กกพ.แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน เคาะราคาใหม่
ประเด็นค่าไฟฟ้าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายครัวเรือนและธุรกิจติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนไฟฟ้าส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเดินหน้าเจรจาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและอัตรารับซื้อไฟฟ้า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมและช่วยลดภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า
แนวทางดังกล่าวทำให้เรื่อง กกพ.แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีสัญญาบางโครงการที่มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าต้นทุนปัจจุบันหลายเท่า ขณะที่ประชาชนยังต้องร่วมรับภาระผ่านโครงสร้างค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน
กกพ.แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน เคาะราคาใหม่
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. รับทราบผลการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมแสดงความเห็นด้วยและสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีสัญญาที่เข้าข่ายต้องทบทวนประมาณ 400–500 กว่าสัญญา แต่ผู้ประกอบการที่ตอบรับการปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสัญญามีเพียงประมาณ 2–3% เท่านั้น สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนว่าการเจรจายังมีความท้าทาย เนื่องจากผู้ประกอบการอาจกังวลเกี่ยวกับรายได้ตามสัญญา ต้นทุนการลงทุน และผลกระทบจากการปรับลดอัตรารับซื้อไฟฟ้า
กกพ.แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่สัญญาของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือเอสพีพี และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือวีเอสพีพี ประเภทนอน-เฟิร์ม ซึ่งบางสัญญามีการต่ออายุโดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์และเอฟไอทีที่สูงกว่าต้นทุนในปัจจุบัน
กรณีที่ถูกพูดถึงมากคือการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บางโครงการในราคาสูงถึงหน่วยละ 11 บาท ขณะที่ต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 2.1579 บาท ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อกับต้นทุนดังกล่าวอาจกลายเป็นภาระที่สะสมอยู่ในระบบไฟฟ้า และส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟต้องจ่าย
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาหลายฉบับที่ไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดไว้อย่างชัดเจน ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าอาจดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน กกพ.จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดกรอบระยะเวลาของสัญญาให้ชัดเจน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ผลตอบแทนของผู้ลงทุน และประโยชน์ของประชาชน
แนวทางปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่
คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาฯ มีแนวทางแตกต่างกันตามสถานะของแต่ละสัญญา โดยเน้นการเจรจาอย่างเป็นขั้นตอนและคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ สรุปแนวทางหลักได้ดังนี้
- กรณียังไม่ได้ลงนามสัญญา: ให้เจรจายกเลิกการลงนาม หรือกำหนดอัตรารับซื้อใหม่ตามมติที่เกี่ยวข้อง
- กรณีจำเป็นต้องลงนามสัญญา: ให้พิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า และกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาอย่างชัดเจน
- กรณีลงนามแล้วแต่ยังไม่จ่ายไฟเข้าระบบ: ให้เจรจายกเลิกสัญญา หากยกเลิกไม่ได้ ต้องดำเนินการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
- กรณีเกินกำหนดเวลาตามสัญญา: ให้พิจารณาดำเนินการยกเลิกสัญญาตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่มีการอ้างถึงตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประมาณหน่วยละ 2.1579 บาท และพลังงานลมที่ประมาณหน่วยละ 2.9015 บาท ทั้งนี้ อัตราสุดท้ายอาจต้องผ่านการเจรจาและพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการ
ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟ
การปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้าอาจช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในระบบได้ในระยะยาว หากสามารถเจรจาให้ราคาไฟฟ้าสอดคล้องกับต้นทุนจริงมากขึ้น ประชาชนก็มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงสร้างค่าไฟที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนสัญญาที่ปรับเปลี่ยนได้จริง และเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ข้อมูลจากคณะกรรมการฯ ระบุว่า ภาระจากสัญญาบางกลุ่มทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงกว่าต้นทุนจริงประมาณหน่วยละ 13–17 สตางค์ แม้ตัวเลขต่อหน่วยอาจดูไม่มาก แต่เมื่อคูณกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศและระยะเวลาหลายปี ก็อาจกลายเป็นมูลค่าที่มีนัยสำคัญต่อทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม
ในมุมของผู้ประกอบการ การปรับลดราคาอาจกระทบต่อแผนการลงทุนและกระแสเงินสด โดยเฉพาะโครงการที่เริ่มดำเนินการภายใต้สมมติฐานจากสัญญาเดิม ดังนั้น การเจรจาควรมีความโปร่งใส เปิดเผยหลักเกณฑ์ และประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทตามมาในอนาคต
สิ่งที่ประชาชนควรติดตาม
ประชาชนควรติดตามผลการเจรจาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายละเอียดว่าโครงการใดได้รับการปรับอัตรารับซื้อ โครงการใดถูกยกเลิก และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสะท้อนในค่าไฟฟ้าช่วงใด นอกจากนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลจาก กกพ. กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความสับสนจากข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์
- ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอัตรารับซื้อไฟฟ้า
- ตรวจสอบระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาแต่ละกลุ่ม
- ดูผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐานและค่าเอฟที
- พิจารณาความคืบหน้าการเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน
โดยสรุป กกพ.แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน เป็นความพยายามสำคัญในการจัดการสัญญาที่มีอัตรารับซื้อสูงกว่าต้นทุนจริงและลดภาระที่อาจตกอยู่กับประชาชน แม้กระบวนการจะต้องใช้เวลาและการเจรจาหลายขั้นตอน แต่การกำหนดราคาที่เหมาะสมและวันสิ้นสุดสัญญาที่ชัดเจนถือเป็นแนวทางที่ควรจับตา เพราะอาจช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญ เพราะผลการทบทวนครั้งนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับค่าใช้จ่ายของทุกครัวเรือน หากการปรับสัญญาทำได้อย่างโปร่งใสและเกิดผลจริง ก็มีโอกาสช่วยลดแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าในระยะยาว
ที่มา – กกพ.ลุยแก้สัญญาซื้อไฟเอกชน เคาะราคาใหม่ ลดค่าไฟแพงลิ่ว บางโครงการ 11 บาท จากต้นทุน 2.15 บาท