนักในครึ่งหลัง โดยเฉพาะช่วงท้ายเกม แต่ก็ยังเจาะแนวรับของเวียดนามไม่ได้

ฟอร์มการเล่นของชบาแก้วที่ต้องปรับปรุง

แม้จะพยายามบุกตลอดช่วงครึ่งหลัง แต่แนวรุกของ ชบาแก้ว กลับทำประตูไม่ได้เลย แถมในช่วงท้ายเกม พลอยชมพู สมนึก กองหน้าตัวเป้า ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนัก และจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนาม ส่งผลให้ทีมไทยต้องยอมแพ้ไปด้วยสกอร์ 0-1 เท่านั้น

  • นัดสุดท้ายของกลุ่ม A
  • ชบาแก้วจบอันดับ 2 กลุ่ม
  • เวียดนามคว้าแชมป์กลุ่ม

ในตอนจบของการแข่งขัน เวียดนามได้แชมป์กลุ่ม A ด้วยการชนะรวด 3 นัด ส่วน ชบาแก้ว จบอันดับ 2 ของกลุ่ม ด้วยคะแนน 6 แต้ม และจะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในฐานะทีมอันดับ 2 กลุ่ม

แม้ว่าจะเสียแชมป์กลุ่มไป แต่การผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกถือเป็นความสำเร็จที่ดีเยี่ยมสำหรับทีมชบาแก้ว แต่ทีมควรเร่งปรับแผนการเล่นและฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักเตะ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกมสำคัญในรอบต่อไป

และสำหรับรอบรองชนะเลิศจะมีขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่เวียดนาม ซึ่งแฟนบอลไม่ควรพลาด เพราะจะเป็นเกมที่น่าติดตามอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ข่าวของเรา

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ แพ้ ‘เวียดนาม’ แถมมีนักเตะเจ็บ จบอันดับ 2 กลุ่ม เข้ารอบตัดเชือก

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งหลังจากมีเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ทหารไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย โดยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นของฝ่ายกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ทหารไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การกระทำนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และไม่มีความเหมาะสมใด ๆ รวมทั้งต้องถูกประณามอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังได้ยืนยันว่าจะดูแลและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม

รมช.กลาโหมประณามเขมรกระทำไร้มนุษยธรรม

พลเอกณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ผอ.ศบ.ทก.) ตนยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

มองข้ามอันตรายไม่ได้

“เราไม่อาจมองข้ามเหตุการณ์แบบนี้ได้เลย เพราะนี่คือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลให้ทหารเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งเราขอเรียกร้องต่อประชาคมโลกเพื่อมาช่วยกดดันรัฐบาลกัมพูชา ให้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเร่งด่วน และให้ความร่วมมือกับประเทศไทยอย่างจริงจัง” รมช.กลาโหมกล่าวอย่างหนักแน่น

  • การกระทำนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ทหารไทยได้รับบาดเจ็บโดยไม่สมควร
  • ต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาออตตาวา

การประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่เพียงแค่การออกมาแสดงความเสียใจ แต่เป็นการเตือนสติอย่างลึกซึ้งว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จะส่งผลให้ความสัมพันธ์ของประเทศไทยและกัมพูชายิ่งบ่อนทำลายมากขึ้น แม้ในเวลานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะไม่ได้สู้ดีนัก แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีบทบาทในเวทีนานาชาติเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความช่วยเหลืออย่างแท้จริงในการจัดการกับปัญหาดินแดนและการรักษาความปลอดภัยของพรมแดน โดยเฉพาะการร่วมมือในการกำจัดวัตถุระเบิดที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ในพื้นที่ชายแดน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและพลเมืองตกเป็นเหยื่อจากการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของฝ่ายตรงข้าม หากไม่มีการตัดวงจรการปล่อยทุ่นระเบิดไว้ในพื้นที่ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่มีวันสิ้นสุด

เป็นเวลาหลายปีที่ประเทศไทยพยายามจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างสุภาพ โดยหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ปัญหาผ่านการเจรจาอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม หากการใช้ความรุนแรงและทรยศยังคงเกิดขึ้น ก็เป็นภารกิจของประเทศไทยที่จะต้องสู้เพื่อยืนหยัดและปกป้องประเทศชาติอย่างไม่ถอยถอย

บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชนไทย ความซื่อสัตย์ต่อแนวคิดแห่งสันติภาพ และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ มิวายมองข้ามความอุ่นใจของประชาชนและพลทหาร ที่อาจต้องเสี่ยงชีวิตในทุก ๆ วันต่อไป

หากคุณเห็นว่าเหตุการณ์นี้ควรได้รับการเรียกร้องให้หยุด และควรให้ความสำคัญมาก ๆ กับการแก้ปัญหาอย่างมีระบบ อย่าลืมแชร์ข้อมูลนี้เพื่อให้ทุกคนได้ตื่นตัวและร่วมผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

ที่มา – ‘รมช.กลาโหม’ประณาม‘เขมร’กระทำไร้มนุษยธรรม

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ดราม่าที่กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เมื่อ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล เปิดเผยว่า ชาล็อต ออสติน แอบดื้อไม่ตอบไลน์ จนทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายแห่คอมเมนต์เข้ามาให้ความเห็นอย่างคึกคัก

บอสณวัฒน์ เผย ชาล็อต แอบดื้อไม่ตอบไลน์ล่าสุด

จากกรณีที่มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ถามถึงผลงานล่าสุดของ ชาล็อต ออสติน ผ่านช่องทางไลฟ์ของ บอสณวัฒน์ ก่อนที่เขาจะเผยว่า น้องดื้อเงียบไม่ตอบไลน์เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งถือว่าผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้วชาล็อตจะตอบทันที กระทั่งในวันที่เขาสั่งงานให้น้องไปร่วมบริจาคเพื่อทหารที่เสียชีวิต และหลังจากนั้นอีกหลายวันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ

ความสัมพันธ์กับ “ฟรีน สโรชา” ก็ถูกจับตา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องน้องเข้าร่วมงานวันเกิดของ ฟรีน สโรชา ซึ่งบอสณวัฒน์ยืนยันว่าไม่ใช่เพราะความขัดแย้งกับฟรีน แต่เป็นเพราะงานนั้นมีแนวทางที่ต้องมาคุยภายในทีมก่อน และหากไม่มีการอนุมัติไปตามระบบ น้องก็ไม่ควรไป เพราะสิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ของศิลปินเอง

“งานนี้ไปมันมีเหตุผลของมัน เพราะฉะนั้นก็อย่าแหกคอก อย่าอยู่ๆ แอบไป ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่” บอสณวัฒน์กล่าวให้คำแนะนำอย่างจริงจัง

เยาวชนและความเป็นมืออาชีพ

บอสณวัฒน์ย้ำอีกว่า คนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว เพราะถ้าหากศิลปินไม่มีวินัยในหน้าที่ มีความสัมพันธ์กับทีมงาน และไม่มีความจริงใจ ก็อาจจะทำให้งานที่เคยมาอยู่กับเขาระยะหนึ่งจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

  • ศิลปินต้องอยู่กับระบบ อย่าไปทำตามใจต้องการ
  • ไม่ว่าใครก็ตามเป็นดาวก็ต้องรู้จักขอบเขตของตัวเอง
  • ภาพลักษณ์สำคัญกว่าความนิยมในบางครั้ง
  • ต้องมีวิสัยทัศน์ว่ากำลังทำอะไรอยู่ตรงไหน

สุดท้าย บอสณวัฒน์ยืนยันว่าจะไม่พักงานของน้องชาล็อตในตอนนี้ เพราะยังมีงานรออยู่หลายรายการ พร้อมกับเตรียมยื่นแจ้งเตือนเพื่อต่ออายุสัญญา เพื่อให้แน่ใจว่าน้องจะอยู่กับเขาต่อ เพราะศิลปินที่ดีต้องมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และไม่ลืมตัวไม่ว่าจะดังเพราะอะไร

จะเป็นเช่นไรต่อไปกับบทบาทของ ชาล็อต ในวงการบันเทิงไทย ติดตามข่าวสารได้ที่นี่

ที่มา – ‘บอสณวัฒน์’ เผย ‘ชาล็อต’ แอบดื้อไม่ตอบไลน์ ลั่นคนจะดังแค่ไหนอย่าลืมตัว!

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ชายชาวปากีสถานวัย 31 ปี ชื่อ นัสซิรูดิน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างเดินทางผ่านถ้ำในหุบเขาสุพัต บริเวณทางตอนเหนือของปากีสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตจังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา สิ่งที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังคือภรรยากับลูก ๆ อีกสองคน

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง

ตลอดช่วงเวลานานนับสิบปี ครอบครัวของนัสซิรูดินไม่เคยหยุดค้นหาตัวเขา ได้ส่งคนไปออกตามเงาทุกซอกทุกมุมในบริเวณหุบเขา แต่ก็ไม่เคยได้พบร่องรอยใด ๆ แม้แต่น้อย มาลิก อุเบด หลานชายของนัสซิรูดิน เปิดเผยว่า พวกลุง ป้า และลูกพี่ลูกน้องไปยังบริเวณธารน้ำแข็งหลายครั้ง หวังว่าจะกู้ร่างของนัสซิรูดินกลับมาได้สักวัน แต่ก็หมดหวังไม่สามารถเข้าถึงได้

ศพยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง

ใกล้เคียงสามทศวรรษ การตามหานัสซิรูดินก็สิ้นสุดลงในที่สุด หลังจากที่ชายคนหนึ่งชื่อโอมาร์ คาห์น ซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกะในพื้นที่ พบศพของชายที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับบัตรประชาชนที่ยังติดอยู่กับร่างกาย

“สิ่งที่ผมเห็นนั้นเหลือเชื่อมาก” คาห์นเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟัง “ศพยังคงสมบูรณ์ เสื้อผ้ายังอยู่ครบถ้วนไม่ขาดไม่ขาด”

บริเวณที่เขาอยู่นั้น เป็นธารน้ำแข็ง ซึ่งช่วยรักษาสภาพร่างกายไว้ได้อย่างดีตลอดระยะเวลายาวนาน 28 ปี เนื่องจากร่างกายได้ถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีการผุพัง และกลายเป็น “มัมมี่” ที่สมบูรณ์จนน่าอัศจรรย์

พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง นี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่น่าทึ่ง แต่ยังสื่อถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการละลายของธารน้ำแข็งจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของปากีสถานที่เคยมี ธารน้ำแข็ง หลายพันแห่ง

  • ปากีสถานมีธารน้ำแข็งมากเป็นอันดับสองของโลก
  • อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ธารละลายเร็วขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อธรรมชาติรวมถึงการค้นพบศพในกรณีนี้

มาลิก อุเบด กล่าวว่า “ในที่สุดเราก็โล่งใจแล้ว สุดท้ายเราก็ได้รับข่าวของนัสซิรูดินกลับมา แม้ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณ แต่เราก็ได้สิ่งที่รอคอยมานาน”

การค้นพบศพของนัสซิรูดินเป็นเครื่องเตือนใจว่า ธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้านของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอาจทำให้เรื่องราวจากอดีตถูกปิดไว้นานกลับมาปรากฏอีกครั้งผ่านการละลายของธารน้ำแข็ง

ที่มา – พบร่างชายที่หายตัวไป 28 ปีติดอยู่ในธารน้ำแข็ง สภาพศพสมบูรณ์เหลือเชื่อ