ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แพรรี่สงสัย! วัดพระบาทน้ำพุ เงินล้นหรือขาด?

จากกรณีข่าวออนไลน์ที่นักวิชาการศาสนาชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี มีแนวทางการรับผู้ป่วย HIV ที่แตกต่างจากเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา โดยมีการระบุถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เรื่องราวเริ่มจากญาติของผู้ป่วย HIV ที่เป็น LGBTQ+ ต้องการนำผู้ป่วยไปรักษาที่วัดพระบาทน้ำพุ เนื่องจากไม่สามารถดูแลเองได้เพราะมีงานประจำทำ เมื่อติดต่อประสานงานและเสนอเงิน 25,000 บาทเป็นค่าแรกเข้า ทางวัดกลับปฏิเสธโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดความสงสัยว่าเงินบริจาคที่ผู้คนร่วมกันทำบุญนั้นมีความหมายอย่างไร เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจอย่างมากในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา “แพรรี่ ไพรวัลย์” อดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านแฟนเพจ “ไพรวัลย์ วรรณบุตร” โดยตั้งคำถามถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างภาพลักษณ์ของวัดพระบาทน้ำพุที่มักปรากฏในสื่อว่าขาดแคลน กับข้อมูลการถือครองที่ดินกว่า 2,000 ไร่ภายใต้นามมูลนิธิ

แพรรี่ระบุข้อความว่า “ด้วยความเคารพนะคะ ภาพความขาดแคลนของวัดพระบาทน้ำพุ ที่ปรากฏในสื่อบ่อยครั้ง”

แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้นคือ “กับภาพของการถือครองที่ดินมากกว่า 2,000 ไร่ ในนามของมูลนิธิ เป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันมากเลยค่ะ สรุปแล้วเงินบริจาคของวัดมีล้นเกิน หรือมีไม่เพียงพอกันแน่คะ“ ข้อความนี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัดและการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ

แพรรี่ตั้งคำถามถึงวัดพระบาทน้ำพุ สรุปคือเงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่

ประเด็นที่แพรรี่ยกขึ้นมานั้นสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนที่มีต่อความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคขององค์กรการกุศลขนาดใหญ่ หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมวัดพระบาทน้ำพุถึงมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันในสื่อ และการถือครองที่ดินจำนวนมากนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่

ความขัดแย้งนี้ทำให้หลายคนเริ่มพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาค เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่องค์กรการกุศลต่างๆ จะได้ทบทวนและปรับปรุงระบบการจัดการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริจาค

ความโปร่งใสของวัดพระบาทน้ำพุ: เงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่?

คำถามที่แพรรี่ตั้งขึ้นไม่ได้มุ่งโจมตีวัดพระบาทน้ำพุโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามและพิจารณาถึงความรับผิดชอบขององค์กรการกุศลในการจัดการเงินบริจาคอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ การที่วัดพระบาทน้ำพุมีชื่อเสียงในการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV ทำให้ได้รับการบริจาคเป็นจำนวนมาก แต่การจัดการทรัพย์สินและการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

การบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ดี แต่การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรการกุศล ผู้บริจาค หรือสังคมโดยรวม การสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยั่งยืน

วัดพระบาทน้ำพุกับอนาคตแห่งความโปร่งใส: เงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่?

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาถึงความสำคัญของการสนับสนุนองค์กรการกุศลด้วยความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกัน การตั้งคำถามและเรียกร้องความโปร่งใสไม่ได้เป็นการทำลายศรัทธา แต่เป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ที่มา – ‘แพรรี่’ ตั้งคำถามถึงวัดพระบาทน้ำพุ สรุปคือเงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่

ไขข้อข้องใจ! ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครอง?

ยังมีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า ภัยจาก “สงคราม (War)” และกลุ่มภัยที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาแยกกันหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เป็นสิ่งที่ทำได้หรือฝ่าฝืนกฎหมาย มุมมองทางวิชาการที่น่าสนใจจากนักกฎหมายประกันภัยและนักวิชาการต่างชาติต่อกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ล่าสุด อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ มีความเห็นว่า สำหรับท่านที่คุ้นเคยกับเงื่อนไขข้อยกเว้นภัยจาก “สงคราม (War)” และกลุ่มภัยที่เกี่ยวข้อง จะพบว่า ในกรมธรรม์ประกันภัยประเภทต่างๆ มักมีข้อยกเว้นภัย ในลักษณะนี้อยู่ แต่วิธีการเขียนและการใช้ถ้อยคำมีความหมายแตกต่างกันไป และมักมีการระบุภัยหลายๆ ประเภท ทั้งภัยที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก และภัยที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมกันไว้ในข้อยกเว้นข้อเดียวกัน เช่น ยกเว้นภัยจาก “สงคราม (War)” “การกระทำของศัตรูต่างชาติ” “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์” “การรุกราน” “การกบฏ” “การแข็งข้อ” “จลาจล” “การก่อการร้าย” “สงครามกลางเมือง” ฯลฯ ซึ่งภัยต่าง ๆ ที่กล่าวมามักจะถูกเขียนรวมอยู่ในข้อยกเว้นเดียวกัน แต่เมื่อจะมีการหยิบยกมาใช้ปฏิเสธความคุ้มครอง จะต้องระบุโดยชัดแจ้งว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้รับความคุ้มครองเนื่องจากภัยตัวใด ไม่ใช่การกล่าวอ้างข้อยกเว้นทั้งข้อโดยรวม ๆ

1. ความเห็นของสำนักงาน คปภ. ที่มีการสื่อสารออกไปว่า สถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายคำว่า “สงคราม (War)” เนื่องจากมีคำถามตรงเข้ามาเป็นจำนวนมากว่า กรณีดังกล่าวถือเป็น “สงคราม (War)” แล้วหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่ากรณีดังกล่าว เป็นที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีองค์ประกอบครบถ้วนและรุนแรงจนถึงขนาดเป็น “สงคราม (War)”

แม้แนวคิดเรื่อง “สงคราม (War)” ในอนุสัญญาเจนีวา ปี 1949 จะต้องมีการรับรองหรือการสร้างสภาวะสงคราม โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านการออกประกาศสงครามเท่านั้น แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันในทางระหว่างประเทศเช่นเดียวกันว่ามีสงครามแบบที่ไม่มีการประกาศด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ หรือสื่อหลักใดในโลก ใช้คำว่า “สงคราม (War)” ส่วนใหญ่ใช้คำว่า ความขัดแย้ง “conflict” ในขณะที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ใช้คำเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า “intensifying border clashes between Thailand and Cambodia” ซึ่งแปลความได้ว่า การปะทะตามแนวชายแดน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เพราะยังมีความเห็นของนักวิชาการต่างประเทศหลายฝ่าย ที่ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ว่า แม้มีความขัดแย้งทางอาวุธ (Armed Conflict) แล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจน เรื่องระดับความรุนแรงที่สูงจนทำให้การปะทะยกระดับถึงขั้นที่เป็น “สงคราม (War)” โดยนักวิชาการหลายท่านยังเห็นว่า “สงคราม (War)” จะต้องมีองค์ประกอบเรื่องความต่อเนื่องและ ความยาวนาน (duration & intensity) ประกอบด้วย

ดังนั้น ตามหลักการตีความ ข้อยกเว้นจะต้องถูกใช้และตีความอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุที่ สำนักงาน คปภ. จึงให้ความเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่เข้าข่ายคำว่า “สงคราม (War)” ตามที่กำหนดไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย แต่หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป ย่อมต้องมีการกลับมาพิจารณากันใหม่ตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ในห้วงเวลานั้น ๆ ต่อไป

2. การตีความว่าจะเข้าข้อยกเว้นอื่นตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่นั้น สำนักงาน คปภ. ยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละประเภทของแต่ละบริษัทมีการกำหนดข้อยกเว้นในกลุ่มที่เกี่ยวกับ “War risks Exclusion” มีการใช้ถ้อยคำที่มีความหลากหลาย และแต่ละคำมีความหมายแตกต่างกัน และแยกขาดจากกัน เช่น “สงคราม (War)” “การกระทำของศัตรูต่างชาติ” “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์” “การรุกราน” “การกบฏ” “การแข็งข้อ” “จลาจล”“การก่อการร้าย”“สงครามกลางเมือง” ฯลฯ จึงต้องพิจารณาถ้อยคำตามข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย ประกอบกับข้อเท็จจริง สถานที่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปเป็นรายกรณี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีข้อพิพาทที่คู่กรณีไม่อาจหา ข้อยุติกันได้ มีแนวทางที่ใช้อยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่

1) การเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน หรือ

2) การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ในการใช้ดุลยพินิจ พิจารณาหรือการตีความถ้อยคำหรือความหมายของข้อกำหนด เงื่อนไขความคุ้มครอง และข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งหากเทียบเคียงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองปี 2553 คู่กรณีในเหตุการณ์ดังกล่าวมีข้อพิพาทในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการพิจารณาข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นจำนวนมาก แม้สถานที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ลักษณะข้อเท็จจริงในรายละเอียด เงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยการนำสืบในศาลและการกล่าวอ้างข้อยกเว้นในถ้อยคำที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ผลของคดีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งศาลได้พิเคราะห์องค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า มีทั้งคำพิพากษาของศาลที่ตีความว่า เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัย

การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เป็นสิ่งที่ทำได้หรือฝ่าฝืนกฎหมาย

หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทประกันภัยหลายแห่งที่มีความประสงค์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ในขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่า สถานการณ์ดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ หรือไม่ประสงค์ที่จะนำข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยมาต่อสู้ แต่ก็มีความกังวลในประเด็นข้อกฎหมายว่าจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 33 (10) แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 หรือมาตรา 31 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เรื่องการให้ประโยชน์อื่นเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยสุจริตของผู้รับประกันภัย ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงไม่ใช่การจ่ายประโยชน์เป็นพิเศษนอกเหนือจากไปจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งนี้ เมื่อเทียบเคียงกับคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ มีกรณีที่ศาลได้พิพากษาให้ผู้รับประกันภัยสามารถรับช่วงสิทธิ จากผู้เอาประกันภัยเพื่อไล่เบี้ยต่อผู้ขนส่ง แม้ว่าผู้รับประกันภัย จะใช้ดุลยพินิจในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ที่จะทำให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิด มาปฏิเสธความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้รับประกันภัย เป็นการจ่ายตามอำเภอใจ (British & Foreign Marine Ins. Co. v. Kilgour Steamship Co., Limited, 1910)

ทั้งนี้ อาจเพราะเหตุว่าเมื่อกล่าวอ้างข้อยกเว้นก็จะต้องมีภาระการนำสืบ ซึ่งผู้รับประกันภัยย่อมสามารถใช้ดุลยพินิจว่า จะชดใช้สินไหมทดแทน จะเจรจาประนีประนอมยอมความ หรือจะต่อสู้คดี

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” แม้ตามหลักการจ่ายในกรณีดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ เฉพาะในกรณีที่บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติของภาคธุรกิจประกันภัยของไทย

ในกรณีที่การตีความข้อตกลงคุ้มครองหรือข้อยกเว้นกรมธรรม์ประกันภัยมีความไม่ชัดเจนว่ากรมธรรม์ประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครองหรือไม่ แต่บริษัทประสงค์จะช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย และไม่ต้องการให้ผู้เอาประกันภัยเข้าใจผิดว่ากรณี ที่เกิดขึ้นต้องได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างแน่นอน บริษัทจะมีการตกลงประนีประนอมยอมความกับ ผู้เอาประกันภัย และพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยในลักษณะที่ภาคธุรกิจประกันภัยไทยเรียกกันว่า “ค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพรวมผลและกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีที่เกิดความไม่ชัดเจน บริษัทย่อมสามารถช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน โดยพิจารณาชดใช้ค่าสินทดแทนในลักษณะ “การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือ เงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment”” ได้ เพื่อให้เกิดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือให้ความช่วยเหลือ ผู้เอาประกันภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมเป็นคนกลางเข้าร่วมเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนตามความเหมาะสมต่อไป

ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย และ ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในศาล รวมทั้งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความรักความสามัคคีของคนในชาต

ไขข้อข้องใจ ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมกรุณา ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่า

เมื่อเกิดภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยจะคุ้มครองหรือไม่?

บทความนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นละเอียดอ่อนเรื่อง ภัยจาก “สงคราม” และการคุ้มครองของประกันภัย รวมถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัยในการทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเอง

ที่มา – ไขข้อข้องใจ ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมกรุณา ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่า

ยุโรปหนุนทรัมป์สร้างสันติภาพ ย้ำยูเครนต้องมีส่วนร่วม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่าผู้นำเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ สหราชอาณาจักร และฟินแลนด์ ร่วมด้วยนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ว่ามีความยินดีและชื่นชมกับความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งต้องการสร้างสันติภาพในยูเครน

ทั้งนี้ ยุโรปยืนยันจะยังคงมอบความสนับสนุนในทางการทูต ด้วยการยังคงอยู่เคียงข้างยูเครน รวมถึงการคงไว้และบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย และระบุด้วยว่า “เส้นของการติดต่อในปัจจุบันควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา” โดยไม่ได้มีการขยายความเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า การยุติข้อพิพาทระหว่างรัสเซียกับยูเครน “ต้องคุ้มครองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่สำคัญของยูเครนและยุโรป” รวมถึง “ความจำเป็นของการมีหลักประกันด้านความมั่นคงที่เข้มแข็งและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ยูเครนสามารถปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และทิ้งท้ายว่า “เส้นทางสู่สันติภาพในยูเครนไม่อาจถูกกำหนดโดยปราศจากยูเครน”

ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวหลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี ว่า “อนาคตของยูเครนไม่อาจถูกกำหนดโดยปราศจากชาวยูเครน” และ “ยุโรปเองต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจา”

ท่าทีดังกล่าวของฝ่ายยุโรปเกิดขึ้น ก่อนการพบหารือครั้งสำคัญที่รัฐอะแลสกาของสหรัฐ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในวันที่ 15 ส.ค. นี้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ยุโรปออกตัวหนุนทรัมป์สร้างสันติภาพ แต่ย้ำยูเครนต้องมีส่วนร่วม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างสันติภาพ ซึ่งล่าสุดยุโรปได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ยุโรปยังคงย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการดังกล่าว

การออกตัวหนุนทรัมป์สร้างสันติภาพในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของยุโรปที่จะเห็นความขัดแย้งในยูเครนยุติลงโดยเร็ว และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกวิถีทางที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน แต่ขณะเดียวกัน ยุโรปก็ตระหนักถึงความสำคัญของการที่ยูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ทำไมยุโรปถึงย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ?

เหตุผลสำคัญที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ คือ การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ยุโรปเชื่อว่ายูเครนควรมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง และไม่ควรถูกบังคับให้ยอมรับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยุโรปยังต้องการให้มั่นใจว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยูเครนและยุโรปด้วย ซึ่งหมายความว่า ยูเครนจะต้องได้รับการรับประกันความมั่นคงที่เข้มแข็งและน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองจากการรุกรานในอนาคต

บทบาทของยุโรปในการสนับสนุนยูเครน

ยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือยูเครนในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเงิน การทหาร และการมนุษยธรรม นอกจากนี้ ยุโรปยังได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครน และกลับสู่โต๊ะเจรจา

ยุโรปยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทางการทูตแก่ยูเครน โดยการเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซีย และพยายามที่จะหาทางออกทางการเมืองสำหรับความขัดแย้งในยูเครน

การที่ยุโรปออกตัวหนุนทรัมป์สร้างสันติภาพ แต่ย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการที่จะเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การสร้างสันติภาพเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่าย เราหวังว่าจะสามารถเห็นสันติภาพกลับคืนสู่ยูเครนได้ในที่สุด

ที่มา – ยุโรปออกตัวหนุนทรัมป์สร้างสันติภาพ แต่ย้ำยูเครนต้องมีส่วนร่วม

กนง. กำหนดดอกเบี้ย: ตลาดการเงินจับตา 13 ส.ค.นี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและธนาคารกสิกรไทยรายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้

ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงาน ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้

ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า และแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับปัจจัยลบเพิ่มเติมจากข้อมูล ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ ที่แสดงสัญญาณอ่อนแอ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และเฟด

นอกจากนี้ สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในฝั่งซื้อสุทธิในสัปดาห์นี้ ช่วยลดแรงกดดันจากความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก และเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทลดช่วงบวกเล็กน้อยเนื่องจากการปรับสถานะ (โพสิชั่น) ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ประกอบกับตลาดยังคงรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ อย่างใกล้ชิด ซึ่งการประชุม กนง. กำหนดทิศทางดอกเบี้ย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง

ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 ค่าเงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (1 สิงหาคม) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 4-8 สิงหาคม 2568 พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยมูลค่า 6,454 ล้านบาท และพันธบัตรไทยมูลค่า 2,883 ล้านบาท

สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 11-15 สิงหาคม 2568 ธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไว้ที่ 32.10-32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม กนง. กำหนดทิศทางดอกเบี้ย (13 ส.ค.) ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ และราคาทองคำในตลาดโลก

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดัชนีราคาสินค้าส่งออกและนำเข้า ตัวเลขยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนสิงหาคม และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมของจีน ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ของสหราชอาณาจักร ยูโรโซน และญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้มีผลต่อการ กนง. กำหนดทิศทางดอกเบี้ย

ตลาดการเงินจับตาประชุม กนง.กำหนดทิศทางดอกเบี้ย 13 ส.ค.นี้

ทำไมตลาดถึงจับตาการประชุม กนง. ครั้งนี้?

การประชุม กนง. ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของประเทศอื่นๆ การตัดสินใจของ กนง. จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

โดยสรุปแล้ว ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาดูการประชุม กนง. ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินโลก การตัดสินใจของ กนง. จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา – ตลาดการเงินจับตาประชุม กนง.กำหนดทิศทางดอกเบี้ย 13 ส.ค.นี้

ไทยจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ป้องกันข่าวปลอม!

ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐ คือ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่พยากรณ์สภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้อมูลแจ้งเตือนให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆได้ข้อมูลในการเฝ้าระวัง เช่น อุณหภูมิ ปริมาณฝน ความชื้น ความเร็วลม ฯลฯ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แต่รู้หรือไม่ว่า หลังได้รับการยกฐานะจาก กองอุตุนิยมวิทยา สังกัดกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มาเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ 23 มิ.ย.2485 นั้น จนถึงปัจจุบันกรมอุตุนิยิมวิทยา ไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเองเลย แต่ล่าสุดประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายเกี่ยวกับ “อุตุนิยมวิทยา” แล้ว นั่นก็คือ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก!

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) บอกว่า กระทรวงดีอี กำลังยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ซึ่งหากกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ กรมอุตุนิยมวิทยา จะมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งการที่รัฐบายกร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา เพราะกรมอุตุฯต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงคมนาคม สนามบินต่างๆ ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่กรมอุตุฯเข้าไปทำงานในพื้นที่ เรื่องวิทยุการบิน การจราจรทางอากาศ รวมกับภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถหารายได้ ซึ่งการเข้าไปให้บริการกับหน่วยงานเอกชนกับข้อมูลด้านพยากรณ์อากาศและสภาพอากาศต่างๆควรจะมีรายได้จากข้อมูลเหล่านี้ได้ เช่น จาก สายการบินต่างๆ เป็นต้น

ขณะที่รายละเอียดในเรื่อง ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ทางผู้บริหารของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ “นัฐวุฒิ แดนดี” รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ และโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกกับ “เดลินิวส์”ว่า ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ได้ยกร่างเสร็จแล้ว และได้ประชาพิจารณ์ (Public Hearings) ไปแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการนำความคิดเห็นมาปรับแก้ เมื่อเสร็จแล้วจะนำเสนอเข้ากระทรวงดีอี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบ จากนั้นนำให้สํานักงานกฤษฎีกา ตรวจว่าขัดกับกฎหมายอื่นใดหรือไม่ จากนั้นจะนำกลับมาเสนอ ครม.เห็นชอบหลักการอีกครั้งและนำเข้าให้สภาฯพิจารณาเห็นชอบ ตามกระบวนการต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยา

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้หลักๆ จะมี 3 เรื่อง โดยเรื่องที่ 1 คือพื้นที่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาในการตั้งสถานีตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาที่เป็นต้นทางของเหตุการณ์ เช่น ฝนตกบนเขา ทางกรมอุตุฯตั้งไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าไม้ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ต้องมีขั้นตอนการขออนุญาต ที่ใช้เวลานาน แต่ พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … จะให้สิทธิกรมอุตุฯเข้าไปตั้งได้ โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง มีความเสี่ยง มีน้ำท่วมบ่อยๆ แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่ต้นทางที่เป็นป่าเขา ทาง กรมอุตุฯ ไม่มีเครื่องมือตรวจวัดในพื้นที่เหล่านั้นเลย เช่น ฝนที่ตกบนเขามีปริมาณเท่าไร หากมีข้อมูลตรงนี้ จะมีให้การพยากรณ์และเตือนภัยในพื้นที่ลาดต่ำลงมา พื้นที่ทางน้ำไหล มีความแม่นย่ำมากยิ่งขึ้นในการเตือนภัยและให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนเรื่องที่ 2 ตัวกฎหมายจะมีเนื้อหาที่เอาผิดกับพวกข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ ที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ การเตือนภัยที่ไม่มีข้อมูลความจริงตามหลักวิชาการที่สร้างความตื่นตระหนกสับสนให้กับสังคม หรือ กลุ่มบุคคลที่ตั้งสำนักพยาการณ์ โดยที่ไม่มีความรู้ หรือพวกเพจ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นเพจพยากรณ์ โดยที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีหน้าที่ตามกฎหมาย

ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องนำเข้าสู่ระบบ เช่น จะต้องมีใบประกาศนียบัตร หรือมีการตั้งเป็นสถาบัน ที่มีความน่าเชื่อถือ ฯลฯ หรือต้องมีการมาอบรมกับกรุมอุตุฯ และมีการออกใบอนุญาต เพื่อให้สามารถไปดำเนินการเป็นผู้พยากรณ์ได้ โดยมีกรมอุตุฯเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนที่จะพยากรณ์ จะต้องมีความรู้และการรับรองในเรื่องนี้ก่อน มีการผ่านหลักสูตร เป็นต้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีการดำเนินการในลักษณะนี้ รวมถึงทางผู้ประกาศด้วยที่ต้องมีการผ่านหลักสูตร เพื่อจะได้ใบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นผู้ประกาศด้านนี้

พยากรณ์อากาศ

“ที่ผ่านมามีคนออกมาพยากรณ์ โดยที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ มีการแชร์เฟกนิวส์ เช่น บอกจะเกิดสึนามิ ที่ จ.ภูเก็ต จนเกิดความตื่นตระหนัก นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน ยกเลิกจองโรงแรม ส่งผลให้เศรฐกิจพื้นที่เสียหาย แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความผิดหรือรับโทษอะไร เมื่อมีกฎหมายใครที่ออกมาพยากรณ์ ต้องมีความรับผิดชอบที่ออกมาพยากรณ์ ไม่ใช่ฟังคนพูดมาแล้วมาแต่งเติมกับการพูดของตนเองจึงเกิดความตื่นตระหนก แม้ที่ผ่านมากรมอุตุฯ จะประสานกับ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และกระทางดีอี เพื่อแก้ข่าว หรือชี้แจ้งข้อเท็จจริงกับการพยากรณ์ที่ไม่มีข้อมูลจริงอยู่ตลอด แต่การพยากรณ์อากาศผิดๆ ก็ยังมีออกมามากและต่อเนื่อง” โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอก

ขณะที่เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น งานด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน สนามบินต่างๆ หอบังคับการบินในพื้นที่ต่างๆ หรืองานด้านกราว์ด เซอร์วิส ที่เกี่ยวข้อง ส้วนใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน ซึ่งก็ต้องมีใบเซอร์ หรือใบประกาศ ว่ามีต้องความรู้ด้านนี้ ถึงจะทำงานด้านนี้ได้ ซึ่งในต่างประเทศมีการบังคบใช้มานานแล้ว แต่ไทยยังไม่มี

“งานด้านการบินเป็นเชิงพาณิชย์ แต่กรมอุตุฯเป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จะแบ่งแยกชัดเจน โดยหน่วยงานรัฐจะเกี่ยวข้องกับภัยที่จะเกิดกับประชาชน จะเป็นหน่วยงานรัฐรับผิดชอบเตือนภัย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น ด้านการบิน ด้านการพยากรณ์เฉพาะทาง หรือเฉพาะเรื่อง จะมีสถาบันที่แยกออกมา สามารถที่เรียกเก็บเงินจากข้อมูลที่ให้ได้ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ก็มีเนื้อหาอยู่ใน ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ด้วย

ต่อไปถ้ากฎหมายออกมาบังคับใช้หน่วยงานเอกชน ที่นำข้อมูล ด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดใน พ.ร.บ.การเดินอากาศ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีกฎหมายลูก ที่จะมาเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องเป็นราว ทำให้การหารายได้ในส่วนนี้ยังทำไม่ได้

พยากรณ์อากาศ

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกอีกว่า ส่วนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ว่า เนื้อหาบางเรื่องอาจไปคาบเกี่ยวกับกฎหมาย และภารกิจของหน่วยงานอื่นๆที่มีอยู่ ก็มีขอให้ปรับและพิจารณาว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.อื่นๆที่มีอยู่หรือไม่ ทางกรมอุตุฯก็รับฟังและนำมาปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน และจะสรุปความเห็นต่างๆ เพื่อให้ทาง สํานักงานกฤษฎีกา เพื่อเชิญหน่วยงานที่มีความเห็นดังกล่าวมาหารือ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน หรือเป็นเรื่องเสริมที่กรมอุตุฯต้องทำ ซึ่ง สํานักงานกฤษฎีกา จะเป็นผู้พิจารณาเพื่อไม่ให้กฎหมายซ้ำซ้อนกัน

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า หากฎหมายผ่าน สํานักงานกฤษฎีกา และกลับมาเข้า ครม. เห็นชอบหลักการอีกครั้ง ก็จะเป็นไปตามกระบวนการ ผ่านไปยังสภาผู้แทนฯ และสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าจะใช้เวลาเป็นปีหากผ่านจึงจะมีการประกาศใช้

สุดท้ายแล้วตามไทม์ไลน์ที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ หากทุกอย่างผ่าน อาจจะเป็นช่วงก่อนสิ้นปี 69 กฎหมายฉบับนี้คาดว่าอาจจะออกมาบังคับใช้ได้.

ทำไมต้องมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา?

การมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา จะช่วยให้กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัด และการจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก หนึ่งในเป้าหมายหลักของ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา คือการป้องกันข่าวปลอม

พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรกของไทย

ประเทศไทยกำลังจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัย คาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ก่อนสิ้นปี 2569 หากไม่มีอะไรผิดพลาด

การมีกฎหมายนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการพยากรณ์อากาศของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้านอุตุนิยมวิทยา

ที่มา – ไทยจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก ปราบเฟกนิวส์พยากรณ์ทำตื่นตระหนก

ทนายเกิดผล รู้ตัวคนใส่ร้ายหลวงพ่ออลงกต จ่อฟ้อง!

จากกรณี “หลวงพ่ออลงกต” รับเซ็นเอกสารอ่านไม่ถี่ถ้วน ยันหากตำรวจพบความผิด “หมอบี” ก็จะดำเนินคดีเช่นกัน รับท้อใจคนทำบุญน้อยลง ชี้ให้รอวัด และ “หมอบี” แถลงพร้อมกันภายใน 7 วัน จะได้รับคำตอบแน่นอน ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” โดยยืนยันว่ากำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่กล่าวหาหลวงพ่ออลงกต พร้อมขอให้พิจารณาด้วยสติปัญญาและเหตุผล

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “2-3 วันที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายความของหลวงพ่ออลงกต และของวัดพระบาทน้ำพุ ก็ได้ทำหน้าที่ในส่วนนี้เต็มที่ ตามข้อมูลและพยานหลักฐาน แต่ในอีกฐานะหนึ่ง คือ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อ ก็มีเรื่องที่อยากพูดคุยผ่านเพจนี้ ไปถึงลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อทุกคน เข้าใจว่าหลายท่านก็คงติดตามข่าวประเด็นนี้อยู่ แต่อยากให้ทุกท่านไม่ต้องกังวลใจ ในรูปของคดีเอง ผมเองก็ได้มีการเตรียมความพร้อมอยู่ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม”

อีกทั้ง “ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนไม่มีความแน่นอน มียศก็เสื่อมยศ มีลาภก็เสื่อมลาภ มีนินทาก็ย่อมมีสรรเสริญ เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีอะไรเกินไปกว่าความเป็นจริง อย่าไปหวั่นไหวในความมั่นคงของความศรัทธา แต่ก็อย่าศรัทธาจนเกิดอคติ เพราะรักโลภโกรธหลงจะเกิดเหตุ ที่พิจารณาถึงปัจจัยและเหตุผล เราต้องตั้งสติพิจารณาตามเหตุตามผล”

นอกจากนี้ “รับฟังทุกอย่าง แล้วนำมาพิจารณาด้วยสติปัญญาและเหตุผล ว่าสิ่งที่เราได้ยินมา กับตาที่เราเห็นตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาของหลวงพ่อ ท่านเห็นเป็นเช่นไร ดังนั้น สิ่งที่คนอื่นพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่ไม่ดี จะเป็นการให้ร้ายหรือโจมตี เราก็ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญา ตามที่หลวงพ่อเคยสอนอยู่เสมอ ส่วนเรื่องมีคนพยายามให้ร้ายป้ายสีหลวงพ่อ ด้วยการสร้างเพจและสร้างอวตารขึ้นมาโจมตี ตรงนี้ลูกศิษย์ทุกท่านไม่ต้องกังวลใจครับ ผมพอจะรู้แล้วว่าเป็นใคร และมีข้อมูลเพียงพอ”

อย่างไรก็ตาม “ตอนนี้มันมีเรื่องราวมากมาย ที่หลวงพ่อและผม กำลังเตรียมข้อมูลมอบให้กับทางราชการ จึงไม่มีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องอื่น ดังนั้น เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง สำหรับเพจปลอมเพจอวตาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายหลวงพ่อ ผมรู้แล้วว่าเป็นใครและคงจะต้องมีการดำเนินการไปตามกฎหมายเร็วๆ นี้ครับ”

จากกรณีที่มีการกล่าวหา “หลวงพ่ออลงกต” ทนายชื่อดังอย่าง ทนายเกิดผล ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชื่อเสียงของหลวงพ่อ

ทนายเกิดผล ยันรู้แล้วฝีมือใครใส่ร้ายป้ายสี จ่อดำเนินคดีคนกล่าวหา ‘หลวงพ่ออลงกต’

ล่าสุด ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าทราบถึงตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสี หลวงพ่ออลงกต แล้ว และเตรียมที่จะดำเนินคดีทางกฎหมายกับบุคคลดังกล่าว

ทนายเกิดผล ลั่น! เตรียมฟ้องคนใส่ร้าย ‘หลวงพ่ออลงกต’

ทนายเกิดผล ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยันว่าขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา หลวงพ่ออลงกต โดยขอให้ลูกศิษย์และผู้ที่ติดตามข่าวสารพิจารณาเรื่องนี้ด้วยสติปัญญาและเหตุผล

ทนายเกิดผล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะลูกศิษย์ของ หลวงพ่ออลงกต ขอให้ทุกคนอย่ากังวลใจ เพราะทีมทนายความกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้พิจารณาทุกสิ่งอย่างด้วยสติและเหตุผล ตามคำสอนของหลวงพ่อ

นอกจากนี้ ทนายเกิดผล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการสร้างเพจปลอมและบัญชีอวตารเพื่อโจมตีหลวงพ่อว่า ไม่ต้องกังวลใจ เพราะทราบแล้วว่าเป็นใคร และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่ออลงกตและความเคลื่อนไหวของ ทนายเกิดผล แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การมีสติและใช้เหตุผลในการวิเคราะห์จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายป้ายสีและการโจมตีที่ไม่เป็นธรรม

ขอบคุณข้อมูล : ทนายเกิดผล แก้วเกิด

ที่มา – ‘ทนายเกิดผล’ ยันรู้แล้วฝีมือใครใส่ร้ายป้ายสี จ่อดำเนินคดีคนกล่าวหา ‘หลวงพ่ออลงกต’

มาเลเซียพร้อมไกล่เกลี่ย ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องการความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ล่าสุด มาเลเซียได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาในภาคใต้ของไทยว่าเป็นกิจการภายในของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ดี รัฐบาลมาเลเซียมีการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ และมีการแสดงความมุ่งมั่นจากรัฐบาลไทยที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติความตึงเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของผู้นำไทย ความพยายามเสาะแสวงหาสันติภาพและความมั่นคงจะดำเนินต่อไป เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนา การศึกษาศาสนาอิสลามเข้มแข็งขึ้น และภาษามลายูได้รับการส่งเสริมต่อไป ความเชื่อมั่นนี้เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อกระบวนการสันติภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มาเลเซียพร้อมไกล่เกลี่ย ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

การให้ความเห็นดังกล่าวของผู้นำมาเลเซียเกิดขึ้นหลังสื่อท้องถิ่นหลายแห่งรายงานว่า ชุมชนชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทยร้องขอให้อันวาร์เข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางสร้างสันติภาพ เพื่อยุติความขัดแย้งยืดเยื้อ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การร้องขอนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างแรงกล้าของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น

การที่มาเลเซียแสดงความพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ นับเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมาเลเซียมีความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของพื้นที่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การที่มาเลเซียมีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งรัฐบาลไทยและกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ อาจทำให้มาเลเซียสามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาที่สร้างสรรค์ได้

บทบาทของมาเลเซียในการไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม การไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งประเด็นทางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ประสบความสำเร็จ รัฐบาลไทยและกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ต้องเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน และพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อหาทางออกร่วมกัน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
  • การส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรม
  • การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและโปร่งใส

การแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าสันติภาพและความสงบสุขสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ถึงแม้ว่ามาเลเซียจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – มาเลเซียพร้อมเป็นคนกลาง ไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก

โคจิ เกียวโตคุ เฮดโค้ชทีมฟุตบอลหญิงกัมพูชา มองว่า เวียดนาม มีรูปแบบการเล่นน่าประทับใจกว่าทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม

รอบแรก กลุ่ม A นัดที่ 2 วันที่ 9 ส.ค.68 ทีมชาติไทย ชนะ กัมพูชา 7-0 หลังจากนัดแรก กัมพูชา แพ้ อินโดนีเซีย 0-6 ทำให้ 2 นัด กัมพูชา โดนยิง 13 ลูก

หลังเกม โคจิ เกียวโตคุ โค้ชชาวญี่ปุ่น ของทีมชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทั้ง “เวียดนาม และ ไทย ต่างก็แข็งแกร่งกว่า กัมพูชา แต่หากต้องเปรียบเทียบกัน แต่ถ้าต้องเปรียบเทียบ ผมคิดว่า เวียดนาม มีรูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจกว่า ไทย”

กุนซือชาวญี่ปุ่น ที่เคยมาคุม อ่างทอง เอฟซี และเพิ่งถูกแต่งตั้งคุมทีมบอลหญิงกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. กล่าวอีกว่า ตนยังไม่มีเวลาทำงานกับทีมมากนัก แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ผู้ช่วยโค้ชเป็นคนรับผิดชอบงานทั้งหมด วันนี้ทีมกัมพูชาเปลี่ยนแปลงในแผนการเล่น และพยายามกดดันคู่แข่งให้มากที่สุด ส่วนเกมสุดท้ายกับ อินโดนีเซีย เป้าหมายคือต้องชนะ

สำหรับรอบแรก ทั้ง ไทย และ เวียดนาม ต่างชนะ 2 นัดรวด เข้ารอบรองชนะเลิศ แน่นอนแล้ว ไทย ชนะ อินโดนีเซีย กับ กัมพูชา 7-0 ทั้ง 2 นัด ส่วน เวียดนาม ชนะ กัมพูชา 6-0, ชนะ อินโดนีเซีย 7-0

นัดสุดท้าย วันที่ 12 ส.ค. เวลาไทย 19.30 น. ไทย พบ เวียดนาม แย่งแชมป์กลุ่ม ไทยขอแค่เสมอ จะได้แชมป์กลุ่ม.

จากผลการแข่งขันที่ทีมชาติไทยเอาชนะกัมพูชาไป 7-0 ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของโค้ชกัมพูชาที่มีต่อทีมชาติไทยและเวียดนาม ในฐานะที่เป็นทีมคู่แข่งในระดับอาเซียน โค้ชกัมพูชาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาประทับใจในรูปแบบการเล่นของทีมชาติเวียดนามมากกว่าทีมชาติไทย ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและอาจส่งผลต่อการวางแผนการเล่นของทีมกัมพูชาในอนาคต

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก

ความเห็นของโค้ชกัมพูชาที่ว่า โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก นั้นอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเล่น, แทคติกที่ใช้ หรือแม้แต่ศักยภาพของนักเตะแต่ละคน การที่โค้ชให้ความสำคัญกับรูปแบบการเล่นของเวียดนามมากกว่า อาจเป็นเพราะเวียดนามมีระบบทีมเวิร์คและความเข้าใจในเกมที่สูงกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาอาจต้องพัฒนาต่อไป

ทำไมโค้ชกัมพูชาถึงมองว่าชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก?

การวิเคราะห์ของโค้ชอาจมาจากการเปรียบเทียบเกมที่กัมพูชาลงเล่นกับทั้งสองทีม การที่กัมพูชาเสียประตูให้กับไทยถึง 7 ลูก อาจไม่ได้หมายความว่าไทยแข็งแกร่งน้อยกว่าเวียดนามเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะแทคติกที่ไทยใช้ในวันนั้นเหมาะสมกับการรับมือกับกัมพูชามากกว่า ในขณะที่เวียดนามอาจมีรูปแบบการเล่นที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทำให้โค้ชกัมพูชารู้สึกประทับใจมากกว่า

นอกจากนี้ การที่โค้ชกัมพูชาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน อาจทำให้เขายังไม่มีเวลาศึกษาทีมชาติไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน การประเมินทีมคู่แข่งจึงอาจยังไม่สมบูรณ์มากนัก อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของโค้ชก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสามารถนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงทีมชาติไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก เป็นประเด็นที่กระตุ้นให้เราหันมามองและวิเคราะห์ทีมชาติไทยอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง, จุดอ่อน หรือแนวทางการพัฒนาในอนาคต เพื่อให้ทีมชาติไทยสามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติต่อไป

สำหรับแฟนบอลชาวไทย นี่เป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันส่งกำลังใจและสนับสนุนทีมชบาแก้วให้พัฒนาและสร้างผลงานที่ดีขึ้นในอนาคต มาร่วมเชียร์และให้กำลังใจนักเตะของเรากันนะครับ!

ที่มา – หลังโดนไทย 7 ลูก! ‘โค้ชกัมพูชา’ ชี้ ‘ชบาแก้ว’ รูปแบบเป็นรอง ‘เวียดนาม’

ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025: เทคโนโลยีเปลี่ยนเหมืองไทย

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2566 ทีมงานจากจีนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหนือจริงในเหมืองแห่งนี้ของไทย พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขุดแร่ แต่มาเพื่อภารกิจ “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” ดั่งเรื่องเล่าของชายชราผู้โง่เขลาในนิทานพื้นบ้านจีนอันโด่งดัง และ “ผู้ย้ายภูเขา” ในครั้งนี้คือ ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการทำเหมืองแบบขนานยูคอน ( YUKON ) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสถาบันระบบอัตโนมัติ ( Institute of Automation ) และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ( CAS )

หกองค์กรผนึกกำลัง พัฒนามาตรฐานร่วมกัน

ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นจากความต้องการในการเปลี่ยนผ่านของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ( SCG ) กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี เอสซีจีกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความเสี่ยง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ต่ำ จึงสนใจร ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการทำเหมืองแบบขนานยูคอนจากจีน โดยระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ ( AI large models ) สามารถคุมกระบวนการทำเหมืองที่สำคัญได้อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ มอบโซลูชั่นที่ครบวงจรให้กับเอสซีจีในการยกระดับการดำเนินงาน

เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากจากสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ ( กรุงเทพ ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ( CAS Innovation Cooperation Center ( Bangkok ) ) เมื่อปี 2565 บริษัทเอสซีจี, สถาบันระบบอัตโนมัติ ,สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน, เวย์ทัส ( WAYTOUS ), เอไอเอส ( AIS ), หัวเว่ย ( Huawei ) และ อวี่ทง ( Yutong ) จึงลงนามในข้อตกลงความร่วมมือองค์กร และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโครงการนี้ ที่ไม่ใช่เพียงการส่งออกเครื่องจักร แต่คือการส่งออก “สมองอัจฉริยะ” ระบบโซลูชันครบวงจรเพื่อการทำเหมืองอัตโนมัติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การย้าย “สมองอัจฉริยะ” จากจีนมาติดตั้งในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงเริ่มต้นโครงการ ทีมวิศวกรจีนและไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านวัฒนธรรม มาตรฐานการทำงาน และระบบเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ความล่าช้าในการสื่อสารของรถบรรทุกเหมืองเกินค่ามาตรฐาน ความยากในการปรับข้อมูลฝึกสอนเอไอให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และความขัดแย้งระหว่างกระบวนการทำงานกับตรรกะของอัลกอริทึม

วิศวกรจากทั้งสองประเทศจึงต้องจัดประชุมหารือหลายครั้ง ปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทำการจำลองสถานการณ์ และลงพื้นที่ทดสอบจริง ช่วยให้ระบบเอไอค่อย ๆ ปรับจูนเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำเหมืองจริงได้อย่างแม่นยำในที่สุด

ต้นปี 2567 รถบรรทุกเหมืองแร่ไร้คนขับชุดแรกได้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ทำเหมืองอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเสร็จสิ้นโครงการเหมืองอัจฉริยะที่สร้างขึ้นร่วมกันระหว่างบุคลากรเทคโนโลยีจีนและทีมงานเอสซีจี โดยเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลากหลายครั้งแรกในไทย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ โมเดลขนาดใหญ่ และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

เหมืองชาญฉลาด ด้วยพลังของ “นักขุดเอไอ” และ “สมองที่อัจฉริยะที่สุด”

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์ไร้คนขับของอวี่ทง ซึ่งติดตั้งระบบปฏิบัติการเหมืองแบบขนานอัจฉริยะยูคอนได้แปรสภาพเป็น “นักขุดเอไอ” ที่ทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รถเหล่านี้นำทางได้อย่างแม่นยำ บรรทุกและขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้ด้วยตนเอง

นวัตกรรมนี้ได้พลิกโฉมข้อจำกัดของการปฏิบัติงานแบบใช้แรงงานคนอย่างสิ้นเชิง รถแต่ละคันสามารถทำงานได้นานขึ้นอีกประมาณ 2 ชั่วโมงต่อกะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 16% ขณะเดียวกัน จำนวนแรงงานภาคสนามก็ลดลงโดยตรงถึง 50% ช่วยให้เหมืองประหยัดต้นทุนแรงงานได้เกือบ 1 ล้านบาทต่อปี

ในด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมากแล้ว อัลกอริทึมการขับขี่อัตโนมัติของเอไอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเวลาสตาร์ตและหยุดรถ เส้นทางการวิ่ง และความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสิ้นเปลืองพลังงานที่มักเกิดจากการขับขี่ด้วยคน เช่น การเร่งเครื่องกระทันหันหรือการจอดรอโดยไม่ดับเครื่อง ส่งผลให้การใช้พลังงานโดยรวมลดลงถึง 20%

การดำเนินโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว” ( Bio-Circular-Green ) ของไทย และได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัทเอกชนอย่างเอสซีจีและเอไอเอส

โครงการยังได้รับการบรรจุไว้ในคลังโครงการสาธิตของศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างจีนกับไทย อันเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขยายผลในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ฐานโลจิสติกส์ หรือแวดวงอื่น วิสัยทัศน์ความร่วมมือเพื่ออนาคต

เหมืองอัจฉริยะที่สระบุรี ถือเป็นโครงการขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรกที่เทคโนโลยีเอไอของจีนได้ก้าวออกสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน ทั้งยังเปิดทางสู่การขยายตลาดไปต่างประเทศ และไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการส่งออกมาตรฐานและเทคโนโลยีแบบบูรณาการด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีเอไอของจีนสามารถก้าวข้ามพรมแดน สร้างคุณค่าหลักให้กับพันธมิตรในด้านความปลอดภัย ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

( เรียบเรียงโดย Xu Yuan with Xinhua Silk Road, https://en.imsilkroad.com/p/346889.html )

ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025: เทคโนโลยีจีนปฏิวัติเหมืองปูนซีเมนต์ในไทย

โครงการ “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

อนาคตของการทำเหมืองด้วย “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025”

เทคโนโลยีนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การพัฒนา AI และระบบอัตโนมัติจะยังคงก้าวหน้าต่อไป และเราจะได้เห็นการนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” เทคโนโลยีจีนปฏิวัติเหมืองปูนซีเมนต์ในไทย

ส.บอล ล้มแผนศุภฯ! เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก

จากที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงเงินจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในโครงการ ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 3.0 ที่ประเทศไทยได้รับ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 97 ล้านบาท) เตรียมจะนำไปรวมกับเงินของโครงการฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 4.0 ที่จะได้ในช่วงปี 2027 อีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 194 ล้านบาท ซึ่งฟีฟ่าแนะนำให้เอาไปสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลอย่างเป็นทางการให้กับประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ มาดามแป้ง เคยเปิดเผยไว้ว่ามีแผนนำเงินฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 3.0 ไปใช้ในการปรับสนามศุภชลาศัย ให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า แผนนี้ได้หยุดชะงักไป เนื่องจากปัญหาระหว่าง กรมพลศึกษา ที่เช่าพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของสถานที่ ยังไม่สามารถเคลียร์พื้นที่กันได้ นอกจากนี้ทางจุฬาฯ มีแผนที่จะรีโนเวทสนามศุภชลาศัยอยู่แล้ว ทำให้การดำเนินการสร้าง ศูนย์ฝึกฟุตบอล แห่งใหม่มีความจำเป็น

ทำให้ทางสมาคมบอลไทยฯ มีแผนที่จะนำเงินดังกล่าวไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลไทยแทน ปัญหาคือ จะไปสร้างศูนย์ฟุตบอลที่ไหน การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของวงการฟุตบอลไทย เพราะ ศูนย์ฝึกฟุตบอล ที่มีมาตรฐานจะช่วยยกระดับการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาได้ในระยะยาว

ในปลายยุคของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้เดินหน้าเรื่องของพื้นที่ที่จะสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ เซ็นบันทึกข้อตกลงในการใช้พื้นที่ 140 ไร่ ในตําบลแพรกษา อําเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ สัญญา 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ในยุคของ มาดามแป้ง นั้น ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจ มีความเห็นว่าการจะไปสร้างศูนย์ฝึกในพื้นที่ดังกล่าว จะทำให้งบประมาณบานปลาย เนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะกับการสร้าง ศูนย์ฝึกฟุตบอล ทำให้ตอนนี้สมาคมฯ จำเป็นจะต้องมองหาพื้นที่ใหม่ที่จะสร้างศูนย์ฝึกแทน และพร้อมเปิดให้ภาครัฐ หรือภาคเอกชน ที่มีพื้นที่ในละแวกใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ หรืออยู่ในปริมณฑล เข้ามาพูดคุยกับสมาคมฯ

ส.บอล ล้มแผนรีโนเวท ‘ศุภชลาศัย’ เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก

การล้มแผนรีโนเวทสนามศุภชลาศัยและการเดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึกใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว แม้ว่าการหาพื้นที่ที่เหมาะสมอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน

แล้วสมาคมฯ จะเลือกพื้นที่แบบไหนเพื่อสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งใหม่?

คำถามสำคัญคือ สมาคมฯ จะพิจารณาปัจจัยใดบ้างในการเลือกพื้นที่สำหรับ ศูนย์ฝึกฟุตบอล แห่งใหม่ นอกจากเรื่องของทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทางแล้ว สภาพแวดล้อมโดยรอบ งบประมาณในการก่อสร้าง และศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้สนับสนุน จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทยโดยรวม

  • ทำเลที่ตั้ง: ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะสมกับการฝึกซ้อม
  • งบประมาณ: ควบคุมค่าใช้จ่าย
  • ศักยภาพ: พัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต

การสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งใหม่ ไม่ใช่แค่การสร้างสนาม แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของวงการฟุตบอลไทย สมาคมฯ ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ส.บอล’ ล้มแผนรีโนเวท ‘ศุภชลาศัย’ เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก