รวบอดีต ผอ.เลี้ยงไหมจีน หนีคดีสินบน 12 ล้านซุกไทย

เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้าควบคุมตัวอดีตผู้อำนวยการสถานีส่งเสริมเทคโนโลยีการเลี้ยงไหมแห่งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ชาวจีน อายุ 63 ปี หลังพบข้อมูลว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลเมืองอู๋โจว ในคดีรับสินบนมูลค่ากว่า 2.3 ล้านหยวน หรือประมาณ 12 ล้านบาท โดยผู้ต้องหารายนี้หลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทย และถูกติดตามตัวพบในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

ข่าว รวบอดีต ผอ.เลี้ยงไหมจีน หนีคดีสินบน 12 ล้านซุกไทย ได้รับความสนใจจากประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับอดีตข้าราชการระดับผู้บริหารของจีน และเป็นคดีที่มีการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของจีนกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ทำให้ผู้ต้องหาพ้นจากการติดตามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รวบอดีต ผอ.เลี้ยงไหมจีน หนีคดีสินบน 12 ล้านซุกไทย

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2569 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประสานข้อมูลมายังหน่วยงานไทย เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามตัวบุคคลตามหมายจับของศาลเมืองอู๋โจว เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและแหล่งพักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ก่อนพบเบาะแสว่าผู้ต้องหาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ย่านสวนหลวง กรุงเทพฯ

เบื้องหลังคดีรับสินบนของอดีตผู้บริหารจีน

จากข้อมูลการสอบสวน ผู้ต้องหาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีส่งเสริมเทคโนโลยีการเลี้ยงไหมแห่งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ในช่วงปี 2560–2564 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มีข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชนเกี่ยวกับการทำสัญญาโครงการและการขายทรัพย์สินของหน่วยงาน

พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาคือ ผู้ต้องหาได้รับทรัพย์สินตอบแทนจากเอกชนหลายครั้ง เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกหรือสนับสนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจ มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดคิดเป็นเงินประมาณ 2.3 ล้านหยวน หรือราว 12 ล้านบาท ต่อมาผู้ต้องหาเกษียณอายุราชการและเดินทางออกจากจีน ก่อนเข้ามาพำนักในประเทศไทย

แม้คดีจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่หมายจับจากศาลเมืองอู๋โจวทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประสานข้อมูลเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมได้ การติดตามตัวครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมผู้หลบหนี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

ขั้นตอนหลังการควบคุมตัวในประเทศไทย

หลังควบคุมตัว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทันที เนื่องจากพบข้อมูลเกี่ยวข้องกับหมายจับและคดีอาญาในต่างประเทศ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งให้กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตามระเบียบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนต่อไปคือการประสานงานกับฝ่ายจีน เพื่อเตรียมส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ การส่งตัวจะต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หลักเกณฑ์ด้านคนเข้าเมือง และกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบเอกสารและรายละเอียดของคดีให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการในขั้นตอนสุดท้าย

  • ผู้ต้องหา: อดีตผู้อำนวยการสถานีส่งเสริมเทคโนโลยีการเลี้ยงไหม ชาวจีน อายุ 63 ปี
  • ข้อกล่าวหา: รับสินบนจากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่เอกชน
  • มูลค่าทรัพย์สิน: ประมาณ 2.3 ล้านหยวน หรือราว 12 ล้านบาท
  • สถานที่พบตัว: หมู่บ้านแห่งหนึ่งในย่านสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
  • การดำเนินการ: เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และเตรียมประสานส่งตัวกลับจีน

ความร่วมมือไทยจีนช่วยติดตามผู้หลบหนี

กรณี รวบอดีต ผอ.เลี้ยงไหมจีน หนีคดีสินบน 12 ล้านซุกไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประเทศไทยเป็นจุดหมายของผู้เดินทางจากหลายประเทศ การมีระบบตรวจสอบข้อมูลบุคคลและการประสานงานกับสถานทูตจึงช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามบุคคลที่มีหมายจับได้รวดเร็วขึ้น

ในมุมของประชาชน เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเดินทางเข้าประเทศหรือการพำนักในไทยไม่ได้ทำให้ประวัติการกระทำผิดในต่างประเทศหายไป หากมีการประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่ไทยสามารถตรวจสอบสถานะของบุคคลและดำเนินการตามกฎหมายได้ การทำงานที่รอบคอบยังช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง และทำให้กระบวนการส่งตัวเป็นไปอย่างถูกต้อง

คดีนี้ยังสะท้อนผลกระทบของการทุจริตในหน่วยงานรัฐ เพราะการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนไม่เพียงสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สิน แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและการบริหารจัดการของภาครัฐ การตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดจึงมีความสำคัญต่อการสร้างมาตรฐานความโปร่งใส

สำหรับผู้ต้องหา การถูกควบคุมตัวในประเทศไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่คำตัดสินว่ามีความผิดแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามเอกสาร หมายจับ และหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนส่งตัวไปยังประเทศต้นทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

โดยสรุป ข่าว รวบอดีต ผอ.เลี้ยงไหมจีน หนีคดีสินบน 12 ล้านซุกไทย เป็นอีกกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการติดตามผู้ต้องหาข้ามพรมแดน เจ้าหน้าที่ไทยและจีนจะเดินหน้าประสานงานเพื่อให้การส่งตัวเป็นไปตามกฎหมาย ขณะที่ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคดีนี้

มุมมองที่น่าสนใจคือ การป้องกันการทุจริตต้องทำควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากทุกหน่วยงานตรวจสอบได้ โปร่งใส และร่วมมือกันอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยลดพื้นที่ให้ผู้กระทำผิดหลบหนีและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น

ที่มา – รวบอดีต ผอ.ส่งเสริมการเลี้ยงไหม ชาวจีน หนีคดีรับสินบน 12 ล้านบาทซุกไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *