สมชัยนำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่นศาลฎีกาทบทวนสิทธิฟ้อง กกต.
ประเด็นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง สมชัยนำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่นศาลฎีกาทบทวนสิทธิฟ้อง กกต. โดยขอให้ประธานศาลฎีกาพิจารณานำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อทบทวนแนวทางคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการและคำวินิจฉัยของ กกต. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว. เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา
สมชัยนำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่นศาลฎีกาทบทวนสิทธิฟ้อง กกต.
หัวใจสำคัญของเรื่องอยู่ที่คำถามว่า ประชาชนหรือผู้เสียหายควรมีสิทธิยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรงหรือไม่ ฝ่ายผู้ยื่นหนังสือเห็นว่า หากผู้เสียหายมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอ ก็ควรมีช่องทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่อาจใช้เวลานานหลายปี
ก่อนหน้านี้มีแนวคำวินิจฉัยที่แตกต่างกัน โดยคำวินิจฉัยในปี 2562 เคยเปิดทางให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ขณะที่คำวินิจฉัยที่ 12/2569 ระบุว่า การร้องเกี่ยวกับคดีอาญาทุจริตต้องผ่านการตรวจสอบของ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการศาลได้
สมชัยนำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่นศาลฎีกาทบทวนสิทธิฟ้อง กกต. เพื่อความชัดเจน
นายสมชัยมองว่า ความแตกต่างของแนวทางดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ หากต้องรอการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน อาจทำให้คดีล่าช้าและกระทบต่อโอกาสในการได้รับความยุติธรรมอย่างทันท่วงที
ด้านนายดิเรก พรสีมา สว.สำรอง กล่าวว่า ในการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 พบข้อสังเกตหลายประการ เช่น การลงคะแนนเป็นชุด การเลือกหมายเลขเดียวกัน และลำดับคะแนนที่มีรูปแบบคล้ายกันในหลายกลุ่มอาชีพ ผู้ร้องเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยคณะกรรมการสอบสวนไต่สวนชุดที่ 6 ได้จัดทำแผนภูมิความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ไว้ประกอบการพิจารณา
ผู้ยื่นหนังสือยังระบุว่า เมื่อพยายามนำเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กลับได้รับคำแนะนำว่าต้องยื่นเรื่องผ่าน ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดก่อน กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานจนเกินกว่าวาระของ สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้ผู้เสียหายกังวลว่า เมื่อถึงเวลานั้นการตรวจสอบอาจไม่สามารถตอบคำถามของสังคมได้อย่างเต็มที่
เหตุผลที่ต้องการให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณา
การขอให้เรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่การเร่งรัดหรือก้าวล่วงดุลพินิจของศาล แต่เป็นการเสนอให้พิจารณาความแตกต่างของคำวินิจฉัยที่ผ่านมาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่สิทธิของผู้เสียหายและหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ กลุ่ม สว.สำรองยังขอให้พิจารณาการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ กรณีมีมติยกคำร้องเรื่องการฟ้องคดีโดยตรง ทั้งนี้ รายละเอียดและเหตุผลประกอบคำร้องจะอยู่ในเอกสารที่ยื่นต่อประธานศาลฎีกา
- ประเด็นแรก: ประชาชนควรมีช่องทางฟ้องคดีทุจริตที่เข้าถึงได้และไม่ซับซ้อนเกินไป
- ประเด็นที่สอง: แนวคำวินิจฉัยที่แตกต่างกันควรได้รับการพิจารณาเพื่อสร้างมาตรฐานเดียว
- ประเด็นที่สาม: กระบวนการตรวจสอบควรคำนึงถึงระยะเวลาและโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรม
- ประเด็นที่สี่: ทุกฝ่ายควรเคารพอิสระของศาลและรอผลการพิจารณาตามขั้นตอน
หลังจากรับหนังสือแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร อาจมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายในเดือนนี้หรือเดือนถัดไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอคำวินิจฉัยและกำหนดการอย่างเป็นทางการจากศาล
สำหรับประชาชนทั่วไป เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม หากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ระบบกฎหมายควรเปิดช่องให้ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การกล่าวหาใด ๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานและผ่านการพิจารณาโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเป็นธรรม
โดยสรุป การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงประเด็นของกลุ่ม สว.สำรองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญว่า ผู้เสียหายควรเข้าถึงศาลได้รวดเร็วเพียงใด และประเทศไทยควรออกแบบกระบวนการตรวจสอบการทุจริตให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไร ความชัดเจนจากศาลฎีกาจะเป็นก้าวสำคัญต่อการสร้างมาตรฐานในอนาคต ติดตามผลการพิจารณาอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ที่มา – ‘สมชัย’ นำกลุ่ม สว.สำรอง ยื่น ปธ.ศาลฎีกา ทบทวนคำวินิจฉัย ตัดสิทธิประชาชนฟ้อง กกต. โดยตรงได้
