รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน: นายกฯ ให้ รฟท.-เอกชนหาข้อยุติ

ประเด็น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. ว่า ที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับการประกาศเขตเศรษฐกิจเพิ่มเติม 4 เขต แต่ไม่ได้มีวาระพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีการรับฟังความคิดเห็นและพูดคุยถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว โดยย้ำว่าการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการกำกับโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องเดินตามสัญญา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่โครงการอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิพิเศษเพื่อขยายเวลา เพิ่มหรือลดงบประมาณ หรือตัดสินใจนอกเหนือจากข้อกำหนดทางกฎหมายได้ ทุกขั้นตอนจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารโครงการมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับความชัดเจนของสัญญาโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีข้อพิพาทและการฟ้องร้องระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. กับบริษัทเอกชนคู่สัญญา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญาที่มีผลผูกพันอยู่ในขณะนี้ หากมีข้อขัดแย้งก็ต้องพยายามพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันก่อน

แนวทางยุติปัญหารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

นายกรัฐมนตรีมองว่า การเจรจาระหว่าง รฟท. และเอกชนเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะโครงการนี้มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับการลงทุน การก่อสร้าง การเดินรถ การส่งมอบพื้นที่ และผลประโยชน์ของภาครัฐในระยะยาว การหาข้อยุติจึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ควรเร่งตัดสินใจโดยขาดรายละเอียดที่เพียงพอ

  • ปฏิบัติตามสัญญา: ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้
  • ยึดหลักกฎหมาย: การจัดซื้อจัดจ้างและการแก้ไขสัญญาต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • เร่งเจรจา: รฟท. และเอกชนควรหารือเพื่อคลี่คลายข้อขัดแย้งอย่างเป็นระบบ
  • ใช้กระบวนการยุติธรรม: หากไม่สามารถตกลงกันได้ ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อยุติปัญหา

เมื่อถูกถามว่าโครงการจะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนรูปแบบ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ขณะนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามสัญญาที่ผูกพันทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง จึงยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงาน หรือยกเลิกแนวทางเดิมแต่อย่างใด

โครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอีอีซี เพราะมีเป้าหมายเชื่อมต่อสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภาเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง สนับสนุนการขนส่ง และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ หากโครงการเดินหน้าได้ตามแผน ก็อาจช่วยยกระดับระบบคมนาคมและเพิ่มศักยภาพการลงทุนในภาคตะวันออก

ในอีกด้านหนึ่ง ความล่าช้าหรือข้อพิพาททางสัญญาอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การแก้ปัญหาควรสื่อสารอย่างชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายมีหน้าที่อะไร มีเงื่อนไขใดที่ต้องปฏิบัติ และภาครัฐจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างไร การเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมจะช่วยลดความสับสนและทำให้สังคมติดตามความคืบหน้าได้อย่างมีข้อมูล

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือผลการหารือระหว่าง รฟท. กับบริษัทเอกชนคู่สัญญา รวมถึงท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้หรือไม่ หากการเจรจาประสบความสำเร็จ โครงการอาจเดินหน้าต่อภายใต้กรอบสัญญาเดิม แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ กระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการตัดสินข้อพิพาท

โดยสรุป รัฐบาลยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนรูปแบบโครงการ และยืนยันให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามสัญญาและกฎหมาย การหาทางออกที่รอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญของอนาคตโครงการนี้

ติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด เพราะข้อสรุปจากการเจรจาครั้งนี้จะมีผลต่อทิศทางระบบคมนาคมและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ที่มา – นายกฯโยน​ ‘รฟท​.-​ เอกชน’หาข้อยุติ​รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *