กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลุ่มต่ำ รับมือฝนใต้

สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำชับให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรที่ยังมีน้ำท่วมขัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมความพร้อมรับมือฝนที่อาจตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม

แนวทาง กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลุ่มต่ำ รับมือฝนใต้ ถือเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ต้องทำควบคู่กันหลายด้าน ทั้งการลดระดับน้ำในจุดเสี่ยง การรักษาปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ และการเตรียมเครื่องมือเพื่อรับสถานการณ์ฝนระลอกใหม่ การทำงานจึงไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน แต่ยังคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนและภาคการเกษตรในอนาคตด้วย

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลุ่มต่ำ รับมือฝนใต้

ข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 64,239 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 84% ของความจุรวมทั้งหมด และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,443 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีพื้นที่รองรับน้ำอยู่ในระดับหนึ่ง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องติดตามปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่างอย่างใกล้ชิด

สำหรับอ่างเก็บน้ำหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 18,933 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุอ่าง และยังรองรับน้ำได้อีกประมาณ 5,849 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม การบริหารน้ำต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณน้ำเหนือ เขื่อน พื้นที่ท้ายเขื่อน และความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำสายหลัก

แผนระบายน้ำช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกร

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังปริมาณน้ำทางตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จะทยอยปรับลดการระบายน้ำจากเดิมประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมเร่งสูบน้ำจากพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างต่อเนื่อง มาตรการนี้จะช่วยลดน้ำท่วมขังและเปิดโอกาสให้เกษตรกรเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรังได้เร็วขึ้น

กรมชลประทานจะพิจารณาปรับแผนระบายน้ำจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ปริมาณน้ำจากตอนบน ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ และศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่ตอนล่าง โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบต่อบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และเส้นทางคมนาคมให้ได้มากที่สุด หากสถานการณ์เป็นไปตามคาด คาดว่าจะลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเหลือประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้ภายในต้นเดือนพฤศจิกายน

  • เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เกษตรที่มีน้ำท่วมขัง
  • ติดตามระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน
  • เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลให้พร้อมใช้งาน
  • แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • สำรองน้ำต้นทุนเพื่อรองรับการใช้น้ำในระยะต่อไป

ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกสะสม

แม้พื้นที่ตอนบนจะมีฝนลดลง แต่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2569 ภาคใต้ยังมีโอกาสเกิดฝนตกสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรติดตามประกาศจากทางราชการ ตรวจสอบเส้นทางสัญจร และเตรียมสิ่งของจำเป็นให้พร้อม

ส่วนประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 26-27 ตุลาคม ยังอาจมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่ หน่วยงานในท้องถิ่นจึงต้องตรวจสอบระบบชลประทาน ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ และเส้นทางระบายน้ำให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพบจุดอุดตันหรือมีสิ่งกีดขวาง ควรเร่งแก้ไขก่อนที่ฝนจะเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่

การเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานทันที เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการลดความเสียหาย โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างรวดเร็วและเข้าใจง่ายยังช่วยให้ประชาชนวางแผนเดินทาง ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และป้องกันความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือผลผลิตทางการเกษตรได้ดียิ่งขึ้น

ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำครั้งนี้จึงต้องเดินหน้าอย่างสมดุล ทั้งการเร่งระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย การฟื้นฟูพื้นที่เกษตร และการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในอนาคต แนวทาง กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลุ่มต่ำ รับมือฝนใต้ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันและประชาชนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้และยึดประกาศจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก

ประชาชนสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ด้วยการไม่ทิ้งขยะลงคูคลอง ตรวจสอบทางระบายน้ำรอบบ้าน และเตรียมแผนรับมือกรณีต้องอพยพ การร่วมมือกันของชุมชนจะช่วยให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็วและลดผลกระทบได้มากขึ้น

ที่มา – กำชับกรมชลฯ เร่งระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ หลังฝนตอนบนลดลง เตรียมพร้อมรับมือฝนใต้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *