กกต. แจ้งหลักเกณฑ์แจกเงินช่วยผู้ประสบภัย
เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ การช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วถือเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการมอบเงิน สิ่งของจำเป็น หรือทรัพย์สินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือโดยพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างรอบคอบ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ส่งหนังสือเวียนแจ้งหลักเกณฑ์แจกเงินช่วยผู้ประสบภัย เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจแนวทางเดียวกันและลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
หลักเกณฑ์ดังกล่าวอ้างอิงตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติได้ แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไข วิธีการ และวงเงินที่ กกต. กำหนด ไม่ใช่การมอบเงินหรือสิ่งของโดยไม่มีขอบเขต เพราะอาจถูกนำไปพิจารณาเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้
กกต. แจ้งหลักเกณฑ์แจกเงินช่วยผู้ประสบภัย
โดยหลักแล้ว หากพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมอบเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ ภายหลังพ้นช่วงเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การให้ดังกล่าวอาจถูกถือเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับการให้ตามประเพณีปกติ หรือการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร ซึ่งการช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติถือเป็นหนึ่งในกรณีที่สามารถดำเนินการได้ หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง
ภัยพิบัติที่อยู่ในขอบเขตของแนวทางนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเหตุการณ์ประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่ครอบคลุมเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนอย่างชัดเจน เช่น อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ธรณีพิบัติภัย รวมถึงภัยสาธารณะอื่น ๆ การช่วยเหลืออาจอยู่ในรูปแบบเงินสด สิ่งของอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ยังชีพ เครื่องมือซ่อมแซมบ้านเรือน หรือสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ผู้ให้ควรจัดทำข้อมูลการช่วยเหลือไว้อย่างชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นถึงเหตุผล ความจำเป็น และผู้ได้รับประโยชน์
วงเงินและเงื่อนไขที่ผู้ให้ความช่วยเหลือต้องรู้
ประเด็นสำคัญของกกต. แจ้งหลักเกณฑ์แจกเงินช่วยผู้ประสบภัย คือการควบคุมวงเงินต่อครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือถูกใช้เป็นช่องทางสร้างความได้เปรียบทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่อาจมีการเลือกตั้งในอนาคต ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงควรตรวจสอบรายละเอียดของระเบียบก่อนดำเนินการทุกครั้ง รวมถึงควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแจกจ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
- นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถให้เงินหรือสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อครั้ง
- หากมีการให้ความช่วยเหลือเกิน 300,000 บาท ส่วนที่เกินจากวงเงินจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป
- การช่วยเหลือควรเกิดจากเหตุภัยพิบัติที่มีข้อเท็จจริงรองรับ และควรมีหลักฐานหรือข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
- การดำเนินงานต้องไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการซื้อเสียงหรือการให้ผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนนิยม
- ผู้ดำเนินการควรเก็บเอกสารการจัดซื้อ การแจกจ่าย รายชื่อผู้รับ และรายละเอียดสิ่งของไว้อย่างเป็นระบบ
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรเข้าใจคือ การกำหนดหลักเกณฑ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ต้องการให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจน และควรทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เช่น จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อป้องกันการช่วยเหลือซ้ำซ้อนและทำให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง
อีกเรื่องที่ควรระวังคือการประชาสัมพันธ์ระหว่างแจกเงินหรือสิ่งของ หากมีการใช้ภาพบุคคล สัญลักษณ์พรรค หรือข้อความที่สื่อถึงการขอคะแนนเสียง อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเจตนาของการช่วยเหลือได้ ดังนั้น การสื่อสารควรเน้นข้อเท็จจริงของภัยพิบัติ รายละเอียดการช่วยเหลือ และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ผู้ให้ควรหลีกเลี่ยงการมอบสิ่งของเฉพาะกลุ่มโดยไม่มีเหตุผล เพราะอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียนหรือการตรวจสอบภายหลัง
หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาจมีความผิดและได้รับโทษอาญาตามมาตรา 154 และมาตรา 155 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ก่อนมอบเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ควรตรวจสอบวงเงินและขั้นตอนให้ละเอียด รวมถึงขอคำแนะนำจาก กกต. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยสรุป กกต. แจ้งหลักเกณฑ์แจกเงินช่วยผู้ประสบภัย เพื่อสร้างความชัดเจนว่าการช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติสามารถทำได้ แต่ต้องมีเหตุผล อยู่ในวงเงินที่กำหนด และไม่แฝงเจตนาทางการเมือง การปฏิบัติตามกติกาอย่างโปร่งใสจะช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลือเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งและสถาบันทางการเมือง หากพบเห็นการช่วยเหลือที่อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบอย่างเป็นธรรม
มุมมองที่สำคัญคือ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยควรเดินหน้าให้เร็ว แต่ก็ต้องเดินไปพร้อมกับความโปร่งใส การมีเอกสารครบถ้วน เปิดเผยขั้นตอน และยึดหลักเกณฑ์ของ กกต. จะทำให้ความช่วยเหลือมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาระเบียบก่อนลงมือทุกครั้ง และประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดเพื่อร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ที่มา – กกต. ส่งหนังสือเวียนแจ้งหลักเกณฑ์การแจกเงิน-ทรัพย์สิน ช่วยเหลือชาวบ้านประสบภัยพิบัติ