ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชี้! เปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะ ต่อยอดตลาด

ตลาดกาแฟไทยกำลังเติบโตอย่างน่าสนใจ! รายงานจากไอคอนสยามเผยว่า ตลาดกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 60,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการดื่มที่บ้าน 55% และการดื่มนอกบ้านตามร้านกาแฟ 45% แม้ว่าคนไทยจะดื่มกาแฟเฉลี่ย 300 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งน้อยกว่าชาวยุโรปที่ดื่มถึง 700 แก้วต่อคนต่อปี แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากของตลาดกาแฟ

เพื่อเป็นการกระตุ้นศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ บริษัทฯ จึงได้จัดงานแข่งขันสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “Thailand Iconic Coffee & Creativity Championship 2025 (TICC)” ภายใต้หัวข้อ “Sip of SIAM: The Rise of Coffee Culture เสน่ห์กาแฟไทย สู่แรงบันดาลใจระดับโลก” งานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาสุดยอดเครื่องดื่มที่สร้างสรรค์ที่สุด ออกแบบโดยมืออาชีพ ที่จะเปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสำเร็จให้มากยิ่งขึ้น

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องรังสรรค์เครื่องดื่มที่แสดงถึงเสน่ห์และเอกลักษณ์ของกาแฟไทยอย่างลึกซึ้ง โดยใช้เมล็ดกาแฟไทยเป็นส่วนประกอบหลักในการออกแบบเครื่องดื่ม ที่มีรสชาติอร่อย กลมกล่อม และสวยงามอย่างประณีต ทั้งในแง่ของรสชาติและการนำเสนอ พร้อมทั้งแสดงความรู้ความเข้าใจในการเลือกและการผสมผสานวัตถุดิบที่มีคุณค่า เพื่อยกระดับกาแฟไทยสู่เวทีโลกอย่างสร้างสรรค์และน่าประทับใจ การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง

เปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะ

ใครที่มีคุณสมบัติตามนี้ รีบสมัครเลย!

สำหรับการแข่งขัน “Thailand Iconic Coffee & Creativity Championship 2025 (TICC)” ผู้สมัครจะต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นบาริสต้า บาร์เทนเดอร์ บุคลากรในร้านอาหารหรือโรงแรม หรือนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถสมัครและส่งสูตรได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม 2568 ผู้ชนะเลิศที่มีคะแนนรวมสูงสุดจากทั้งสองรอบ จะได้รับเงินสด 60,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล TICC 2025 และ Gift set รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ก็จะได้รับถ้วยรางวัล TICC 2025 และ Gift set เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยอีก 1 รางวัลที่จะได้รับ Gift set ไปครอง

โอกาสทอง! เปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะ สร้างชื่อเสียง

การแข่งขันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฟ้นหาสุดยอดเครื่องดื่ม แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีใจรักในกาแฟได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำเครื่องดื่ม แต่เป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้ดื่มทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับวงการกาแฟไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลกกัน!

สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน หรืออยากจะติดตามข่าวสารเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของงาน หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่าพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้!

ที่มา – ชี้ เปลี่ยนเมล็ดกาแฟไทยเป็นงานศิลปะ ต่อยอดตลาด 6 หมื่นล้านโตพุ่ง

ที่ปรึกษากมธ.ศาสนาฯ จวก! ตร.สอบข้อมูลวัด ขัดมติ มส.

ดร.ณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อยออกหนังสือขอข้อมูลจากวัดสุวรรณาราม โดยหนังสือดังกล่าวมีการขอข้อมูลส่วนบุคคลของพระสงฆ์ รวมถึงข้อมูลของมูลนิธิและหน่วยงานต่างๆ ภายในวัด ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เช่น ภาพถ่าย เลขบัตรประชาชน และเลขบัญชีธนาคาร โดยกำหนดให้วัดส่งข้อมูลภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2568

ดร.ณพลเดช ชี้ว่า หนังสือดังกล่าวอ้างอิงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 222/2568 แต่ในความเป็นจริง คณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นไม่ได้อนุมัติให้มีการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะที่ตำรวจร้องขอ นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังขัดต่อมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ 620/2568 เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารศาสนสมบัติของวัด ซึ่งระบุชัดเจนว่า การตรวจสอบบัญชีธนาคารส่วนบุคคลของพระสงฆ์สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของบัญชีให้ความยินยอมเท่านั้น

ที่ปรึกษากมธ.ศาสนาฯ จวก! ตร.สอบข้อมูลวัด ขัดมติ มส.

ดร.ณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ตำรวจขอข้อมูลส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประชาชน ภาพถ่าย หรือเลขบัญชีธนาคาร ถือเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 32 ที่ให้สิทธิเจ้าของข้อมูลในการคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรา 19 (วรรคห้า) ที่ให้สิทธิในการถอนความยินยอม หากเคยให้ข้อมูลไปแล้ว

ประเด็นนี้สร้างความกังวลใจให้กับพระสงฆ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลที่ถูกร้องขอเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หรือตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ หากไม่มีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากพระสงฆ์ในหลายพื้นที่ว่าการขอข้อมูลในลักษณะนี้สร้างความไม่สบายใจ และทำให้เกิดความระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจสอบข้อมูลวัด

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่พระสงฆ์ไม่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆ ของตำรวจ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการทำงานร่วมกันในพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและสังคม

ด้วยเหตุนี้ ดร.ณพลเดช จึงเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งประสานงานและสร้างความเข้าใจระหว่างพระสงฆ์และตำรวจ เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และทำให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้างได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรและอาณาจักร การแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การตรวจสอบข้อมูลวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของพระสงฆ์ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรต่อไป

ที่ปรึกษากมธ.ศาสนาฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่มา – ‘ที่ปรึกษากมธ.ศาสนาฯ’ อัดยับ ตำรวจตรวจสอบข้อมูลวัด ทำหน้าที่ขัดมติมส.

มาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด

จากกรณีที่มีสื่อบางสำนักบิดเบือนคำพูดของ ดร.วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ล่าสุด นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและครบถ้วน

นายมาริษกล่าวว่า ตนเองรู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่แรกที่ทราบว่ามีการบิดเบือนคำพูดของ ดร.วิเวียน และได้แสดงความกังวลว่าการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและถูกนำไปใช้เพื่อโจมตีทางการเมืองได้

“ผมได้คุยโทรศัพท์กับ ดร.วิเวียน เพื่อแสดงความห่วงกังวลในเรื่องนี้” นายมาริษกล่าว “ท่านก็เข้าใจและอนุญาตให้ผมช่วยชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้กับสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อหลัก เนื่องจากข้อความที่แปลผิดนั้นได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย”

มาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด

นายมาริษยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงเจตนาที่แท้จริงของ ดร.วิเวียน ว่า “ท่านไม่ได้มีความประสงค์ที่จะตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำของใครทั้งสิ้น ท่านเพียงแต่ต้องการที่จะเห็นการทูตทำงานอย่างเต็มที่ เพราะการทูตจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เมื่ออยู่ในจุดที่สมดุล และเมื่อใดที่ภาวะผู้นำถูกขัดขวาง ไม่ว่าด้วยปัจจัยใดก็ตาม จะส่งผลให้การแก้ไขปัญหายิ่งซับซ้อนมากขึ้น”

ความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง: กรณีมาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด

นายมาริษ กล่าวย้ำว่า สิ่งที่ ดร.วิเวียน ต้องการสื่อสารก็คือ อยากให้ทุกคนตระหนักว่าการสนับสนุนให้ผู้นำทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างสมบูรณ์

การที่นายมาริษออกมามาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อการสื่อสารระหว่างประเทศ การแก้ไขความเข้าใจผิดอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

เหตุการณ์มาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ การมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันโดยตรง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้ว่าอาจจะมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นบ้างในบางครั้ง

ในโลกที่ข่าวสารเดินทางอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่สาธารณชนจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและเป็นกลาง สื่อควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข้อมูล และควรให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน

สุดท้ายนี้ หวังว่าเหตุการณ์ มาริษเคลียร์วิเวียน! ปมบิดเบือนคำพูด จะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการสื่อสารระหว่างประเทศ และช่วยส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ที่มา – ‘มาริษ’ เผย โทรเคลียร์ ‘วิเวียน’ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์แล้ว ปมถูกบิดเบือนคำพูด

เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเกาหลีเริ่มคลี่คลาย? มีรายงานข่าวว่าเกาหลีเหนือเริ่มดำเนินการย้ายลำโพงออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว หลังจากที่เกาหลีใต้ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความอ่อนไหว และมีความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน

เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ว่าสำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการตรวจพบความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ ในการรื้อถอนเครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งตามแนวชายแดน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงของเกาหลีใต้จะติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน ว่าอีกฝ่ายรื้อถอนลำโพงออกจากพื้นที่แห่งอื่นด้วยแล้วหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเกาหลีเหนือเกิดขึ้น หลังกองทัพเกาหลีใต้เริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องขยายเสียงออกจากแนวชายแดน “เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูความสัมพันธ์” โดยทั้งสองประเทศเริ่มปิดเสียงลำโพงตามแนวชายแดน เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ทำไมเกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน?

การตัดสินใจของเกาหลีเหนือที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการที่จะลดความตึงเครียดและแสวงหาแนวทางในการเจรจา แม้ว่าในอดีตการสื่อสารระหว่างสองประเทศมักจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการ “ประนีประนอม” กับรัฐบาลเปียงยาง แต่จนถึงตอนนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้.

การที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ การเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิภาคและโลก

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ถึงแม้ว่าเกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ การรักษาความระมัดระวังและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การตัดสินใจของทั้งสองประเทศในการลดอุปกรณ์กระจายเสียงตามแนวชายแดน ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้ในระยะยาว

เครดิตภาพ : AFP

การที่เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดนนั้นเป็นเพียงก้าวแรก การสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความพยายามและความมุ่งมั่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

ที่มา – เกาหลีเหนือเริ่มย้ายลำโพงออกจากชายแดน หลังเกาหลีใต้จัดการก่อน

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

โจนาธาร เข็มดี กองหลังจาก “ราชันมังกร” ราชบุรี เอฟซี ยอมรับว่า สภาพร่างกายของเขา ยังไม่เต็มร้อย และไม่แน่ว่าจะฟิตทันหรือไม่ สำหรับช่วยทีมชาติไทย ทำศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ 2025” ที่ จ.กาญจนบุรี

ฟุตบอลคิงส์คัพ ปีนี้ จัดที่สนามกีฬากลาง จ.กาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) วันที่ 4 และ 7 ก.ย. นี้ โดยมีทีมเข้าร่วม คือ ทีมชาติไทย ที่เป็นแชมป์เก่า, อิรัก, ฮ่องกง และ ฟิจิ โดยจะจับสลากประกบคู่ วันที่ 13 ส.ค. 68 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

ขณะเดียวกัน โจนาธาร เข็มดี เซ็นเตอร์แบ๊กดาวรุ่ง ที่เป็นกำลังหลักในชุดคว้าแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่ จ.สงขลา อัปเดตสภาพร่างกายตัวเอง ระบุว่า แม้ยังไม่ฟิต 100% แต่เริ่มกลับมาซ้อมกับทีม ราชบุรี แล้ว เตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ ไทยลีก

เมื่อถามถึงโอกาสในการติดทีมชาติไทย สู็ศึกคิงส์คัพ โจนาธาร ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ เป้าหมายแรกต้องกลับมาเล่นกับ ราชบุรี ให้ได้ก่อน

“ผมไม่รู้จะทันไหม ยังไม่ได้กลับมาซ้อม 100% กับราชบุรีเลย เป้าหมายของผม ต้องกลับมาเล่นกับ ราชบุรี เอฟซี ก่อนจะคิดถึงทีมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมทีมชาติมาก”

โจนาธาร กล่าวด้วยว่า ตนยังไม่ลืมความประทับใจ ในการเป็นแชมป์คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ที่ จ.สงขลา เป็นการแข่งขันที่สนุกมาก ขณะเดียวกัน สำหรับ คิงส์คัพ ที่ จ.กาญจนบุรี อยากให้แฟนมาเยอะๆ คิดว่าปีนี้มีแต่ทีมดีๆ เข้ามาร่วม เชื่อว่าจะสนุกมากแน่นอน.

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ทำให้แฟนบอลหลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงโอกาสในการเข้าร่วมการแข่งขันของเขา เรามาเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของโจนาธารกันดีกว่า

สถานการณ์ล่าสุดของโจนาธาร เข็มดี กับการป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

โจนาธาร เข็มดี กองหลังจากราชบุรี เอฟซี ได้ออกมาเปิดเผยถึงสภาพร่างกายของตนเองว่ายังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถช่วยทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ 2025 ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้หรือไม่ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับแฟนบอลที่หวังจะเห็นเขาลงสนามในนามทีมชาติ

การแข่งขันคิงส์คัพในปีนี้จะจัดขึ้นที่สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว) ในวันที่ 4 และ 7 กันยายน โดยมีทีมเข้าร่วมคือ ทีมชาติไทย (แชมป์เก่า), อิรัก, ฮ่องกง และฟิจิ การจับสลากประกบคู่จะมีขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี

โจนาธาร เข็มดี ซึ่งเป็นกำลังหลักในการคว้าแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา ได้อัปเดตสภาพร่างกายของตัวเองว่า แม้จะยังไม่ฟิต 100% แต่ก็เริ่มกลับมาซ้อมกับทีมราชบุรีแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ในไทยลีก

เมื่อถูกถามถึงโอกาสในการติดทีมชาติไทยเพื่อร่วมศึกคิงส์คัพ โจนาธารยอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ โดยเป้าหมายแรกของเขาคือการกลับมาลงเล่นให้กับราชบุรี เอฟซีก่อน

“ผมไม่รู้จะทันไหม ยังไม่ได้กลับมาซ้อม 100% กับราชบุรีเลย เป้าหมายของผมคือการกลับมาเล่นกับราชบุรี เอฟซี ก่อนจะคิดถึงทีมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากร่วมทีมชาติมาก” โจนาธารกล่าว

โจนาธารยังกล่าวถึงความประทับใจในการเป็นแชมป์คิงส์คัพครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สนุกมาก และสำหรับคิงส์คัพที่จังหวัดกาญจนบุรี เขาอยากให้แฟนบอลเข้ามาชมกันเยอะๆ เพราะเชื่อว่าปีนี้จะมีแต่ทีมดีๆ เข้าร่วมและจะสนุกอย่างแน่นอน

ความสำคัญของการมี ‘โจนาธาร’ ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ส่งผลต่อความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากโจนาธารเป็นกองหลังที่มีความสามารถและประสบการณ์ การขาดหายไปของเขาอาจทำให้ทีมต้องปรับแผนการเล่นพอสมควร การมีเขาอยู่ในทีมจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสามารถในการป้องกันประตูได้อย่างมาก

  • ประสบการณ์ในการแข่งขันระดับนานาชาติ
  • ความสามารถในการอ่านเกมและการเข้าสกัด
  • ความเป็นผู้นำในแผงหลัง

ทำไมแฟนบอลถึงให้ความสนใจข่าว ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

แฟนบอลชาวไทยต่างให้ความสนใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก เพราะโจนาธารเป็นนักเตะที่ได้รับความนิยมและเป็นที่คาดหวังว่าจะสามารถช่วยทีมชาติไทยในการแข่งขันสำคัญๆ ได้ การที่เขายังไม่แน่ใจว่าจะฟิตทันหรือไม่ ทำให้แฟนบอลหลายคนรู้สึกเป็นห่วงและอยากให้เขาสามารถกลับมาลงสนามได้โดยเร็ว

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนักกีฬาที่ตนเองชื่นชอบเป็นเรื่องปกติของแฟนบอล และข่าว ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ก็เป็นหนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

สถานการณ์ของ ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แฟนบอลและทีมงานโค้ชต่างหวังว่าเขาจะสามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะลงสนามช่วยทีมชาติไทยในการป้องกันแชมป์คิงส์คัพได้สำเร็จ ขอเป็นกำลังใจให้โจนาธารหายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม!

ที่มา – ‘โจนาธาร’ ไม่ชัวร์ช่วย ‘ช้างศึก’ ป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เพจ “สสจ.สมุทรปราการ” เผยแพร่ประกาศสำนักงานปศุสัตว์ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคพิษสุนัขบ้า ตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วยท้องที่ หมู่ที่ 7 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอบางพลี ได้พบสุนัขป่วยด้วยโรคระบาด ชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยมีแนวโน้มที่จะแพร่ระบาด ออกไปยังท้องที่ข้างเคียง หรือระบาดเข้ามาในท้องที่ได้จากการเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือพาหนะของโรคระบาด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ปศุสัตว์อำเภอประจำท้องที่อำเภอบางพลี จึงออกประกาศ ไว้ดัง ต่อไปนี้ ข้อ 1. ให้ท้องที่ หมู่ 7 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการไปทางทิศเหนือ จด ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ, ไปทางทิศใต้ จด ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ , ไปทางทิศตะวันออก จด ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ, ไปทิศตะวันตก จด ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสัตว์ชนิดสุนัขและแมว 

ข้อ 2. ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ ชนิดสุนัขและแมว หรือซากของสัตว์ดังกล่าว เข้า ออก
ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาดชั่วคราวเว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 แห่งพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 2568 ถึงวันที่ 4 ก.ย. พ.ศ. 2568 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากคำแนะนำของกรมควบคุมโรคระบุมี 10 ข้อควระวังเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

  • 1.โรคพิษสุนัขบ้า เมื่อเกิดอาการขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ต้องเสียชีวิตทุกราย
  • 2. โรคพิษสุนัขบ้า สามารถเกิดขึ้นกับสัตว์ชนิดอื่นได้ด้วย เช่น แมว ชะนี ลิง กระรอก กระแต หนู ค้างคาว หรือแม้กระทั่ง วัว ควาย ม้า สุกร
  • 3. สุนัขเป็นตัวแพร่เชื้อที่สำคัญที่สุด กว่า 95% ของผู้เสียชีวิตมาจากสุนัข

  • 4. สุนัขและแมว ที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแพร่เชื้อได้ทางน้ำลาย
  • 5 คาถาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 5 ย. อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง
  • 6.หากถูกสัตว์กัดหรือข่วนให้รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยน้ำสะอาด และสบู่ หลาย ๆ ครั้ง แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคพิษสุนัขบ้า

  • 7.ควรมารับวัคซีนตามกำหนดเวลา อย่างเคร่งครัด รวมทั้งเฝ้าระวังสุนัขหรือแมวที่มากัดเป็นเวลา 10 วัน หากสัตว์ตายระหว่างดูอาการ ให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อตัดหัวสุนัขส่งตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
  • 8.อาการสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าระยะเริ่มแรก เช่น สุนัขจะมีอารมณ์และอุปนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม ม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ กินข้าวกินน้ำน้อยลง การเคี้ยวหรือกลืนผิดปกติ
  • 9. ต้องพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และ
  • 10 .ไม่ปล่อยสุนัขไปเพ่นพ่านในที่สาธารณะ ตามลำพัง ต้องใส่สายจูงเมื่อพาสุนัขออกนอกบ้าน ถ้าสุนัขดุควรสวมเครื่องป้องกันสุนัขกัด.

ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

สถานการณ์การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของทั้งสัตว์และคนในชุมชน

สิ่งที่ประชาชนควรทำเมื่อพบเจอสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า

หากพบสุนัขหรือแมวที่มีอาการน่าสงสัย เช่น มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ก้าวร้าว หรือมีน้ำลายไหลมากผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และควบคุมไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ควรดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงและสภาพแวดล้อมที่สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ร้ายแรงและสามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือกันในการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด เราจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคนและสัตว์ได้ อย่าละเลยการพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนประจำปี และหากถูกสัตว์กัดหรือข่วน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

ที่มา – ปศุสัตว์บางพลี ประกาศพื้นที่ระบาด พิษสุนัขบ้า

สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯ เชิดชู 15 ทหารกล้า

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่าในเฟซบุ๊กของ “วาสนา นาน่วม” นักข่าวสายทหาร ได้มีการโพสต์ภาพบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่แสดงภาพของเหล่า สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย ผู้เสียสละชีวิตในการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อความที่ปรากฏบนบิลบอร์ดนั้นมีความว่า “ขอบคุณ ที่ไม่ลืม 15 ทหาร พลีชีพ ปกป้องแผ่นดิน ปกป้อง ศักดิ์ศรีประเทศ และศักดิ์ศรีคนไทย ใน สมรภูมิรบไทย-กัมพูชา กค.2568 ณ ทางเข้าเมืองอุดรธานี” ภาพนี้สร้างความประทับใจและความรู้สึกซาบซึ้งในความเสียสละของเหล่าทหารกล้าเป็นอย่างมาก

สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย

รายชื่อของเหล่าทหารหาญทั้ง 15 นายที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ประกอบไปด้วย:

  1. ส.ต. วรัญชิต ยวงสุวรรณ
  2. จ.ส.ต. ธวัชชัย บุสภา
  3. ส.อ. นพพล บุญเลิศ
  4. ส.อ. จิรายุ สิ่งห์อัน
  5. ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร
  6. ส.ท. ศราวุธ นามสวัสดิ์
  7. ส.อ. จิรายุทธ อินทุมาน
  8. พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาขา
  9. ส.อ. อมรินทร์ ผาสุก
  10. จ.ส.อ. อโณทัย ป้องแก้ว
  11. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข
  12. จ.ส.อ. อภิรมย์ ทรงพุฒิ
  13. จ.ส.อ. ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย
  14. พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง
  15. ส.ท. ต่อพงษ์ พันดวง

การเสียสละของทหารกล้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำและเชิดชูอย่างยิ่ง พวกเขาได้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและรักษาความมั่นคงของชาติ สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย เหล่านี้สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง

ความสำคัญของการสดุดีวีรบุรุษ

การสดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน การรับรู้ว่าความเสียสละของพวกเขามีคุณค่าและได้รับการจดจำจะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไป

นอกจากนี้ การสดุดีวีรบุรุษยังเป็นการปลูกฝังความรักชาติและความเสียสละให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ การได้เรียนรู้เรื่องราวของวีรบุรุษและวีรสตรีจะช่วยให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในชาติและมีความสำนึกในหน้าที่ของพลเมืองที่ดี การสร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเสียสละและความกล้าหาญจะช่วยให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็งและมั่นคง

การที่จังหวัดอุดรธานีได้ขึ้นบิลบอร์ดเพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้าทั้ง 15 นาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความเคารพและขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ หวังว่าการกระทำนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยงานและองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการสดุดีวีรบุรุษและวีรสตรีของชาติมากยิ่งขึ้น

การสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่ความเสียสละของพวกเขาทั้ง 15 นาย จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขอแสดงความเคารพและสดุดีวีรกรรมของเหล่าทหารกล้าที่ได้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษ! อุดรฯขึ้นบิลบอร์ดกลางเมือง เชิดชู 15 ทหารกล้าพลีชีพปกป้องแผ่นดินไทย

‘ทวี’ นำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจที่อุบลฯ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยภริยา นางสุนีย์ สอดส่อง และบุตรชาย นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรมว.ยุติธรรม รวมถึงนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางอุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยม พบปะ ให้กำลังใจผู้ต้องราชทัณฑ์ เยี่ยมชมห้องสมุดที่ปรับปรุงใหม่ และที่สำคัญคือการนำนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” ร่วมกิจกรรม สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน พร้อมพูดคุย สร้างแรงบันดาลใจ และขับร้องเพลงร่วมกับวงดนตรีของเรือนจำกลางอุบลราชธานี

โดยมีนายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย, ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผวจ.อุบลราชธานี, นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, น.ส.ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผอ.สำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี, และ น.ส.จำปา ไขแสง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ เสก โลโซ ร่วมกิจกรรมที่อุบลราชธานี

‘ทวี’ ลงพื้นที่อุบลฯนำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

พ.ต.อ.ทวีกล่าวถึงความเข้าใจของรัฐบาลต่อความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว สำหรับนโยบายการดูแลและเยียวยาประชาชนนั้น ผู้เสียหายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในประเทศไทย สามารถแจ้งความเพื่อขอรับการช่วยเหลือตามกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมได้ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือ 200,000 บาท และผู้บาดเจ็บประมาณ 100,000 บาท ซึ่งถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องเร่งดำเนินการ

เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ ผู้เสียหายจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความมาแสดงเพื่อยื่นขอรับความช่วยเหลือ นอกเหนือจากเงินเยียวยาตามกฎหมายปกติแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกิจเพิ่มเติมสำหรับเหตุการณ์สู้รบ โดยประชาชนจะได้รับเงินช่วยเหลือ 800,000 บาท และเจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับ 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นระเบียบที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง

การดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์และการ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

สำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์ในพื้นที่ชายแดนที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว รัฐบาลได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจและให้กำลังใจ โดยจะมีการจัดให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้พบกับผู้ลี้ภัยที่เคยผ่านสถานการณ์เดียวกัน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกันและตระหนักถึงความพยายามของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรีบำบัดและกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด โดยมีศิลปินอย่าง เสก โลโซ เข้าไปช่วยดูแลและให้กำลังใจทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชน การที่ ‘เสก โลโซ’ เดินทางไปร่วมกิจกรรม สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ

เรือนจำอุบลราชธานีซึ่งมีผู้ต้องราชทัณฑ์จำนวนมากถึง 5,500 คน ได้เริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถด้านดนตรี เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ โดยมีการเชิญ เสก โลโซ เข้าไปให้คำแนะนำและเป็นแรงบันดาลใจ เป้าหมายคือการเปลี่ยนบทบาทของเรือนจำจากสถานที่คุมขังให้เป็น “สถานที่สร้างคน” เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์เมื่อพ้นโทษออกไปสามารถเป็นพลเมืองที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เช่น ศรีสะเกษ ได้มีการอพยพผู้ต้องราชทัณฑ์ออกจากเรือนจำเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปยังสถานที่ที่เหมาะสมกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง

หลังจากนั้น พ.ต.อ.ทวีได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังด้านทักษะพิเศษ เพื่อ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน ในพื้นที่ประสบปัญหาชายแดน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นให้กับทหารและประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ร่วมกิจกรรมด้วย

การลงพื้นที่ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พร้อมด้วย “เสก โลโซ” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ ทหาร หรือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการเยียวยาด้านจิตใจและความเป็นอยู่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชมและสนับสนุน

ที่มา – ‘ทวี’ ลงพื้นที่อุบลฯนำ ‘เสก โลโซ’ สร้างขวัญกำลังใจมอบสิ่งของให้ทหารและประชาชน

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน: ฟื้นชีวิตตัวอักษรด้วยใจ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเหอเฝย ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าจางชุนหัว วัย 39 ปี เป็นช่างซ่อมหนังสือโบราณจีนประจำห้องสมุดมณฑลอานฮุย เล่าว่าการซ่อมหนังสือโบราณเพียงเล่มเดียวอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือน หรืออาจนานกว่านั้น ดังนั้นความอดทน ความประณีต และความรับผิดชอบสูงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสายงานนี้

แม้กระบวนการซ่อมแซมหนังสือโบราณจะดูซ้ำซากและจำเจ แต่จางและเพื่อนร่วมงานอีก 5 คนกลับพบความหมายในงานนี้ เกิ่งหนิง ช่างซ่อมหนังสือโบราณอีกคน กล่าวว่า พวกเขาได้เรียนรู้ชีวิตของผู้คนในอดีตผ่านหนังสือโบราณ การเย็บเล่มและความเสียหายของแต่ละเล่มแตกต่างกันไป ทำให้งานซ่อมแต่ละครั้งเป็นความท้าทายใหม่เสมอ

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

เมื่อปี 2565 โจวย่าหาน ย้ายจากแผนกห้องอ่านหนังสือมาอยู่ในแผนกซ่อมแซมหนังสือ โจวกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่าก่อนหน้านี้ เธอมักต้องบอกนักอ่านว่าหนังสือที่พวกเขาต้องการยังไม่สามารถยืมได้ เนื่องจากหนังสือชำรุดและต้องซ่อมก่อน พอได้เข้ามาอยู่ในทีมซ่อมแซม เธอจึงมีโอกาสซ่อมหนังสือเหล่านั้นด้วยตนเองและรู้สึกภูมิใจมาก

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

การซ่อมแซมหนังสือโบราณไม่ใช่แค่ทักษะเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการขัดเกลาจิตใจอีกด้วย จินซิน ซึ่งเคยมีปัญหากับการเพ่งสมาธิจดจ่อกับงานในช่วงปีแรก ค่อย ๆ ฝึกฝนทักษะซ่อมแซมจนเชี่ยวชาญและจดจ่อได้ดีขึ้นแล้ว เป้าหมายของเขาคือ การฟื้นฟูหนังสือทุกเล่มให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

ณ ห้องซ่อมแซมหนังสือโบราณ ช่างทั้ง 6 คนใช้ทักษะและความมุ่งมั่นในการฟื้นคืนชีวิตให้แก่ตัวอักษรโบราณและวัฒนธรรมจากอดีต จางชุนหัวกล่าวว่า การได้ดูแลหนังสือโบราณเหล่านี้และช่วยให้พวกมันเดินทางจากอดีตสู่อนาคต ถือเป็นความหมายที่แท้จริงของงานซ่อมแซมหนังสือโบราณ.

ความทุ่มเทของช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน

งานของช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซ่อมแซมทางกายภาพ แต่เป็นการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน พวกเขาคือผู้พิทักษ์ความรู้และวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมา หากคุณมีหนังสือเก่าที่ต้องการดูแลรักษา ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์หนังสือ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาสมบัติทางปัญญาเหล่านี้ไว้ให้ยืนยาว

ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีนเหล่านี้ คือฮีโร่เงียบๆ ที่ทำงานด้วยความรักและความใส่ใจ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้จากอดีต

ที่มา – ช่างซ่อมหนังสือโบราณจีน ใช้ความประณีตและมุ่งมั่นฟื้นชีวิตตัวอักษร

ฟิลิปปินส์จับตา เรือยามฝั่งจีน ใกล้ไต้หวัน

ฟิลิปปินส์จับตา เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ อย่างใกล้ชิดในน่านน้ำทางตอนเหนือ ใกล้กับ ‘ไต้หวัน’ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่ามีการพบเห็นเรือของจีนทั้ง 3 ลำเป็นครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดี (7 ส.ค.) ใกล้กับจังหวัดบาตาเนส ทางตอนเหนือของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ โดยหน่วยยามชายฝั่งของฟิลิปปินส์ส่งเครื่องบินเพื่อเฝ้าติดตาม “การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ” ของเรือจีนทั้งหมดในบริเวณดังกล่าว

รายงานระบุว่า เรือ 4304 ของหน่วยยามฝั่งจีนลอยลำอยู่ห่างจากเมืองซับตัง ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของหมู่เกาะบาตาเนส ออกไปประมาณ 140 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าใกล้ตำแหน่งของเรืออีก 2 ลำได้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

อนึ่ง เรือเหล่านี้ถูกพบเห็นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเฟิร์ส โพสต์ ของอินเดีย ว่า หากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน “ฟิลิปปินส์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้” เนื่องจากเหตุผลด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และ “หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ” ฟิลิปปินส์จะต้องถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง

มาร์กอสเสริมอีกว่า ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ และมีการอพยพพลเมืองเหล่านี้กลับประเทศ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาตอบโต้เมื่อวันศุกร์ (8 ส.ค.) โดยเรียกร้องให้รัฐบาลมะนิลายึดมั่นต่อหลักการจีนเดียวอย่างจริงจัง และหลีกเลี่ยง “การเล่นกับไฟ” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของจีน.

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และการปรากฏตัวของ เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ใกล้ไต้หวัน ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีข้อพิพาททางทะเลกับจีนในทะเลจีนใต้ กำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การเคลื่อนไหวของเรือจีนเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวันตึงเครียดเป็นพิเศษ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายได้

ฟิลิปปินส์จับตาเรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ในน่านน้ำตอนเหนือใกล้กับ ‘ไต้หวัน’

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของจีนในภูมิภาคนี้ การส่ง เรือยามฝั่งจีน 3 ลำ มายังพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกถึงอำนาจ หรืออาจเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร การกระทำนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่ฟิลิปปินส์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการพบเห็นเรือจีนเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของฟิลิปปินส์ต่อการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าฟิลิปปินส์กำลังให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของตนเอง

  • การตอบสนองของจีนต่อเรื่องนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในอนาคต
  • นานาชาติกำลังจับตาดูว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะออกมาแสดงท่าทีอย่างไรต่อการกระทำของจีน

การที่ประธานาธิบดีมาร์กอสออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวัน บ่งชี้ว่าฟิลิปปินส์ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์นี้ และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหากจำเป็น แม้ว่าอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติและผ่านกระบวนการทางการทูต การใช้กำลังหรือการข่มขู่คุกคามไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่าเดิม

ที่มา – ฟิลิปปินส์จับตาเรือยามฝั่งจีน 3 ลำ ในน่านน้ำตอนเหนือใกล้กับ ‘ไต้หวัน’