ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เศร้า! น้ำท่วมฉับพลันกานซู ดับ 13 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าสำนักข่าวซินหัวและสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ( ซีซีทีวี ) รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย ซึ่งเป็นผลจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักภายในเวลาอันรวดเร็ว ในพื้นที่หุบเขาของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 13 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 30 คน สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูครั้งนี้ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย ในพื้นที่ประสบอุทภัย ที่เขตอวี้จง ของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย ในพื้นที่ประสบอุทภัย ที่เขตอวี้จง ของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่คณะรัฐมนตรีจีนมีมติจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือมณฑลกานซูเป็นการฉุกเฉิน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก ระดับ “สีเหลือง” และใช้แผนรับมืออุทกภัยในมณฑลเจียงซู อานฮุย หูเป่ย์ และเทศบาลนครฉงชิ่ง.

สถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมและมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความช่วยเหลือและมาตรการรับมือต่อ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู

รัฐบาลจีนได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการฝึกซ้อมอพยพ ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การใช้น้ำอย่างประหยัด และการอนุรักษ์แหล่งน้ำ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมในอนาคต

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อมและการจัดการที่ดี จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เราทุกคนจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูของจีน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย

ญาติปิดบ้านเงียบ! เยี่ยม จ.ส.อ.ธานี เหยียบระเบิด

จากกรณีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ร้อย.ร.111 ได้นำกำลังพลลาดตะเวนเส้นทาง เพื่อวางลวดหนามป้องกันพื้นที่ บริเวณรอยต่อ โดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ โดยมี จ.ส.อ.ธานี พาหา เป็นหัวหน้าชุด และกำลังพบ 2 นาย ในระหว่างที่ออกตรวจสอบเส้นทาง ได้เหยียบกับระเบิด ทำให้ จ.ส.อ.ธานี ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด พลทหาร ภาคภูมิ ไชยสุระ บาดเจ็บที่แขน และด้านหลัง และ พลทหารธนันชัย ไกรวงค์ โดยแรงอัด และเจ็บแก้วหู นั่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเสารีก ต.พระเหลา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ จ.ส.อ.ธานี ปรากฏว่าบ้านปิดเงียบ รวมไปถึงบ้านญาติพี่น้องก็ปิดเงียบทั้งหมด คาดว่าหลังทราบข่าว ได้พาครอบครัวไปเยี่ยมให้กำลังใจ จ.ส.อ.ธานี ที่โรงพยาบาล โดยหนึ่งในเพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวตนรู้สึกสะเทือนใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก โดย จ.ส.อ.ธานี เป็นเพื่อนตน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่ดีมาก ๆ เวลาไม่ไปประจำอยู่ที่ค่ายก็จะกลับมาดูแลครอบครัวที่บ้าน ตนก็หวังว่า จ.ส.อ.ธานี จะหายไว ๆ

ด้าน นางวิไล สิถิรบุตร อายุ 53 ปี เครือญาติ จ.ส.อ.ธานี กล่าวว่า ตอนทราบข่าวเหมือนหัวใจแตกสลาย ใจหายมาก ๆ กลัวว่าหลานชายจะเป็นอะไรไป ตอนนี้ที่บ้านไม่ใครอยู่เลย เพราะกพากันไปเยี่ยมให้กำลังใจ จ.ส.อ.ธานี กันหมด เมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะได้ข่าว แม่ของ จ.ส.อ.ธานี ก็มานั่งที่บ้านของตน ก่อนจะกลับไปบ้านช่วงสาย ๆ หลังทราบต่างพากันตกใจ แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ครอบครัวและญาติก็รีบต่างพากันไปเยี่ยมที่ รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชธานี กันหมดทั้งบ้าน

ญาติปิดบ้านเงียบ! รีบไปเยี่ยม ‘จ.ส.อ.ธานี’ ที่รพ. หลังทราบข่าวเหยียบกับระเบิด สูญเสียเท้าซ้าย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.ส.อ.ธานี สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในชุมชนและญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก การสูญเสียอวัยวะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ จ.ส.อ.ธานี ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

กำลังใจจากเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องส่งถึง จ.ส.อ.ธานี

เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต่างรวมใจส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ธานี หายป่วยไวๆ และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่คนในชุมชนมีให้กัน

ทางเราขอร่วมส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ธานี และครอบครัว ขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี และขอให้ จ.ส.อ.ธานี กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายของกับระเบิด และความสำคัญของการเก็บกู้กับระเบิดให้หมดไป เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ญาติปิดบ้านเงียบและรีบไปเยี่ยม จ.ส.อ.ธานี ที่โรงพยาบาล แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อเขา และเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ญาติปิดบ้านเงียบ! รีบไปเยี่ยม ‘จ.ส.อ.ธานี’ ที่รพ. หลังทราบข่าวเหยียบกับระเบิด สูญเสียเท้าซ้าย

บุ๋ม ปนัดดา รับของ หลวงพ่อวราห์ ช่วยทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่วัดโพธิ์ทอง กรุงเทพฯ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โฆษกจิตอาสา ศบ.ทก. เข้าพบ “หลวงพ่อวราห์” พระเทพวชิระวิทยานุสิฐ วราห์ ปุญฺญวโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง เพื่อรับมอบผ้ายันต์ เหรียญครุฑ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินสดจำนวน 5 แสนบาท เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามเเนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บุ๋ม ปนัดดา กับการช่วยเหลือทหารชายแดน

บุ๋ม ปนัดดา ได้เปิดเผยว่าได้รับการประสานงานจากหลวงพ่อวราห์ เพื่อให้เข้ารับมอบผ้ายันต์ เหรียญครุฑ และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นการส่งมอบขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินจำนวน 5 แสนบาทเพื่อสนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมบังเกอร์ที่พักอาศัยของทหารอีกด้วย

สำหรับผ้ายันต์ที่ บุ๋ม ปนัดดา รับมอบในครั้งนี้ เป็นผ้ายันต์หลวงพ่อวราห์ วัดโพธิ์ทอง รุ่นบูชาครู จำนวน 2,000 ผืน และเหรียญครุฑจำนวน 2,000 เหรียญ

บุ๋ม ปนัดดา รับของ หลวงพ่อวราห์

ประณามเหตุทหารเหยียบกับระเบิด

นอกเหนือจากการรับมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือทหารแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นการละเมิดอนุสัญญาและข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

จากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาโต้ตอบว่าการแต่งตั้ง บุ๋ม ปนัดดา เป็นโฆษกในครั้งนี้เป็นเพราะชื่อเสียงและความเป็นนางงามของเธอ บุ๋ม ปนัดดา ได้ตอบกลับว่าประเทศไทยใช้มงกุฎเพียงมงกุฎเดียว และมงกุฎคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้เธอยังมีทั้งสมองและประสบการณ์ในการทำงานจริงกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย

บุ๋ม ปนัดดา

เมื่อถูกถามถึงความเห็นต่อ พล.ท.มาลี โสเจียตา บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่ายังไม่มีอะไรจะฝากถึง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวถึงตนโดยตรง และมองว่าการแต่งตั้งตนเป็นโฆษก ศบ.ทก. เพื่อตอบโต้ พล.ท.มาลี เป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยต้องการสื่อสารความจริงให้สังคมโลกได้รับรู้ และได้มองข้าม พล.ท.มาลี ไปแล้ว

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอให้ทหารไทยหยุดใช้หนังสติ๊กในการโจมตี บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่าทางกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน และทหารกัมพูชาได้มีการถ่ายคลิปวิดีโอการใช้หนังสติ๊กยิงใส่ทหารไทย ซึ่งถือเป็นหลักฐาน

สิ่งที่ บุ๋ม ปนัดดา ทำนั้นแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจในการช่วยเหลือทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง การกระทำเช่นนี้ควรค่าแก่การยกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” รับผ้ายันต์-เหรียญครุฑ “หลวงพ่อวราห์” แจกทหารชายแดน

ทรัมป์จี้ UCLA จ่าย 3.2 หมื่นล้าน ปมต่อต้านยิว

ประธานเครือมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (ยูซี) เผยว่า ผู้บริหารถูกเรียกค่าธรรมเนียมกว่า 32,000 ล้านบาท จากทำเนียบขาว เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระแสทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียตกลงจ่ายถึง 5 เท่า

มิลลิเคนกล่าวว่า การจ่ายเงินจำนวนนี้จะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ รวมถึงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อนักศึกษา และประชาชนชาวรัฐแคลิฟอร์เนีย

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม กล่าวว่า “แคลิฟอร์เนียจะฟ้องร้อง” และกล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “พยายามปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ”

นิวซัมยังกล่าวอีกว่า ผู้นำสหรัฐฯ กำลังข่มขู่รัฐแคลิฟอร์เนียด้วยค่าปรับจำนวนมหาศาล พร้อมเน้นย้ำว่า UC เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพมากมาย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ได้รับรางวัลโนเบล

สื่อท้องถิ่นรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ UCLA ชำระเงินเป็นงวด รวมถึงต้องจ่ายเงินจำนวน 5,552 ล้านบาท เข้ากองทุนเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เพื่อชดเชยให้กับนักศึกษาชาวยิว และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่มาของข่าว ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว

ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว

เรื่องราวนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เรามาเจาะลึกถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว กันครับ

ทำไมทรัมป์ถึงจี้ให้ UCLA จ่ายเงินจำนวนมาก?

เหตุผลหลักที่ทรัมป์เรียกร้องให้ UCLA จ่ายเงินจำนวนมหาศาลนี้ เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ว่ามหาวิทยาลัยละเลยในการจัดการกับปัญหาการต่อต้านชาวยิวและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติภายในสถาบัน ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มองว่า UCLA มีความบกพร่องในการปกป้องสิทธิของนักศึกษาชาวยิวและปล่อยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นธรรม

การเรียกร้องค่าเสียหายในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้จากรัฐบาลทรัมป์ต่อสิ่งที่มองว่าเป็นการเพิกเฉยต่อปัญหาการต่อต้านยิวในมหาวิทยาลัย และเป็นการส่งสัญญาณไปยังสถาบันการศึกษาอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว นั้นมีหลายด้าน ทั้งในแง่ของการเงินของมหาวิทยาลัย ชื่อเสียง และความสัมพันธ์กับชุมชนชาวยิว

  • ผลกระทบทางการเงิน: หาก UCLA ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลตามที่ถูกเรียกร้อง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัย อาจต้องมีการตัดลดงบประมาณในส่วนอื่นๆ เช่น การวิจัย การเรียนการสอน หรือทุนการศึกษา
  • ผลกระทบต่อชื่อเสียง: การถูกกล่าวหาว่าละเลยในการจัดการกับปัญหาการต่อต้านยิว อาจทำให้ชื่อเสียงของ UCLA เสียหาย และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยในสายตาของนักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้บริจาค
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับชุมชนชาวยิว: เหตุการณ์นี้อาจสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่าง UCLA กับชุมชนชาวยิว ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการสนับสนุนและความร่วมมือจากองค์กรและบุคคลสำคัญในชุมชน

จากข่าว ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการต่อต้านยิวและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในสังคม รวมถึงความจำเป็นที่สถาบันการศึกษาจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับนักศึกษาทุกคน

ที่มา – ทรัมป์จี้ ‘ยูซีแอลเอ’ จ่ายกว่า 32,000 ล้านบาท เหตุละเลยกระแสต่อต้านยิว

ทราย เจริญปุระ บิวตี้บล็อกเกอร์วัย 45 อยากสวย!

ทำเอาแฟนๆ เซอร์ไพร้ส์ไปตามๆ กัน เมื่อนักแสดงสาวมากฝีมืออย่าง ทราย เจริญปุระ ออกมาเผยบทบาทใหม่ในชีวิตนอกเหนือจากงานแสดง นั่นคือการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์อย่างเต็มตัว

ล่าสุดในงานบวงสรวงซีรีส์เรื่องใหม่ “ตถตา (ตะ-ถะ-ตา) I AM WHAT I AM” ทรายได้ออกมาเปิดใจถึงจุดเริ่มต้นของการผันตัวมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์วัย 45 ปี อยากสวยอย่างเป็นทางการ โดย ทราย เผยว่า

“เดี๋ยวนี้บิวตี้บล็อกเกอร์ อายุประมาณ 20 -30 เรา 45 แล้วก็เกาะกลุ่มไปด้วยก็ไปกับเขาด้วย คือเราอยู่กองมาตั้งแต่ 14 การแต่งหน้าหรือว่าเทรนด์มันก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ เปลี่ยนจริงๆ เราก็เหมือนอยากหาเรื่องเม้าธ์ อยากหาเรื่องแชร์ แต่คนก็อยากรู้ว่าเคล็ดลับดาราสาวท่านหนึ่งมันคืออะไร ถึงแม้เราจะแต่งแต่ effect แต่คนเห็นเราแต่ง effect มา พอเห็นแบบนี้มันก็คอนทราส หลายคนก็อยากรู้ว่าปกติเลือดปลอมพี่ล้างยังไง เวลาต่าง effect หน้าแพ้ไหม

“จริงๆแล้วเรื่องของคำว่า beauty มันไม่ใช่แค่สวยเพอร์เฟ็กต์อย่างเดียว บางวัน บางคนกลับบ้านล้างหน้าแล้วต้องหาครีมอะไร พี่หน้าหนูแพ้ควรจะทำยังไงดี คือพี่ไปเล่นหนังมา แล้วพี่ทาแบบนี้พี่ไม่กลัวแพ้หรอคะ ก็มีคนมาถามเยอะ รวมถึงวัย 40 รุ่นๆอย่างนี้มันก็จะมีครีมเยอะแยะมากมาย อย่างวัยเรามันอยู่ในวัยที่มีทุนทรัพย์ที่จะจ่ายแหละ แต่ไม่รู้จะจ่ายกับอะไรมันเยอะ แต่ก่อนมันมีซักสองสามตัว แต่ตอนนี้คือเยอะสุดๆ ก็เริ่มถามกัน ก็คือแนวกอบกู้“

ทราย เผยต่อว่า”เราอยากจะเล่นบทที่มันสวย คือไม่หรอกมีความรู้สึกว่า ดูเหมือนสบายขึ้น เหมือนอยู่ในห้องแอร์ แต่เราเห็นว่าคนที่เขากว่าจะสวย เขาก็นานนะ เขาก็ต้องหุ่นก็ต้องผิว ก็ต้องไปยิม ก็ต้องคุม ก็ลำบากหน่อย คือการที่เป็นนักแสดงอ่ะมันก็ต้องเล่นให้ได้หมดแหละ แต่ว่าเราคิดว่าเอาว่ะ ถ้ามาทางเยินก็ไม่มีใครเกินเรา เราก็ไปทางนี้เลยแล้วกัน เราก็กินเรียบอยู่ เป็นคนสวยแล้วมันเหนื่อย แต่ก็อยากอยู่ ผู้หญิงมันก็นิดนึงหรือเปล่า คือหลายคนไม่เชื่อว่าทำบิวตี้บล็อกเกอร์ คือจริง คือทาครีมอยู่นะ หลายคนตรงนี้เด็กกว่าเราอาจจะไม่รู้ว่าในวัยเดียวกับเราทุกคนก็จะมีความที่มีลูก 30 พอ 40 ลูกโต ว่างแล้ว ทำอะไรดี หันมาบำรุง”

“คือยิ่งหลายๆคน เขาโตมารุ่นๆเดียวกัน เห้ยไอ้นี่ยังอยู่ ยังไหว มันคือยังไง ใช้อะไร กินอะไร ทรายก็ทำตัวปกติ แต่มันก็จะมีช่วงหนึ่งที่เราเคยน้ำหนักมากกว่านี้ แล้วเราก็ลดน้ำหนักได้ แล้วทุกคนก็จะมาขอเคล็ดลับเยอะมาก เพราะว่าในวัยเนี่ยมันจะเริ่มมีความ ทำยังไงต้องอะไร คือมีงานจ้างทำยังไงแรกๆเขินมาก ไม่ชิน โมเม (นภัสสร บุรณศิริ) ช่วยเหลือดีมาก เพื่อนก็จะบอกว่า เพื่อนยิ้มแต่อย่าเพิ่งโฟกัส ยิ้มบางๆยิ้มธุรกิจไปทั่วๆก่อน แล้วตาเรามันก็ไม่ค่อยเห็น (หัวเราะ) แล้วคือเขาสว๊อท เราก็แบบ สีอะไรวะ”

ทราบ เผยอีกว่า “คืออย่างเราไปแล้วไม่สามารถที่จะคล่องแคล่วได้ ทุกคนก็ให้อภัย แต่ตอนนี้คือเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่จริงๆต้องบอกว่า เข้าที่เข้าทางสำหรับทุกคนด้วยค่ะ คือเขาถามจนเราเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนอยากรู้อะไร รวมถึงลูกค้าสปอนเซอร์ทุกท่านก็รู้ว่า ทรายมันอย่างนี้นะ ก็น่ารัก สิ่งทำให้เราหันมารักสวยรักงามคือมันมากับความเป็นผู้หญิง มันเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ด้วย เพราะว่าถ้าสมมุติว่าหน้าพังไปกองแล้วไปแต่งให้พังยิ่งขึ้นมันก็จะจะยิ่งพังเข้าไปใหญ่ ถือว่าให้เกียรติคนทำงาน เพราะว่าเราไม่ได้ต้องไปหนักไปร้อนเท่าเขาแค่นอนให้พอแล้วถนอมหน้ามาให้เขาทำร้ายก็จะยังดีกว่า”

“ถามว่าได้บอกลูกค้าไหม ว่างานแสดงของเรา ต้องแต่งหน้าให้พัง แต่งานรีวิว ต้องไปพีเซนต์ความสวย เราถามๆ เขาบอกว่ายิ่งดีเลย ยิ่งเห็นว่ามันคอนทราส ว่ามันเปลี่ยนได้จริงๆ ไม่ใช่ว่า เขามาถามว่าพี่ล้างหน้าแล้วหรือเปล่า ถ้ายังงั้นเราก็จะแบบ..แต่ก็ยังไม่มี นะยังไม่มีใครถามแบบนั้น เจอแต่ พี่ทรายตัวจริงแบบว่า.. ก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว ก็มีไปเรื่อยๆ คือถ้าดูในงานทรายจะเห็นว่าทรายไม่ได้แต่งหน้าเข้มหรือแต่งหนา จากบทเรามันจะเป็นบทคุณแม่คุณพี่ แต่คือตอนนี้โอเคแต่งหน้าเองได้แล้ว แต่งเป็นแล้วค่ะ ทาครีมเป็น ไม่หยิบผิดหยิบถูก ส่วนคน 40 แนะนำให้เน้นเรื่องของความชุ่มชื้นให้ถึงค่ะ อย่าเน้นคุมมันอย่างเดียว คือฮอร์โมนเราหมดสิวไม่ขึ้นแล้วนะคะ ใครสนใจก็ติดตาม”

ขอบคุณภาพจาก:ITReview 

ทราย เจริญปุระ พร้อมเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์วัย 45 ปี อยากสวยบ้าง-เล่นบทพังมาเยอะ

การเปิดตัวในฐานะบิวตี้บล็อกเกอร์ของทราย เจริญปุระ สร้างความฮือฮาในวงการบันเทิงและในหมู่แฟนคลับเป็นอย่างมาก หลายคนต่างตั้งตารอชมเคล็ดลับความงามและมุมมองของเธอในฐานะบิวตี้บล็อกเกอร์วัย 45 ปี อยากสวย ที่มีประสบการณ์ทั้งในและนอกวงการ

ทำไมทราย เจริญปุระ ถึงผันตัวมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์วัย 45 ปี อยากสวย

สิ่งที่น่าสนใจคือแรงบันดาลใจของทรายในการก้าวเข้าสู่วงการบิวตี้บล็อกเกอร์ เธอได้เปิดเผยว่าการทำงานในกองถ่ายมานาน ทำให้เธอได้เห็นวิวัฒนาการของการแต่งหน้าและเทรนด์ความงามต่างๆ นอกจากนี้ เธอยังต้องการที่จะแบ่งปันประสบการณ์และเคล็ดลับต่างๆ ที่เธอได้เรียนรู้มาให้กับผู้คน

สิ่งที่ทำให้ทราย เจริญปุระ แตกต่างจากบิวตี้บล็อกเกอร์คนอื่นๆ คือ ประสบการณ์และความเข้าใจในความงามที่หลากหลายของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผิวพรรณสำหรับนักแสดงที่ต้องแต่งหน้าจัด หรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับคนวัย 40+ เธอมองว่าความงามไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามภายนอก แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพผิวพรรณและความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย

การที่ทราย เจริญปุระ เข้ามาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวงการความงาม เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกวัยได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ หรือมีไลฟ์สไตล์แบบไหน คุณก็สามารถสวยและดูดีได้ในแบบของตัวเอง

สิ่งที่ทราย เจริญปุระ เน้นย้ำอยู่เสมอคือ การดูแลตัวเองให้ดีจากภายในสู่ภายนอก การพักผ่อนให้เพียงพอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพผิวที่ดีและความงามที่ยั่งยืน

สำหรับใครที่อยากติดตามเคล็ดลับความงามและไลฟ์สไตล์ของทราย เจริญปุระ สามารถติดตามได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของเธอ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ YouTube รับรองว่าคุณจะได้รับแรงบันดาลใจและเคล็ดลับดีๆ ที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอน

มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทราย เจริญปุระ ในบทบาทใหม่ของเธอ และค้นพบความงามในแบบของคุณเองกันค่ะ

ที่มา – ‘ทราย เจริญปุระ’ พร้อมเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ในวัย 45 ปี อยากเป็นคนสวยบ้าง-เล่นบทพังมาเยอะ

ผ่อนปรน! บินโดรนเพื่อการเกษตร ได้แล้ว

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศผ่อนปรนให้สามารถบินโดรนเพื่อการเกษตรได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรที่ต้องการใช้เทคโนโลยีโดรนในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในไร่นาของตนเอง

บินโดรนเพื่อการเกษตร: CAAT ผ่อนปรนเงื่อนไข

ประกาศฉบับที่ 3 ของ CAAT ยังคงห้ามการบินอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วราชอาณาจักรจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยทางการบิน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป CAAT ได้ผ่อนปรนอนุญาตเฉพาะการบินโดรนเพื่อการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขหลายประการที่ผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

เงื่อนไขสำคัญสำหรับการบินโดรนเพื่อการเกษตร

เพื่อให้การบินโดรนเพื่อการเกษตรเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้บังคับโดรนและตัวโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ CAAT ครบถ้วน และยังไม่หมดอายุ
  • ต้องได้รับการอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก CAAT
  • ต้องไม่มีประวัติฝ่าฝืนหรือถูกเพิกถอนสิทธิการบิน
  • ทำการบินได้เฉพาะในพื้นที่เกษตรของตนเอง หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่
  • แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th หรือแอปพลิเคชัน UAS Portal ของ CAAT และอีเมล ศตอ.น. [email protected] และตำรวจท้องที่ หรือกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน
  • ความสูงในการบินต้องไม่เกิน 30 เมตร
  • ทำการบินได้ระหว่างเวลา 06.00–18.00 น. เท่านั้น (ห้ามบินกลางคืน)
  • ใช้เพื่อโปรย หว่าน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารเคมี เพื่อการเกษตร น้ำ หรือปุ๋ยเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อถ่ายภาพหรือสำรวจ

การปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้การใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

พื้นที่ห้ามทำการบินโดรนโดยเด็ดขาด

CAAT ได้กำหนดพื้นที่ห้ามทำการบินโดรนทุกประเภทโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง ดังนี้:

  • พื้นที่หวงห้าม/อันตรายตามที่ประกาศใน AIP Thailand (16 พื้นที่หลัก เช่น ศรีษะเกษ, นครสวรรค์, จันทบุรี, ตราด, ราชบุรี, นครราชสีมา, อุบล ฯลฯ)
  • จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (7 จังหวัด)
  • อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง
  • รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง
  • พื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม

การฝ่าฝืนข้อกำหนดเหล่านี้มีโทษทางกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลายหรือตอบโต้อากาศยาน รวมถึงใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้นักบิน (Anti-Drone System) ได้

หากมีข้อสงสัยหรือพบการฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่ CAAT โทร. 02-568-8851 (ในเวลาราชการ) อีเมล [email protected] หรือ ศตอ.น. โทร. 02-126-7846 อีเมล [email protected] รวมถึงสถานีตำรวจ หน่วยทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

การผ่อนปรนให้บินโดรนเพื่อการเกษตรในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขที่ CAAT กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘สำนักงานการบินพลเรือนฯ’ ออกประกาศ ผ่อนปรนบินโดรน เฉพาะเพื่อการเกษตร

รัสเซียสร้าง ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน

รัสเซียเริ่มโครงการก่อสร้าง ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน ถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าในแถลงการณ์ร่วมของทางการคาซัคสถาน และ “รอสอะตอม” ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ได้ทำการสำรวจทางวิศวกรรมเพื่อเลือกสถานที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงจัดทำเอกสารสำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็น ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน

นายอัลมาซาดัม ซัตคาลิเยฟ ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานนิวเคลียร์ของคาซัคสถาน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ของคาซัคสถาน และเป็นแรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของระดับประเทศและภูมิภาค โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคาซัคสถานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้

ขณะเดียวกัน มีการระบุว่า จีนเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในประเทศแห่งนี้เช่นกัน โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดภายในสิ้นปีนี้ การเข้ามาของจีนในตลาดพลังงานนิวเคลียร์ของคาซัคสถานเป็นการเพิ่มความหลากหลายและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อราคาและเทคโนโลยีในระยะยาว

อนึ่ง คาซัคสถานยังคงประสบปัญหาในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการบริโภค และพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว หลังการทดลองนิวเคลียร์ในยุคสหภาพโซเวียต ทำให้ประชาชน 1.5 ล้านคนได้รับกัมมันตรังสี ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการดำเนินโครงการ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกจะตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านอุลเคน ริมทะเลสาบบัลคัช ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาซัคสถาน และคาดว่าจะใช้เวลาหลายปีในการก่อสร้าง การเลือกสถานที่ตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า

ด้านรอสอะตอมให้ข้อมูลด้วยว่า เครื่องปฏิกรณ์จะมีอายุการใช้งาน 60 ปี พร้อมกับตัวเลือกในการขยายเวลาการใช้งานออกไปอีก 20 ปี อายุการใช้งานที่ยาวนานนี้ทำให้โครงการมีความคุ้มค่าในระยะยาว

ก่อนหน้านั้น ฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ก็ต่างแย่งชิงสิทธิ ในการประมูลสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับคาซัคสถานเช่นกัน แต่รัฐบาลคาซัคสถานเลือกรัสเซียและจีน เนื่องจากทั้งสองประเทศ “เสนอราคาดีที่สุด” การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางเศรษฐกิจในการตัดสินใจเชิงนโยบายขนาดใหญ่

รัสเซียเริ่มโครงการ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน

การตัดสินใจของคาซัคสถานในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล คาซัคสถานมีทรัพยากรยูเรเนียมจำนวนมาก ซึ่งทำให้พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

คาซัคสถานเลือกพลังงานนิวเคลียร์: ทางออกหรือความเสี่ยง?

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวมาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่สำคัญ ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และคาซัคสถานจะต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัสเซียและจีนเพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าได้รับการออกแบบและดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ การจัดการกากกัมมันตรังสีเป็นอีกประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

  • การจัดการของเสียที่ปลอดภัย
  • การควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง
  • การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ คาซัคสถานจะต้องสื่อสารอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์ และรับฟังข้อกังวลของประชาชน

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตด้านพลังงานของคาซัคสถาน และอาจเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่กำลังมองหาทางเลือกด้านพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อสร้างระบบพลังงานที่หลากหลายและยืดหยุ่น

ที่มา – รัสเซียเริ่มโครงการก่อสร้าง ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์’ แห่งแรกในคาซัคสถาน

‘ลิณธิภรณ์’ สั่งด่วน! ดูแลพื้นที่เรียนรู้ สกร.

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ เร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่เรียนรู้ของ สกร. โดยผนึกกำลังกับกระทรวงมหาดไทย สั่งการด่วนไปยังหน่วยงานปกครองท้องถิ่นกว่า 2,046 แห่งทั่วประเทศ ให้ร่วมกันดูแลและสนับสนุนพื้นที่การเรียนรู้ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)

จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา รมช.ศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนพื้นที่เรียนรู้ของ สกร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับ สกร.ตำบลสันผีเสื้อ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกเทศบาลขอคืนพื้นที่ ทำให้ นักเรียน สกร. จำนวนมากได้รับผลกระทบ

‘ลิณธิภรณ์’ ผนึกมหาดไทย สั่งด่วน 2,046 ปกครองท้องถิ่น ร่วมดูแลพื้นที่เรียนรู้ สกร.

“จากเหตุการณ์นี้ ดิฉันเห็นว่าการเช่าสถานที่ใหม่อาจไม่ใช่การใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่า ทั้งที่ยังมีอาคารของรัฐหลายแห่งที่สามารถบูรณาการและใช้งานร่วมกันได้เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก รมช.ศึกษาธิการ จึงได้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้สนับสนุนพื้นที่แก่ศูนย์การเรียนรู้ของ สกร. ในการจัดการเรียนการสอน

ความร่วมมือเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตแก่หน่วยงานที่มีอำนาจจัดการศึกษา ทั้งในด้านวิชาการและอาคารสถานที่ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

การที่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นกว่า 2,046 แห่งทั่วประเทศ เข้ามาร่วมมือในการดูแลพื้นที่เรียนรู้ของ สกร. จะช่วยให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง และเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปที่สนใจในการพัฒนาตนเอง อย่ารอช้าที่จะก้าวเข้าสู่ศูนย์การเรียนรู้ สกร. ใกล้บ้านท่าน เพื่อเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เต็มที่ เพราะการเรียนรู้คือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของคุณ

ดร.ลิณธิภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงขอยึดประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชนเป็นหลัก พร้อมเร่งแก้ไขข้อร้องเรียนโดยเร็ว เพื่อให้ทุกพื้นที่ยังคงมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้คุณภาพในทุกช่วงวัย โครงการ ‘ลิณธิภรณ์’ ผนึกมหาดไทย สั่งด่วน 2,046 ปกครองท้องถิ่น ร่วมดูแลพื้นที่เรียนรู้ สกร. จึงเป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการที่จะเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้ทั่วถึง

นโยบาย ‘ลิณธิภรณ์’ ผนึกมหาดไทย สั่งด่วน 2,046 ปกครองท้องถิ่น ร่วมดูแลพื้นที่เรียนรู้ สกร. นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาของไทยอย่างยั่งยืน การสนับสนุนพื้นที่การเรียนรู้ของ สกร. โดยหน่วยงานปกครองท้องถิ่น จะช่วยให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

ที่มา – ‘ลิณธิภรณ์’ ผนึกมหาดไทย สั่งด่วน 2,046 ปกครองท้องถิ่น ร่วมดูแลพื้นที่เรียนรู้ สกร.

มาเลเซียใช้ AI ชอปปิงเหนือค่าเฉลี่ยโลก

รายงานข่าวจากกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เผยว่าชาวมาเลเซียจำนวนมากหันมาใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสบการณ์การชอปปิงของพวกเขา โดยผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า 71% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวมาเลเซียระบุว่า AI ช่วยจุดประกายไอเดียในการเลือกซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า หรือของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ไม่เพียงเท่านั้น 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังเห็นว่า AI ช่วยให้พวกเขาได้รู้จักกับแบรนด์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการค้นหาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ เกือบ 1 ใน 5 หรือประมาณ 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ไอเดียในการเลือกซื้อสินค้าที่ดีที่สุดของพวกเขามาจากการแนะนำของ AI อีกด้วย

ความนิยมในการใช้ AI ในการชอปปิงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การค้นหาไอเดียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการซื้อสินค้าโดยตรงผ่านเครื่องมือ AI อีกด้วย โดย 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามเปิดรับแนวคิดในการซื้อสินค้าโดยตรงผ่านเครื่องมือ AI ในอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในระบบการค้าขายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในมาเลเซีย

รายงานยังระบุอีกว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคได้รับจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital convenience) ไปสู่การที่เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยวิเคราะห์และแนะนำ (digital intelligence) ได้อีกด้วย ซึ่งหมายความว่าเราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ทำหน้าที่เป็นสไตลิสต์ส่วนตัว หรือผู้ช่วยชอปปิงที่สามารถช่วยจัดชุด สรรหาแบรนด์ใหม่ๆ และแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้แบบเฉพาะเจาะจง

ชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิง แซงหน้าค่าเฉลี่ยโลก

การที่ชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิงเหนือค่าเฉลี่ยโลกนั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการชอปปิงที่ AI สามารถเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ทำไมชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิง?

ปัจจัยที่ทำให้ ชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิง มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการค้นหาสินค้า การได้รับคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการ และการได้รู้จักกับแบรนด์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน นอกจากนี้ การที่ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ยังช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากในการเลือกซื้อสินค้าอีกด้วย

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว AI ยังสามารถช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาสินค้าจากร้านค้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาที่ดีที่สุดได้อีกด้วย การที่ ชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิง จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการชอปปิงมากยิ่งขึ้น

ในอนาคต เราอาจได้เห็นการพัฒนาของ AI ในด้านการชอปปิงที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในการสร้างประสบการณ์การชอปปิงแบบเสมือนจริง หรือการใช้ AI ในการปรับแต่งสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น

การที่ชาวมาเลเซียเปิดรับเทคโนโลยี AI ในการชอปปิงอย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าขายและพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการและนักการตลาดควรให้ความสำคัญและศึกษาแนวทางการนำ AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ชาวมาเลเซียใช้เอไอยกระดับการชอปปิง แซงหน้าค่าเฉลี่ยโลก

บอลหญิงไทย ถล่มกัมพูชา 7-0 ศึกอาเซียน!

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม เกมรอบแรก กลุ่ม A นัดที่ 2 ที่ ลัช ไช สเตเดียม วันที่ 9 ส.ค.68 “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย พบ กัมพูชา โดยนัดแรก ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 7-0 ส่วน กัมพูชา แพ้ เวียดนาม 0-6

สำหรับแฟนบอลที่กำลังติดตามข่าวสาร บอลหญิงไทย ในศึกอาเซียนครั้งนี้ ห้ามพลาด! เพราะพวกเธอโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในนัดที่พบกับกัมพูชา

เริ่มเกม ไทย ดูเกร็งๆ หาทางเจาะอยู่นาน ก่อนมาได้ประตูปลดล็อก นาทีที่ 38 จาก แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน และต่อเนื่องด้วย จณิสตา จินันทุยา นาทีที่ 40 ก่อนที่ แมดดิสัน ส่งท้ายช่วงทดครึ่งแรก จบครึ่งแรก ไทย นำ 3-0

ครึ่งหลัง เริ่มไม่นาน จณิสตา บวกอีกนาทีที่ 47 ต่อด้วย ธวันรัตน์ พรมทองมี นาทีที่ 70 ก่อนที่นาทีที่ 81 พลอยชมพู สมนึก ยิงฟรีคิกสุดสวยให้ไทย ทิ้ง 6-0 เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 90 จณิสตา ทำแฮตทริก หลังยิงซ้ำเข้าไป เป็นประตูปิดท้าย ชบาแก้ว ถล่ม 7-0

เรียกได้ว่า บอลหญิงไทย ชุดนี้มีความสามารถที่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำประตูที่เฉียบคม หรือการป้องกันที่เหนียวแน่น ทำให้พวกเธอเป็นทีมที่น่าจับตามองในการแข่งขันครั้งนี้

บอลหญิงไทย ถล่ม กัมพูชา ยับ 7-0

นัดสุดท้าย ไทย พบ “เจ้าภาพ” เวียดนาม วันที่ 12 ส.ค. เวลา 19.30 น. ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า บอลหญิงไทย ชุดนี้จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและคว้าชัยชนะเหนือเจ้าภาพได้หรือไม่

สรุปผลงาน บอลหญิงไทย ในศึกครั้งนี้

จากผลงานที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ บอลหญิงไทย ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเธอมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ และเราในฐานะแฟนบอลชาวไทย ก็ควรที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนพวกเธออย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเธอสามารถประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติต่อไป

ร่วมเชียร์และให้กำลังใจนักเตะ บอลหญิงไทย ในนัดต่อไปกันนะครับ!

ที่มา – ‘บอลหญิงไทย’ เปิดฉากยิงถล่ม ‘กัมพูชา’ ยับ 7-0 ศึกอาเซียน