กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจรับเรื่องร้องเรียน FTA ไทย-อียู

ประเด็นการค้าเสรีกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจรับเรื่องร้องเรียน FTA ไทย-อียู จากตัวแทนภาคประชาสังคม 146 องค์กร ซึ่งต้องการให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ ก่อนเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรือ Thailand-EU FTA

การรับเรื่องครั้งนี้เกิดขึ้นที่รัฐสภา โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน และตัวแทนองค์การภาคประชาชนหลายภาคส่วน สะท้อนให้เห็นว่าการเจรจา FTA ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างกว้างขวาง

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจรับเรื่องร้องเรียน FTA ไทย-อียู

นายวีระยุทธระบุว่า คณะกรรมาธิการมีหน้าที่รับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่าย และจะติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะผู้เจรจา เพื่อพิจารณาว่าประเทศไทยมีท่าทีต่อประเด็นต่าง ๆ อย่างไร และได้ประเมินผลกระทบด้านลบอย่างรอบคอบเพียงพอหรือไม่ การทำงานดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะความตกลงทางการค้าอาจส่งผลต่อทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ เกษตรกรรายย่อย ผู้บริโภค และการกำกับดูแลของภาครัฐ

4 ประเด็นที่ต้องจับตาในการเจรจา FTA ไทย-อียู

จากการรับฟังความคิดเห็น ภาคประชาสังคมและคณะกรรมาธิการมองว่ามี 4 ประเด็นหลักที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • เกษตรและเมล็ดพันธุ์: ต้องประเมินว่าข้อตกลงจะกระทบต่อสิทธิในการเก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อยหรือไม่ รวมถึงผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและต้นทุนการผลิต
  • สาธารณสุขและยา: การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอาจเกี่ยวข้องกับราคายาและการเข้าถึงยาของประชาชน จึงควรพิจารณาความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ถือสิทธิกับประโยชน์ด้านสุขภาพของสังคม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: การเปิดตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบควรคำนึงถึงมาตรการควบคุม การคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
  • ดิจิทัล: เศรษฐกิจดิจิทัลมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเจรจาจึงควรครอบคลุมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การแข่งขัน และสิทธิของผู้ใช้งาน

ทั้ง 4 ประเด็นมีรายละเอียดทางกฎหมายและเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ประชาชนจึงควรได้รับข้อมูลที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางเทคนิคหรือสรุปผลแบบกว้าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจเปลี่ยนแปลงต้นทุนของสินค้าและบริการ หรือจำกัดความสามารถของรัฐในการออกนโยบายเพื่อคุ้มครองประชาชน

ในมุมของภาคประชาสังคม การมีส่วนร่วมควรเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเจรจา ไม่ใช่รอให้ข้อตกลงเสร็จสิ้นแล้วจึงเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะเมื่อมีการตกลงในรายละเอียดสำคัญแล้ว พื้นที่ในการปรับเปลี่ยนอาจมีจำกัด การเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสนอข้อคิดเห็นได้ตรงประเด็น และช่วยลดความเข้าใจผิดระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจรับเรื่องร้องเรียน FTA ไทย-อียู จึงเป็นสัญญาณว่าประเด็นการค้าเสรีกำลังถูกนำมาพิจารณาในมิติที่กว้างขึ้น ไม่ได้มองเฉพาะตัวเลขการส่งออกหรือการลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิทธิของเกษตรกร การเข้าถึงยา สุขภาพของประชาชน และการคุ้มครองข้อมูลในโลกดิจิทัลด้วย

การเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรปอาจสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดใหม่ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุน แต่โอกาสเหล่านี้จะเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐมีมาตรการรองรับกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นอย่างแท้จริง

จากนี้ควรติดตามว่าคณะกรรมาธิการจะเชิญหน่วยงานใดมาให้ข้อมูล และรัฐบาลจะสื่อสารจุดยืนในการเจรจาอย่างไร การทำให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายและตรวจสอบได้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเจรจา ความเห็นส่วนตัวคือ การค้าเสรีที่ดีไม่ควรวัดจากการเปิดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถในการทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรมด้วย

ที่มา – ‘กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’ รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาสังคม เกี่ยวกับผลกระทบการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *