DSI เสนอคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา 1.8 แสนคน เป็นคดีพิเศษ
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ลงพื้นที่ตรวจค้น 4 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำแรงงานต่างด้าวจากกัมพูชามาทำงานในประเทศไทย โดยพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการเรียกเก็บเงินค่าสมัครหรือเรียกอีกอย่างว่า “ค่าหัวคิว” จากนายจ้างรายละ 2,500 บาท สำหรับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานกัมพูชา จำนวนกว่า 180,000 คน ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาท
DSI เสนอคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชา 1.8 แสนคน เป็นคดีพิเศษ
จากกรณีที่เกิดความเคลื่อนไหวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ระบุว่า คณะพนักงานสืบสวนได้ดำเนินการสอบสวนคดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม และเตรียมนำสำนวนคดีเข้าพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ เพื่อเสนอให้มีมติ 2 ใน 3 จากกรรมการฯ รับเรื่องเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)
รายงานอีกฉบับจาก DSI ระบุชัดเจนว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรายงานชื่อแรงงานกัมพูชาและเรียกเก็บเงินเพื่อให้สามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้นั้น เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและอั้งยี่ เพราะเงินที่ผู้จ้างจ่ายไปไม่ได้ไปตกเป็นของแผ่นดินแต่อย่างใด กลับรวมรวมเป็นผลประโยชน์แก่บุคคลภายนอกแทน
รายละเอียดความผิดในกรณีหักหัวคิวแรงงาน
หลังจากดำเนินการสอบสวนพยานและผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบทั้งในไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานทั้งสองประเทศ และบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจการจัดหางาน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังกลไกการโอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อรับผลประโยชน์จากการรีดไถเงินของนายจ้าง
- จำนวนแรงงาน: ประมาณ 180,000 คน
- ค่าหัวคิว: รายละประมาณ 2,500 บาท
- ยอดรวมเงิน: มากกว่า 450 ล้านบาท
- ข้อหา: ฉ้อโกงทรัพย์ / อั้งยี่
นอกจากนี้ ภายใน DSI ยังมีการเปิดเผยว่า ก่อนที่จะมีการสืบสวนคดีในครั้งนี้ นักจ้างส่วนใหญ่ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้ชื่อแรงงานถูกนำไปบันทึกในระบบของกระทรวงแรงงาน แต่หลังจากที่เกิดการแจ้งข้อเท็จจริงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ มีการเปลี่ยนแปลงจนเหล่านายจ้างสามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินที่จ่ายลงในระบบแต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ และอาจเกิดจากการทุจริตภายในการทำงานของระบบเท่านั้น
หากคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติตามที่ DSI เสนอ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คดีนี้ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นทางการภายใต้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เข้มงวดและพิถีกว่าการดำเนินคดีทั่วไป หมายถึง将会มีการสืบสวนเชิงลึกจากพนักงานสอบสวนด้านคดีพิเศษ
กรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติในโครงสร้างของระบบผลิตแรงงานต่างด้าว และแสดงบทบาทสำคัญของหน่วยงานตรวจสอบในการปกป้องสิทธิผู้จ้างแรงงานรวมทั้งความโปร่งใสของรัฐ
ติดตามข่าวสารการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.นี้ ว่าจะมีมติอย่างไรต่อคดีหักหัวคิวแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับปรุงระบบแรงงานในระยะยาวของประเทศไทย
หากคุณเป็นนายจ้างใช้แรงงานต่างด้าว อย่าลืมตรวจสอบการรับอนุญาตกับกระทรวงแรงงานเท่านั้นอย่าจ่ายเงินกับบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการโดยตรง เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือเข้าข่ายเป็นส่วนร่วมในการกระทำความผิด

