ทักษิณกดดันล้างมลทิน ใช้เสียง สส.บีบอนุทิน
สถานการณ์การเมืองไทยกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า ทักษิณกดดันล้างมลทิน ใช้เสียง สส.บีบอนุทิน เพื่อผลักดันประเด็นการขอรับสิทธิภายใต้กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขณะเดียวกัน รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเตรียมรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ธ.ค. โดยประเด็นดังกล่าวถูกมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับการต่อรองทางการเมืองระหว่างหลายพรรค
ทักษิณกดดันล้างมลทิน ใช้เสียง สส.บีบอนุทิน
รายงานระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอให้พิจารณาสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณากลั่นกรองของคณะอนุกรรมการ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาต่อไป
กระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป และต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคดีที่เกี่ยวข้องเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่าคดีบางส่วนอาจเกี่ยวพันกับประเด็นทุจริต จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเป็นรายกรณี ไม่สามารถสรุปผลล่วงหน้าได้
ทักษิณกดดันล้างมลทิน ใช้เสียง สส.บีบอนุทิน สะเทือนเกมสภา
อีกด้านหนึ่ง มีรายงานทางการเมืองว่า อดีตนายกรัฐมนตรีอาจพยายามใช้แรงสนับสนุนจาก สส. พรรคเพื่อไทย จำนวน 74 เสียง เป็นเงื่อนไขในการลงมติไว้วางใจนายอนุทินและรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยรวม 18 คน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงรายงานและข้อวิเคราะห์ทางการเมืองที่ยังต้องติดตามท่าทีของแต่ละพรรค รวมถึงการตัดสินใจของ สส. ในวันที่มีการอภิปรายจริง
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามจับตาท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งมี สส. ในสังกัดจำนวนหนึ่ง หากเกิดการรวมเสียงระหว่างฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ก็อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ แต่การเมืองในสภายังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การประเมินผลจึงต้องพิจารณาจากจุดยืนที่ประกาศอย่างเป็นทางการ
- ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล
- การขอรับสิทธิตามกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
- การรวมเสียงของพรรคการเมืองอาจเปลี่ยนดุลอำนาจในสภา
- ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานและพรรคการเมืองโดยตรง
ท่าทีของอนุทินต่อศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าไม่ได้หลีกเลี่ยงการทำงานในสภา โดยระบุว่าการไม่เข้าร่วมตอบกระทู้บางครั้งเกิดจากภารกิจของรัฐบาล และมีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเข้าชี้แจงแทน หากประเด็นคำถามเกี่ยวข้องกับกระทรวงใด รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องก็มีหน้าที่ตอบตามความรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การบริหารประเทศควรให้ความสำคัญกับภารกิจที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการส่งออก โดยอ้างถึงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทินระบุว่ายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเปิดด่านเมื่อใด เนื่องจากรัฐบาลต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งความมั่นคง พื้นที่ทางบกและทางทะเล ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายสแกมเมอร์ และความปลอดภัยของคนไทย โดยรัฐบาลจะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ประเด็นทรัพย์สินและการตรวจสอบที่ยังต้องติดตาม
นอกจากประเด็นการเมืองระหว่างนายทักษิณกับรัฐบาลแล้ว ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ และการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาจากคำพิพากษา เอกสารราชการ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง การนำเรื่องดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับการขอนิรโทษกรรมจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรสรุปว่าผลทางการเมืองจะส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน กรณีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองก็ถูกนำมาอภิปรายในสังคม โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประเด็นนี้ควรตรวจสอบจากหลักฐานการลงทุน รายการโทเคน เส้นทางการเงิน และเอกสารการขายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
โดยสรุป ทักษิณกดดันล้างมลทิน ใช้เสียง สส.บีบอนุทิน เป็นประเด็นที่สะท้อนความซับซ้อนของการเมืองไทย ทั้งเรื่องการขอนิรโทษกรรม การต่อรองเสียงในสภา และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง รายงานข่าว และความเห็นทางการเมือง พร้อมติดตามผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบที่โปร่งใสและการอภิปรายบนพื้นฐานของหลักฐานจะช่วยให้สังคมตัดสินใจได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
ที่มา – สะพัด ‘ทักษิณ’กดดันขอล้างมลทิน ใช้เสียง สส.ลงมติศึกซักฟอก บีบคอ ‘อนุทิน’




