ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสีย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือญาติ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เวลาประมาณ 09:30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและมอบเงินช่วยเหลือให้กับญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ พร้อมเป็นกำลังใจให้ประชาชนชายแดน

กิจกรรมครั้งสำคัญนี้ได้เริ่มต้นที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ โดยนายประเสริฐได้มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีให้กับญาติผู้เสียชีวิต 9 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดน

เยี่ยมศูนย์อพยพและรับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้นำคณะเข้าเยี่ยมศูนย์อพยพที่อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นที่ได้จากความร่วมมือน้ำใจของคนไทยทั่วประเทศ ผ่านทางไปรษณีย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการเร่งด่วนคือการดูแลประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังแนวทางการเยียวยาเหยื่ออย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ นายประเสริฐได้ให้คำสั่งเร่งด่วนในการทำงานขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

คำสั่งเร่งด่วนต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

  • เร่งรวบรวมเอกสารผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว: สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศรีสะเกษ ต้องดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด
  • ตรวจสอบผู้ประสบภัยเพิ่มเติม 24 ราย: เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมทุกคน
  • สำรวจพื้นที่โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน วัดวาอาราม และแหล่งประวัติศาสตร์ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ

บทบาทของไปรษณีย์ไทยในการช่วยเหลือประชาชน

นายประเสริฐยังได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุความรุนแรงที่สถานีบริการน้ำมันบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัย มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้หลายราย

นอกจากนี้ เขายังได้มีการเยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ไทยในพื้นที่ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้ส่งความสำคัญต่อการทำงานเป็นด่านหน้าที่สนับสนุนทั้งเรื่องของอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารในยามวิกฤต

รัฐบาลเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูชุมชนชายแดน

นายประเสริฐได้กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ว่ามีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ และรับฟังเรื่องราวความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง ก่อนยืนยันว่าจะมีประกาศมาตรการใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมอย่างครอบคลุม

‘ตู้ ปณ. ช่วยผู้ประสบภัยไทย – กัมพูชา’ โครงการเพื่อชุมชนชายแดน

ทางไปรษณีย์ไทยได้เปิดโครงการ ‘ตู้ ปณ. ช่วยผู้ประสบภัยไทย – กัมพูชา’ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง ระหว่างวันนี้ถึง 25 สิงหาคม 2568 เพื่อเชื่อมโยงน้ำใจจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศมายังชุมชนชายแดนและทหารที่ปฏิบัติภารกิจ

ทั้งนี้ ‘การส่งต่อสิ่งของ’ มิใช่แค่การแบ่งปันทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังสร้างกำลังใจและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในยามที่คนทั้งประเทศกำลังมองไปที่ความสงบสุขของพื้นที่ชายแดน

หากคุณมองในเชิงลึก การลงพื้นที่ของ ‘ประเสริฐ’ ในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงใจ โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด เช่น การขยายอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการฟื้นฟูอาชีพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

เป็นสิ่งที่สะท้อนบทบาทของรัฐบาลในยุคใหม่ ที่ผสานการช่วยเหลือด้านสังคมกับเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่อาจคิดว่าความเปลี่ยนแปลงในสังคมมองไม่เห็น นี่คืออีกหนึ่งบรรทัดฐานที่ควรค่าติดตามและเป็นกำลังใจ ปิดท้ายด้วยข้อมูลต้นทางข่าวรวมถึงความคาดหวังของรัฐบาลในการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน

ที่มา – ‘ประเสริฐ’ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสีย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือญาติ

ชำนาญวิทย์-ไชยวัฒน์ พร้อมข้าราชการระดับสูงมหาดไทย เตรียมเกษียณ 1 ต.ค. นี้

ข้าราชการระดับสูงหลายกรมเตรียมวางมือ 1 ต.ค. นี้

หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศรายชื่อข้าราชการที่เตรียมเกษียณอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จำนวนทั้งหมด 208 ราย โดยเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายกรม รวมถึง รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ไปจนถึงนายอำเภอ ซึ่งแน่นอนว่าถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่หลายฝ่ายรอติดตาม

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ และนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อยู่ในรายชื่อ

หนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยผู้เคยมีบทบาทสำคัญในการเซ็นคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ดินแดนโครงการอัลไพน์ และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งทั้งสองคนมีชื่อในรายชื่อข้าราชการผู้จะพ้นจากตำแหน่งในครั้งนี้

รวมรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่เกษียณในปีนี้

  • นายขจร ศรีชวโนทัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง
  • นายณรงค์ จีนอ่ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • นายอดีเทพ กมลเวชซ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
  • นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  • นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก
  • นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  • นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
  • นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์
  • นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
  • นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
  • นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา
  • นายสุเมธ์ ธีรนิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี
  • นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  • นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

ร่องรอยความสำเร็จจากเหล่าผู้นำสำคัญ

แต่ละบุคคลในรายชื่อที่เราได้กล่าวมานี้มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ของตนมาโดยตลอด เช่น นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ที่สร้างความมั่นคงทางการท่องเที่ยวให้ภูเก็ตได้อย่างแข็งแกร่ง หรือ นายธวัชชัย ศรีทอง ที่นำชลบุรีเดินหน้าสู่ความทันสมัยในหลายด้าน ซึ่งบทบาทเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะให้ทั้งคนรุ่นใหม่และประชาชนได้ติดตามต่อไปในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านที่อาจส่งผลต่อการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ดี การเกษียณของ ข้าราชการระดับสูงมหาดไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารราชการ ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพราะผู้นำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างจังหวัดและการกำหนดนโยบายของส่วนกลาง ดังนั้น จึงมีผู้มองว่าการรับไม้ต่อจากทีมงานใหม่จะต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจตรงกัน

ควรเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

สำหรับผู้ติดตามข่าวสาร อาจต้องจับตาดูแนวโน้มในการเปลี่ยนผู้บริหารในแต่ละหน่วยงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ที่การเปลี่ยนผ่านกำลังจะเกิดขึ้นจริง อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเห็นภาพรวมของทิศทางราชการไทยในปีต่อไป

ที่มา – ‘ชำนาญวิทย์-ไชยวัฒน์’ พร้อมข้าราชการระดับสูงมหาดไทย เตรียมเกษียณ 1 ต.ค.นี้

‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย – ปมความรับผิดชอบหลังคำพิพากษาศาล

‘อนุทิน’ มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ทำถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีของที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกระทรวงมหาดไทยเพิ่งแถลงผลการสอบสวนที่ยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และพร้อมดำเนินการเพิกถอนที่ดินจำนวนกว่า 5,000 ไร่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ความชัดเจนจากคำสั่งศาลช่วยลดการถกเถียง?

กรณีที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและเกิดการถกเถียงในสังคมมายาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และอาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ‘อนุทิน’ ได้กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองอย่างเคร่งครัด

  • ยุติการถกเถียงทางการเมือง
  • ยืนยันการดำเนินการตามระเบียบและคำสั่งศาล
  • ไม่ต้องการให้ประเด็นเป็นเกมการเมือง

เขาย้ำว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องผู้ใดในปัจจุบัน เนื่องจากทุกอย่างได้ถูกดำเนินการอย่างครบถ้วนตามกรอบกฎหมาย ทั้งนี้ ใครก็ตามที่มีบทบาทในช่วงเวลาใด จะต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมาตามยุคสมัยของตน

‘ปมที่ดินเขากระโดง’ สะท้อนความสำคัญของกฎหมายและความร่วมมือของคนในชาติ

นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว อนุทิน ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในความร่วมมือน้ำใจของประชาชน ที่ช่วยเหลือศูนย์พักคอยผู้อพยพ บริเวณสนามแข่งรถในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีชาวไทยจากทุกสารทิศ ต่างแห่กันส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม

นายอนุทินกล่าวว่า คนไทยยังคงยึดมั่นในหลักน้ำใจและความสามัคคี ไม่ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันหรือมรสุมทางการเมืองเพียงใด นี่คือสิ่งที่ควรโฟกัสมากกว่าการจับผิดหรือใช้ประเด็นความขัดแย้งเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ความมั่นคง ชายแดน และจิตสำนึกของคนในชาติ

เมื่อมีคำถามว่า ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาชายแดนหรือไม่นั้น อนุทินระบุว่า ตัวเขาไม่ได้ตั้งใจให้โฟกัสเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกของคนในชาติที่ต้องร่วมกันปกป้องรัฐและประชาชน โดยเฉพาะศูนย์พักคอยสำหรับผู้อพยพที่ได้รับน้ำใจจากทั่วประเทศอย่างล้นหลาม

เขามองว่า ในภาวะความไม่สงบหรือความท้าทาย ความสามัคคีของพี่น้องคนไทยคือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การดิ้นรนหาจุดยืนทางการเมือง แต่เป็นการทำความเข้าใจและเคารพกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบสุขและยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องควรติดตามการดำเนินการจากรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่กระทบสิทธิ์และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริสุทธิ์ โดย ‘ปมที่ดินเขากระโดง’ ถือเป็นบทเรียนที่ดีว่า การทำงานตามระบบต้องชัดเจน โปร่งใส และยึดตามคำวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ สังคมไทยควรยึดหลักว่าการเมืองคือเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนา แต่ความรักแผ่นดินและกฎหมายคือพื้นฐานของชาติที่แท้จริง

ที่มา – ‘อนุทิน’มั่นใจปมที่ดินเขากระโดง ทำถูกต้องตามกฎหมาย – คำพิพากษาศาล ลั่นใครทำอะไรต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น?

รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’

รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 บรรยากาศที่วัดบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เต็มไปด้วยความเศร้าสลด โดยมีครอบครัวของผู้ล่วงลับและประชาชนจากทั่วสารทิศทยอยเดินทางมาร่วมไว้อาลัยให้กับ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ สิบตรีธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

หลังจากที่ศพถูกนำกลับมาบำเพ็ญกุศลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จนถึงวันที่มีการทำพิธีฌาปนกิจในเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (2 ส.ค. 68) โดยท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคนที่ได้รับทราบข่าว หลายคนยังคงรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ

ชีวิตที่ยากลำบากของครอบครัวพลทหารกล้าพลีชีพ

ทั้งนี้ ครอบครัวพลทหารธีรยุทธอาศัยอยู่ในสภาพกระต๊อบเล็ก ๆ ที่ช่วยกันปลูกเองบริเวณเขตชายป่า อยู่ในสภาพที่ ไร้น้ำประปา ไร้ไฟฟ้า ใช้แค่โซลาร์เซลเพียงชุดเดียวสำหรับใช้แสงสว่างเท่านั้น ซึ่งเพื่อนบ้านและคนใกล้เคียงเล่าว่า ทุกวันนี้ครอบครัวต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากอย่างมาก แต่มีความตั้งใจในการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดีและมีความรับผิดชอบ

นายกิมแดง กระจ่างทอง บิดาของพลทหารธีรยุทธ กล่าวเล่าด้วยน้ำเสียงแหบเสียงแห้งว่า ครอบครัวของตนมีฐานะยากจนมาตลอด ขณะที่ บ้านที่กำลังก่อสร้างก็ยังมีเพียงเสาและหลังคาเท่านั้น ไม่มีพื้นและผนัง ยังไม่ได้ใช้ขึ้นอาศัย ขณะที่ชีวิตประจำวันอาศัยกระต๊อบเดิมเป็นที่หลบแดดหลบฝนเพียงเท่านั้น

ความตั้งใจและฝันที่สูญสิ้นของพลทหารหนุ่ม

นายสิทธิชัย เจริญขุนทศ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของพลทหารธีรยุทธ เปิดเผยว่า สิบตรีธีรยุทธมีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวมีประวัติในการรับราชการทหารมาแต่ปู่ อย่างไรก็ตามด้วยสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ทำให้เขาต้องหยุดเรียนไว้แค่เพียงชั้น ม.2 ก่อนที่จะสมัครเป็นทหารเกณฑ์ และศึกษาต่อจนได้ ม.3 ภายในค่ายทหาร โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าระบบ กศน. เพื่อก้าวต่อไปในชีวิต

อย่างไรก็ตาม ความฝันเหล่านั้นต้องมาหยุดชะงักลง เพียงเพราะอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยอายุที่ยังไม่เลยวัย 25 ปี

ความหวังจาก ส.ว. และมติของสังคมในการสนับสนุนครอบครัว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ได้เดินทางมาร่วมสวดอภิธรรม และให้กำลังใจครอบครัวของพลทหารธีรยุทธ ซึ่งในโอกาสนี้เขายังระบุว่าจะพยายาม ประสานหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ให้ร่วมกันระดมเงินเพื่อช่วยครอบครัวในการก่อสร้างบ้านใหม่ ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าจะมีฝนตกหนักช่วงตั้งเต็นท์ไว้ภายในวัด แต่บรรยากาศภายในงานยังคงอบอวลด้วยความรักและความเคารพต่อการเสียสละของหนุ่มลูกอีสานคนนี้ ที่ทิ้งความฝันและความหวังไว้กลางเต็นท์ผ้าใบ ณ ชายแดนแดนไกล

นอกจากนี้ พี่เขยของพลทหารธีรยุทธ ระบุเพิ่มเติมว่าน้องเพิ่งจะซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่และผ่อนชำระไปได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าครอบครัวจะจัดการค่างวดรถที่เหลืออยู่อย่างไร

ที่มา – รันทดบ้านพลทหารกล้าพลีชีพ แร้นแค้นกินนอนกระต๊อบ ‘ไร้น้ำ-ไร้ไฟ’

รัฐเร่งเยียวยา! ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รับเงินช่วยเหลือ 9 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา บรรยากาศภายในห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษเต็มไปด้วยความเศร้าและอาลัยอย่างลึกซึ้ง โดยมีการจัดประชุมเพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมกับการมอบเงินเยียวยาให้กับครอบครัวของผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากการปะทะบริเวณชายแดน ส่งผลให้ระเบิดตกใส่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อและบริเวณใกล้เคียง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย ท่ามกลางความเสียใจของประชาชนทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ

เงินเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เร่งดำเนินการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ในมูลค่าครอบครัวละ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งเงินค่าจัดการศพเพิ่มเติมรายละ 29,700 บาท รวมทุนเยียวยาทั้งสิ้นกว่า 9.2 ล้านบาท

ใครบ้างได้รับการช่วยเหลือ?

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ได้รับเงินเยียวยา ประกอบด้วย:

  • ครอบครัวของ ด.ช.พงศภัค, ด.ญ.ทักษพร และ น.ส.รุ่งรัศ ประชัน ซึ่งรับมอบโดยนายคมสันต์ ประชัน
  • ครอบครัวของ ด.ช.กิตติศักดิ์ คำวัง (น้องซีเกมส์) อายุ 8 ปี ซึ่งรับมอบโดยบิดาของเด็ก
  • ครอบครัวของ นางอรุณรัตน์ วันศรี อายุ 62 ปี ซึ่งเสียชีวิตในสวนยางหลังปั๊ม รับมอบโดยนายอุทิศ วันศรี
  • ครอบครัวของ น.ส.สาวิตรี อ่อนทรวง อายุ 19 ปี รับมอบโดยนางวิภาวี แก้วสมบัติ
  • ครอบครัวของ นางจำปี เต็มจิต และ ด.ช.พีรพัฒน์ คุณาพันธ์ โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ คุณาพันธ์เป็นผู้รับมอบ

การเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นของรัฐในการดูแลประชาชนผู้ประสบภัยโดยไม่เลือกปฏิบัติ

รัฐบาลมีคำสั่งเร่งช่วยเหลือเรื่อยๆ

นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ เร่งรีบดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยได้เน้นย้ำว่า “อย่าปล่อยให้ใครถูกลืมในความสูญเสียครั้งนี้” รวมถึงให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเร่งรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา

รัฐยังดำเนินการสำรวจความเสียหายของโครงสร้างต่างๆ ทั้งถนน โรงเรียน โรงพยาบาล บ้านเรือนประชาชน รวมไปถึงโบราณสถาน เพื่อเตรียมคำขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากภาครัฐ

การเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เพียงการให้เงิน แต่เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบและความเห็นใจของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นอกจากจะเยียวยาน้ำใจแล้ว ยังเป็นการแสดงความจริงใจในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่มักอยู่ภายใต้สถานการณ์อันตึงเครียดอยู่เสมอ

การเยียวยาควรเกิดขึ้นเร็วและโปร่งใสเสมอ

อย่างที่รัฐได้แสดงให้เห็นครั้งนี้ ที่ช่วยจัดสรรเงินเยียวยาตั้งแต่แรกเกิด พร้อมให้ความหวังแก่ครอบครัวผู้สูญเสียว่า จะไม่ถูกลืม ซึ่งเป็นข้อความสำคัญที่แสดงถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแบบเชิงรุก

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการเยียวยารอบด้าน ทั้งในด้านจิตใจและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูที่สมบูรณ์ และยั่งยืนสำหรับอนาคต

 

ที่มา – “รัฐเร่งเยียวยา! ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รับเงินช่วยเหลือ 9 ล้านบาท”

บิ๊กเล็กตอบรับสหรัฐฯ-จีนร่วมสังเกตการณ์ประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้

บิ๊กเล็กตอบรับสหรัฐฯ-จีนร่วมสังเกตการณ์ประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้

ในวันที่ 2 สิงหาคม มีรายงานว่า เอกสารจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ถูกเผยแพร่สื่อ ซึ่งระบุชัดเจนว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบรับคำร้องขอให้สหรัฐอเมริกาและจีนส่งตัวแทนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ใน การประชุม GBC 7 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตามจากแหล่งข่าวใกล้ชิดของไทย ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ มีการหารือกันในวงในที่ต้องพิจารณาว่า การเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐฯ และจีนนั้น เป็นการส่งผลดีหรือเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการเจรจาที่เป็นแบบทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น

ความสำคัญของการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติ

ในกระบวนการเจรจา หรือแม้แต่การประชุมในกลุ่มคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไปหรือ การประชุม GBC นั้น ปกติจะไม่มีการเปิดรับผู้สังเกตการณ์จากประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ครั้งนี้มีความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะท่าทีของ บิ๊กเล็กกับเงื่อนไขสหรัฐฯ-จีน ในการเข้าร่วมสังเกตการณ์

ทัพหนึ่งจากแหล่งข่าวเผยว่า การตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เห็นว่า การปฏิเสธการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ อาจถูกตีความว่าไทยมีความลับบางอย่างที่ไม่อยากให้สาธารณะรับรู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสนานาชาติจึงยอมตกลงข้อเสนอโดยจำกัดเฉพาะในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เท่านั้น

ผลลัพธ์จากการเปิดรับตัวแทนสังเกตการณ์

การอนุญาตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไทยต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลก โดยการให้สหรัฐฯและจีน ที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์สูง เป็นผู้สังเกตการณ์นั้นหมายถึงการให้การรับรองว่า ผลลัพธ์จาก การประชุม GBC ไม่ได้เกิดการกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

หากมองเชิงลึก ต้องยอมรับว่า การเปิดพื้นที่ให้ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่ใช่แค่การแสดงภาพของความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดการเผชิญหน้าของสองประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นการเสริมเสถียรภาพความสัมพันธ์ในภูมิภาคท่ามกลางกระแสอำนาจโลกที่เปลี่ยนไป

ความหมายของการตัดสินใจครั้งนี้ในระยะยาว

ในแง่ของนโยบายต่างประเทศ บิ๊กเล็ก กำลังแสดงให้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว โดยเฉพาะการรับ เงื่อนไขจากสหรัฐฯ-จีน เพื่อสังเกตการณ์ใน การประชุมจีบีซี 7 ส.ค. 2568 นี้ น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มนับหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจเพิ่มเติมอีกด้วย

กลุ่มผู้สังเกตการณ์จากมาเลเซีย สหรัฐฯ และจีน จะทำหน้าที่ติดตามกระบวนการพูดคุยในประเด็นข้อพิพาทชายแดน เพื่อประเมินและเสนอแนะความเป็นไปได้ด้านความสงบสุข โดยเฉพาะการสร้างข้อตกลงถาวรที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

การมีผู้สังเกตการณ์ คือการยืนยันความเป็นธรรม

เหตุผลหลักที่ไทยยอมรับข้อเสนอครั้งนี้คือการให้ภาพที่ชัดเจนต่อสังคมโลกว่า ไทยยึดแนวทางการคุยแบบแฟร์และมีความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องด้านดินแดนซึ่งมีความละเอียดอ่อนอย่างสูง สหรัฐฯ-จีนจะร่วมสังเกตการณ์ ทุกการตัดสินใจภายในห้องประชุม เพื่อป้องกันข้อกังขาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

สิ่งที่น่าจับตามองคือ การตัดสินใจของ บิ๊กเล็ก จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านชายแดนในอนาคตหรือไม่ และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อการเจรจาด้านอื่นๆ ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้หรือเปล่า

บทสรุป: การเปิดประชุม GBC กับความท้าทายของนโยบายความมั่นคง

การที่ บิ๊กเล็กยอมรับเงื่อนไขสหรัฐฯ-จีน ในการร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ใน การประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการเพิ่มระดับที่เป็นกลางของไทยในด้านการเมืองระหว่างประเทศ

ถือเป็นความคิดอย่างรอบคอบของรัฐบาลที่เห็นว่า ความโปร่งใสจะช่วยเพิ่มเครดิตให้ไทย ไม่ว่าในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศหรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือระดับประชาชนที่จับตามองประเด็นชายแดนอย่างใกล้ชิด

ติดตามผลการประชุม GBC 7 สิงหาคม 2568

อย่าลืมติดตามผลลัพธ์หลัง การประชุม GBC อย่างเป็นทางการที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นี้ และดูว่าการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศจะส่งผลดีต่อบ้านเราได้อย่างไร ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือและกระบวนการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’รับเงื่อนไข‘สหรัฐฯ-จีน’ร่วมสังเกตการณ์ประชุมจีบีซี 7 ส.ค.นี้

พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ ลิกค์ สร้างขวัญกำลังใจ ญาติพี่น้องทหารร่วมรบ

หลังจากที่ สส.ไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขต 1 จังหวัดกำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับเงินเดือน สส. เดือนกรกฎาคม เพื่อส่งมอบให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด ความเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับประชาชนและครอบครัวของทหารอย่างมาก โดยเฉพาะใน จังหวัดกำแพงเพชร ที่ร่วมกับ สส.ไผ่ ลิกค์ และผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี จัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวทหารที่มีลูกหลานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

กิจกรรมเยี่ยมเยียนครอบครัวทหารกำแพงเพชร

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ มีการลงพื้นที่โดยคณะที่ประกอบด้วย พ่อเมืองกำแพงเพชร ผู้ว่าฯ นายไผ่ ลิกค์ สส. และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อพบปะพูดคุยและส่งมอบเงินส่วนตัวจาก สส.ไผ่ ลิกค์ ร่วมกับเงินจากจังหวัด และปัจจัยสิ่งของต่างๆ ให้กับครอบครัวทหาร 34 ครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความสบายใจแก่ครอบครัวที่ต่างกังวลกับความปลอดภัยของลูกหลานที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ความเข้มแข็งจากหัวใจชาวกำแพงเพชร

ในระหว่างการพูดคุย สส.ไผ่ ลิกค์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจเล็กๆ ให้กับครอบครัวทหาร โดยระบุว่า ‘เราอยากสละเงินเดือนมาเป็นพลังช่วยเหลือพ่อแม่ ญาติพี่น้องของทหารที่ออกไปเสี่ยงชีวิตในพื้นที่ชายแดน’

ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยืนยันว่าแม้สถานการณ์จะดูดีขึ้นหลังมีการหยุดยิง แต่ยังคงตึงเครียดอยู่มาก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปะทะกันหลายครั้ง รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์รับบริจาค ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้การสนับสนุนเป็นระบบ จังหวัดกำแพงเพชรเองก็พร้อมดำเนินการรับบริจาคผ่านทางศูนย์ที่จัดตั้ง

สำหรับ นางสาวอริสา ตันปิง อายุ 38 ปี ซึ่งมีน้องชายเป็นทหารประจำอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ และถูกส่งไปช่วยรบที่จังหวัดศรีษะเกษนั้น ได้เปิดเผยว่า “แต่ละวันฉันจะโทรหาเขา และฟังเสียงปืนระงมทุกครั้ง แม้น้องชายจะพูดว่าปลอดภัย แต่ใจแม่ก็ห่วงทุกครั้งที่ได้คุยกัน การที่คณะของ พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ มาเยี่ยมถึงบ้านในวันนี้ ช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นใจขึ้น รู้สึกว่าไม่มีใครทอดทิ้งเรา การมีคนเข้ามาให้กำลังใจในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ มีความหมายกับพี่น้องมาก”

การกระทำของ สส.ไผ่ ลิกค์ และผู้ว่าฯ ส่งต่อพลังใจได้อย่างลึกซึ้ง อยากให้นักการเมืองคนอื่นๆ เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี และร่วมกันส่งต่อกำลังใจให้ทหารและประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ ลิกค์ สร้างขวัญกำลังใจ ญาติพี่น้องทหารร่วมรบ

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งเสริมการขายสินค้าชุมชน

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP

เมื่อวันที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ได้มีการจัดพิธีสำคัญขึ้น โดยมีนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายชลอ พงษ์ชุบ พัฒนาการจังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดการตลาด OTOP ในพื้นที่อย่างยั่งยืน


OTOP 100 ร้าน สู่ชุมชน คน 8 ริ้ว: พลังความร่วมมือที่จะเปลี่ยนชุมชนได้จริง

โครงการ OTOP 100 ร้าน สู่ชุมชน คน 8 ริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าของชุมชน โดยเฉพาะผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่แม้จะมีผลิตภัณฑ์คุณภาพดี แต่ขาด ช่องทางการจำหน่าย ที่เหมาะสม

ด้วยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแวดวง OTOP ของจังหวัด เพราะจะทำให้สินค้าท้องถิ่นถูกส่งตรงถึงกลุ่มลูกค้าทั้งในจังหวัด ระหว่างจังหวัด และต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคได้ของดีที่ผ่านมาตรฐาน และชาวบ้านได้รับรายได้จริง สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งยืน

  • เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดดิจิทัล
  • เสริมศักยภาพการผลิตและมาตรฐานสินค้า
  • สร้างเครือข่ายการขายแบบครบวงจร
  • ขยายตลาด OTOP สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและต่างประเทศ

สินค้า OTOP ฉะเชิงเทรา ยุคใหม่ พร้อมก้าวสู่ตลาดดิจิทัลและสากล

สำนักงานพัฒนาชุมชน ฉะเชิงเทรา ร่วมมือกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคี หอการค้าจังหวัด และ SME ครบวงจร เพื่อเปลี่ยนโฉมการตลาด OTOP ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของยุคใหม่และสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตท้องถิ่น ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP จะเน้นการพัฒนาความพร้อมของร้านค้า OTOP เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ และเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าในระดับนานาชาติ

สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ย่อมได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพดีจากจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว ยังสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศขณะเลือกบริโภคสินค้าที่มีความหมายมากกว่าแค่ราคา

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ grassroots marketing การร่วมมือของทุกภาคส่วนจะไม่เพียงช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มชุมชน แต่ยังสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับทุกคนในระยะยาว

หากคุณสนใจสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน, OTOP Thailand น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ซื้อและใช้ ขอเชิญชวนให้ติดตามความเคลื่อนไหวของ โครงการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะนี่อาจเป็นแนวโมเดลเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกหนึ่งต้นแบบที่จะขยายผลต่อประเทศในอนาคต

ที่มา – ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP

กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 แห่ง

กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานสำคัญของประเทศในด้าน บริหารจัดการน้ำ ได้แสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการรับมือ อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนให้กลายเป็นโอกาสที่ยั่งยืนในการเพาะปลูกและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

พื้นที่นำร่อง 10 แห่งในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

กรมชลประทานได้เลือกพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 แห่งในเขตเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ เชียงราก, ท่าวุ้ง, ฝั่งซ้ายชัยนาทป่าสัก, บางกุ่ม, บางกุ้ง, บางบาล – บ้านแพน, ป่าโมก, ผักไห่, เจ้าเจ็ด และ โพธิ์พระยา เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี คือ โครงการลดผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ด้วยการปรับพฤติกรรมการเพาะปลูก เริ่มต้นเร็วด้วยการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ทำให้เกษตรกรสามารถเริ่มปลูกข้าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายน้ำท่วม

หลังจากปลูกข้าวให้เร็วขึ้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนน้ำหลากในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งช่วยให้ผลผลิตปลอดภัย และในช่วงเวลาที่น้ำเริ่มไหลหลากจากแม่น้ำ กรมชลประทานใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติในการชะลอและกักเก็บน้ำ ช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่าง

  • เริ่มเพาะปลูกข้าวเร็วขึ้น – 1 พฤษภาคม
  • เก็บเกี่ยวทันก่อนน้ำหลาก – ก่อนกลางเดือนกันยายน
  • ใช้พื้นที่เป็นศูนย์จัดการน้ำหลากตั้งแต่กันยายนถึงตุลาคม
  • ลดความเสี่ยงจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

เกณฑ์คัดเลือกอย่างเห็นผล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ในการเลือกพื้นที่เป้าหมาย กรมชลประทานใช้เกณฑ์หลักทั้งหมด 6 ข้อ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้แต่ละพื้นที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ ได้แก่:

1. พื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับอุทกภัยตามฤดูกาลเป็นประจำ

2. พื้นที่ที่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก

3. มีระบบชลประทานที่สามารถควบคุมการส่ง-การระบายน้ำได้

4. ขอบเขตพื้นที่เป็นหลักแหล่ง รองรับการกักเก็บน้ำได้เป็นระบบ

5. โครงสร้างระบายน้ำที่ได้มาตรฐานและรวดเร็ว

6. มีระบบจัดการน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

โดยเกณฑ์เหล่านี้ช่วยที่จะแปลงโจทย์ที่ดูเหมือนจะเป็นความเสียหายเป็นเงื่อนไขที่เกษตรกรสามารถนำพืชผลเร่งรัดการลงทุนทางการเกษตรได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มโอกาสในการทำเงินได้ถึงปีละ 2 ครั้ง แทนที่จะรอผลผลิตตามฤดูกาลเพียงครั้งเดียว

การจัดการน้ำที่เฉพาะและมีประสิทธิภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้ตามแผน แต่ยังรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้หลังฤดูเก็บเกี่ยว ประมาณ 30 เซนติเมตร ช่วยเตรียมแปลงดินสำหรับฤดูกาลขยายการผลิตครั้งใหม่

นอกจากนี้ยังช่วยลดการเผาตอซัง ซึ่งเป็นปัญหายุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการใช้สารเคมีในกระบวนการจัดการวัชพืชโดยมีน้ำหลงเหลือจากฤดูเก็บเกี่ยวช่วยควบคุมสภาพดินให้อยู่ในคุณภาพที่เหมาะสมที่สุด

กรมชลประทาน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความร่วมมือกับธรรมชาติไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดในยุคที่ปัญหาภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการลดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพื่อสร้างความมั่นคง ความยั่งยืน และความมั่งคั่งให้กับเกษตรกรไทย ในทุกหยดน้ำที่ถูกควบคุมอย่างมีระบบ

ที่มา – กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

“ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 “ชิพ” จบท็อป 16 รอบควอลิฟาย ศึก “Suzuka 8 Hours”

“ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 ในการควอลิฟาย Suzuka 8 Hours 2025

การแข่งขัน ศึก FIM Endurance World Championship 2025 รายการ Suzuka 8 Hours ครั้งที่ 46 ณ สนามซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของนักแข่งและทีมอย่างแท้จริง โดยในรอบควอลิฟายที่ผ่านมา ทีม Honda HRC ได้สร้างความฮือฮาด้วยผลงานจาก โยฮันน์ ซาร์โก และ ทาคูมิ ทาคาฮาชิ ที่สามารถทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุด ส่งผลให้รั้งอันดับ 1 ด้วยเวลาเฉลี่ย 2.05.187 นาที แม้ว่าทีมจะขาดนักแข่งคนที่สาม อย่าง ซาบี วิเอเฮ เนื่องจากปัญหาเรื่องเอกสาร แต่ซาร์โกและทาคาฮาชิก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้


“ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ กับผลงานในรอบควอลิฟาย

อีกหนึ่งชื่อที่แฟนความเร็วชาวไทยตั้งตารอ คือ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ที่ได้ลงแข่งขันในรายการ Suzuka 8 Hours 2025 พร้อมกับ อัซรอย ฮาคีม อานัวร์ และซักฮวาน ไซดี สองนักแข่งจากมาเลเซีย โดยเป็นส่วนหนึ่งของทีม Honda Asia-Dream Racing with Astemo ด้วยการใช้รถแข่งรุ่น Honda CBR1000RR-R หมายเลข 88 ซึ่งทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุดเฉลี่ยไว้ที่ 02.07.023 นาที และปิดควอลิฟายด้วยอันดับที่ 16 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อมและสามารถพัฒนาเพื่อขยับขึ้นมาได้ในรอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันที่กำลังจะมาถึง: Suzuka 8 Hours

สำหรับการแข่งขันเต็มรูปแบบในรายการ Suzuka 8 Hours จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 โดยเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 09.30–17.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ทั้งนี้ แฟนๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามการถ่ายทอดสดและอัปเดตคะแนนรวมได้หลายช่องทาง ซึ่งเป็นการแข่งขันที่รวมทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และการวางแผนจากทั้งมนุษย์และเครื่องจักร

  • โยฮันน์ ซาร์โก – ทีม Honda HRC: ทำเวลาเฉลี่ย 2.05.187 น.
  • นักแข่งจากทีม ASMO ART act CBR: ทำเวลาเฉลี่ย 2.07.395 น.
  • Yamaha Factory Racing Team: ทำเวลาที่ 2.07.905 น.

สิ่งที่เราคาดหวังจาก Suzuka 8 Hours 2025

การแข่งขัน Suzuka 8 Hours เต็มไปด้วยความลำบากทางกายภาพและจิตใจสำหรับนักแข่ง โดยแม้จะมีรถแข่งล้ำเทคโนโลยี แต่ปัจจัยสำคัญคือการทำงานเป็นทีม เวลาในการพักบำรุง และการเปลี่ยนนักแข่งในแท่นรถอย่างรวดเร็ว ซึ่งทีมชั้นนำหลายทีมกำลังพัฒนาระบบหุ่นยนต์และระบบสื่อสารระหว่างนักแข่งกับช่างเทคนิคอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับคอความเร็ว งานแข่งรายการ Suzuka 8 Hours เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ตื่นเต้นสุดๆ ในฤดูกาล 2025 และมีความพิเศษที่ไม่ว่าใครก็สามารถเชียร์นักแข่งข้ามชาติได้อย่างเต็มตัว ทั้งในส่วนของ โยฮันน์ ซาร์โก ที่ทำผลงานยูเทิร์นกลับมาเป็นผู้นำได้ในควอลิฟาย รวมถึงการลงสนามของ “ชิพ” นครินทร์ ที่เป็นตัวแทนไทยในสนามต่างแดน แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาดการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคมนี้

ที่มา – “ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 “ชิพ” จบท็อป 16 รอบควอลิฟาย ศึก “Suzuka 8 Hours”