ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

บิ๊กเล็กตอบรับสหรัฐฯ-จีนร่วมสังเกตการณ์ประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้

บิ๊กเล็กตอบรับสหรัฐฯ-จีนร่วมสังเกตการณ์ประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้

ในวันที่ 2 สิงหาคม มีรายงานว่า เอกสารจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ถูกเผยแพร่สื่อ ซึ่งระบุชัดเจนว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบรับคำร้องขอให้สหรัฐอเมริกาและจีนส่งตัวแทนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ใน การประชุม GBC 7 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตามจากแหล่งข่าวใกล้ชิดของไทย ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ มีการหารือกันในวงในที่ต้องพิจารณาว่า การเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐฯ และจีนนั้น เป็นการส่งผลดีหรือเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการเจรจาที่เป็นแบบทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น

ความสำคัญของการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติ

ในกระบวนการเจรจา หรือแม้แต่การประชุมในกลุ่มคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไปหรือ การประชุม GBC นั้น ปกติจะไม่มีการเปิดรับผู้สังเกตการณ์จากประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ครั้งนี้มีความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะท่าทีของ บิ๊กเล็กกับเงื่อนไขสหรัฐฯ-จีน ในการเข้าร่วมสังเกตการณ์

ทัพหนึ่งจากแหล่งข่าวเผยว่า การตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังคณะกรรมการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เห็นว่า การปฏิเสธการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ อาจถูกตีความว่าไทยมีความลับบางอย่างที่ไม่อยากให้สาธารณะรับรู้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสนานาชาติจึงยอมตกลงข้อเสนอโดยจำกัดเฉพาะในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เท่านั้น

ผลลัพธ์จากการเปิดรับตัวแทนสังเกตการณ์

การอนุญาตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไทยต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลก โดยการให้สหรัฐฯและจีน ที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์สูง เป็นผู้สังเกตการณ์นั้นหมายถึงการให้การรับรองว่า ผลลัพธ์จาก การประชุม GBC ไม่ได้เกิดการกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

หากมองเชิงลึก ต้องยอมรับว่า การเปิดพื้นที่ให้ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไม่ใช่แค่การแสดงภาพของความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดการเผชิญหน้าของสองประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นการเสริมเสถียรภาพความสัมพันธ์ในภูมิภาคท่ามกลางกระแสอำนาจโลกที่เปลี่ยนไป

ความหมายของการตัดสินใจครั้งนี้ในระยะยาว

ในแง่ของนโยบายต่างประเทศ บิ๊กเล็ก กำลังแสดงให้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว โดยเฉพาะการรับ เงื่อนไขจากสหรัฐฯ-จีน เพื่อสังเกตการณ์ใน การประชุมจีบีซี 7 ส.ค. 2568 นี้ น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มนับหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจเพิ่มเติมอีกด้วย

กลุ่มผู้สังเกตการณ์จากมาเลเซีย สหรัฐฯ และจีน จะทำหน้าที่ติดตามกระบวนการพูดคุยในประเด็นข้อพิพาทชายแดน เพื่อประเมินและเสนอแนะความเป็นไปได้ด้านความสงบสุข โดยเฉพาะการสร้างข้อตกลงถาวรที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

การมีผู้สังเกตการณ์ คือการยืนยันความเป็นธรรม

เหตุผลหลักที่ไทยยอมรับข้อเสนอครั้งนี้คือการให้ภาพที่ชัดเจนต่อสังคมโลกว่า ไทยยึดแนวทางการคุยแบบแฟร์และมีความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องด้านดินแดนซึ่งมีความละเอียดอ่อนอย่างสูง สหรัฐฯ-จีนจะร่วมสังเกตการณ์ ทุกการตัดสินใจภายในห้องประชุม เพื่อป้องกันข้อกังขาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

สิ่งที่น่าจับตามองคือ การตัดสินใจของ บิ๊กเล็ก จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านชายแดนในอนาคตหรือไม่ และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อการเจรจาด้านอื่นๆ ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้หรือเปล่า

บทสรุป: การเปิดประชุม GBC กับความท้าทายของนโยบายความมั่นคง

การที่ บิ๊กเล็กยอมรับเงื่อนไขสหรัฐฯ-จีน ในการร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ใน การประชุม GBC 7 สิงหาคมนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการเพิ่มระดับที่เป็นกลางของไทยในด้านการเมืองระหว่างประเทศ

ถือเป็นความคิดอย่างรอบคอบของรัฐบาลที่เห็นว่า ความโปร่งใสจะช่วยเพิ่มเครดิตให้ไทย ไม่ว่าในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศหรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือระดับประชาชนที่จับตามองประเด็นชายแดนอย่างใกล้ชิด

ติดตามผลการประชุม GBC 7 สิงหาคม 2568

อย่าลืมติดตามผลลัพธ์หลัง การประชุม GBC อย่างเป็นทางการที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 นี้ และดูว่าการมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศจะส่งผลดีต่อบ้านเราได้อย่างไร ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือและกระบวนการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’รับเงื่อนไข‘สหรัฐฯ-จีน’ร่วมสังเกตการณ์ประชุมจีบีซี 7 ส.ค.นี้

พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ ลิกค์ สร้างขวัญกำลังใจ ญาติพี่น้องทหารร่วมรบ

