ยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนทิ้งกากพิษ เอาให้เข็ด!

ยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนทิ้งกากพิษ กลายเป็นแนวทางที่สังคมจับตามอง หลังหน่วยงานภาครัฐเตรียมยกระดับบทลงโทษผู้ประกอบการที่ลักลอบนำกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายไปทิ้งโดยไม่ผ่านกระบวนการกำจัดที่ถูกต้อง เพราะปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะพื้นที่ใกล้โรงงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อดิน น้ำ อากาศ สุขภาพของประชาชน และความเชื่อมั่นต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยทิศทางการทำงานว่า กฎหมายบางฉบับเกี่ยวกับโรงงานและกากอุตสาหกรรมถูกใช้มานานกว่า 40-50 ปี ขณะที่โทษปรับเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการบำบัดหรือกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจสูงถึง 400,000-500,000 บาท หรือมากกว่านั้น ผู้ประกอบการบางรายจึงอาจมองว่าการแอบนำของเสียไปทิ้งแล้วจ่ายค่าปรับมีต้นทุนต่ำกว่า

ยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนทิ้งกากพิษ แก้ปัญหาโทษไม่คุ้มการทำผิด

แนวคิด ยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนทิ้งกากพิษ มีเป้าหมายทำให้บทลงโทษสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าปรับกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจของผู้กระทำผิด หากการทิ้งกากพิษสร้างผลกระทบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม ผู้รับผิดชอบควรต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าฟื้นฟูพื้นที่ และค่าใช้จ่ายในการติดตามตรวจสอบอย่างครบถ้วน

ยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนทิ้งกากพิษ ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน และพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม โดยหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดนำความผิดที่สร้างความเสียหายร้ายแรงเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีทางการเงิน และติดตามทรัพย์สินของผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

การดำเนินคดีทางการเงินถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญ เพราะผู้กระทำผิดบางรายอาจใช้บริษัทหลายแห่งหรือบุคคลอื่นเป็นผู้รับผิดแทน หากเจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้ ก็จะช่วยป้องกันการถ่ายโอนทรัพย์สินก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แนวทางนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นชัดว่า การลักลอบทิ้งของเสียไม่ใช่เรื่องที่จ่ายค่าปรับเล็กน้อยแล้วจบได้

กากอุตสาหกรรมต้องกำจัดอย่างไรให้ปลอดภัย

การจัดการกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้องควรเริ่มตั้งแต่การคัดแยกประเภทของเสีย การจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม การติดฉลากและบันทึกข้อมูล ไปจนถึงการขนส่งโดยผู้ได้รับอนุญาต จากนั้นต้องนำไปบำบัด รีไซเคิล หรือกำจัดในสถานที่ที่มีระบบควบคุมตามมาตรฐาน การทำงานทุกขั้นตอนควรตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้รู้ว่าของเสียมาจากโรงงานใด ถูกส่งไปที่ไหน และผ่านกระบวนการอย่างไร

  • คัดแยกของเสียอันตรายออกจากขยะทั่วไปอย่างชัดเจน
  • จัดเก็บในพื้นที่ป้องกันการรั่วไหลและมีระบบควบคุมความปลอดภัย
  • ใช้ผู้ขนส่งและโรงงานกำจัดที่ได้รับใบอนุญาต
  • จัดทำเอกสารกำกับการขนส่งและรายงานปริมาณกากอย่างโปร่งใส
  • ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบและเปิดช่องทางให้ชุมชนแจ้งเหตุผิดปกติ

นอกจากกากอุตสาหกรรมแบบเดิมแล้ว ไทยยังต้องเตรียมรับมือขยะจากเทคโนโลยีสะอาดที่เพิ่มขึ้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากเริ่มใช้งานมาหลายปี และมีอายุเฉลี่ยประมาณ 15 ปี จึงมีแนวโน้มจะหมดอายุพร้อมกันเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีระบบรองรับที่ดี ซากเหล่านี้อาจถูกนำไปกองรวมกับขยะทั่วไปหรือถูกแยกชิ้นส่วนอย่างไม่ปลอดภัย

สำหรับแบตเตอรี่รถ EV ที่หมดสภาพจากการใช้งานในรถ ไม่ได้หมายความว่าต้องนำไปทิ้งทั้งหมด แบตเตอรี่บางส่วนยังสามารถตรวจสอบสภาพ ปรับปรุง และนำไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน หรือ ESS ได้ ส่วนแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพมากหรือมีความเสียหายต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดเฉพาะทาง เนื่องจากมีสารเคมีและโลหะที่อาจเป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

นิคมรีไซเคิลช่วยควบคุมของเสียได้อย่างไร

กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อรวบรวมโรงงานรีไซเคิลและโรงงานกำจัดของเสียอันตรายไว้ในพื้นที่ควบคุมเฉพาะ พื้นที่ดังกล่าวควรมีระบบบำบัดน้ำเสียรวม ระบบตรวจวัดมลพิษ ระบบรักษาความปลอดภัย และการติดตามการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง การรวมโรงงานไว้ในพื้นที่ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลักลอบทิ้ง และทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีนิคมรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลกากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างโรงงาน ผู้ขนส่ง หน่วยงานรัฐ และผู้รับกำจัด รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนควรรู้ในระดับที่เหมาะสม เมื่อชุมชนสามารถตรวจสอบได้ ก็จะช่วยสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐาน และช่วยให้เจ้าหน้าที่รับมือกับเหตุผิดปกติได้รวดเร็ว

อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องเติบโตควบคู่ชุมชน

นอกจากการจัดการกากพิษแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังผลักดันการใช้เทคโนโลยีและ AI เชื่อมโยงกับภาคเกษตร ตั้งแต่ระบบให้น้ำ การตรวจสอบคุณภาพดิน การวิเคราะห์สภาพอากาศ การแปรรูปสินค้า ไปจนถึงการทำตลาดและการขนส่ง แนวคิดนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีราคาสูงขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมยังต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก เช่น มาตรการ CBAM ของยุโรป ซึ่งกดดันผู้ส่งออกให้ลดการปล่อยคาร์บอน ใช้พลังงานสะอาด และมีระบบบำบัดที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME จำเป็นต้องได้รับทั้งเงินทุน ความรู้ และคำแนะนำ เพื่อปรับปรุงโรงงานโดยไม่แบกรับต้นทุนจนเกินกำลัง

ในมุมของประชาชน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไม่ต้องแลกกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชน โรงงานที่สร้างงานและรายได้ควรอยู่ร่วมกับพื้นที่อย่างรับผิดชอบ หากเกิดน้ำเสีย กลิ่นรบกวน ฝุ่นควัน หรือการลักลอบทิ้งของเสีย ประชาชนควรสามารถแจ้งปัญหาไปยังสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม 1564 ได้ตลอดเวลา

ความเห็นส่งท้าย: แนวทางยึดทรัพย์และเพิ่มโทษปรับอาจช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ประกอบการได้ หากบังคับใช้อย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการป้องกันกากพิษไม่ให้หลุดออกสู่ชุมชนย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาหลังเกิดความเสียหายแล้ว ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้พร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย

ที่มา – เอาให้เข็ด! จ่อยึดทรัพย์ ปรับสิบล้าน นายทุนแสบทิ้งกากพิษมั่วๆ โทษเดิมจิ๊บๆ ไม่หลาบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *