ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS

ศึก RWS ที่เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา คู่เอกเป็นการพบกันระหว่าง ตะเภาแก้ว สิงห์มาวิน กับ หนึ่งล้านเล็ก จิตรเมืองนนท์ ผลปรากฏว่า ตะเภาแก้ว เป็นฝ่ายชนะคะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ป้องกันแชมป์ราชดำเนิน รุ่นเวลเตอร์เวท เอาไว้ได้อย่างสวยงาม

แม้ว่าในไฟต์นี้ หนึ่งล้านเล็ก จะโดนเข่าของตะเภาแก้วเข้าอย่างจังตลอด 5 ยก แต่ด้วยหัวใจนักสู้ที่เกินร้อย ทำให้เขาไม่ยอมแพ้ เดินหน้าบดบี้ แลกหมัดกับตะเภาแก้วอย่างดุเดือดจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้ทาง RWS ตัดสินใจมอบโบนัสพิเศษสำหรับการชกที่ดุเดือดให้ทั้งคู่ คนละ 250,000 บาท

แต่ความมันส์ของไฟต์หยุดโลก “ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS” ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะ “คุณแบงค์” เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ บิ๊กบอสแห่ง RWS ตัดสินใจเพิ่มโบนัสให้ทั้งคู่แบบคูณสอง! นั่นหมายความว่า หนึ่งล้านเล็ก ได้รับเงินจากไฟต์นี้ไปทั้งสิ้น 500,000 บาท (ยังไม่รวมค่าตัวที่ได้รับอยู่แล้ว)

ในส่วนของ ตะเภาแก้ว นั้น นอกจากจะได้รับโบนัสจากการชนะ 500,000 บาทแล้ว ยังได้รับโบนัสพิเศษจากการชกที่ดุเดือดอีก 500,000 บาท รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 1,000,000 บาท หรือ 1 ล้านบาทนั่นเอง! และแน่นอนว่ายังไม่รวมค่าตัวที่เขาจะได้รับอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไฟต์ “ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS” นี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ RWS ที่มีการมอบ “ดับเบิล โบนัส” หรือโบนัสคูณ 2 ให้กับนักมวย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากหัวใจนักสู้ที่ไม่มีใครยอมใครของทั้ง ตะเภาแก้ว และ หนึ่งล้านเล็ก ที่ทำให้ไฟต์นี้ออกมาสนุกสุดมันส์ ดุเดือดเลือดพล่าน และตรึงคนดูให้อยู่หน้าจอได้ตลอดทั้ง 5 ยกอย่างแท้จริง

ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS

เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่น่าจดจำสำหรับทั้งคู่ และเป็นไฟต์ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนมวยอย่างมาก การตัดสินใจมอบโบนัสพิเศษครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของ RWS ที่มีต่อนักกีฬา และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมวยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

อะไรที่ทำให้ไฟต์ ตะเภาแก้ว vs หนึ่งล้านเล็ก พิเศษขนาดนี้?

  • หัวใจนักสู้ของทั้งคู่: ทั้งตะเภาแก้วและหนึ่งล้านเล็กต่างก็แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อความยากลำบาก
  • ความดุเดือดของการชก: การแลกหมัดและเข่ากันอย่างไม่ยั้ง ทำให้ไฟต์นี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร้าใจ
  • การตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมของ RWS: การมอบดับเบิลโบนัสเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักมวย

ไฟต์ ตะเภาแก้วรับ1ล้าน! หนึ่งล้านเล็กฟาด5แสนศึกRWS ครั้งนี้ จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของ RWS อย่างแน่นอน ในฐานะของการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความมันส์ ดุเดือด และความประทับใจ และหวังว่าเราจะได้เห็นแมตช์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “ตะเภาแก้ว” รับ 1 ล้าน “หนึ่งล้านเล็ก” ฟาด 5 แสน! ดับเบิลโบนัสแตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ศึก RWS

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มอบกำลังใจทหารกล้า

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผวจ.อุทัยธานี และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีต รมช.มหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจ พลทหารพิตรพิบูล รามคำ ทหารกล้าวัย 19 ปี ชาวอำเภอบ้านไร่ จ.อุทัยธานี ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ

หลังจากเข้ารับการรักษาจนหายดีแล้ว พลทหารพิตรพิบูล ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาที่บ้านเกิดในตำบลห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี โดยคณะผู้เยี่ยมได้มอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทั้งเป็นการตอบแทนคุณงามความดีและความเสียสละของพลทหารที่ได้ทำเพื่อประเทศชาติในครั้งนี้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ผู้บริหารระดับสูงมอบให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้เป็นตัวแทนในการมอบขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับทั้งตัวทหารและครอบครัว

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี มอบเงิน-สิ่งของกำลังใจทหารกล้าวัย 19 ปี สมรภูมิภูมะเขือ

การลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจพลทหารพิตรพิบูล รามคำ โดยคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ทหารที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ การมอบเงินและสิ่งของเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น และยังเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณและความซาบซึ้งในความเสียสละของพวกเขา

สิ่งที่ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ทำเพื่อทหารกล้า

  • เยี่ยมและให้กำลังใจถึงบ้านเกิด
  • มอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
  • แสดงความขอบคุณในความเสียสละ

การกระทำของคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลและให้ความสำคัญกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เราควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่มา – ‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์-ผู้ว่าฯอุทัยธานี’ มอบเงิน-สิ่งของกำลังใจทหารกล้าวัย 19 ปี สมรภูมิภูมะเขือ

เขากระโดง: เพิกถอนที่ดินไม่ได้? รฟท. ไร้แผนที่!

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างว่ามีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เวนคืนที่ดินพื้นที่เขากระโดง ล่าสุดมีเอกสารที่น่าสนใจเผยแพร่ออกมา

เอกสารดังกล่าวเป็นบันทึกข้อความจากนายสุชาติ เต็งสุวรรณ ผอ.สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดิน ถึงอธิบดีที่ดิน ลงวันที่ 18 มีนาคม 2552 เกี่ยวกับการเพิกถอนโฉนดที่ดินในเขตที่ดิน รฟท. บริเวณเขากระโดง ซึ่งเป็นผลการสอบสวนของคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ในพื้นที่ประมาณ 5,083 ไร่ ที่อาจออกโดยไม่ชอบในเขตที่ดินของการรถไฟฯ

ประเด็นสำคัญคือ กรมที่ดินเห็นว่าไม่สามารถเพิกถอนที่ดินและยุติเรื่องสอบสวนได้ เนื่องจาก รฟท. ไม่สามารถนำส่งรูปแผนที่ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี พ.ศ. 2462 มาแสดงได้ โดย รฟท. ได้ส่งแผนที่นครราชสีมา (บุรีรัมย์) ของกรมแผนที่ทหาร พ.ศ. 2464 มาแทน ซึ่งระบุว่า “ค้นหาไม่พบ เนื่องจากเวลาได้ผ่านมานานถึง 85 ปีเศษแล้ว”

กรมที่ดินจึงไม่เชื่อว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวอยู่ในแนวเขตทางรถไฟตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงฯ 2462

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกข้อความจากนายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ ผอ.สำนักมาตรฐาน กรมที่ดิน ถึงอธิบดีกรมที่ดิน ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2567 แจ้งเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนกับที่ดิน รฟท. เกี่ยวกับผลการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อตรวจสอบที่ดินในตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 992 ฉบับ ว่าออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คณะกรรมการสอบสวนฯ พบว่า แผนที่ที่ รฟท. นำไปใช้ในศาลปกครองกลางและศาลฎีกานั้น น่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่แผนที่ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินฯ พ.ศ. 2464 แต่เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปี 2531 และ 2539 ตามมติคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน

ก่อนหน้านี้ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีที่ดินในขณะนั้น ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 เรื่องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของ รฟท. แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจาก รฟท. ไม่สามารถจัดส่งหลักฐานแผนที่ที่กำหนดแนวเขตทางรถไฟตามพระราชกฤษฎีกาฯ 2462 และไม่มีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ 2464

เขากระโดง: เพิกถอนที่ดินไม่ได้? รฟท. ไร้แผนที่!

ไขปมปัญหาที่ดินเขากระโดง: ทำไมเพิกถอนไม่ได้?

  • ความขัดแย้งเรื่องแผนที่: รฟท. อ้างสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดงโดยอ้างแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา แต่กลับไม่สามารถนำส่งแผนที่ดังกล่าวได้
  • การตรวจสอบของกรมที่ดิน: กรมที่ดินตรวจสอบแล้วพบว่าแผนที่ที่ รฟท. นำมาแสดงไม่ใช่แผนที่ตามพระราชกฤษฎีกาฯ
  • ข้อเสนอการเพิกถอนที่ดิน: แม้จะมีความพยายามในการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดิน รฟท. แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้

บทสรุป: จากข้อมูลเอกสารที่ปรากฏ ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินเขากระโดง และข้อจำกัดในการเพิกถอนที่ดินเนื่องจากปัญหาเรื่องหลักฐานแผนที่ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และพิจารณาถึงผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เดือด!งัดเอกสารโต้ ‘คกก.มาตรา 61’ยันเพิกถอนที่ดิน‘เขากระโดง’ไม่ได้ -‘รฟท.’รับไม่มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา

จัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ดีขึ้น! เริ่มตี 3-6 โมงเช้า

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2! บขส. ได้ปรับปรุงการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ให้ดียิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงในช่วงเช้ามืด โดยได้ขยายเวลาการให้บริการตั้งแต่เวลา 03.00 – 06.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ตามที่ บขส. ได้ปรับย้ายจุดบริการรถแท็กซี่ ในช่วงเวลา 03.00 – 05.30 น. มาให้บริการ ณ ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 โดยเริ่มดำเนินการในวันที่ 10 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา พบว่าการให้บริการผู้โดยสารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นระเบียบเรียบร้อยดี แท็กซี่ให้ความร่วมมือดี นำรถเข้าจอดในจุดที่กำหนด และมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ

แท็กซี่

เนื่องจากในช่วงเวลา 05.00 น. เป็นช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก บขส. จึงได้ตัดสินใจปรับเพิ่มเวลาให้บริการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 เป็น 03.00 – 06.00 น. เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงสถานีขนส่งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแท็กซี่ที่เข้ามาให้บริการ ณ ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สามารถเข้าจอดฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

แท็กซี่ หมอชิต 2

นายอรรถวิท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังคงสามารถใช้บริการได้ ณ จุดจอดรับ – ส่งบริเวณข้างเสาธง หน้าอาคารสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม บขส. ขอเน้นย้ำว่าพื้นที่จอดให้บริการรถแท็กซี่ บริเวณชานชาลา 2 เป็นพื้นที่ปิด อนุญาตให้เฉพาะผู้โดยสาร และพนักงานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ หากพบว่ามีผู้ใดเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต บขส. จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

จัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2

สิ่งที่ผู้โดยสารควรทราบเกี่ยวกับการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2

  • เวลาให้บริการใหม่: 03.00 – 06.00 น.
  • สถานที่: ช่องจอดที่ 96 – 98 บริเวณชานชาลา 2 สถานีขนส่งหมอชิต 2
  • รถแท็กซี่: จอดฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม
  • รถเมล์ ขสมก.: จุดจอดเดิม บริเวณข้างเสาธง หน้าอาคารสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2
  • พื้นที่จำกัด: อนุญาตเฉพาะผู้โดยสารและพนักงานที่ได้รับอนุญาต

การปรับปรุงการจัดระเบียบคิวแท๊กซี่หมอชิต 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของสถานีขนส่งหมอชิต 2 ให้ดียิ่งขึ้น หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารทุกท่านที่เดินทางมาถึงในช่วงเช้ามืด

ที่มา – เรียบร้อยดี! จัดระเบียบคิวแท๊กซี่ “หมอชิต 2” ปรับเพิ่มเวลาบริการ ตี 3-6 โมงเช้า เริ่มพรุ่งนี้

‘หมอประชา’ แชร์เคส เลือดออกก้านสมอง พร้อมวิธีคุมเสี่ยง

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์” เจ้าของเพจ “หมอประชาผ่าตัดสมอง” ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์จริงของผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ซึ่งมีอาการโคม่าจากภาวะเลือดออกในก้านสมอง โดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นความดัน

โดยเจ้าของโพสต์ อธิบายว่า “รักแท้ไม่แพ้อัมพาต ผู้ป่วยชายอายุ 29 ปี เช้านี้ภรรยาได้ยินเสียงโคลมในห้องน้ำ ไปดูพบว่าสามีกองอยู่ที่พื้น รีบนำส่งโรงพยาบาล โคม่าและแขนขาทั้งสองข้างแทบจะไม่ขยับแล้ว ใส่ท่อช่วยหายใจ ส่ง CT พบมีเลือดออกขนาดใหญ่ก้านสมอง ได้คุยกับญาติถึงแนวทางการรักษา โดยอย่างแรกสู้เต็มที่และผ่าตัดเพื่อลดแรงดันในสมอง แต่รอดออกมาแล้วมีโอกาสติดเตียงสูงมาก เนื่องจากเลือดออกขนาดใหญ่ และอย่างที่ 2 ปล่อยให้ไปสบาย ไม่ต้องทรมานทั้งตัวเองและญาติ”

อีกทั้ง “ทางครอบครัวรับได้ขอแค่มีชีวิตอยู่ รู้สึกได้ถึงความรักจากภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เคสนี้หลังจากที่รอดชีวิต กลับบ้านไปทุกครั้ง ที่กลับมาตรวจก็จะมีพ่อแม่และภรรยา เวลาผ่านไป 2 ปี ครั้งนี้นัดมาตรวจมีแต่แม่ที่พามา ผมได้ถามแม่ว่าแล้วลูกสะใภ้หายไปไหน แม่คนไข้เล่าว่า สงสารลูกสะใภ้จึงได้บอกให้ไปหาแฟนใหม่ อยากให้มีอนาคตที่ดี ตอนนี้ก็อายุ 30 ปีแล้ว เพราะลูกแม่แม่ดูแลได้ จึงได้บอกลูกสะใภ้ว่าไม่ต้องดูแลลูกชายของตัวเอง”

นอกจากนี้ “ถ้าวันนี้คุณแข็งแรงดี โปรดบอกคนที่คุณรักว่าโรคนี้ป้องกันง่ายนิดเดียว คือ คุมปัจจัยเสี่ยง และออกกำลังกาย ถ้าคุณไม่อยากให้คนที่คุณรักกลายเป็นคนพิการ คนติดเตียง คุมปัจจัยเสี่ยง อาทิ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, อ้วน, เครียด, เหล้า และบุหรี่ อย่างเคสนี้อายุ 29 ปี เป็นความดันไม่รู้ตัว ออกกำลังกายทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี”

อย่างไรก็ตาม “อย่าให้รอถึงคิวคนที่คุณรัก ที่จะเป็นโรคนี้นะครับ ถ้ารักใครก็บอกให้ออกกำลังกาย คุมปัจจัยเสี่ยง เพราะรักแท้แพ้อัมพลาต ขอให้ทุกคนสุขภาพดี”

ขอบคุณข้อมูล : หมอประชาผ่าตัดสมอง

จากกรณีศึกษาที่ ‘หมอประชา’ ได้แชร์เรื่องราวของผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ที่ประสบภาวะเลือดออกในก้านสมอง เราได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้ การตระหนักถึงสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

‘หมอประชา’ แชร์เคสชายวัย 29 ปีเลือดออกก้านสมอง พร้อมข้อคิดคุมปัจจัยเสี่ยง

เรื่องราวเคสผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ที่ ‘หมอประชา’ ได้นำมาแบ่งปันนั้น เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนใจให้เราหันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น ภาวะเลือดออกก้านสมอง เป็นภาวะที่อันตรายและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่ ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

วิธีป้องกันภาวะเลือดออกก้านสมอง ตามคำแนะนำของ ‘หมอประชา’

นอกจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ‘หมอประชา’ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกก้านสมองได้

  • ควบคุมความดันโลหิต: ตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ และหากพบว่ามีความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือด: ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อลดระดับไขมันในเลือด
  • งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกก้านสมอง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
  • ลดความเครียด: ความเครียดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง

การดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย เริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข

อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจก่อน แล้วค่อยหันมาดูแลสุขภาพ เริ่มต้นวันนี้เพื่อคนที่คุณรักและเพื่อตัวคุณเอง การป้องกันเลือดออกก้านสมอง สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใส่ใจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – ‘หมอประชา’ แชร์เคสชายวัย 29 ปีเลือดออกก้านสมอง พร้อมข้อคิดคุมปัจจัยเสี่ยง

อดีตรมช.มหาดไทย ชี้ ยกเลิกที่ดินเขากระโดง ต้องรอบคอบ

นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยกำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่า ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน และเมื่อเกิดปัญหาที่ดินเขากระโดงขึ้น อธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นได้ทำรายละเอียดเสนอมา ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ตนได้ลงนามในคำสั่งให้อธิบดีดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญคือ ที่ดินจำนวน 5,000 กว่าไร่ที่ถูกระบุว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ นั้น ในรายละเอียดของคำสั่งศาลฎีกา ระบุไว้เพียงว่า ศาลได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ขอออกโฉนดและถูกการรถไฟฯ ยื่นฟ้องคัดค้านเท่านั้น ไม่ได้มีคำสั่งว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของการรถไฟฯ นอกจากนี้ ศาลปกครองยังได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้อีกด้วย

นายนิพนธ์กล่าวว่า ปัญหาที่ดินเขากระโดงคือ พระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดแนวเขตที่ดินไว้อย่างชัดเจน และที่ผ่านมา การรถไฟฯ ก็ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้กรมที่ดินไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิ์ได้ กรมที่ดินสามารถเพิกถอนได้เฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่งเท่านั้น ส่วนที่ดินของชาวบ้านอีก 900 กว่ารายนั้น ไม่ได้มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา กรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากจะให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้น มิเช่นนั้น อธิบดีกรมที่ดินอาจถูกฟ้องร้องได้ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 ท่านที่ขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้

นายนิพนธ์ยังกล่าวอีกว่า ทราบว่าการรถไฟฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องเพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งการรถไฟฯ ไม่มีความสามารถในการดำเนินการเอง จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง แต่จนถึงขณะนี้ อัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา

อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ กล่าวเน้นย้ำว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงมีความซับซ้อน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้ การตัดสินใจใดๆ ไม่สามารถทำตามอารมณ์ความรู้สึกได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน 900 กว่ารายที่ถือครองโฉนดที่ดิน ตามที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ระบุว่าจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ภายใน 2 วันนั้น ตนก็จะรอดูว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ และอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามา จะกล้าดำเนินการหรือไม่

อดีตรมช.มหาดไทย ชี้ ยกเลิกที่ดินเขากระโดง ต้องรอบคอบ

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวยืนยันว่า กรณีที่ดินเขากระโดงมีความแตกต่างจากกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากที่ดินสนามกอล์ฟเป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้เป็นของวัด ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเพิกถอน หากไม่เพิกถอนก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่ซับซ้อนเหมือนกรณีที่ดินเขากระโดง

ความซับซ้อนของปัญหาที่ดินเขากระโดง

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ รัดกุม และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมาย อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้

ดังนั้น ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง ควรมีการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และยั่งยืน

การพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้านจะช่วยให้ได้ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชาวบ้านที่ถือครองที่ดินอยู่ด้วย การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย

ที่มา – ‘อดีตรมช.มหาดไทย’ สอนมวย ‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ ยกเลิกที่ดินเขากระโดงต้องทำตามขั้นตอนก.ม. ต่างจากอัลไพน์ ศาลชี้เป็นธรณีสงฆ์ทั้งแปลง

พฐก. ลุยตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่ใน ‘โครงการตำรวจสีขาว’

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทางสำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐก.) (สวนพลู) และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง (ปทุมวัน) นำโดย พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการ พฐก. ได้เป็นประธานในการตรวจหาสารเสพติดของข้าราชการตำรวจในสังกัด ภายใต้ “โครงการตำรวจสีขาว”

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความบริสุทธิ์และปราศจากยาเสพติด โดย พล.ต.ต.วาที ได้กล่าวถึงแนวคิดของโครงการว่า “จะตรวจคนอื่น คนขอเราต้อง ฉี่ไม่ม่วง” ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการเป็นแบบอย่างที่ดี

การตรวจหาสารเสพติดในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐก. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้แก่ พ.ต.อ.หญิง ปทิดา รุ่งรักสกุล รอง ผบก.พฐก., พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ รอง ผบก.พฐก. และคณะนายตำรวจระดับสูงอีกหลายท่าน รวมถึงข้าราชการตำรวจในสังกัด พฐก. ทุกนาย เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยงานนี้จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

โครงการตำรวจสีขาว

การเดินหน้า ‘โครงการตำรวจสีขาว’ โดย พฐก. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรตำรวจที่ใสสะอาดและน่าเชื่อถือ การตรวจสารเสพติดในเจ้าหน้าที่เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และเป็นการยืนยันว่าตำรวจพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของโครงการตำรวจสีขาว

โครงการตำรวจสีขาว มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจ และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม การที่ตำรวจเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาวินัย จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาและความไว้วางใจจากประชาชน

  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรตำรวจ
  • ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ส่งเสริมการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินงานตามโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจหาสารเสพติดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นตำรวจที่ดี การอบรมและพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ โครงการตำรวจสีขาว ประสบความสำเร็จ การสนับสนุนและให้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายจะช่วยสร้างองค์กรตำรวจที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ พฐก. ให้ความสำคัญกับการตรวจสารเสพติดในเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังจะช่วยรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สุดท้ายนี้ การดำเนินงานตาม ‘โครงการตำรวจสีขาว’ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของสังคม การสร้างตำรวจที่ใสสะอาดและมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่ง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืน เราทุกคนควรสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย

ที่มา – พฐก. เดินหน้า ‘โครงการตำรวจสีขาว’ ลุยตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่ในสังกัด

‘ภูมิธรรม’ มอบสาร วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบสารเนื่องในวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2568 โดยระบุว่า เนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2568 ตนขอส่งความปรารถนาดีมายังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุกคน ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐไปสู่การปฏิบัติในท้องที่ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิด รับรู้และมีความเข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน และสอดส่องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย อีกทั้งเป็นสื่อกลางในการประสานบูรณาการภารกิจและบริการต่างๆ กับภาครัฐที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชน

ตนขอชื่นชม และขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกท่าน ที่มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และอุทิศตนด้วยหัวใจแห่งความเสียสละเพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งในการสนับสนุน ช่วยเหลือการขับเคลื่อนภารกิจของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ ตนหวังว่าทุกท่านจะดำรงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ที่สำคัญ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรรม จริยธรรม และยึดประโยชน์สุขของประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อันจะทำให้ความสง่างามและเกียรติภูมิของทุกท่านปรากฎเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม และทำให้พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่น และมีความศรัทธาตลอดไป ในโอกาสนี้ ตนขออวยพรให้ทุกท่าน พร้อมทั้งครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพลังใจ พลังกายที่เข้มแข็ง และประสบผลสำเร็จที่มุ่งหมายไว้ทุกประการโดยทั่วกัน

‘ภูมิธรรม’ มอบสาร วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

สารจากท่านภูมิธรรม เวชยชัย เนื่องในวันกำนันผู้ใหญ่บ้านนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับท้องถิ่น บทบาทของท่านเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการดูแลทุกข์สุขของประชาชน การพัฒนาชุมชน การรักษาความสงบเรียบร้อย และการเป็นสื่อกลางในการประสานงานกับภาครัฐ

ความสำคัญของวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน

วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันที่ระลึกถึงคุณงามความดีของท่านเหล่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เราควรตระหนักถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม การที่ท่านภูมิธรรมได้มอบสารในวันนี้ จึงเป็นการส่งกำลังใจและแสดงความขอบคุณต่อความทุ่มเทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

การที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีความใกล้ชิดกับประชาชน ทำให้พวกท่านเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ การเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนและการสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อย ก็เป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในระดับฐานราก

นอกจากนี้ การเป็นสื่อกลางในการประสานงานระหว่างประชาชนกับภาครัฐ ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสามารถเป็นตัวกลางในการนำเสนอความต้องการของประชาชนไปยังหน่วยงานภาครัฐ และนำข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐมาเผยแพร่ให้กับประชาชนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ในยุคปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน

ดังนั้น เราทุกคนควรให้ความสำคัญและสนับสนุนการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้พวกท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน

ขอเป็นกำลังใจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ทำหน้าที่เพื่อประชาชนต่อไป

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ มอบสาร ‘วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน’ ชี้ เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ

ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ยื่นคำร้อง ฝ.13/2568 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอฝากขังครั้งแรก นายวิรัติ วัชรสิทธิเมธี หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี อายุ 60 ปี ผู้ต้องหา คดีเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 -19 ส.ค.2568 ต่อมา นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธีผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมตามหมายจับ และพนักงานสอบสวนคัดค้านเพราะอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งเป็นพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง จากนั้นทนายความผู้ต้องหา จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำสั่งว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นการเสียหายต่อรัฐหรือทรัพย์สินของรัฐ มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก และข้อหามีอัตราโทษสูง กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ทั้งนี้นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี ผู้ต้องหาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร

ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’

ความคืบหน้าคดีของอดีตเจ้าคณะพิจิตรยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการประกันตัว ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันคำสั่งเดิมที่ไม่ให้ประกันตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งคดีที่เกี่ยวข้องกับ ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’

ทำไมศาลอุทธรณ์จึงยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’?

เหตุผลหลักที่ ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’ นั้นมาจากหลายปัจจัยสำคัญที่ศาลพิจารณาอย่างรอบคอบ ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง:

  • ความหนักเบาแห่งข้อหา: ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาในข้อหาที่ร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง
  • พฤติการณ์แห่งคดี: พฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้นมีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อรัฐหรือทรัพย์สินของรัฐ
  • มูลค่าความเสียหาย: ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าจำนวนมาก
  • การคัดค้านของพนักงานสอบสวน: พนักงานสอบสวนยังคงคัดค้านการปล่อยชั่วคราวเนื่องจากเกรงว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือหลบหนี

จากเหตุผลเหล่านี้ ศาลอุทธรณ์จึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่ไม่สมควรให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา

การตัดสินใจของ ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’ เป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความร้ายแรงของข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม

ที่มา – ศาลอุทธรณ์ยืน ไม่ให้ประกัน ‘อดีตเจ้าคณะพิจิตร’ ชี้ ‘เป็นเรื่องร้ายแรง-โทษสูง’

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน ปมทุ่นระเบิด

จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์ เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2568 กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 111 รวม 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระบิดเรียบร้อยแล้ว ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น หลักฐานทุ่นระเบิดที่พบ สอดคล้องกับผลการตรวจสอบการพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกองทัพบกก่อนหน้านี้ ว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่นี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตามที่ข่าวเสนอไปนั้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “วาสนา นาน่วม” นักข่าวสายทหารชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” ถึงกรณี ‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งเพิ่มความระมัดระวัง หลังพบว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN2 ในพื้นที่ชายแดนช่วงก่อนถอนกำลังออก ย้ำถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา พร้อมเตรียมหัวข้อเจรจาในเวที RBC เน้นประเด็นการกู้ทุ่นระเบิด การถอนกำลัง และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “สั่งระวัง พบทหารเขมรวางทุ่นระเบิด ทุกพื้นที่ที่เคยวางกำลัง “แม่ทัพภาค 2” ถามหาความจริงใจจากเขมร ปมใช้ทุ่นระเบิด ยัน ทุ่นระเบิดใหม่ ทหารเขมรวางไว้ในพื้นที่ช่องช่องโดนเอาว์-กฤษณา ทำร้ายทหารไทย ก่อนที่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ หลังถูกทหารไทยผลักดันในช่วงการสู้รบ ชี้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน”

นอกจากนี้ “จุดนี้ ทหารเขมรเคยมาวางกำลัง ก่อนที่จะถูกทหารไทยผลักดันออกไป ยืนยันเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN2 ที่ทหารไทยเคยเหยียบมาก่อนหน้านี้ และในระหว่างการสู้รบ คาดทหารเขมรคงวางทุ่นระเบิดไว้ตลอดแนว ในพื้นที่ที่เคยวางกำลังรวมทั้งใน 11 พื้นที่ ที่ทหารไทยควบคุมพื้นที่อยู่ ได้สั่งการให้กำลังพลมีความระมัดระวังมากขึ้นในทุกพื้นที่”

อีกทั้ง “ส่งเครื่องจักร รถเก็บกู้เข้าเคลียร์พื้นที่ตลอดแนว ก่อนกำลังพลลาดตระเวน หรือไปวางกำลังเพื่อความปลอดภัย ชี้ชัดทำไมฝ่ายกัมพูชาจึงไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทย ในเรื่องของการกู้ทุ่นระเบิดที่ GBC เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้ช่องทางในการประท้วงและกดดันให้กัมพูชา แสดงความจริงใจในการร่วมมือ”

อย่างไรก็ตาม “เตือนประชาชนบ้านเรือน หากเจอสิ่งของหน้าตาแปลกๆ อย่าไปจับอย่าไปไกล้ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เผยเตรียมประชุมร่วมกับกองทัพบกในการเตรียมหัวข้อเจรจากับกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาระดับภูมิภาค RBC แต่คาดว่ากรอบหลักๆ จะมีเรื่องการถอนกำลังเรื่องทุ่นระเบิด และการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ชายแดน ให้เกิดความสงบเรียบร้อย”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ‘แม่ทัพภาค 2’ ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน หลังจากมีการตรวจพบว่าทหารกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดในพื้นที่ก่อนที่จะถอนกำลัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารไทย

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน

การกระทำดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่วางไว้เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ‘แม่ทัพภาค 2’ จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ ‘แม่ทัพภาค 2’ ยังได้สั่งการให้มีการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและการหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศ

มาตรการรับมือของ ‘แม่ทัพภาค 2’ ต่อสถานการณ์ทุ่นระเบิด

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ‘แม่ทัพภาค 2’ ได้วางมาตรการต่างๆ ดังนี้:

  • เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน
  • ส่งชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยง
  • ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด
  • ประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนได้อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูล : Wassana Nanuam

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน พบทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดก่อนถอนกำลัง ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา