ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ZOU SPORT ทีมฟุตบอลเยาวชนจากระยองสร้างประวัติศาสตร์คว้า ‘ทริปเปิลแชมป์’ ในรายการ Miranda Cup

‘ทริปเปิลแชมป์’ จาก ZOU SPORT สุดยอดผลงานของนักเตะรุ่นจิ๋วระยอง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทีมฟุตบอลเยาวชน ZOU SPORT จากจังหวัดระยอง สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองอย่างน่าภาคภูมิใจ หลังจากคว้า 3 แชมป์ในรายการ ฟุตบอลยุวชน Miranda Cup 2025 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของภาคตะวันออก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งนี้มีขึ้น ณ สนามหมู่บ้านมิรันดา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งทีมเยาวชนจาก ZOU SPORT สามารถคว้าชัยในรุ่นอายุ U8, U9 และ U10 ได้สำเร็จ

ข้อมูลสำคัญของทัวร์นาเมนต์ Miranda Cup

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูสำหรับระดับฟุตบอลอาชีพ แต่ Miranda Cup นับว่าเป็นเวทีที่สำคัญในการค้นหานักเตะรุ่นจิ๋วทั่วภูมิภาค รายการนี้จัดขึ้นโดยผู้บริหารหมู่บ้านมิรันดาอย่าง นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านการเล่นกีฬาฟุตบอล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พวกเขานำทักษะในการแข่งขันไปต่อยอดให้ได้ไกลถึงระดับอาชีพในอนาคต

สำหรับทีม ZOU SPORT ความสำเร็จในรุ่น U8, U9 และ U10 ไม่เพียงแต่สะท้อนความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบพัฒนาเยาวชนที่มีประสิทธิภาพของทีมอีกด้วย สิ่งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างรากฐานให้กับทีมและชุมชนระยองให้ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น

ทำไม ทริปเปิลแชมป์ ในรุ่นจิ๋วถึงเป็นข่าวใหญ่?

การคว้า ทริปเปิลแชมป์ ทั้งในรุ่นอายุ U8, U9 และ U10 ถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากมากในวงการฟุตบอลเยาวชน เพราะต้องอาศัยทั้งระบบการฝึกซ้อมที่มีมาตรฐาน เยาวชนที่มีความสามารถสูง และโค้ชที่เข้าใจการพัฒนาทักษะแบบรอบด้าน การแข่งขันในปี 2025 ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นอีเวนต์ของชุมชน แต่ยังกลายเป็นการแชร์แรงบันดาลใจไปยังผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฟุตบอลรากหญ้า

ทริปเปิลแชมป์ ตัวอย่างของการพัฒนายุวชนสู่เส้นทางกีฬาอาชีพ

ที่หมู่บ้านมิรันดา จังหวัดชลบุรี ได้มีการจัดสัมมนาด้านกีฬาควบคู่ไปกับการแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ โค้ช หรือนักเตะรุ่นจิ๋วต่างได้รับความรู้เรื่องโภชนาการ จิตวิทยาในการแข่ง และเทคนิคการเล่นพื้นฐานที่ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บในระยะยาว

สำหรับเยาวชนที่สนใจ ทริปเปิลแชมป์ ในวงการฟุตบอลรุ่นเยาว์ ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แสดงว่า การพัฒนาตั้งแต่วัยเด็กจะส่งผลให้เกิดศักยภาพในระดับสากลในอนาคต เป็นสิ่งที่หลายทีมเริ่มให้ความสำคัญ และผู้บริหารทัวร์นาเมนต์อย่าง Miranda Cup จึงเดินหน้าจัดแข่งขันเพื่อปูทางสู่เส้นทางอาชีพให้มากขึ้น

มาติดตามการเติบโตของนักเตะรุ่นจิ๋วกันต่อไป เพราะในอนาคต พวกเขาอาจกลายเป็นดาวเด่นของวงการฟุตบอลไทยได้ไม่ยาก

หากคุณคือคนหนึ่งที่ส่งเสริมการเติบโตของเยาวชน ZOU SPORT เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการลงมือทำอย่างจริงจัง ร่วมโชว์ความสำเร็จไปด้วยกันกับกิจกรรม Miranda Cup ที่ยึดมั่นในการให้เด็กๆ ‘ได้ลงเล่น’ และ ‘ได้นำเสนอศักยภาพ’ อย่างเต็มที่

ที่มา – “ทริปเปิลแชมป์” นักเตะรุ่นจิ๋ว ZOU SPORT

รฟท. เผย 2 ทางเลือกสำหรับผู้อยู่อาศัยเขากระโดง ย้ายออกหรือเช่าที่ดิน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการจัดการพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ตอนนี้ยังคงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่หรือผู้รักษาราชการเข้ามาดำเนินการตามคำสั่งพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ทับซ้อนกับที่ดินของรถไฟ จากคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะมาตรา 61 วรรค 8 ของประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ให้อำนาจกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนได้เลย

รฟท. ยันแน่ชัดทางเลือกสำหรับผู้อยู่อาศัยเขากระโดง

รฟท. ได้เตรียมแผนการดำเนินการในพื้นที่เขากระโดงไว้เรียบร้อย โดยจะเริ่มต้นด้วยการเจรจากับผู้ที่อาศัยหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินในพื้นที่ก่อน เพื่อสอบถามว่าพวกเขาต้องการทางเลือกใดระหว่างการ ย้ายออก หรือเลือก เช่าที่ดิน ตามระเบียบที่รฟท. กำหนดไว้

ทางด้านแผนการจัดการในระยะยาว รฟท. ยังยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ความยุติธรรม และความเป็นธรรม เพื่อมุ่งผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ โดยในกรณีที่มีผู้ไม่สามารถตกลงตามทางเลือกได้ ย่อมจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แนวทางการเยียวยาที่รฟท. พร้อมเปิดให้ความช่วยเหลือ

เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ รฟท. ได้มีการจัดระบบการเช่าที่ดินสำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงที่สอดคล้องกับข้อกำหนด โดยยอมเปิดกว้างให้พวกเขาได้มีโอกาสอยู่ต่อภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด

  • ปรึกษาและเจรจากับผู้ที่อยู่ในเขตพื้นที่
  • ให้เสนอทางเลือก 2 แนวทางหลัก คือ ย้ายออก หรือ อยู่ต่อโดยเข้าระบบเช่า
  • ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดกับประชาชนในพื้นที่
  • ยึดมั่นในหลักการตามกฎหมายและความโปร่งใส

ความร่วมมือระหว่าง รฟท. และกรมที่ดินในปี 2567 ถือเป็นความก้าวหน้าที่ชัดเจน ซึ่งผลของการสอบแนวเขตและรื้อถอนโฉนดทับซ้อนจะเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้การจัดการที่ดินรถไฟในพื้นที่เชิงกลยุทธ์อย่างเขากระโดงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

อนาคตของการจัดการที่ดินสาธารณะจะเป็นอย่างไร

คดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินรถไฟอย่างกรณีเขากระโดง สะท้อนแนวโน้มความจริงจังของภาครัฐในการจัดการผู้รุกล้ำที่ดินสาธารณะ โดยมีความพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามกฎหมายและการลดผลกระทบต่อประชาชน เจ้าของพื้นที่ที่อาจอยู่มาอย่างยาวนานโดยไม่รู้ว่าพื้นที่ของตนอยู่ในเขตรถไฟ

ทิศทางนี้อาจเป็นสัญญาณว่า รัฐจะเพิ่มการตรวจสอบที่ดินซ้อนทับอย่างเข้มงวด และพร้อมให้ตัวเลือกแก่ประชาชนที่ประสบปัญหา แทนที่จะเป็นเพียงมาตรการบังคับตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว

รฟท. เปิด 2 ทางเลือกเพื่อจัดการที่ดินเขากระโดง โดยมุ่งให้เกิดผลที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งหน่วยงานและประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องยึดหลักข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในกระบวนการ

ชาวเขากระโดงควรทำอย่างไรเพื่อเตรียมตัว

สำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ เขามีทางเลือกสำคัญอยู่ 2 อันที่รฟท. เปิดให้พิจารณา ได้แก่ การย้ายออก ซึ่งมักมาพร้อมกับค่าชดเชยหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือ การอยู่ต่อภายใต้การเช่าที่ดิน ซึ่งเป็นแนวทางที่ลดความขัดแย้งและยังสร้างรายได้ให้กับรัฐอีกด้วย

ผู้ที่ได้รับผลกระทบควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ของตนเอง และเตรียมความพร้อมในการเจรจากับหน่วยงานรฟท. เพื่อหาจุดที่เป็นทางออกร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับกระบวนการบังคับคดีที่ยาวนานและสร้างความไม่สงบในสังคมท้องถิ่น

ทั้งนี้ รฟท. ยืนยันว่าจะติดตามผลการดำเนินการจากกรมที่ดินเป็นระยะ เพื่อความชัดเจนในการบริหารจัดการพื้นที่ และเพื่อให้การเจรจากับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้อยู่อาศัยหรือติดตามเรื่องนี้ อย่าลืมติดตามการอัปเดตอย่างใกล้ชิดจากกรมที่ดินและการดำเนินการร่วมของรฟท. เพื่อขจัดความไม่แน่นอนและเตรียมความพร้อมในอนาคต

ที่มา – “รฟท.” เปิด 2 แนวทางเจรจาผู้อยู่อาศัยพื้นที่ “เขากระโดง” ย้ายออก/เช่า

ฮุนเซน-ฮุนมาเนต ละเมิดรัฐธรรมนูญกัมพูชาเอง! นักวิชาการไทยแฉใช้แผนที่ผิด – ฝืนหลักสันติภาพ

ฮุนเซน-ฮุนมาเนต ละเมิดรัฐธรรมนูญเขมเอง จริงหรือไม่?

หลายคนคงสงสัย หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าสมเด็จฮุนเซนและสมเด็จฮุนมาเนตได้ละเมิดรัฐธรรมนูญของประเทศกัมพูชาตนเอง โดยเฉพาะในประเด็นการใช้แผนที่ผิดประเภท และการที่ประเทศนี้ฝืนหลักการสันติภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเล็กที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติ

ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเขาได้เจาะลึกเนื้อหารัฐธรรมนูญกัมพูชา โดยเฉพาะ มาตรา 53 และมาตรา 2 ซึ่งมีบทบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับการไม่ก้าวก่ายกิจการประเทศอื่นและนโยบายสันติภาพ

มาตรา 53 และหลักการสันติภาพของกัมพูชา

รัฐธรรมนูญมาตรา 53 ระบุว่า ‘

มาตรา 2 ชี้การกำหนดเขตแดนของกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 เท่านั้น ซึ่งแผนที่ดังกล่าวถูกจัดทำไว้ระหว่างปี ค.ศ. 1933 ถึง 1953 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติในปี ค.ศ. 1963-1969 ในทางตรงกันข้าม แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ไม่ได้รับการรับรองและเกี่ยวข้องกับการกำหนดอาณาเขตของไทยในบางพื้นที่ เนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับบนเวทีระหว่างประเทศ

การใช้แผนที่ผิดระเบียบของฮุนเซน

ตามที่นักวิชาการไทยได้วิเคราะห์ไว้ แผนที่ 1:200,000 ที่รัฐบาลกัมพูชาอ้างอิงนั้น เป็นแผนที่ที่ไม่สามารถใช้ในการกำหนดเขตแดนได้อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศตนเอง เมื่อพวกเขาใช้แผนที่ชนิดนี้ ก็ถือเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาเอาไว้ใช้ต่อรองในระดับนานาชาติ

อีกทั้งยังไม่ควรลืมว่าแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มีรายละเอียดไม่เทียบเท่าแผนที่ของไทยที่ใช้มาตราส่วน 1:50,000 ที่ละเอียดกว่าและได้ยอมรับอย่างเป็นทางการ การใช้ข้อมูลที่เก่าหรือผิดประเภทจึงน่าจะส่งผลต่อความถูกต้องตามกฎหมาย

บทสรุปและมุมมองทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นที่สำคัญคือ การที่กัมพูชายึดถือหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในทางปฏิบัติกลับมี การยิงจรวดใส่พลเรือน รวมถึงโรงพยาบาล ซึ่งถือว่าล่วงละเมิดทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการจากรัฐธรรมนูญของตนเอง

ยุทธศาสตร์กฎหมายต่อรอง

หากมองในแง่ของความน่าเชื่อถือในระดับสากล ไทยสามารถยื่นข้อเท็จจริงเชิงกฎหมายที่ว่ากัมพูชาละเมิดรัฐธรรมนูญของตนเองได้โดยเฉพาะในเรื่องการยึดถือแผนที่ที่ไม่ตรงกับที่กฎหมายกำหนด การใช้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และการมีส่วนร่วมขององค์การสหประชาชาติก็อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่นำมาพิจารณา

ที่สำคัญควรใช้ยุทธศาสตร์การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ให้ละเอียดและใช้ร่วมกับหน่วยงานระดับโลก เช่น INTERNATIONAL COURT OF JUSTICE เพื่อความมั่นคงและความถูกต้องตามสากล

สรุปกรณีฮุนเซน-ฮุนมาเนตละเมิดรัฐธรรมนูญเขมร

จากข้อมูลและคำแปลที่นักวิชาการไทยได้เผยแพร่นั้น เราเห็นได้ว่าพฤติกรรมของฮุนเซนและฮุนมาเนตนั้น ไม่เพียงฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังลงลึกไปถึงการละเมิดรัฐธรรมนูญของกัมพูชาเอง

  • กัมพูชายึดหลักความเป็นกลางและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  • แผนที่ที่ใช้ในการกำหนดเขตแดนคือ 1:100,000 เท่านั้นไม่ใช่ 1:200,000
  • การยิงจรวดและวางกับระเบิดถือว่าฝ่าฝืนหลักไม่รุกราน
  • แผนที่ไทยละเอียดกว่าและน่าเชื่อถือทางวิชาการมากกว่า

ในอนาคต เราอาจได้เห็นการสู้คดีและยุทธศาสตร์ทางการทูตโดยไทยสามารถนำประเด็นนี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องของการยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายระดับนานาชาติ ที่สามารถปรับใช้ได้กับองค์กรต่างๆ เช่น สหประชาชาติ

มาร่วมติดตามการเคลื่อนไหวระหว่างสองประเทศและพัฒนาการใหม่ๆ บนเวทีการทูตผ่านเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชาที่มา – ฮุนเซน-ฮุนมาเนต ละเมิดรัฐธรรมนูญเขมเอง! นักวิชาการไทยแฉใช้แผนที่ผิด-ฝืนหลักสันติภาพ

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ WE LOVE THAILAND รวมน้ำใจเคียงข้างคนไทย ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ สร้างแรงใจให้กับคนไทยและทหารหาญ

เมื่อวันที่ผ่านมา ทางกลุ่มเดอะมอลล์ได้เปิดแคมเปญพิเศษที่มีชื่อว่า WE LOVE THAILAND เพื่อรวมพลังน้ำใจของคนไทยทุกคน ส่งกำลังใจไปยังทหารและพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ การทำกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการร่วมแสดงความรักชาติและเคียงข้างกันอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดพื้นที่ใจกลางห้างฯ เพื่อทำกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละอีกด้วย

ผู้นำร่วมไว้อาลัยพลเรือนและทหาร พร้อมร้องเพลงชาติ

แคมเปญ WE LOVE THAILAND ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณ ควอเทียร์พาร์ค เอ็มควอเทียร์ โดยคุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ เป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมอย่างเรียบง่ายแต่ซึ้งใจ ทีมบริหารและพนักงานร่วมยืนไว้อาลัย ทั้งทหาร ประชาชน และวีรชนที่เคยปกป้องมาตุภูมิไว้ พร้อมทั้งร้องเพลงชาติไทยด้วยความภาคภูมิใจ

WE LOVE THAILAND สะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย

แม้กิจกรรมอาจจะไม่ใช่การแสดงที่หวือหวาหรือสีสันจัดจ้านแบบในคอนเสิร์ต แต่ความลึกซึ้งของจิตใจที่ส่งผ่านการยืนไว้อาลัยและบทเพลงชาตินั้น สะท้อนถึงความรักประเทศชาติและความผูกพันของคนไทยต่อกันอย่างแท้จริง กิจกรรมนี้สร้างค่านิยมความสามัคคี ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความไม่สงบ และพลังใจที่ต้องส่งให้แก่ทหารและครอบครัวของวีรชนที่สูญเสีย

เหตุผลที่แคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ จำเป็นในยุคปัจจุบัน

ในโลกยุคดิจิทัล เช่นนี้ สิ่งที่ขาดหายคือจิตสำนึกทางความรู้สึก กลุ่มเดอะมอลล์เข้ามาเติมเต็มจุดนี้ด้วยแคมเปญ WE LOVE THAILAND ที่ไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังปลุกความรักความสามัคคีผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่แสดงความอาลัย หรือแม้กระทั่งกิจกรรมแบ่งปันแรงใจผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยกระจายพลังใจให้กว้างขึ้น

ช่องทางการมีส่วนร่วมกับแคมเปญพิเศษนี้

สำหรับผู้ที่อยากมีส่วนร่วมในแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้ เช่น

  • ร่วมกิจกรรมในพื้นที่ ควอเทียร์พาร์ค เอ็มควอเทียร์
  • แชร์ความรู้สึกรักชาติผ่านแฮชแท็ก #WELovethailand
  • เขียนข้อความอาลัยหรือส่งความปรารถนาดีผ่านเครือข่ายของกลุ่มเดอะมอลล์

ความรู้สึกดีที่อยากส่งต่อ ผ่านแคมเปญ WE LOVE THAILAND

สิ่งที่กลุ่มเดอะมอลล์ต้องการสื่อสารคือ การเป็นตัวกลางในการรวมใจคนไทย เป็นจุดที่ศิลปะแห่งความคิดดี ๆ และเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกันได้ ในขณะที่การสื่อสารผ่านออนไลน์มักทำให้ความรู้สึกบางเบาลง แต่กิจกรรมจริงนอกสถานที่ เช่น ที่นี่ กลับสร้างความลึกซึ้งให้เกิดขึ้นมากกว่าการแคปรูป

หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญอันทรงคุณค่า กลุ่มเดอะมอลล์เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือมีบทบาทใด ทุกกำลังใจคือพลังสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ที่มา – กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ WE LOVE THAILAND รวมน้ำใจเคียงข้างคนไทย ส่งพลังใจถึงทหาร

เหรียญหลวงปู่ศิลา เกือบทุกรุ่นหมดเกลี้ยงแผง ล่าสุด พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน คนตามหากันวุ่น

เหรียญหลวงปู่ศิลา ยอดนิยม เกือบทุกรุ่นหมดแล้ว!

เมื่อไม่นานมานี้ วงการพระเครื่องในประเทศไทยได้ตื่นตัวอย่างมาก หลังมีข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับเหตุการณ์น่าทึ่งของแพทย์ทหารพราน ที่ได้เล่าถึงนาทีระทึกขณะไปช่วยเหลือทหารที่เผลอเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในขณะนั้น คุณหมอเองก็ได้สวมใส่ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน ที่ปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ชื่อดังอย่าง หลวงปู่ศิลา สิริจันโท และกลายเป็นกระแสที่ใครหลายคนไม่อยากปล่อยผ่าน

เหตุการณ์ที่ทำให้ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน คึกคักแบบสุดๆ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการเปิดเผยว่า ระเบิดที่ทหารเหยียบนั้นได้ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสามราย ในขณะที่ตัวของแพทย์ทหารพรานก็เกือบที่จะเจอเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นเดียวกัน เมื่อเขาเผยว่าเกือบจะเหยียบระเบิดใกล้จุดเกิดเหตุ แต่ระเบิดกลับไม่ทำงาน ทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังบารมีของ พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน ที่ตัวเขาสวมใส่ตลอดเวลา ระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ บรรดาคนรักพระเครื่องต่างแห่กันเข้าไปดูภาพและข้อมูลของเหรียญโดยรอบๆ ตัวของหลวงปู่ศิลา โดยเฉพาะในพื้นที่ของ ชมรมอนุรักษ์พระเครื่องเมืองขอนแก่น ที่มีร้านค้ารวมกว่า 60 ร้าน พบว่าแทบทุกร้านไม่มีเหรียญหรือผ้ายันต์นี้แล้ว

เหรียญพหูรมาน สื่อถึงความเคารพศรัทธาของแม่ทัพ ลูกน้อง

คุณจิระศักดิ์ ปฏิกานัง หรือที่รู้จักในวงการพระเครื่องอย่างดีในชื่อ ปีเตอร์ เมืองขอน เจ้าของร้านพระชื่อดัง ได้ให้ข้อมูลว่า พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน นี้ปลุกเสกโดยหลวงปู่ในปี 2567 ผ่านพิธีกรรมอันเข้มขลังถึง 77 จังหวัด และ 108 วัดทั่วประเทศ

โดยเหรียญดังกล่าวไม่ได้จัดแค่เพื่อการบูชาเท่านั้น แต่ยังเพื่อหารายได้เข้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์และปรับปรุงกุฎิของหลวงปู่ศิลา ที่มีพุทธคุณเพื่อปกป้องรักษาชีวิต และช่วยให้ค้าขายคล่องตัว ความสำคัญของเหรียญพาหุรัด รุ่นดังกล่าวขยายมากขึ้นเมื่อแม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งฟ้ามแจกจ่ายพระรุ่นนี้ให้กับทหาร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและความศักดิ์สิทธิ์ในรักษาชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

  • รุ่นอายุวัฒนะมงคล 2551
  • รุ่นเหนือดวง 1 2562
  • รุ่นเหนือดวง 2 2567

ความเชื่อมั่นในพลังเหรียญหลวงปู่ศิลา

ความพิเศษของพระเหรียญหลวงปู่ศิลา คือการที่แต่ละรุ่นถูกปลุกเสกอย่างจริงใจ และถูกสร้างขึ้นจากแรงศรัทธา ปัจจุบัน แทบทุกรุ่นของหลวงปู่ศิลาได้รับความนิยมจากคนทั้งวงการพระเครื่อง ไม่เพียงแค่พระปิดตายอดเศรษฐีโกฏิล้าน เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหรียญทั่วไปที่ถูกจำหน่ายตามแผงตลาดพระ และร้านค้า

หลายคนเชื่อมั่นว่า การได้ครอบครองเหรียญของหลวงปู่ ไม่เพียงเพิ่มโชคลาภในทางธุรกิจและการงาน แต่ยังคอยคุ้มครองชีวิตจากภยันตรายทั้งปวง แม้แต่คุณไสยในรูปแบบลึกลับ ก็เชื่อว่าการบูชา เหรียญหลวงปู่ศิลา สามารถช่วยได้

ข้อเสนอสำหรับคนรักพระเครื่อง – อย่าพลาดการสะสมเหรียญหลวงปู่อะล้วน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สนใจพระเครื่อง โดยเฉพาะจากหลวงปู่ศิลา สิริจันโท แนะนำให้เริ่มทำการตรวจสอบร้านค้าทั่วไปและตลาดนัดพระเครื่องในพื้นที่ใกล้ที่สุด เนื่องจากในช่วงนี้ มีแนวโน้มว่า หลวงปู่ศิลา ทุกรุ่นจะหาแทบยาก เพราะมีทั้งทหารและชาวบ้านคอยตามหาอย่างเข้มข้น

การบูชาพระอย่างถูกวิธีและการตั้งจิตศรัทธาก็ไม่ควรมองข้าม เพราะหากโชคเข้าข้าง และคุณได้มาสัมผัสเหรียญหลวงปู่ศิลา ถือว่าเป็นเรื่องมงคลอย่างยิ่ง

ที่มา – เหรียญหลวงปู่ศิลา เกือบทุกรุ่นหมดเกลี้ยงแผง ล่าสุด พระปิดตายอดเศรษฐีโกฎิล้าน คนตามหากันวุ่น

คปท. จัดชุมนุมใหญ่ “พิชิต” ประณาม “แพทองธาร” ต้นเหตุทำกัมพูชาได้ใจ จี้ให้ลาออกทันที

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้จัดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบต่อการที่ประเทศกัมพูชาแสดงท่าทีฮึกเหิมจนนำไปสู่ความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยแกนนำ คปท. อย่าง นายพิชิต ไชยมงคล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างชัดเจน

การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากขบวนการเคลื่อนไหวก่อนหน้าที่สะท้อนถึงความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะหลังคลิปเสียงหลุดของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ‘แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่ใช่พวกเรา’ ถูกเผยแพร่ ซึ่งนายพิชิตระบุว่าเป็นคำพูดที่ส่งผลต่อภาพรวมของความมั่นคงแห่งชาติ มีผลทำให้ฝ่ายกัมพูชายิ่งได้ใจในการแสดงพละกำลังอย่างไม่เกรงกลัว

คปท. การเคลื่อนไหวที่เกินจากการเมือง

สำหรับ คปท. การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงต้องการให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังเพื่อสะท้อนความผิดปกติของรัฐบาลโดยเฉพาะในการจัดการเรื่องความมั่นคง โดยผู้ชุมนุมมองว่านโยบายหรือท่าทีที่อ่อนข้อ เช่น การเจรจาหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ทำให้ไทยเสียเปรียบในทางยุทธศาสตร์ รวมถึงประเด็นเรื่องการกู้ทุ่นระเบิดที่ประเทศกัมพูชาได้วางไว้ซึ่ง การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตาวา ที่ไทยเคยเป็นผู้ริเริ่มและยึดถือในเวทีระหว่างประเทศ

โยนความผิดให้รัฐบาล ไม่ใช่ทหารหรือประชาชน

นอกจากการมอบของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุชายแดนแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังมุ่งประณามไม่เพียงแค่นายกรัฐมนตรี แต่รวมถึงพฤติกรรมของทหารกัมพูชา ที่ยิงโจมตีพลเรือนจนได้รับผลกระทบ โดยนายพิชิตกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

  • เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนโดยทันที
  • การชุมนุม คปท. ครั้งนี้เน้นความมีระเบียบและสงบ
  • มีการเตรียมพูดคุยเชิงนโยบายกับผู้มาร่วมชุมนุมอย่างจริงจัง

คปท.ชี้ นางสาวแพทองธารคือไส้ศึกจากภายใน

หนึ่งในประเด็นร้อนในงานชุมนุมคือการกล่าวถึงบทบาทของ น.ส. แพทองธาร ว่าเป็นเหมือน ‘ไส้ศึก’ ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ เนื่องจากมองว่าแม้กองทัพจะปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แต่นโยบายจากรัฐบาลทำให้เกิดความช่องโหว่ ทั้งด้านการเจรจาและการดูแลความมั่นคงของชาติ

ข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งคิดและรีบปฏิบัติ

นายพิชิตกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลที่ดีย่อมต้องรับฟังเสียงของประชาชนและพร้อมปรับปรุง ขณะเดียวกันยังเปิดเผยว่าจะมีการประชุมใหญ่หรือนัดการเคลื่อนไหวในรูปแบบใหม่ร่วมกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งจะถูกจัดขึ้นใกล้ทำเนียบรัฐบาลในอนาคต เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบทางการเมือง

การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความไม่ไว้วางใจในหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อมิติของการเมืองระหว่างประเทศ เป็นกรณีศึกษาที่ประชาชนและผู้ติดตามการเมืองต้องจับตา โดยยิ่งกว่านั้นเป็นสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่านโยบายจากการเมืองภายในอาจส่งผลถึงเสถียรภาพของชาตินอกประเทศ ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน

ที่มา – คปท. จัดชุมนุมใหญ่ “พิชิต” ประณาม “แพทองธาร” ต้นตอทำกัมพูชาได้ใจ จี้ลาออกทันที

จับแก๊งอุ้มสาวเรียกค่าไถ่ 1 แสนบาท อ้างแฟนกู้เงินไม่จ่าย

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุอุ้มสาวอายุ 18 ปี เรียกค่าไถ่ 1 แสนบาท ได้ทั้งแก๊ง โดยมีรายละเอียดของการจับกุมอย่างลับลวงพรางและการปฏิบัติการเชิงยุทธวิธีที่นำไปสู่ความสำเร็จในการช่วยชีวิตเหยื่ออย่างปลอดภัย

จับกุมแก๊งร้ายยกล็อตบริเวณสตูล

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ตำรวจนครบาลภูธรภาคที่ 9 นำโดย พ.ต.อ. สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ และ พ.ต.อ. ศักดา เจริญกุล ได้นำกำลังจากหลายหน่วย รวมถึงชุดพิเศษศรีตรัง บุกจับกุมผู้ต้องหาสี่รายในข้อหาร่วมกันอุ้มสาวและเรียกค่าไถ่ 100,000 บาท โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณจุดตรวจทุ่งนุ้ย ถนนยนตรการกำธร ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภควนกาหลง จังหวัดสตูล

จากการสกัดกักรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ตำรวจพบว่าหญิงสาวผู้ถูกอุ้มยังมีชีวิตอยู่ นั่งอยู่เบาะหลัง โดยมีนายโชคชัย ผู้ต้องหา เป็นคนขับ และนายประทีป นั่งข้างคนขับ

เหตุการณ์ลักพาตัวสุดตื่นเต้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เวลาประมาณ 13.37 น. สภ.สิเกา จังหวัดตรัง ได้รับแจ้งหญิงสาวอายุ 18 ปี ถูกอุ้มหายจากบ้านโดยรถยนต์ 2 คัน มีแก๊งอุ้มรีดไถพาสาวไปกักขังไว้ในกระท่อมสวนปาล์มที่อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล จากนั้นคนร้ายได้ติดต่อไปหาแฟนของหญิงสาวเพื่อเรียกเงิน 100,000 บาท พร้อมขู่ว่าจะฆ่าและฝังศพหากไม่จ่ายเงินในคืนนั้น

  • แฟนผู้เสียหายจ่ายเงินล่วงหน้า 50,000 บาทเพื่อขอผ่อนผัน
  • คนร้ายนัดปล่อยตัวที่จังหวัดพัทลุง ทำให้เกิดแผนล่อซื้อ
  • ตำรวจใช้หลายหน่วยงานเข้าร่วมปฏิบัติการจับกุมจนประสบความสำเร็จ

ปมกู้เงินนอกระบบ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ปรากฏว่าภารกิจ อุ้มสาว เพื่อเรียกค่าไถ่นี้เกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สินเงินกู้ โดยแฟนของเหยื่อกู้เงินผู้ต้องหาไว้ 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน แต่หยุดชำระหนี้เงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนร้ายรวบรวมทีมและบุกจับตัวแฟนสาวเพื่อทวงค่าไถ่

ประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา

หนึ่งในผู้ต้องหา คือนายประทีป หรือ ‘หลง’ ที่ถูกหมายหัวเป็นผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงเมื่อปี 2565 โดยศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับเขาในข้อหา ปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ และยังอยู่ในลำดับที่ 185 ของรายชื่อที่ตำรวจภูธรออกตามล่า นอกจากนี้เขายังเชื่อมโยงกับคดีลักษณะเดียวกันหลายแห่งในภาคใต้

ขณะที่ผลตรวจค้นในเบื้องต้น ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสี่รายอย่างหนัก โดยมีทั้งร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ พร้อมทั้งครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ และกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

วีรกรรมของตำรวจและบทเรียนที่ควรรู้

เหตุการณ์ อุ้มสาวเรียกค่าไถ่ ได้เป็นบทเรียนให้กับคนทั่วไปที่คิดจะกู้เงินนอกระบบ โดยเฉพาะกับความเสี่ยงที่ตามมาจากการที่มิจฉาชีพอ้างถึงหนี้สินเพื่อก่ออาชญากรรมต่อชีวิต

การดำเนินการของตำรวจในครั้งนี้แสดงถึงความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข่าวกรวงสายลับและการบุกจับในจังหวะเวลาที่เหมาะสม จนสามารถกอบกู้ชิวิตของเหยื่อให้กลับคืนมาได้

หากคุณกำลังคิดจะกู้เงิน ควรระลึกอยู่เสมอว่า: ทางเลือกที่ปลอดภัยคือการกู้จากแหล่งที่ถูกกฎหมายและมีใบอนุญาตชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างกรณีนี้

ที่มา – จับได้ยกแก๊ง! อุ้มสาวเรียกค่าไถ่ 1 แสน ปมแฟนกู้เงินไม่จ่าย

‘อนุทิน’ บอกไม่เป็นไร ‘บุรีรัมย์’ ถูกรัฐบาลลืม มั่นใจชาวบ้านไม่ลืม!

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่อำเภอ บ้านกรวด จังหวัด บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกระทรวงมหาดไทย และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ประจำพื้นที่ลงพื้นที่ชายแดน เพื่อให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ในระหว่างการลงพื้นที่ พบว่าสถานการณ์โดยรวมของจังหวัด บุรีรัมย์ มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีรายงานการตรวจจับวัตถุที่น่าสงสัย เช่น โดรน ที่บินเข้ามาในพื้นที่ โดยยังไม่ทราบวัตถุประสงค์ ซึ่งจะต้องรอฝ่ายความมั่นคงของทหารเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด

‘อนุทิน’ ชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่ชรบ.

อนุทินได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันเราจะต้องใช้ความรอบคอบในการดูแลพื้นที่ประเด็นชายแดนขนาดนี้ บุรีรัมย์ ยังคงมั่นคงได้ด้วยความร่วมมือของทหารและเจ้าหน้าที่ชุดรสบ. ที่ทำงานกันไม่หยุดยั้ง และเขาก็ได้ขอให้ ส.ส.ของพรรคในพื้นที่ทำหน้าที่ดูแลพูดคุยกับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนอยู่ในสถานที่ปลอดภัยและผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

‘บุรีรัมย์’ ถูกลืมจริงหรือ?

ในระหว่างการพบปะ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงข้อกังวลของชาวบุรีรัมย์ที่รู้สึกว่าจังหวัดถูกรัฐบาลลืมจากจำนวนรัฐมนตรีที่ไม่ได้เดินทางมาเยี่ยมพื้นที่ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์อย่างใจเย็นว่า

“ไม่เป็นไร พวกตนคนบุรีรัมย์อยู่แล้ว ใครจะลืมใครจะไม่ลืมไม่มีปัญหา ประชาชนชาวบุรีรัมย์ไม่มีวันลืมพวกเขา และตนก็ไม่มีวันลืมพวกเขาเช่นกัน”

ช่วงเวลาแห่งความสามัคคี

เมื่อถูกถามว่าเขามองเห็นประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลอย่างไร โดยเฉพาะการออกแบบการสื่อสารกับประชาชน นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงข้อสำคัญว่า ‘ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่เป็นช่วงเวลากลางใจ การช่วยกันสร้างความปลอดภัยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน’

เจ้าตัวได้กล่าวต่อว่า ‘ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือปกป้อง สนใจประเทศชาติ และประชาชนออกมาได้’

‘บุรีรัมย์’ ยังคงเป็นหมุดสำคัญของความมั่นคง

การเยี่ยมเยียนชายแดนของผู้นำพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการติดตามสถานการณ์ เข้าใจมุมมอง ของชาวบุรีรัมย์ และยืนยันว่า ‘บุรีรัมย์ไม่ได้ถูกลืม’

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทั้งด้านการสื่อสาร ความพร้อมของกำลังชาวบ้าน และการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูง เพื่อให้ชุมชนชายแดนมีความปลอดภัยและสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้อย่างเต็มที่

สำหรับหลายคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ผลจากสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ บุรีรัมย์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการบริหารจัดการในช่วงวิกฤตที่ต้องอาศัยหลายฝ่ายร่วมดูแลและต่างคนต่างทำหน้าที่

เนื่องในวันที่ 4 สิงหาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่สำคัญ คาดว่าจะมีการตัดสินใจครั้งใหญ่และข้อมูลชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และจะเป็นโอกาสในการแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของทุกฝ่าย

ในบทสรุปของข่าวนี้ ‘การที่บุรีรัมย์ถูกลืมไปจากสายตานักรัฐศาสตร์’ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในระยะยาว แต่ความเป็นจริงคือประชาชน ‘ไม่มีวันลืมผู้ที่อยู่เคียงข้างพวกเขา’ เช่นเดียวกับที่นายอนุทินเองก็ยืนยันเช่นนั้น

ที่มา – ‘อนุทิน’ บอกไม่เป็นไร ‘บุรีรัมย์’ ถูกรัฐบาลลืม มั่นใจชาวบ้านไม่ลืม!

  • บทสรุปพื้นที่บ้านกรวด: ก่อนจะเกิดวันสำคัญ 4 ส.ค. ความเข้มงวดเชิงความมั่นคงยังคงต้องเน้นไว้สูงสุด
  • แนวโน้มความหวังของประชาชน: municipals สามารถ.Assertedตัวบ่งชี้ที่ดีของความรับผิดชอบในการดูแลประชาชนจากทุกฝ่าย
  • การสื่อสารกับประชาชน: เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง เพราะไม่มีคำว่า ‘ฝ่ายค้าน’ หรือ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ ในการปกป้องชาติ

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภาอย่างใกล้ชิด

อัปเดตล่าสุดจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภา

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้จัดการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่เกิดจากพายุวิภา โดยมีนายจำนง สวัสดิ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งในที่ประชุมได้รวมหน่วยงานจากส่วนกลาง หัวหน้าสำนักงานป้องกันฯ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

พายุวิภาส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ปภ.จึงติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ได้รายงานว่ามี 12 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เลย และพิษณุโลก โดยมีพื้นที่ที่ได้รับอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 74 อำเภอ 364 ตำบล และ 2,387 หมู่บ้าน

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมีจำนวนมากถึง 74,597 ครัวเรือน หรือราว 233,509 คน โดยมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เริ่มลดระดับลงแล้ว โดยมีเพียง 4 จังหวัดที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย ได้แก่ น่าน เชียงราย สุโขทัย และพิษณุโลก ซึ่งครอบคลุม 9 อำเภอ 21 ตำบล 60 หมู่บ้าน และมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 3,230 ครัวเรือน หรือ 11,951 คน

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รายงานแนวโน้มสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

พายุโซนร้อนวิภาได้ส่งผลให้เกิดเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่าระดับน้ำในส่วนใหญ่ลดลงและ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังคงติดตาม Situation อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันเวลา ทั้งนี้กรมฯ ได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อบริหารความเดือดร้อนในทุกด้านอย่างเต็มกำลัง

  • จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมให้ดำเนินการติดตามและช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง
  • จังหวัดที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายควรสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหายอย่างรวดเร็ว
  • ดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการคลังให้แล้วเสร็จก่อนฌาปนกิจผู้เสียชีวิต

ประชาชนได้รับผลกระทบกำลังเป็นจุดศูนย์กลางของความช่วยเหลือจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวของ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย คือการปกป้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และบรรเทาความเดือดร้อนให้รวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามการกระจายความช่วยเหลือยังคงเป็นไปตามข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย อย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนทั่วไป หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังคงกระตือรือร้นในการวางแผนฟื้นฟูและฟื้นสภาพความปกติหลังพายุ

บทสรุปจาก กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

สถานการณ์จากพายุวิภากำลังค่อย ๆ คลี่คลายลง แต่ยังคงต้องระมัดระวังในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง การติดตามสถานการณ์หลังพายุจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเตือนภัยล่วงหน้า หากคุณมีเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยง ควรส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องจากกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มโอกาสในการช่วยเหลืออย่างทันเวลา

ที่มา – ‘กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย’ติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุวิภาภาพรวมมีระดับน้ำลดลง

รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ เหตุต่อต้านยิว-ละเมิดสิทธิพลเมือง

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมปี 2020 สื่อหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้รายงานข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่น้อย เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับงบประมาณจำนวน 339 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ประมาณ 11,024.28 ล้านบาท) ที่จะมอบให้กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ยูซีแอลเอ โดยให้เหตุผลว่าทางมหาวิทยาลัยมีพฤติกรรมในการต่อต้านชาวยิว ตลอดจนละเมิดสิทธิพลเมืองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความหลากหลายและการแข่งขันกีฬาสตรี

สาเหตุที่รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ

ประเด็นหลักที่รัฐบาลทรัมป์ใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกงบประมาณครั้งนี้ คือการที่ยูซีแอลเอมีแนวปฏิบัติเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม รวมถึงมีกรณีต่าง ๆ ที่ถูกอ้างถึงอย่างเรื่องการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย แม้จะไม่มีการชี้ชัดว่าเกิดขึ้นจริงในเชิงประจักษ์ แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งสัญญาณเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพและการแสดงออกที่ไม่เป็นกลางทางการเมือง

การเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากเดิม

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์มักจะระงับงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนรายใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล หรือมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งล้วนเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มไอวีลีก ต่างจากการกระทำครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลแสดงความไม่พอใจต่อสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนโครงการวิจัยของ รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ ถือเป็นกรณีที่เรียกได้ว่ามีนัยสำคัญในทางการเมืองและการศึกษา

ความเห็นเชิงวิเคราะห์: การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนแนวโน้มนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่มุ่งจำกัดเสรีภาพในสถาบันการศึกษา ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณไปสู่สังคมว่ารัฐบาลต้องการควบคุมการวิจัยหรือการเรียนการสอนที่อาจขัดกับแนวทางของตน สิ่งนี้อาจสร้างความกังวลให้กับแวดวงวิชาการระดับโลกที่ยึดถืออิสระในการวิจัยเป็นหัวใจหลัก ซึ่งในมุมมองของผู้ติดตามประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาและเทคโนโลยี นับว่ามีผลกระทบในระยะยาวต่อบรรยากาศเชิงนวัตกรรมและนักวิจัยระดับสูงทั่วโลก

เหตุการณ์นี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันวิจัยสำคัญว่าจะสามารถคานสมดุลกันได้ในยุคที่การเมืองเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป อย่างใกล้ชิด

ท่าทีของ นายฮูลิโอ แฟรงก์ อธิการบดีของยูซีแอลเอ ระบุว่าสถานการณ์เช่นนี้ ‘น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง’ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อนักวิจัย คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ที่คาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อสานต่องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสหรัฐฯ และโลกโดยรวม

  • ยูซีแอลเอมีบทบาททางด้านวิจัยและนวัตกรรมขนาดใหญ่
  • การระงับงบถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการวิชาการโลก
  • รัฐบาลทรัมป์ใช้ประเด็นสิทธิพลเมืองและต่อต้านยิวเป็นเหตุผล

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์ระงับงบวิจัยยูซีแอลเอ เหตุต่อต้านยิว-ละเมิดสิทธิพลเมือง