หลังจากที่ สส.ไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขต 1 จังหวัดกำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับเงินเดือน สส. เดือนกรกฎาคม เพื่อส่งมอบให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียด ความเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับประชาชนและครอบครัวของทหารอย่างมาก โดยเฉพาะใน จังหวัดกำแพงเพชร ที่ร่วมกับ สส.ไผ่ ลิกค์ และผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี จัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวทหารที่มีลูกหลานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

กิจกรรมเยี่ยมเยียนครอบครัวทหารกำแพงเพชร

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ มีการลงพื้นที่โดยคณะที่ประกอบด้วย พ่อเมืองกำแพงเพชร ผู้ว่าฯ นายไผ่ ลิกค์ สส. และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อพบปะพูดคุยและส่งมอบเงินส่วนตัวจาก สส.ไผ่ ลิกค์ ร่วมกับเงินจากจังหวัด และปัจจัยสิ่งของต่างๆ ให้กับครอบครัวทหาร 34 ครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความสบายใจแก่ครอบครัวที่ต่างกังวลกับความปลอดภัยของลูกหลานที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ความเข้มแข็งจากหัวใจชาวกำแพงเพชร

ในระหว่างการพูดคุย สส.ไผ่ ลิกค์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจเล็กๆ ให้กับครอบครัวทหาร โดยระบุว่า ‘เราอยากสละเงินเดือนมาเป็นพลังช่วยเหลือพ่อแม่ ญาติพี่น้องของทหารที่ออกไปเสี่ยงชีวิตในพื้นที่ชายแดน’

ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยืนยันว่าแม้สถานการณ์จะดูดีขึ้นหลังมีการหยุดยิง แต่ยังคงตึงเครียดอยู่มาก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปะทะกันหลายครั้ง รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์รับบริจาค ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้การสนับสนุนเป็นระบบ จังหวัดกำแพงเพชรเองก็พร้อมดำเนินการรับบริจาคผ่านทางศูนย์ที่จัดตั้ง

สำหรับ นางสาวอริสา ตันปิง อายุ 38 ปี ซึ่งมีน้องชายเป็นทหารประจำอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ และถูกส่งไปช่วยรบที่จังหวัดศรีษะเกษนั้น ได้เปิดเผยว่า “แต่ละวันฉันจะโทรหาเขา และฟังเสียงปืนระงมทุกครั้ง แม้น้องชายจะพูดว่าปลอดภัย แต่ใจแม่ก็ห่วงทุกครั้งที่ได้คุยกัน การที่คณะของ พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ มาเยี่ยมถึงบ้านในวันนี้ ช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นใจขึ้น รู้สึกว่าไม่มีใครทอดทิ้งเรา การมีคนเข้ามาให้กำลังใจในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ มีความหมายกับพี่น้องมาก”

การกระทำของ สส.ไผ่ ลิกค์ และผู้ว่าฯ ส่งต่อพลังใจได้อย่างลึกซึ้ง อยากให้นักการเมืองคนอื่นๆ เห็นเป็นตัวอย่างที่ดี และร่วมกันส่งต่อกำลังใจให้ทหารและประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – พ่อเมืองกำแพงเพชร-สส.ไผ่ ลิกค์ สร้างขวัญกำลังใจ ญาติพี่น้องทหารร่วมรบ

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งเสริมการขายสินค้าชุมชน

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP

เมื่อวันที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ได้มีการจัดพิธีสำคัญขึ้น โดยมีนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายชลอ พงษ์ชุบ พัฒนาการจังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดการตลาด OTOP ในพื้นที่อย่างยั่งยืน


OTOP 100 ร้าน สู่ชุมชน คน 8 ริ้ว: พลังความร่วมมือที่จะเปลี่ยนชุมชนได้จริง

โครงการ OTOP 100 ร้าน สู่ชุมชน คน 8 ริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าของชุมชน โดยเฉพาะผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่แม้จะมีผลิตภัณฑ์คุณภาพดี แต่ขาด ช่องทางการจำหน่าย ที่เหมาะสม

ด้วยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแวดวง OTOP ของจังหวัด เพราะจะทำให้สินค้าท้องถิ่นถูกส่งตรงถึงกลุ่มลูกค้าทั้งในจังหวัด ระหว่างจังหวัด และต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคได้ของดีที่ผ่านมาตรฐาน และชาวบ้านได้รับรายได้จริง สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งยืน

  • เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดดิจิทัล
  • เสริมศักยภาพการผลิตและมาตรฐานสินค้า
  • สร้างเครือข่ายการขายแบบครบวงจร
  • ขยายตลาด OTOP สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและต่างประเทศ

สินค้า OTOP ฉะเชิงเทรา ยุคใหม่ พร้อมก้าวสู่ตลาดดิจิทัลและสากล

สำนักงานพัฒนาชุมชน ฉะเชิงเทรา ร่วมมือกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคี หอการค้าจังหวัด และ SME ครบวงจร เพื่อเปลี่ยนโฉมการตลาด OTOP ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของยุคใหม่และสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตท้องถิ่น ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP จะเน้นการพัฒนาความพร้อมของร้านค้า OTOP เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ และเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าในระดับนานาชาติ

สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ย่อมได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นคุณภาพดีจากจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว ยังสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศขณะเลือกบริโภคสินค้าที่มีความหมายมากกว่าแค่ราคา

ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ grassroots marketing การร่วมมือของทุกภาคส่วนจะไม่เพียงช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มชุมชน แต่ยังสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับทุกคนในระยะยาว

หากคุณสนใจสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน, OTOP Thailand น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ซื้อและใช้ ขอเชิญชวนให้ติดตามความเคลื่อนไหวของ โครงการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะนี่อาจเป็นแนวโมเดลเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกหนึ่งต้นแบบที่จะขยายผลต่อประเทศในอนาคต

ที่มา – ฉะเชิงเทรา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์ OTOP

กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 แห่ง

กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจ กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานสำคัญของประเทศในด้าน บริหารจัดการน้ำ ได้แสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการรับมือ อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนให้กลายเป็นโอกาสที่ยั่งยืนในการเพาะปลูกและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

พื้นที่นำร่อง 10 แห่งในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

กรมชลประทานได้เลือกพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 แห่งในเขตเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ เชียงราก, ท่าวุ้ง, ฝั่งซ้ายชัยนาทป่าสัก, บางกุ่ม, บางกุ้ง, บางบาล – บ้านแพน, ป่าโมก, ผักไห่, เจ้าเจ็ด และ โพธิ์พระยา เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี คือ โครงการลดผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ด้วยการปรับพฤติกรรมการเพาะปลูก เริ่มต้นเร็วด้วยการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ทำให้เกษตรกรสามารถเริ่มปลูกข้าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายน้ำท่วม

หลังจากปลูกข้าวให้เร็วขึ้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนน้ำหลากในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งช่วยให้ผลผลิตปลอดภัย และในช่วงเวลาที่น้ำเริ่มไหลหลากจากแม่น้ำ กรมชลประทานใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติในการชะลอและกักเก็บน้ำ ช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่าง

  • เริ่มเพาะปลูกข้าวเร็วขึ้น – 1 พฤษภาคม
  • เก็บเกี่ยวทันก่อนน้ำหลาก – ก่อนกลางเดือนกันยายน
  • ใช้พื้นที่เป็นศูนย์จัดการน้ำหลากตั้งแต่กันยายนถึงตุลาคม
  • ลดความเสี่ยงจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

เกณฑ์คัดเลือกอย่างเห็นผล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ในการเลือกพื้นที่เป้าหมาย กรมชลประทานใช้เกณฑ์หลักทั้งหมด 6 ข้อ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้แต่ละพื้นที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ ได้แก่:

1. พื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับอุทกภัยตามฤดูกาลเป็นประจำ

2. พื้นที่ที่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก

3. มีระบบชลประทานที่สามารถควบคุมการส่ง-การระบายน้ำได้

4. ขอบเขตพื้นที่เป็นหลักแหล่ง รองรับการกักเก็บน้ำได้เป็นระบบ

5. โครงสร้างระบายน้ำที่ได้มาตรฐานและรวดเร็ว

6. มีระบบจัดการน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

โดยเกณฑ์เหล่านี้ช่วยที่จะแปลงโจทย์ที่ดูเหมือนจะเป็นความเสียหายเป็นเงื่อนไขที่เกษตรกรสามารถนำพืชผลเร่งรัดการลงทุนทางการเกษตรได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มโอกาสในการทำเงินได้ถึงปีละ 2 ครั้ง แทนที่จะรอผลผลิตตามฤดูกาลเพียงครั้งเดียว

การจัดการน้ำที่เฉพาะและมีประสิทธิภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้ตามแผน แต่ยังรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้หลังฤดูเก็บเกี่ยว ประมาณ 30 เซนติเมตร ช่วยเตรียมแปลงดินสำหรับฤดูกาลขยายการผลิตครั้งใหม่

นอกจากนี้ยังช่วยลดการเผาตอซัง ซึ่งเป็นปัญหายุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการใช้สารเคมีในกระบวนการจัดการวัชพืชโดยมีน้ำหลงเหลือจากฤดูเก็บเกี่ยวช่วยควบคุมสภาพดินให้อยู่ในคุณภาพที่เหมาะสมที่สุด

กรมชลประทาน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความร่วมมือกับธรรมชาติไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดในยุคที่ปัญหาภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการลดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพื่อสร้างความมั่นคง ความยั่งยืน และความมั่งคั่งให้กับเกษตรกรไทย ในทุกหยดน้ำที่ถูกควบคุมอย่างมีระบบ

ที่มา – กรมชลประทาน เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ

“ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 “ชิพ” จบท็อป 16 รอบควอลิฟาย ศึก “Suzuka 8 Hours”

“ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 ในการควอลิฟาย Suzuka 8 Hours 2025

การแข่งขัน ศึก FIM Endurance World Championship 2025 รายการ Suzuka 8 Hours ครั้งที่ 46 ณ สนามซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของนักแข่งและทีมอย่างแท้จริง โดยในรอบควอลิฟายที่ผ่านมา ทีม Honda HRC ได้สร้างความฮือฮาด้วยผลงานจาก โยฮันน์ ซาร์โก และ ทาคูมิ ทาคาฮาชิ ที่สามารถทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุด ส่งผลให้รั้งอันดับ 1 ด้วยเวลาเฉลี่ย 2.05.187 นาที แม้ว่าทีมจะขาดนักแข่งคนที่สาม อย่าง ซาบี วิเอเฮ เนื่องจากปัญหาเรื่องเอกสาร แต่ซาร์โกและทาคาฮาชิก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้


“ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ กับผลงานในรอบควอลิฟาย

อีกหนึ่งชื่อที่แฟนความเร็วชาวไทยตั้งตารอ คือ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ที่ได้ลงแข่งขันในรายการ Suzuka 8 Hours 2025 พร้อมกับ อัซรอย ฮาคีม อานัวร์ และซักฮวาน ไซดี สองนักแข่งจากมาเลเซีย โดยเป็นส่วนหนึ่งของทีม Honda Asia-Dream Racing with Astemo ด้วยการใช้รถแข่งรุ่น Honda CBR1000RR-R หมายเลข 88 ซึ่งทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุดเฉลี่ยไว้ที่ 02.07.023 นาที และปิดควอลิฟายด้วยอันดับที่ 16 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อมและสามารถพัฒนาเพื่อขยับขึ้นมาได้ในรอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันที่กำลังจะมาถึง: Suzuka 8 Hours

สำหรับการแข่งขันเต็มรูปแบบในรายการ Suzuka 8 Hours จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 โดยเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 09.30–17.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ทั้งนี้ แฟนๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามการถ่ายทอดสดและอัปเดตคะแนนรวมได้หลายช่องทาง ซึ่งเป็นการแข่งขันที่รวมทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และการวางแผนจากทั้งมนุษย์และเครื่องจักร

  • โยฮันน์ ซาร์โก – ทีม Honda HRC: ทำเวลาเฉลี่ย 2.05.187 น.
  • นักแข่งจากทีม ASMO ART act CBR: ทำเวลาเฉลี่ย 2.07.395 น.
  • Yamaha Factory Racing Team: ทำเวลาที่ 2.07.905 น.

สิ่งที่เราคาดหวังจาก Suzuka 8 Hours 2025

การแข่งขัน Suzuka 8 Hours เต็มไปด้วยความลำบากทางกายภาพและจิตใจสำหรับนักแข่ง โดยแม้จะมีรถแข่งล้ำเทคโนโลยี แต่ปัจจัยสำคัญคือการทำงานเป็นทีม เวลาในการพักบำรุง และการเปลี่ยนนักแข่งในแท่นรถอย่างรวดเร็ว ซึ่งทีมชั้นนำหลายทีมกำลังพัฒนาระบบหุ่นยนต์และระบบสื่อสารระหว่างนักแข่งกับช่างเทคนิคอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับคอความเร็ว งานแข่งรายการ Suzuka 8 Hours เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ตื่นเต้นสุดๆ ในฤดูกาล 2025 และมีความพิเศษที่ไม่ว่าใครก็สามารถเชียร์นักแข่งข้ามชาติได้อย่างเต็มตัว ทั้งในส่วนของ โยฮันน์ ซาร์โก ที่ทำผลงานยูเทิร์นกลับมาเป็นผู้นำได้ในควอลิฟาย รวมถึงการลงสนามของ “ชิพ” นครินทร์ ที่เป็นตัวแทนไทยในสนามต่างแดน แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาดการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคมนี้

ที่มา – “ซาร์โก” ยึดอันดับ 1 “ชิพ” จบท็อป 16 รอบควอลิฟาย ศึก “Suzuka 8 Hours”

ยามาฮ่าร่วมฉลอง 10 ปี สวรรค์ของนักวิ่งบุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พร้อมเงินรางวัลรวม 10 ล้านบาท

ยามาฮ่าร่วมฉลอง 10 ปี สวรรค์ของนักวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026”

ในปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” จะเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการเป็นสวรรค์ของนักวิ่งระดับโลก ในประเทศไทย โดยปีนี้ได้บริษัทยามาฮ่าเข้ามาร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เหมือนกัน งานนี้จึงได้เติมเต็มประสบการณ์การแข่งขันที่ครบรอบด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬา การตลาด และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรักการวิ่งทั่วประเทศ

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร พร้อมทีมผู้บริหารยามาฮ่ระดับแนวหน้า ได้แก่ นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้าและการตลาด นายจิรภัทร สายเพชร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสนับสนุนการตลาด จากบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมกิจกรรมแถลงข่าวครั้งสำคัญที่ผ่านมา โดยมี นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ร่วมให้ข้อมูลในงานที่ One Bangkok เมื่อไม่นานมานี้

งานที่จัดเต็มทั้งความท้าทายและแรงจูงใจด้านสุขภาพ

ทุกปีที่ผ่านมา “บุรีรัมย์ มาราธอน” เติบโตขึ้นไม่เพียงแค่ในแง่จำนวนผู้ร่วมแข่งขัน แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมการวิ่งในเมืองไทยเข้มแข็งขึ้นอย่างชัดเจน ในปี 2026 นี้ งานยังคงเอกลักษณ์ของไนต์รันที่แสงไฟตัดกับความมืดของท้องฟ้า พร้อมจัดเต็มเรื่องเงินรางวัลรวมกว่า 10 ล้านบาท เพื่อคนรักการวิ่งทุกระดับทั้งนักกีฬาอาชีพและทั่วไป

ยามาฮ่ากับกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ยามาฮ่าได้สร้างความอินเทรนด์ให้กับตัวงานด้วยการใช้ Camapaign สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนคนรักกีฬา รวมถึงกลุ่มลูกค้ายามาฮ่า เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังกลายเป็น Platform สร้างความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

  • ยามาฮ่าสนับสนุนต่อเนื่องครบ 10 ปี
  • จัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง
  • เปิดโอกาสให้ลูกค้ายามาฮ่าและประชาชนทั่วไปร่วมกิจกรรม

การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตื่นเต้นที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่แค่สำหรับคนในจังหวัดบุรีรัมย์ แต่สำหรับทั้งประเทศ มหกรรมวิ่งกลางคืนที่ผสมผสานระหว่างความท้าทาย แสงสีเสียง และความสุขของการออกกำลังกาย

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงรักการวิ่ง หรือเพิ่งเริ่มต้นออกเดินทางสู่สุขภาพที่ดี ยามาฮ่าและกิจกรรมสวรรค์ของนักวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ได้เตรียมจุดหมายสำคัญเอาไว้เพื่อคุณโดยเฉพาะ เป้าหมายของยามาฮ่าชัดเจนว่าไม่เพียงส่งเสริมการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้าง Community ของการใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้น ให้กับคนยุคปัจจุบัน

การสนับสนุนครั้งนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความยั่งยืนของทั้งบริษัทและงานมาราธอนเอง ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดหนึ่งวัน แต่พัฒนาจนกลายเป็น กิจกรรมประจำปีที่ทุกคนรอคอย ด้วนักวิ่ง และปีนี้ โดยเฉพาะ เตรียมจัดเต็มไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการวิ่ง Smart Running Gear หรือแม้กระทั่งนวัตกรรมในการจัดการการแข่งขันเพื่อให้ประสบการณ์การวิ่งราบรื่นและสนุกยิ่งขึ้น

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนสวรรค์แห่งการวิ่งปี 2026 จะมาถึง

สำหรับใครที่ยังไม่เคยเข้าร่วม mai ไม่มีเหตุผลที่จะพลาดในปี 2026 นี้ การการันตีคุณภาพจากผู้จัดอันดับมืออาชีพทั้งจากยามาฮ่าและสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต รับรองว่างานจะสวยงาม น่าประทับใจ และเต็มไปด้วยคุณค่าทั้งสำหรับการท่องเที่ยว กีฬาและการตลาด

ที่มา – “ยามาฮ่า” ร่วมฉลอง 10 ปี สวรรค์ของนักวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” จัดเต็มชิงเงินรวม 10 ล้านบาท

“หมอเพียรศักดิ์” ตอบโต้ “เท้ง” หลังถูกกล่าวหาว่า รพ.ไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา ชี้ ‘คนไม่ยืนตรงกลาง ย่อมเป็นผู้นำไม่ได้’

“หมอเพียรศักดิ์” ตอบโต้ “เท้ง” หลังถูกกล่าวหาว่า รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเด็นร้อนถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ เมื่อ นพ.เพียรศักดิ์ แซ่หว่อง จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ออกมาตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากที่ “เท้ง” ให้สัมภาษณ์ในลักษณะกล่าวหารพ.สมมติฐานว่าไม่รับผู้ป่วยชาวกัมพูชา โดยนพ.เพียรศักดิ์ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาผ่านการแชร์โพสต์ของอีกฝ่าย ระบุว่า การไม่ยืนอยู่ตรงกลางย่อมยากที่จะเป็นผู้นำที่แท้จริง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง “หมอเพียรศักดิ์” กับ “เท้ง”

นพ.เพียรศักดิ์เริ่มคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงอายุและประสบการณ์ของตนเองที่ยาวนานกว่าผู้พูด โดยระบุว่า “อายุของคุณเท้งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการเดินทางของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์” ทำให้เกิดการถกกันในวงกว้างว่า คำวิจารณ์นี้มาจากอารมณ์ส่วนตัวหรือความไม่เข้าใจกันจริง ๆ เขาว่าไว้อย่างนั้น เพื่อสะท้อนถึงการที่อีกฝ่ายไม่ได้เข้าใจบริบริบทของโรงพยาบาลที่ต้องให้การรักษาผู้คนมากกว่า 6 ล้านคนในพื้นที่อีสานใต้ และพิจารณาความปลอดภัยของทั้งผู้ป่วยไทยและชาวกัมพูชา รวมทั้งบุคลากรกว่า 4,000 คน ที่ต้องปฏิบัติงานในสถานการณ์เสี่ยง

อีกทั้งยังตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ไปที่ “เท้ง” ว่า “ในวันที่มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นมากมาย คุณไปอยู่ที่ไหน” และ “คุณทำอะไรบ้างเมื่อประชาชนลำบาก”

คำคมของความเป็นผู้นำและความเข้าใจในมนุษยธรรม

งานนี้ นพ.เพียรศักดิ์ไม่ได้แค่ปกป้องภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของผู้นำและมนุษยธรรม โดยเขาบอกว่า การที่คนเราไม่ยืนอยู่ตรงกลางของความขัดแย้ง หรือเพียงมองเพียงด้านเดียว ย่อมนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ที่ผิดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เขายังกล่าวเสริมว่า แทนที่จะลอกวาทศิลป์จากบทบาทสาธารณะ ควรลงพื้นที่ดูการทำงานจริงในโรงพยาบาล เพื่อเข้าใจว่าความเห็นอกเห็นใจและจิตสำนึกต่อสังคมนั้นต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหา

แพทย์ควรเป็นเสียงแห่งความรับผิดชอบ

ท่านยังชี้ให้เห็นภาพกว้างของโรงพยาบาล เช่นความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขที่ต้องรับผู้คนกว่า 10,000 คนต่อวันในฐานะหน่วยงานที่ทำงานเพื่อประคับประคองทุกชีวิตไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เช่นการระบาดของโรค หรือสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยบทบาทของแพทย์และโรงพยาบาลต้องไม่ถูกมองเพียงตามวาทศิลป์ แต่ควรมองถึงความสามารถในการบริหารจัดการและความเสียสละที่แสดงผ่านการทำงานจริง

ในส่วนของผู้วิจารณ์ หมอเพียรศักดิ์รู้สึกว่า “บางคนเริ่มไม่เห็นค่าของคำพูดตนเอง” เมื่อไม่ลงพื้นที่ แต่นั่งตัดสินจากข้อมูลแค่ด้านเดียว

บทบาทของ “ความเป็นกลาง” กับการเป็นผู้นำในสังคมไทย

การจะเป็นผู้นำในสังคมไทย ไม่ใช่เพียงการพูดสวยหรือพยายามชูประเด็นเพื่อสร้างการรับรู้ แต่ต้องเข้าใจเส้นทางจิตวิญญาณของบริบทรอบข้าง และไม่ตัดสินด้วยทัศนคติที่ยังไม่ซึมซับวัฒนธรรมความเป็นมนุษยชนที่แท้จริง

หากคุณเป็นผู้นำที่ดี เวลามีปัญหาคุณควรพร้อมเข้าไปช่วยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงวิจารณ์จากที่ปลอดภัยอย่างที่ “เท้ง” ทำอยู่ในขณะนี้ และในวันที่บุคลากรในรพ.เร่งทุ่มเทเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการกำลังใจมากกว่าวิจารณ์ทัวร์ลง

แนวโน้มความเข้าใจในอาชีพหมอและบทบาททางสังคม

มีหลายคนไม่ได้เข้าใจว่า แพทย์แต่ละท่านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเยียวยาผู้ป่วย แต่กระทู้อีกระดับหนึ่งของผู้นำในทุกชุมชน การปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนทั่วไปจึงควรพึ่งพาการพูดคุยที่รับฟังทั้งสองฝ่าย มากกว่าจะมองเพียงความสะใจในระยะสั้น

นพ.เพียรศักดิ์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มุมมองวิพากษ์ควรเน้นให้กำลังใจมากกว่าวิจารณ์อย่างเสียดสี โดยเฉพาะในยามที่สังคมก่งขันและอ่อนล้าจากโลกแห่งความจริง ทุกอาชีพคู่ควรกับการเชื่อมโยงด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

บทสรุป “หมอเพียรศักดิ์” ซัด “เท้ง” แต่เหตุผลสะท้อนคุณค่าของคนร่วมสังคม

แม้บทลงความเห็นจากนพ.เพียรศักดิ์จะดูรุนแรงในสายตาคนจำนวนหนึ่ง แต่หากกลับไปดูเบื้องลึก นี่คือการสะท้อนทางจริยธรรม ความมุ่งมั่น และอดทนของทีมแพทย์ที่ต้องรับมือกับความซับซ้อนทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “หมอเพียรศักดิ์”ซัด “เท้ง”กล่าวหารพ.ไม่รับผู้ป่วยเขมร ลั่น ‘คนไม่ยืนตรงกลางย่อมเป็นผู้นำไม่ได้’

กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมถ้อยคำผู้ร้องและพยานมีพิรุธ?

กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมถ้อยคำผู้ร้องและพยานมีพิรุธ?

จอห์น สว. และประเด็นการได้มาซึ่งตำแหน่งอย่างโปร่งใส

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกรณีสำคัญ เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ในระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา กกต. ได้ตัดสินใจยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายสงบ จินะแปง ผู้มีสิทธิเลือก สว. กลุ่มที่ 17 ได้เสนอผลประโยชน์ แลกกับคะแนนเลือก ให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง และจูงใจให้บุคคลอื่นลงคะแนนให้ โดยถ้อยคำที่มองว่าเป็นการเสนอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องราวของผู้ร้องและพยาน

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกในกลุ่มเดียวกัน เล่าว่าในขณะที่นายสงบกำลังพูดคุยกับกลุ่มคนหนึ่ง มีการพูดถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยในคำร้องระบุว่า ถ้าผู้ร้องสามารถหาคะแนนให้นายสงบได้ 5 คะแนน และในกรณีที่นายสงบได้เป็น สว. ก็จะมอบตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญให้เป็นผลตอบแทน

นอกจากนี้ ผู้ร้องและพยานยังเผยว่าได้ยินนายสงบกล่าวว่า \’อยู่กลุ่มไหนกัน หากเราได้ลงคะแนนให้ในสายเดียวกัน ให้ช่วยกันเลือก\’ และแม้ว่าจะมีการอ้างถึงประเด็นที่นายสงบพูดว่า ‘ผมจะชวนไปทำงานด้วยกัน’ แต่เมื่อตรวจสอบถ้อยคำทั้งสองกลับไม่ตรงกันสมบูรณ์ ซึ่งทำให้น่าสงสัยในความจริงของข้อเท็จจริง

กกต. วินิจฉัยอย่างไร?

หลังจากการไต่สวน กกต. มีความเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมติรับรองเพราะถ้อยคำที่ให้ไว้ของผู้ร้องและพยานมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการ ล้มล้างกระบวนการเลือกที่โปร่งใส หรือ ไม่โปร่งใส ยังไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ โดยถ้อยคำทั้งคู่ยังขัดแย้งกัน

ความคาดหวังของกระบวนการเลือก สว. คือการทำด้วยความซื่อตรงและปราศจากการจูงใจใด ๆ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งห้ามไม่ให้มีการติดสินบนหรือเสนอผลประโยชน์ เพื่อให้คนใดคนหนึ่งได้รับการเลือก เป็นตัวแทนโดยไม่สุจริต

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

การให้สัมภาษณ์ของ กกต. ย้ำถึงความจำเป็นในการได้มาของ สว. ที่สุจริตและมีมาตรฐาน สำหรับสาธารณชนแล้ว สิ่งนี้เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบที่ต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้ความไม่โปร่งใสทางการเมือง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวลือ หรือข้อร้องเรียนก่อนนำไปสู่การตัดสินที่เด็ดขาด

  • หลักฐานต้องละเอียดและสมบูรณ์
  • คำพูดที่อาจเป็นการเสนอกำลังได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • กระบวนการตัดสินใจของ กกต. ยึดหลักกฎหมายทุกขั้นตอน

บทสรุปจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนในการเลือกตั้งระดับประเทศ การที่ กกต. ยกคำร้องครั้งนี้สะท้อนถึงการวินิจฉัยที่รอบคอบ เป็นกลาง และยึดหลักกฎหมายอย่างเข้มงวด ถือเป็นบทเรียนสำหรับประชาชนทั่วไปในการสังเกต การตรวจสอบถ้อยคำและการกระทำอย่างโปร่งใส

ดังนั้น สำหรับผู้ได้รับสิทธิเลือก สว. ทุกคน ควรตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทตัวเอง ในการสร้างอนาคตทางการเมืองที่มั่นคงและมีคุณภาพ

ที่มา – กกต. ยกคำร้องเลือกสว. ปมช่วยหาคะแนนแลกเป็นผู้เชี่ยวชาญ

‘วิสุทธิ์’ เผย ‘เพื่อไทย’ เตรียมเลือกคนแทน ‘พิเชษฐ์’ ในวันที่ 5 ส.ค.

‘วิสุทธิ์’ เผย ‘เพื่อไทย’ เตรียมเลือกคนแทน ‘พิเชษฐ์’ ในวันที่ 5 ส.ค. เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ติดตามข่าวสารทางการเมืองเป็นอย่างมาก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกเพื่อรับตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่ว่างลงหลังจาก ‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ ต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. เชียงราย

การประชุมสำคัญของพรรคเพื่อไทย 5 ส.ค. นี้

การประชุมในวันที่ 5 ส.ค. จะเป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้หารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเลือก คนขึ้นแทนตำแหน่ง รองประธานสภาคนที่ 1 ของ ‘พิเชษฐ์’ โดยในปัจจุบันยังไม่มีการตกลงกันว่าใครคือผู้ที่จะมารับหน้าที่นี้ ขณะที่ผู้เป็นประธาน ส.ส. ของพรรคเองอย่าง นายวิสุทธิ์ ก็ไม่ได้เร่งรัดในการเสนอชื่อตัวเองแต่อย่างใด

แผนการดำเนินการและความท้าทายที่รออยู่

นายวิสุทธิ์ ระบุว่าทางพรรคมี ‘คนเก่ง’ และ ‘ผู้มีความสามารถ’ หลายคนสามารถรับบทบาทต่อจาก ‘พิเชษฐ์’ ได้ การรอรับฟังเสียงของสมาชิกพรรคนั้นจึงสำคัญ เพราะทุกท่านมีความเห็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ 13-15 ส.ค. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่ง ต้องมีรองประธานสภาอย่างเพียงพอเพื่อดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • วันที่ 5 ส.ค. – พรรคเพื่อไทยกำหนดประชุมเพื่อเลือกคนแทน
  • วันที่ 7 ส.ค. – มีกระบวนการลงมติรับรองในสภา
  • วันที่ 13-15 ส.ค. – มีการพิจารณางบประมาณวาระ 2 และ 3

‘วิสุทธิ์’ ไม่เร่งเสนอชื่อตนเอง

เมื่อมีผู้สอบถามว่านายวิสุทธิ์จะขอรับผิดชอบตำแหน่งนี้หรือไม่ เขาก็ได้ตอบอย่างเป็นมิตรและเป็นนักการเมืองมืออาชีพว่า ‘จะขอเป็น ตัวเลือกสุดท้าย หากไม่มีใครสามารถรับภารกิจนี้ได้ เพราะเชื่อมั่นว่ามี ส.ส. ของพรรคหลายคนที่เหมาะสมและพร้อมจะนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า’

บทบาทของรองประธานในเวทีประชาธิปไตย

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรถือว่าเป็นผู้ช่วยที่สำคัญในการบริหารจัดการการประชุม รวมไปถึงดูแลความเรียบร้อยทางกฎหมายที่นำเสนอในแต่ละวัน ดังนั้น ‘พรรคเพื่อไทย’ จึงจำเป็นต้องมี ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความกล้าในการตัดสินใจมานั่งในตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง

การที่มีการเตรียมตัวและวางแผนให้สามารถเลือกสรร ‘คนที่ดีที่สุด’ เพื่อมานั่งแทน ‘พิเชษฐ์’ ก่อนวันที่ 7 ส.ค. จึงเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารจัดการภายในพรรค

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดตามการเมือง โดยเฉพาะที่สนใจในแนวทางของพรรคเพื่อไทยหรือติดตามผลกระทบทางการเมืองในช่วงเวลาสำคัญนี้ ควรติดตามผลหลังการประชุมในวันที่ 5 ส.ค. อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – ‘วิสุทธิ์’เผย‘เพื่อไทย’เคาะคนนั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ แทน‘พิเชษฐ์’ 5 ส.ค.

‘เกรท วรินทร’ ยังไม่หมดสัญญากับช่อง 3 เตรียมเป็นอาจารย์พิเศษ ม.รังสิต

‘เกรท วรินทร’ มองหาโอกาสใหม่ ผันตัวสู่บทบาทอาจารย์พิเศษ ม.ดัง

เชื่อว่าแฟนๆ ต่างยังคงรักและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับพระเอกหนุ่มหน้าคม ‘เกรท วรินทร’ ที่ถึงแม้จะยังไม่หมดสัญญากับทางช่อง 3 แต่เขาก็ไม่หยุดพัฒนาและเปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวเข้าสู่บทบาทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นล่าสุดที่เขาได้มีโอกาสเป็น ‘อาจารย์พิเศษ’ ให้กับ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นสถาบันที่เคยศึกษาในช่วงวัย студентаเติบโต

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการใช้ประสบการณ์ตรงจากชีวิตจริงในการให้ความรู้กับนิสิตและนักศึกษารุ่นใหม่ ภายใต้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ไม่ตึงเครียด และยังคงความน่าสนใจของ ‘เกรท’ ที่ทั้งเข้าถึงง่ายและถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ

เกรท วรินทรเล่าถึงการเป็นอาจารย์พิเศษครั้งแรก

ในโอกาสที่มาร่วมงาน ‘Build the Grand Adventure with LEGO ONE PIECE’ เกรทได้เผยถึงบทบาทใหม่ทางด้านการศึกษาว่า “ยังอยู่ช่อง 3 รักช่อง 3 ครับ ละครที่ถ่ายกับช่องก็ยังอยู่ เราก็มีสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ อย่างล่าสุดได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรพิเศษที่มหาวิทยาลัยรังสิต” พร้อมยืนยันว่าเป็นปรากฏการณ์ผันตัวครั้งใหม่ที่ไม่ใช่การจากลา แต่เป็นโอกาสในการเติมเต็มตัวเองในด้านอื่นๆ

เป็นได้ทั้งนักแสดงและอาจารย์พิเศษ

จากคำพูดของเขาเอง ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่วิทยากร โดยกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเรียกว่าอาจารย์เลยครับ เป็นแค่เสวนาเล็กๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้น้องๆ ฟังมากกว่า โดยเฉพาะนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับชีวิตหลังเรียนจบ เหมือนให้ผมออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง ว่าเรียนจบแล้วควรทำอะไร ก้าวต่อไปในชีวิตยังไง”

การสอนครั้งนี้ยังเป็นการกลับมาสู่โรงเรียนเก่าของ ‘เกรท วรินทร’ ซึ่งเขาให้ความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างยิ่ง ทันทีที่เริ่มคลาสแรกไป เขารู้สึกตื่นเต้นมาก นอกจากนั้นเขายังกล่าวอีกว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เขาได้พยายามจับจุดที่จะเชื่อมโยงให้รุ่นพี่รุ่นน้องเข้าสู่กันได้

บทบาทที่ไม่ใช่นักแสดง แต่ยังคงอยู่กับช่อง 3

นอกจากบทบาทนักแสดงแล้ว เกรท วรินทร ยังมีภารกิจในการร่วมงานกับหลายๆ ที่ ซึ่งเขาได้เล่าว่าทุกอย่างสามารถทำควบคู่กันได้ดี เพียงแต่มีการคุยกับทางช่องก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันปัญหาและเข้าใจตรงกัน ทั้งภาพยนตร์ที่เพิ่งเริ่มถ่ายทำ รวมถึงผลงานกับ Netflix ที่หลายคนต่างรอคอย

เคล็ดลับความสำเร็จของ ‘เกรท วรินทร’ กับบทบาทใหม่ได้ใจนักศึกษา

สิ่งที่ทำให้การเป็นอาจารย์พิเศษของเขาน่าสนใจคือความใกล้ชิดและเรียล ซึ่งไม่ได้ใช้หลักวิชาการเข้มข้น แต่ใช้ประสบการณ์แบบตรงจากหัวใจ เป็นเหมือนการแนะแนวอาชีพใหม่ให้กับนิสิตที่มุมมองได้เปลี่ยนไปจากตอนที่เขายังเป็นนักศึกษาหนุ่ม

นี่ไม่ใช่เพียงการสอนธรรมดา แต่เป็นการทบทวนเส้นทางชีวิตของ ‘เกรท วรินทร’ กับการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ซึ่งเขาก็ตั้งใจเรียนรู้การเป็นนักสอนระยะยาวเพื่อให้เข้าใจวิธีการถ่ายทอดความรู้ได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งงานแสดง คู่กับหน้าที่ทางการศึกษา เกรทได้เปิดโอกาสให้ตัวเองก้าวสู่ยุคใหม่ บุกเส้นทางใหม่ที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ดารา แต่ผสมผสานระหว่าง อาจารย์พิเศษ และ นักสร้างแรงบันดาลใจ ได้อย่างลงตัว

หากคุณเป็นแฟนละครหรือติดตามผลงานของ ‘เกรท วรินทร’ และกำลังมองหาไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนาตัวเองในสายบริการสังคม ‘เกรท’ ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่น่านำเป็นเยี่ยงอย่างด้วยความตั้งใจเติบโตในทุกบทบาท

ที่มา – ‘เกรท วรินทร’ยังไม่หมดสัญญาช่อง เปิดโอกาสใหม่ผันตัวเป็น ‘อาจารย์พิเศษ’ ม.ดัง