ตม.เชียงแสนรวบหนุ่มจีนหนีหมายแดง

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าและออกประเทศไทย หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีผู้ต้องหาชาวจีนรายหนึ่งเตรียมเดินทางออกจากประเทศไทยผ่านจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ หรือบริเวณสบรวก อำเภอเชียงแสน เพื่อมุ่งหน้าไปยัง สปป.ลาว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 69 โดยเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดน ตรวจสอบบุคคลที่อยู่ระหว่างดำเนินพิธีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จนพบชายชาวจีนที่มีข้อมูลตรงกับบุคคลตามหมายจับตำรวจสากล หรือหมายแดง (Red Notice) จึงควบคุมตัวไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ตม.เชียงแสนรวบหนุ่มจีนหนีหมายแดง

ผู้ต้องหารายนี้คือ นายกัว เฟิงเจ๋อ อายุ 27 ปี สัญชาติจีน โดยเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากลสีแดง เลขที่ A-17361/10-2026 หมายดังกล่าวออกตามคำร้องขอของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเขตหนานฉวน นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในข้อหาฉ้อโกง

การจับกุมเกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการตรวจสอบข้อมูลผู้เดินทางอย่างละเอียด จุดผ่านแดนสามเหลี่ยมทองคำถือเป็นเส้นทางสำคัญที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องอาศัยทั้งระบบฐานข้อมูล การสังเกตบุคคล และการทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาตามหมายจับสามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้

พฤติการณ์หลอกลงทุนในลาวเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่จีน ระบุว่า นายกัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวจีนด้วยกัน โดยชักชวนให้ร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทใน สปป.ลาว ผู้เสียหายหลงเชื่อและนำเงินเข้าร่วมลงทุน ก่อนพบว่าถูกหลอกจนเกิดความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 10 ล้านบาท

คดีลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการจดทะเบียนบริษัท ผู้มีอำนาจลงนาม แหล่งที่มาของเงินทุน หรือรูปแบบการรับผลตอบแทน หากมีการรับประกันกำไรสูงผิดปกติ เร่งรัดให้โอนเงิน หรือไม่สามารถแสดงเอกสารที่ตรวจสอบได้ ก็ควรตั้งข้อสงสัยและชะลอการตัดสินใจเอาไว้ก่อน

สำหรับหมายแดงของตำรวจสากล ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว แต่เป็นการแจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกให้ช่วยติดตามตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือมีหมายจับ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของประเทศผู้ร้องขอ การดำเนินการหลังจากควบคุมตัวจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายไทยและขั้นตอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง

ภายหลังตรวจสอบข้อมูล ตม.เชียงแสนพิจารณาว่า นายกัวเป็นบุคคลที่เข้าข่ายต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 (7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 36 พร้อมควบคุมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

การดำเนินการของ ตม.เชียงแสนรวบหนุ่มจีนหนีหมายแดง ในครั้งนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการสกัดกั้นผู้ต้องหาที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีเส้นทางเชื่อมโยงหลายประเทศ การตรวจสอบบุคคลก่อนอนุญาตให้ออกนอกประเทศจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่สนใจลงทุนกับบุคคลหรือบริษัทในต่างประเทศควรตรวจสอบคู่สัญญาอย่างเป็นระบบ ใช้ช่องทางชำระเงินที่มีหลักฐานชัดเจน และปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนโอนเงินจำนวนมาก หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น ใช้เอกสารไม่ครบ อ้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐ หรือชักชวนคนอื่นให้รีบลงทุน ควรเก็บหลักฐานการสนทนาและธุรกรรมทั้งหมดไว้เพื่อใช้แจ้งเจ้าหน้าที่

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินทางผ่านด่านชายแดนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้ เจ้าหน้าที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามบุคคลตามหมายจับอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่คิดจะหลบหนีหรือใช้ประเทศอื่นเป็นทางผ่าน การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการพยายามหลบเลี่ยงกฎหมาย

โดยสรุป ตม.เชียงแสนรวบหนุ่มจีนหนีหมายแดง หลังพบขณะเตรียมเดินทางไป สปป.ลาว จากคดีหลอกลงทุนจัดตั้งบริษัทจนมีผู้เสียหายกว่า 10 ล้านบาท เหตุการณ์นี้ย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการลงทุนและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานความมั่นคง หากพบข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนตัดสินใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในอนาคต

ที่มา – ตม.เชียงแสน รวบหนุ่มจีนหนีหมายแดง หลอกลงทุนในลาวเสียหายกว่า 10 ล้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *