รวบมือรับเงินสดแก๊งคอลฯ หลอกครูสูญ 9.49 ล้าน
ตำรวจไซเบอร์เดินหน้าปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังพบพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์ข่มขู่ข้าราชการครูในจังหวัดบุรีรัมย์ จนหลงเชื่อและโอนเงิน รวมถึงส่งมอบเงินสดให้ผู้ต้องหา ความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นรวม 7 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 9,491,000 บาท เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงใช้กลวิธีสร้างความหวาดกลัวและเร่งรัดให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล
รวบมือรับเงินสดแก๊งคอลฯ คดีหลอกครูบุรีรัมย์
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการตำรวจไซเบอร์ 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 3 บก.สอท.3 เข้าจับกุมนายประจักษ์ อายุ 59 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยจับกุมได้บริเวณริมถนนย่านรามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
ผู้ต้องหารายนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกสำคัญของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งใช้โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ จากนั้นข่มขู่ผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย บัญชีธนาคาร หรือการฟอกเงิน ก่อนโน้มน้าวให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและแสดงความบริสุทธิ์ กลวิธีดังกล่าวทำให้ข้าราชการครูในจังหวัดบุรีรัมย์ตกอยู่ในความกดดันและสูญเสียเงินจำนวนมาก
เบื้องหลังรวบมือรับเงินสดแก๊งคอลฯ และเส้นทางเงิน
จากการสอบสวน นายประจักษ์ให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่เป็นเจ้าของบัญชีม้าสำหรับรับโอนเงินจากผู้เสียหายจำนวน 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังเดินทางไปรับมอบเงินสดด้วยตนเองจากผู้เสียหายที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์อีก 2 ครั้ง รวมเป็นเงินสดมากกว่า 4.4 ล้านบาท ก่อนนำเงินทั้งหมดไปส่งต่อให้ผู้สั่งการบริเวณที่พักย่านรามอินทรา
พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบภายในเครือข่าย ตั้งแต่ผู้โทรศัพท์หลอกลวง ผู้จัดหาบัญชีธนาคาร ผู้รับเงินสด ไปจนถึงผู้ควบคุมและสั่งการอยู่เบื้องหลัง เจ้าหน้าที่จึงให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางการเงินและการตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่และสมาชิกคนอื่นในขบวนการ
ข้อหาที่ตำรวจแจ้งและแนวทางขยายผล
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหานายประจักษ์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย การรับเงินแทนหรือการให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร แม้ผู้ถือบัญชีจะอ้างว่าไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด ก็อาจทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาและต้องรับผิดตามพฤติการณ์ของคดีได้
- ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน: ใช้ข้อความหรือวิธีการหลอกลวงประชาชนจนเกิดความเสียหาย
- ฟอกเงิน: รับ โอน หรือส่งต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเพื่อปกปิดที่มา
- บัญชีม้า: บัญชีที่ถูกนำไปใช้รับหรือโอนเงินจากการหลอกลวง ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงเจ้าของบัญชีได้
- การรับเงินสดแทน: แม้ไม่ได้เป็นผู้โทรหลอกเหยื่อ แต่การไปรับและส่งต่อเงินอาจถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิด
คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่เร่งติดตามผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดี โดยเฉพาะบุคคลที่ทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสาร จัดหาบัญชีม้า และกำหนดจุดรับส่งเงิน การรวบรวมพยานหลักฐานจากข้อมูลโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด รายการเดินบัญชี และเส้นทางการเดินทาง จะช่วยให้ตำรวจสามารถเชื่อมโยงบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละรายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
วิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ประชาชนควรตั้งสติเมื่อได้รับสายจากบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่อีกฝ่ายข่มขู่ว่าจะมีความผิด บัญชีถูกระงับ หรือจำเป็นต้องโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หากเป็นเจ้าหน้าที่จริง จะไม่มีการสั่งให้ประชาชนโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวหรือส่งมอบเงินสดให้บุคคลที่ไม่รู้จัก
- วางสายและติดต่อหน่วยงานนั้นผ่านหมายเลขโทรศัพท์ทางการด้วยตนเอง
- อย่าเปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร
- อย่าโอนเงินหรือส่งมอบเงินสดเพราะคำขู่หรือคำสั่งทางโทรศัพท์
- ปรึกษาครอบครัว เพื่อน หรือผู้ที่ไว้ใจก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับเงินจำนวนมาก
- หากตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อธนาคารและแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด พร้อมเก็บหลักฐานการสนทนาและรายการโอนเงิน
กรณี รวบมือรับเงินสดแก๊งคอลฯ ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า มิจฉาชีพไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว และอาจมีผู้ทำหน้าที่รับเงินหรือเปิดบัญชีเพื่อช่วยซ่อนเส้นทางการเงิน ประชาชนจึงควรระมัดระวังทุกครั้งที่มีผู้โทรศัพท์มาสร้างความกลัวหรือเร่งให้ตัดสินใจ โดยเฉพาะคำกล่าวอ้างว่าเป็นตำรวจและต้องโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
การป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ทำตามคำสั่งของคนแปลกหน้าทางโทรศัพท์ ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานโดยตรง และรีบขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อพบความผิดปกติ หากทุกคนรู้เท่าทันกลโกง ก็จะช่วยลดโอกาสที่เครือข่ายหลอกลวงจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนได้
ที่มา – รวบ ‘มือรับเงินสด’ แก๊งคอลฯ อ้างเป็นตำรวจ ขู่หลอกครูบุรีรัมย์สูญเฉียด 10 ล้าน