โสภณแนะปรับกฎหมายยาเสพติดแก้ปัญหาเป็นระบบ

ปัญหายาเสพติดยังเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพาการปราบปรามเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยกฎหมายที่ชัดเจน การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน และมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริง

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีผู้แทนจากศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานด้านสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การประชุมครั้งนี้มุ่งหาแนวทางที่ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาในทางปฏิบัติมากขึ้น

โสภณแนะปรับกฎหมายยาเสพติดแก้ปัญหาเป็นระบบ

นายโสภณระบุว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การป้องกัน การสกัดกั้น การปราบปราม การดำเนินคดี ไปจนถึงการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ

แนวทาง โสภณแนะปรับกฎหมายยาเสพติดแก้ปัญหาเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าการแก้กฎหมายควรมีมาตรการที่ชัดเจน เข้มข้น และสอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน ไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มโทษหรือเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อน และลดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย

โสภณแนะปรับกฎหมายยาเสพติดแก้ปัญหาเป็นระบบ ต้องทำควบคู่หลายด้าน

คณะทำงานด้านนิติบัญญัติได้นำเสนอภาพรวมการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมาย หลังจากมีการหารือร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้

  • การป้องกัน: ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับโทษและผลกระทบของยาเสพติดในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสถานที่ทำงาน เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันและป้องกันตนเองได้
  • การปราบปราม: เพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวน การติดตามเครือข่าย และการดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดรายใหญ่
  • การบำบัดฟื้นฟู: จัดให้ผู้เสพหรือผู้ที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีระยะเวลาการรักษาที่เพียงพอ และมีระบบติดตามหลังกลับคืนสู่สังคม
  • การประสานงาน: เชื่อมโยงข้อมูลและขั้นตอนการทำงานระหว่างตำรวจ อัยการ ศาล สาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อลดความล่าช้าและเพิ่มความต่อเนื่องของกระบวนการ

อีกประเด็นที่มีการหารือคือการปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครองยาเสพติด โดยควรมีถ้อยคำและเงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะพฤติการณ์ของผู้เสพ ผู้ครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาได้อย่างเหมาะสม การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจะช่วยลดการตีความที่แตกต่าง และทำให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายมากขึ้น

ปรับกระบวนการบำบัดให้ผู้เสพกลับคืนสู่สังคม

หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมยังให้ความสำคัญกับกระบวนการบำบัดและฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด โดยเห็นว่าการรักษาควรคำนึงถึงสภาพร่างกาย จิตใจ อายุ สภาพครอบครัว และปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน ไม่ควรใช้แนวทางเดียวกับทุกกรณี เพราะผู้เข้ารับการบำบัดมีปัญหาและความจำเป็นแตกต่างกัน

การบำบัดที่มีประสิทธิภาพควรมีผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมดูแล ทั้งแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้นำชุมชน นอกจากนี้ควรมีการประเมินผลเป็นระยะ เพื่อดูว่าผู้เข้ารับการบำบัดสามารถปรับตัวและกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้หรือไม่ รวมถึงมีระบบให้คำปรึกษาและติดตามต่อเนื่องหลังสิ้นสุดกระบวนการ

หากผู้ผ่านการบำบัดได้รับโอกาสด้านการศึกษา การฝึกอาชีพ และการมีงานทำ ก็จะช่วยลดโอกาสกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำได้มากขึ้น การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องทำให้ผู้ป่วยหรือผู้เสพเห็นทางเลือกใหม่ในชีวิต ไม่ใช่เพียงการลงโทษโดยไม่จัดการกับสาเหตุที่แท้จริง

ปิดช่องว่างการบังคับใช้กฎหมาย

ที่ประชุมยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การดำเนินคดีในปัจจุบัน โดยเห็นว่าบางส่วนอาจมีช่องว่างในการบังคับใช้ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในขั้นตอนการทำงาน หรือทำให้การดำเนินคดีแต่ละกรณีมีแนวทางแตกต่างกัน การปรับปรุงกฎหมายจึงควรระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน และกำหนดกระบวนการตรวจสอบที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายควรยึดหลักความเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิของประชาชน และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม การเพิ่มความเข้มข้นของกฎหมายไม่ควรหมายถึงการละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ควรเป็นการทำให้มาตรการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

การแก้ไขกฎหมายยาเสพติดจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง รวมถึงเสียงสะท้อนจากชุมชน ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่เคยผ่านกระบวนการบำบัด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การออกแบบกฎหมายครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง สุขภาพ และสังคม

โดยสรุป แนวทาง โสภณแนะปรับกฎหมายยาเสพติดแก้ปัญหาเป็นระบบ เป็นข้อเสนอที่เน้นการทำงานแบบบูรณาการ ตั้งแต่การป้องกันและปราบปราม ไปจนถึงการบำบัดฟื้นฟูและการคืนคนสู่สังคม กฎหมายที่ดีควรเข้มแข็งต่อผู้ค้ายาและเครือข่ายอาชญากรรม ขณะเดียวกันต้องมีความเข้าใจต่อผู้เสพที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ หากทุกหน่วยงานเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน การแก้ปัญหายาเสพติดก็มีโอกาสเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อคิดสำคัญ: การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ผลักดันกฎหมายที่ชัดเจน เป็นธรรม และนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘โสภณ’ แนะแก้ไข ก.ม.เกี่ยวกับยาเสพติด ต้องปรับให้เข้มข้น แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *