ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เทวัญ’ แนะ! กำหนดมาตรฐานครูต่างชาติ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้มีการประชุมหารือกับทางผู้บริหารของคุรุสภา และคณะที่ปรึกษาที่มาจากสถาบันอุดมศึกษาว่าในการดำเนินงานของคุรุสภาที่ผ่านมามีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องใดบ้างเพื่อจะได้ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูที่มีผู้เข้ารับการทดสอบผ่านเกณฑ์ค่อนข้างน้อย เรื่องงบประมาณที่ถูกตัดไปมากพอสมควร และเรื่องสำคัญที่คณะที่ปรึกษาได้หารือเป็นพิเศษคือเรื่องของครูต่างชาติ ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นครูสอนในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูภาษาอังกฤษ และครูภาษาจีน ซึ่งคุรุสภาจะออกใบอนุญาตให้เป็นครูได้ครั้งละ 2 ปี ติดต่อกัน 3 ครั้ง รวมแล้วไม่เกิน 6 ปี แต่คนที่เข้ามาเป็นครูต่างชาติเหล่านี้กลับไม่มีมาตรฐานครูต่างชาติที่ชัดเจน มีเพียงข้อกำหนดจากโรงเรียนที่ต้องการจ้างไปสอนที่ระบุว่าจะต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเท่านั้น ตนและคณะที่ปรึกษาจึงเห็นว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าควรมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูต่างชาติให้ชัดเจน เช่น ครูสอนภาษาอังกฤษจะต้องผ่านการทดสอบ TOEIC หรือ TOEFL ในระดับใด เช่นเดียวกับครูภาษาจีนก็ต้องผ่านมาตรฐานภาษาจีนในระดับที่มีการกำหนดไว้ให้ชัดเจน

“ผมคิดว่าคนต่างชาติที่เข้ามาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนในขณะนี้ บางคนอาจจะมีความรู้ สามารถสื่อสารได้แต่สำเนียงไม่ได้ หรือคุณสมบัติอาจจะไม่ครบเครื่อง ดังนั้น ถ้าคุรุสภากำหนดมาตรฐานครูต่างชาติไว้ให้ชัดเจนเราก็จะได้คนที่จะเข้ามาเป็นครูต่างชาติที่มีคุณภาพ ส่งผลดีไปยังนักเรียนในที่สุด” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูว่าจะทำอย่างไรให้ครูมีมาตรฐานที่สูงขึ้น รวมไปถึงในสถานการณ์ปัจจุบันตัวเลขของนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่อไปครูอาจจะล้นตลาด สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการคิดและเตรียมการรองรับไว้ด้วย อย่างไรก็ตามประเด็นต่าง ๆ ที่ได้มีการหารือในวันนี้ตนได้ขอให้ทางคุรุสภาได้รองไปคิดและผลักดันว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งหากติดขัดปัญหาใดตนก็พร้อมที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนให้

‘เทวัญ’ ถกผู้บริหารคุรุสภา แนะกำหนดมาตรฐานครูต่างชาติ หวังได้เจ้าของภาษาคุณภาพสอนเด็ก

การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้ามามีบทบาทของครูชาวต่างชาติในระบบการศึกษาปัจจุบัน ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือเรื่องของ “มาตรฐาน” ที่ควรมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าครูต่างชาติที่เข้ามานั้น มีความสามารถและคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องกำหนดมาตรฐานครูต่างชาติ?

การเข้ามาของครูต่างชาติถือเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนไทยจะได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจากเจ้าของภาษาโดยตรง อย่างไรก็ตาม การขาดมาตรฐานที่ชัดเจนอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ครูต่างชาติบางท่านอาจมีทักษะทางภาษาที่ไม่ดีเท่าที่ควร หรือขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมไทย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

ดังนั้น การกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางภาษา (เช่น คะแนน TOEIC, TOEFL สำหรับครูสอนภาษาอังกฤษ หรือ HSK สำหรับครูสอนภาษาจีน) หรือประสบการณ์การสอน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคัดกรองครูต่างชาติที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับนักเรียนไทยได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานครูต่างชาติ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและสังคมโดยรวมว่า บุตรหลานของตนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากครูที่มีความสามารถและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับครูชาวต่างชาติ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย และสร้างโอกาสให้นักเรียนไทยได้เรียนรู้จากครูที่มีความสามารถและทุ่มเทอย่างแท้จริง การมีครูต่างชาติที่มีคุณภาพจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายให้กับนักเรียนไทย เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสากล

ที่มา – ‘เทวัญ’ ถกผู้บริหารคุรุสภา แนะกำหนดมาตรฐานครูต่างชาติ หวังได้เจ้าของภาษาคุณภาพสอนเด็ก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้เชิญเงินพระราชทาน จำนวน 20,000 บาท มอบแก่ครอบครัวของ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา กำลังพลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา

การมอบเงินพระราชทานในครั้งนี้จัดขึ้น ณ บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และแสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้

ในพิธีดังกล่าว มีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ การพระราชทานเงินช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมากกว่าการช่วยเหลือทางการเงิน แต่เป็นการส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ให้พวกเขารู้ว่าพวกเขายังคงได้รับการดูแลและสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์

ความสำคัญของการพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร

การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านขวัญและกำลังใจ: เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ให้พวกเขามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป และรับรู้ว่าการเสียสละของบุคคลอันเป็นที่รักนั้นได้รับการยกย่องและเชิดชู
  • ด้านการดูแลและช่วยเหลือ: เป็นการช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียเสาหลักของครอบครัว
  • ด้านความสามัคคี: เป็นการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมไทย โดยแสดงให้เห็นว่าคนไทยทุกคนต่างร่วมทุกข์ร่วมสุขและพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร ยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมในการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดีและการช่วยเหลือผู้อื่น

การเสียสละของจ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา และกำลังพลทุกท่านนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราคนไทยทุกคนควรจดจำและยกย่อง การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง

ผมเชื่อว่าการกระทำอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็ง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความสามัคคีปรองดอง

ที่มา – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินช่วยเหลือครอบครัวทหาร

พ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา นายราชันย์ ซุ้นหัว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี และคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมี พล.ต.ประเสริฐ ข่าทิพย์พาที ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 และ พ.อ.สงคราม โชคชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น การเข้าเยี่ยมพ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ทหารที่ถูกส่งตัวมารักษาในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 นาย ได้แก่

  • ส.อ.ศตวรรษ ถิ่นลออ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 อุดรธานี ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดบริเวณไหล่ขวาและมีอาการหูอื้อด้านขวา
  • จ.ส.อ.อร่ามกุล สิงหามาตย์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 อุดรธานี ซึ่งได้รับการผ่าตัดมาจากโรงพยาบาลบุรีรัมย์ บริเวณต้นขาขวาและมีอาการหูอื้อด้านขวา
  • ส.อ.สุขสันติ์ เพียงสุวรรณ์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 อุดรธานี รับตัวมาจากโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวาและมีอาการหูอื้อทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ.อนันต์สิทธิ์ เหลาแพง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 อุดรธานี รับการรักษาต่อจากโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ถูกแรงอัดระเบิดหลังกระแทกบังเกอร์ มีอาการหูอื้อข้างซ้ายและเจ็บเป็นบางครั้ง

อาการโดยรวมของทหารทั้ง 4 นายดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป็นข่าวดีที่สร้างความยินดีให้กับทุกคน

พ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากชายแดนไทย-กัมพูชา

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและนายกเหล่ากาชาดจังหวัด ได้มอบกระเช้าและเงินสดจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทหารผู้กล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง และยังได้ให้กำลังใจครอบครัวของทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย การที่พ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลขวัญและกำลังใจของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตรายเพื่อส่วนรวม

ความสำคัญของการเยี่ยมให้กำลังใจทหาร

การที่พ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อขวัญและกำลังใจของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งการได้รับการดูแลและให้กำลังใจจากผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด จะช่วยให้ทหารเหล่านั้นรู้สึกว่าพวกเขามิได้ถูกทอดทิ้ง และการเสียสละของพวกเขาได้รับการยอมรับและชื่นชมจากสังคม

นอกจากนี้ การเยี่ยมให้กำลังใจยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทหาร ทำให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

การดูแลทหารหาญที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ ดังนั้นการให้กำลังใจและการสนับสนุนพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนควรทำ

ที่มา – พ่อเมืองอุดรฯ เยี่ยมให้กำลังใจทหารบาดเจ็บจากชายแดนไทย-กัมพูชา

“เจ้าปัน” ดาวซัลโว เดลินิวส์ คัพ ซบ สวาทแคท

“เจ้าปัน” ปัณณทัต เปรมปรีด์ ปีกตัวเก่งจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่กำลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นในศึกฟุตบอลกรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025 รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี บรรลุข้อตกลงร่วมทีม “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการยืนยันของสโมสร เมื่อวันอังคารที่ 5 ส.ค. 68

ปัณณทัต ถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นของศึกเดลินิวส์ คัพ ปีนี้ หลังทำไปแล้ว 4 ประตู พาตัวเองขึ้นนำเป็นดาวซัลโวร่วมของการแข่งขัน และช่วยให้ ราชสีมาวิทยาลัย คว้าชัยชนะ 4 จาก 5 นัด มี 12 คะแนน และผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศต่อไปแน่นอนแล้ว

ทางด้านทีม “สวาทแคท” ที่เตรียมเปิดฤดูกาลไทยลีก 1 พบกับ ชลบุรี ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. นี้ เผยในเพจเฟซบุ๊คอย่างเป็นทางการของสโมสรว่า “นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี บรรลุข้อตกลงคว้าตัว “ปัน” กองกลางดาวรุ่งจากรั้ว ราชสีมาวิทยาลัย พร้อมเปิดตัวกับ “โค้ชหระ” อิสสระ ศรีทะโร และผู้จัดการทีม เมธี ทวีกุลกาญจน์ ได้มอบหมายเลข 30 ให้กับเจ้าตัว”

สำหรับประวัติของ “ปัน” พอสังเขป มีดังนี้
-เยาวชนทีมสวาทแคท ชุด U13
-เยาวชนสโมสร โปลิศ เทโร U 14 ( คลองโคน อคาเดมี่ )
-เยาวชนทีมชลบุรี อคาเดมี่

ผลงานด้านการแข่งขัน
ชนะเลิศฟุตบอล รายการ Supermark U15 ภาคตะวันตก ( คลองโคน )
ชนะเลิศฟุตบอล
THAILAND YOUTH CHAMPIONS LEAGUE U-15 DIVISION 1 ( คลองโคน)
ชนะเลิศถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี​ U 16 ( คลองโคน )
ชนะเลิศ ฟุตบอลรายการ ก้าวใหม่ใจเพชร U16 ( คลองโคน )
อันดับ 3 แข่งขันรายการ Mikaza cup U 16 ( คลองโคน police tero)
แข่งขันฟุตบอลรายการ
FA Thai youth league
( police tero U 16 )
เคยไปฝึกซ้อมฟุตบอลที่ประเทศ ญี่ปุ่น ???????? ตอนU16
แข่งขันฟุตบอลรายการเยาวชนแห่งชาติ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ( สมุทรสงคราม )
ชนะเลิศ รายการบ้านตาขุน สุราษฎร์ธานี
(ชลบุรี เอฟซี อคาเดมี่ )
ชนะเลิศฟุตบอลกรมพละถ้วย ข U18 (ร.ร ราชสีมาวิทยาลัย)

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” กับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เร็วๆ นี้ แฟนบอลสวาทแคทห้ามพลาด! มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับดาวรุ่งคนใหม่ของทีมกันนะครับ

“เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” สุดปัง! เปิดตัวร่วมทีมอาชีพ “สวาทแคท” นครราชสีมา

การย้ายทีมของ “เจ้าปัน” นอกจากจะเป็นข่าวดีสำหรับสโมสรแล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลเยาวชนอีกหลายๆ คน ที่มีความฝันอยากจะก้าวไปสู่การเป็นนักเตะอาชีพ

อนาคตของ “เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” กับสวาทแคท

แน่นอนว่าการย้ายมาร่วมทีมสวาทแคท ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางอาชีพของ “เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่น ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานที่ดีให้กับสโมสร

การที่ “เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” ได้รับโอกาสในการเข้าร่วมทีมอาชีพอย่างสวาทแคท ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น พัฒนาตนเอง จนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในวงการฟุตบอล

นอกจากนี้ การย้ายทีมครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ “เจ้าปัน” ได้เรียนรู้และพัฒนาฝีเท้าจากนักเตะรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ รวมถึงโค้ชที่มีความสามารถ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติบโตในเส้นทางอาชีพนักฟุตบอล

เชื่อว่า “เจ้าปัน” จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและสโมสรได้อย่างแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ “เจ้าปัน” ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักฟุตบอล และเป็นกำลังสำคัญของทีมสวาทแคทต่อไป

ที่มา – “เจ้าปัน” ดาวซัลโว “เดลินิวส์ คัพ” สุดปัง! เปิดตัวร่วมทีมอาชีพ “สวาทแคท” นครราชสีมา

‘ภูมิธรรม’ยันเข้มงวดพิเศษหลังจับสายลับ BHQ ที่บุรีรัมย์

จากกรณีการจับกุมสายลับกัมพูชาหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความอ่อนไหว

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ลำดวน ควบคุมตัวสายลับกัมพูชา ซึ่งเป็นทหารหน่วย BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุน เซน ได้ในจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า “ให้ทางราชการดำเนินการไป ตอนนี้เรามีความระแวดระวังเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพราะมีข่าวออกมาเยอะมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถึงแม้จะยังยืนยันในข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าเป็นของคนนั้นคนนี้ แต่เราทราบว่ามีลักษณะเข้ามาเป็นพิเศษ”

นายภูมิธรรมยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลได้มีมติในเรื่องความเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการควบคุมการใช้โดรน “ยกเว้นในเขตพื้นที่ที่ออกนอกเขต 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรก็สามารถขอได้เป็นรายๆ” เขาย้ำว่า “ช่วงนี้เราต้องเข้มงวดกันหน่อย เพราะยังไม่รู้ว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร” สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความจำเป็นในการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

‘ภูมิธรรม’ยันช่วงนี้เข้มงวดเป็นพิเศษหลังจับสายลับหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีการตรวจยึดโดรนกว่า 200 ลำได้ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยระบุว่า “เรื่องนั้นจับไปแล้วซึ่งขณะนี้กำลังสอบสวนอยู่ ขอให้ผลสอบสวนเสร็จค่อยว่ากัน เราได้รับทราบว่ามีการจับกุมไปเมื่อคืนวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รายงานมา” แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

การตรวจสอบความเชื่อมโยงไปยังกัมพูชา

เมื่อถูกถามถึงระยะเวลาในการตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงไปยังกัมพูชาหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า “ต้องดูข้อเท็จจริง ถ้าข้อเท็จจริงไปถึง โยงไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่ก็จบไป” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามหลักฐานและความโปร่งใสในการสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์รอบข้างมีความไม่แน่นอน มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ความระมัดระวังและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ

การจับกุมสายลับหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์และการตรวจยึดโดรนจำนวนมากเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย การดำเนินการของรัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรมเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้สามารถวางแผนและดำเนินมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนและความร่วมมือจากประชาชนก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น

โดยสรุปแล้ว การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความเข้มงวดเป็นพิเศษหลังการจับกุมสายลับหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ มาตรการที่เข้มงวดขึ้นและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล เจ้าหน้าที่ และประชาชนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประเทศ

เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมั่นคง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความมั่นคงไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่เป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ประเทศของเราสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

‘ภูมิธรรม’ยันช่วงนี้เข้มงวดเป็นพิเศษหลังจับสายลับหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์ สะท้อนความใส่ใจในความมั่นคงของชาติ อย่าลืมเป็นหูเป็นตาช่วยกันสอดส่องดูแล เพื่อความสงบของประเทศ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ยันช่วงนี้เข้มงวดเป็นพิเศษหลังจับสายลับหน่วย BHQ ที่บุรีรัมย์

จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน

จากกรณีที่มีข่าวลือว่าจีนได้บริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในการปฏิบัติการชายแดน ล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษเพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าข่าวเรื่อง จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน นั้นไม่เป็นความจริง และภาพถ่ายที่ถูกนำมาใช้ประกอบข่าวเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC) ในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

จุดยืนของจีนต่อความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ยืนยันว่า จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีไมตรีจิต ได้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการผลักดันให้สถานการณ์คลี่คลายลงตามแนวทางของตนเอง นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา จีนไม่มีเป้าหมายที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวใด ๆ ในประเด็นนี้ และสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศ จีนพร้อมที่จะรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาค เช่น ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย และพร้อมจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการหยุดยิง และเร่งรัดการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

การออกมาปฏิเสธข่าวเรื่อง จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของจีนต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และความพยายามที่จะรักษาบทบาทของตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้สร้างสันติภาพ การที่จีนแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขปัญหา ยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญที่จีนให้กับการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ การชี้แจงอย่างรวดเร็วต่อข่าวลือที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของจีนต่อประชาคมโลก การที่จีนออกมา จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าจีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกพหุภาคี

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อถือข้อมูลใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมีสติและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

ที่มา – จีนปัดข่าวบริจาคโดรนให้ ‘กัมพูชา’ ใช้ปฏิบัติการชายแดน

สว.อิสระ ยื่นประธานวุฒิฯ สอย 136 สว.แล้ว

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นต.วุฒิพงษ์ พงศ์สุวรรณ สว. พร้อมตัวแทนกลุ่ม สว.อิสระ ยื่นรายชื่อ สว. ถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอน สว. 136 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ว่าด้วย สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรืออยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ พร้อมกับขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนการเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระ โดย น.ส.นันนทนา กล่าวว่า ยืนยันว่าได้รายชื่อครบตามจำนวน ที่ต้องการคือ 1 ใน 10 ของเสียง สว. แต่ยังไม่สามารถบอกตัวเลขที่แท้จริงได้ เพราะยังมีคนขอเพิ่มชื่อเข้ามาเรื่อยๆ

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.อิสระ ได้ยื่นรายชื่อ สว.และคำร้องถึงนายมงคลทันทีหลังแถลงข่าวเสร็จ จากที่ระบุว่าจะยื่นรายชื่อถึงประธานวุฒิสภาสัปดาห์หน้าหรือหลังวันที่ 12 ส.ค.

การยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถอดถอน สว. จำนวน 136 คน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการพิจารณากฎหมายต่างๆ ในอนาคต

สว.อิสระ ยื่นประธานวุฒิฯ สอย 136 สว.แล้ว

ประเด็นหลักของการยื่นถอดถอนครั้งนี้อยู่ที่ข้อกล่าวหาว่า สว. ทั้ง 136 คน เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 113 ซึ่งกำหนดให้ สว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง และไม่ควรอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ กลุ่ม สว.อิสระ เชื่อว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า สว. เหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ทำไมการยื่นถอดถอน สว. 136 คนจึงสำคัญ?

การยื่นถอดถอน สว. 136 คนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความชอบธรรมของวุฒิสภา: หากข้อกล่าวหาเป็นจริง การดำรงตำแหน่งของ สว. เหล่านี้อาจไม่ชอบธรรม และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาในฐานะองค์กรนิติบัญญัติ
  • ความเป็นกลางทางการเมือง: การที่ สว. ต้องเป็นกลางทางการเมืองเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การละเมิดหลักการนี้อาจนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ
  • ผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมาย: หาก สว. ที่ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายต่างๆ กฎหมายเหล่านั้นอาจถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องและเป็นธรรม

นอกจากนี้ การยื่นถอดถอนครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความขัดแย้งภายในวุฒิสภาเอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือ กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และผลการตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า สว. เหล่านี้มีความผิดจริง จะมีผลกระทบต่อการทำงานของวุฒิสภาอย่างไร และจะมีการสรรหา สว. ชุดใหม่หรือไม่

ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร?

หลังจากที่ประธานวุฒิสภารับเรื่องแล้ว จะต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานต่างๆ ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า สว. เหล่านี้มีความผิดจริง จะต้องพ้นจากตำแหน่ง

สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก

การดำเนินการของกลุ่ม สว.อิสระ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาหลักการของความถูกต้องและความเป็นกลางทางการเมืองในวุฒิสภา แม้ว่าผลลัพธ์จะยังไม่แน่นอน แต่การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่ สว.อิสระ ยื่น สว.อิสระ ยื่นประธานวุฒิฯ สอย 136 สว.แล้ว เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายมิติ ตั้งแต่ความชอบธรรมของวุฒิสภา ไปจนถึงการพิจารณากฎหมายต่างๆ ในอนาคต

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย และความจำเป็นที่ สว. จะต้องเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘สว.อิสระ’ยื่น‘ประธานวุฒิฯ’ส่งศาลรัฐธรรมนูญสอย 136 สว.แล้ว

เจาะลึก! **โครงการซื้อเรือดำน้ำจีน** ตอบทุกข้อสงสัย

จากกรณีโครงการซื้อเรือดำน้ำจีน Yuan Class S26T ที่กองทัพเรือได้ลงนามกับบริษัท CSOC ของจีนไปเมื่อปี 2560 เพื่อจัดหาเรือดำน้ำ แต่ประสบปัญหาเครื่องยนต์ MTU 396 จากเยอรมนีไม่สามารถติดตั้งได้ตามสัญญา ทำให้โครงการหยุดชะงักไปบางส่วน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 64% และมีการอนุมัติจ่ายเงิน 10 งวดจากทั้งหมด 18 งวด คิดเป็น 7,700 ล้านบาท และยังค้างจ่ายอีก 5,500 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการแก้ไขสัญญาโครงการซื้อเรือดำน้ำจีน Yuan Class รุ่น S26T ที่ทำสัญญารัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน โดยเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเยอรมนี MTU396 เป็นเครื่องยนต์จีน CHD620 พร้อมขยายเวลาการต่อเรือไปอีก 1,217 วัน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัยจากประชาชนเกี่ยวกับโครงการนี้ วันนี้ทีมข่าวเดลินิวส์จะมาตอบ 3 คำถามหลักที่ถูกถามเข้ามามากที่สุดเกี่ยวกับโครงการซื้อเรือดำน้ำจีน

โครงการซื้อเรือดำน้ำจีน: 3 ข้อสงสัยยอดฮิตที่ต้องรู้

ทำไมเยอรมนีถึงไม่ขายเครื่องยนต์ให้ไทย?

เหตุผลที่เยอรมนีไม่สามารถขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำรุ่น MTU 396 (หรือ MTU 4000) ให้กับไทยเพื่อใช้ในเรือดำน้ำที่ซื้อจากจีน เป็นเพราะสหภาพยุโรป (EU) มีข้อห้ามส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ที่มีศักยภาพทางทหารให้กับจีนตั้งแต่ปี 1989 (พ.ศ. 2532) เยอรมนีซึ่งเป็นสมาชิก EU และ NATO จึงต้องปฏิบัติตามข้อห้ามนี้อย่างเคร่งครัด แม้ว่าสินค้า (เครื่องยนต์) จะส่งไปยังไทย แต่การติดตั้งผ่านจีนถือเป็นการละเมิดข้อห้ามโดยตรง และรายการเครื่องยนต์นี้เพิ่งถูกเพิ่มในรายการห้ามส่งออกเมื่อปี 2562 หลังจากที่ไทยได้ลงนามในข้อตกลงรัฐต่อรัฐไปเมื่อปี 2560 ซึ่งกระบวนการจัดหาเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้น 2 ปี (2558)

เครื่องยนต์ใหม่ (จีน) ดีเทียบเท่าของเดิมหรือไม่?

เมื่อไม่สามารถรับเครื่องยนต์ MTU จากเยอรมนีได้ จีนเสนอให้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่น CHD620 ที่พัฒนาและผลิตในจีนเพื่อทดแทน MTU 396 (เครื่องยนต์ของเยอรมนีที่ผลิตในจีน) โดยจีนระบุว่าเครื่องยนต์ CHD620 ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์ Deutz-MWM ของเยอรมนี และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการส่งสเปกและผลการทดสอบให้กองทัพเรือไทยพิจารณา รวมถึงมาตรฐานจากสถาบันนานาชาติ จีนยืนยันว่าเครื่องยนต์นี้ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานทางทหารของจีนแล้ว และติดตั้งในเรือดำน้ำของกองทัพเรือปากีสถานเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มระยะเวลารับประกันเครื่องยนต์จาก 2 ปีเป็น 8 ปี

หากยกเลิกโครงการจะเกิดผลเสียอย่างไร?

หากไทยยกเลิกโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่จ่ายเงินไปแล้ว จะส่งผลเสียหลายด้าน เช่น:

  1. ไทยจะไม่ได้รับเงินที่จ่ายไปแล้วคืน (จ่ายไปแล้ว 10 งวด ประมาณ 7,700 ล้านบาท) หรือเรือดำน้ำที่สร้างเสร็จไปแล้ว 64%
  2. ไม่มีการชดเชยจากจีนในรูปแบบอื่น หมายถึงเสียเงินงบประมาณที่จ่ายไปแล้วโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทน
  3. กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือและรัฐบาล
  4. โครงการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ท่าจอดเรือ สิ่งอำนวยความสะดวก และการฝึกกำลังพลจะสูญเปล่า

ที่สำคัญ กองทัพเรือจะเสียโอกาสในการมีเรือดำน้ำไปอีกระยะยาว ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเลของประเทศ ดังนั้น แนวทางที่รัฐบาลและกองทัพเรือกำลังดำเนินการคือ พยายามปรับข้อตกลงและหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยไม่ให้ไทยเสียประโยชน์และอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการซื้อเรือดำน้ำจีนเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องพิจารณาผลประโยชน์และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – ตามส่องข้อมูล โครงการซื้อเรือดำน้ำจีน คลายข้อสงสัย ‘3ประเด็นใหญ่’

Big Data! จ่อกวาดลานวัด พบร้องเรียนพระ 4 พันเรื่อง

Big Data! จ่อกวาดลานวัด พบร้องเรียนพระ 4 พันเรื่อง

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงผลปฏิบัติการของศูนย์ป้องกันปราบปราม ภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ว่าจากผลปฏิบัติการสามารถจับกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดได้ 163 เป้าหมาย ในจำนวนนี้สามารถจับกุมพระสงฆ์ได้ 153 รูป และในขณะนี้ยังไม่พบตัวอีก 18 เป้าหมาย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีพระสงฆ์ 4 รูป ที่ไม่ยอมลาสิกขาว่า ได้เข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจ พร้อมทั้งให้พระวินยาธิการพูดคุยเรื่องวินัยสงฆ์ และคำสั่งของมหาเถรสมาคม จนพระทั้ง 4 รูป ยอมลาสิกขาเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.)

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ยังเตรียมเปิดปฏิบัติการครั้งต่อไป โดยขอข้อมูลการร้องเรียนพระที่ทำผิดพระธรรมวินัย จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พบว่ามีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 4,000 เรื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และได้สั่งการให้ตำรวจกรมการปกครองท้องที่ เข้าตรวจสอบวัดกว่า 40,000 วัดทั่วประเทศ โดยมุ่งเป้าไปที่ตู้รับบริจาคบัญชีวัด ไวยาวัจกรวัด และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูล Big Data ในการเปิดปฏิบัติการครั้งต่อไป ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

ความสำคัญของ Big Data ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนพระ

การนำ Big Data มาใช้ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระสงฆ์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนา ข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์และระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบวัดทั่วประเทศกว่า 40,000 แห่ง เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลที่ถูกต้อง จะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, การร้องเรียนจากประชาชน, และข้อมูลจากกรมการปกครองท้องที่ ทำให้เกิดภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ Big Data นี้ จะช่วยให้สามารถระบุถึงรูปแบบการกระทำผิด, กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง, และวัดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหา

นอกจากนี้ การใช้ Big Data ยังช่วยในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยการวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนและดำเนินมาตรการป้องกันได้อย่างทันท่วงที การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของพระพุทธศาสนา

การเปิดปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การตรวจสอบอย่างละเอียดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จะเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้พระพุทธศาสนาคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น

การจัดการข้อมูลจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตรวจสอบความโปร่งใส และความถูกต้องในการดำเนินงานของวัดต่างๆ รวมถึงบัญชีวัด และการบริจาคต่างๆ การสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเงินบริจาคของพวกเขานำไปใช้อย่างถูกต้อง จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาศรัทธาและความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา

ดังนั้น การนำ Big Data มาใช้ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนพระ ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนา และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – Big Data! จ่อเปิดปฏิบัติการ ‘กวาดลานวัด’ ชี้พบร้องเรียนพระกว่า 4 พันเรื่อง

4 ชาติยุโรป ลงขันซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นที่จับตาจากทั่วโลก ล่าสุดมีข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งยุโรป เมื่อ 4 ประเทศยุโรปได้ร่วมกันลงขันเพื่อซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน ด้วยมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนครั้งใหญ่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพยูเครน

4 ประเทศยุโรปลงขันซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ว่า การซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครนครั้งนี้ เป็นการดำเนินการภายใต้ “รายการความต้องการเร่งด่วนของยูเครน” (พียูอาร์แอล) ซึ่งเป็นกลไกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายมาร์ค รึตเตอ เลขาธิการนาโต ริเริ่มเมื่อเดือนที่แล้ว

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศว่าจะซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน มูลค่า 500 ล้านยูโร (ราว 18,742 ล้านบาท) ในขณะที่อีกสามประเทศจะร่วมกันบริจาคเงินอีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,184 ล้านบาท) โดยรัฐบาลของทั้งสี่ประเทศต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการช่วยเหลือยูเครน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากรัสเซียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายละเอียดอาวุธที่เนเธอร์แลนด์จัดหาให้ยูเครน

กระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์ระบุว่า แพ็กเกจความช่วยเหลือของเนเธอร์แลนด์ประกอบด้วยชิ้นส่วนขีปนาวุธแพทริออตของสหรัฐฯ และระบบอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับแนวหน้าการสู้รบของยูเครน ในขณะที่รัฐบาลสวีเดนแถลงว่า การสนับสนุนของตนจะครอบคลุมระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบต่อต้านรถถัง กระสุน และอะไหล่

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้กล่าวผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (เดิมคือทวิตเตอร์) ชื่นชมการบริจาคครั้งนี้ว่าเป็น “โครงการริเริ่มที่แข็งแกร่งมาก” ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของยูเครนในการปกป้องชีวิตประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

รึตเตอกล่าวชื่นชมเนเธอร์แลนด์ที่ประกาศให้เงินทุนสนับสนุนโครงการใหม่นี้เป็นประเทศแรก และแสดงความยินดีกับการดำเนินการของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย

“นับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของการปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียในยูเครน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดนต่างให้การสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่ ผมขอชื่นชมพันธมิตรเหล่านี้สำหรับความพยายามอย่างรวดเร็วในการผลักดันโครงการริเริ่มเช่นนี้” รึตเตอกล่าว

การตัดสินใจของ 4 ประเทศยุโรปในการซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติตะวันตกในการสนับสนุนยูเครนในการเผชิญหน้ากับความท้าทายทางทหารที่รุนแรง การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงรัสเซียว่าชาติตะวันตกจะไม่ยอมให้มีการรุกรานและละเมิดอธิปไตยของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การซื้ออาวุธสหรัฐฯ ให้ยูเครน ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในยูเครนเท่านั้น การเจรจาและการหาทางออกทางการทูตยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการยุติสงครามและความมั่นคงระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา – 4 ประเทศยุโรปลงขันซื้ออาวุธสหรัฐให้ยูเครน มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท