นายกฯ ถกบอร์ดอีอีซี แก้ปัญหารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ครั้งที่ 3/2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการติดตามความคืบหน้าและกำหนดทิศทางการพัฒนาอีอีซีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทต่อการเดินทาง การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคตะวันออก

การประชุมครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาและผลักดันโครงการสำคัญให้เดินหน้าต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า การพัฒนาอีอีซีสอดคล้องกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืน รวมถึงช่วยให้ไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

นายกฯ ถกบอร์ดอีอีซี แก้ปัญหารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน

สำหรับวาระการประชุม กพอ. มีทั้งหมด 5 เรื่อง คณะกรรมการได้รับมอบหมายให้พิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ขอหารือถึงความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองการบินสนามบินอู่ตะเภา เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับวางนโยบายและหาแนวทางเร่งรัดโครงการให้ประสบความสำเร็จ

ความสำคัญของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา มีความสำคัญต่อระบบคมนาคมของไทย เพราะจะช่วยเชื่อมกรุงเทพฯ กับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในภาคตะวันออกให้เดินทางได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยว และนักลงทุน ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเมืองและพื้นที่โดยรอบสถานี

หากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างสนามบินและศูนย์กลางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานจำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านสัญญา การเงิน การก่อสร้าง การเวนคืน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจทำให้โครงการล่าช้า

แผนงานสำคัญที่อีอีซีกำลังเดินหน้า

นอกจากรถไฟความเร็วสูงแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าหลายโครงการเพื่อยกระดับศักยภาพของอีอีซี โดยมีทั้งการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและการบินภาคตะวันออก การจัดทำศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่อัจฉริยะ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ

  • ทบทวนแนวทางการใช้ที่ดินบริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 14,500 ไร่ เพื่อพัฒนาศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่อัจฉริยะ
  • ส่งเสริมสิทธิการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสำหรับผู้มีใบอนุญาตจากต่างประเทศในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • ปรับแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟสที่ 3 ช่วงที่ 2
  • จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 8 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

การพัฒนาโครงการเหล่านี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม เพราะความสำเร็จของอีอีซีไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประโยชน์ที่ประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับด้วย

การที่นายกรัฐมนตรีติดตามโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขอุปสรรคของโครงสร้างพื้นฐานหลัก โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด หากทุกฝ่ายร่วมกันทำให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รอบคอบ และคำนึงถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ประชาชนจึงควรติดตามความคืบหน้าและร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การพัฒนาอีอีซีตอบโจทย์การเดินทาง การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯถกบอร์ดอีอีซี แก้ปัญหารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *