ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจเชิงรุก

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 69 พล.ต.ท.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 หรือ ผบช.ภ.7 ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยงานตำรวจในสังกัดแบบไม่แจ้งล่วงหน้า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ รับฟังปัญหาและอุปสรรคจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริง รวมถึงติดตามดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ของ ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจเชิงรุก สะท้อนแนวทางการบริหารงานตำรวจที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าช่วยให้ผู้บังคับบัญชาเห็นสภาพการทำงานจริง ทั้งด้านความพร้อมของกำลังพล อุปกรณ์ประจำจุด การให้บริการประชาชน และการเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่

ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจเชิงรุก

จุดแรกที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เดินทางไปตรวจเยี่ยม คือ ตู้ยามตำรวจชุมชนแสงวณิช อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจุดปฏิบัติการสายตรวจที่มีความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยในเขตชุมชน ตู้ยามลักษณะนี้มีบทบาทเป็นจุดประสานงานและจุดตอบสนองเหตุเบื้องต้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีความพร้อมในการรับแจ้งเหตุ เข้าถึงประชาชน และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจในพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจเชิงรุก เน้นความพร้อมของตำรวจ

ระหว่างการตรวจเยี่ยม ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ประจำตู้ยามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความใกล้ชิดและเป็นมิตรกับประชาชน พร้อมเตรียมตัวให้สามารถเข้าระงับเหตุในฐานะผู้เผชิญเหตุแรก หรือ First Responder ได้อย่างทันท่วงที เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้อาจเป็นกำลังชุดแรกที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ จึงต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ควบคุมพื้นที่เบื้องต้น ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และประสานกำลังสนับสนุนเมื่อจำเป็น

หลังจากนั้น ผบช.ภ.7 เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจภูธรลาดใหญ่ และสถานีตำรวจภูธรอัมพวา เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับสถานีตำรวจ โดยให้ความสำคัญทั้งงานป้องกันปราบปราม งานบริการประชาชน และการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การตรวจเยี่ยมลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้สะท้อนปัญหาที่พบจากการทำงานจริง เช่น ภาระงาน กำลังพลไม่เพียงพอ อุปกรณ์ที่ต้องปรับปรุง หรือข้อจำกัดในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น

อีกประเด็นที่มีการกำชับอย่างชัดเจน คือ การยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีความรวดเร็ว สุภาพ และเป็นธรรม ทุกสถานีตำรวจควรสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ โดยรับฟังปัญหาอย่างตั้งใจ ให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ การให้บริการที่ดีไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้มาติดต่อเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างตำรวจกับชุมชนในระยะยาว

แนวทางป้องกันเหตุและดูแลกลุ่มเสี่ยงในชุมชน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ยังมีการเน้นย้ำเรื่องการติดตามตรวจเยี่ยมบุคคลพ้นโทษ ผู้ได้รับการพักโทษ และบุคคลที่มีอาการทางจิตซึ่งอาจมีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม เคารพสิทธิของบุคคล และไม่สร้างความหวาดระแวงให้กับคนในชุมชน เจ้าหน้าที่ควรใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ประเมินความเสี่ยงตามข้อเท็จจริง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ผู้นำชุมชน หรือครอบครัว เพื่อร่วมกันวางแนวทางดูแลที่ปลอดภัย

หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรง การติดตามที่เหมาะสมควรเน้นการสื่อสาร การช่วยเหลือ และการเฝ้าระวังร่วมกัน มากกว่าการใช้มาตรการที่ทำให้บุคคลรู้สึกถูกตีตรา ชุมชนเองก็มีส่วนสำคัญในการแจ้งเบาะแสหรือสัญญาณผิดปกติผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

วิเคราะห์อาชญากรรมเพื่อจัดกำลังให้ตรงจุด

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถานภาพอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นประเภทคดี ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จุดเสี่ยง ลักษณะผู้เสียหาย หรือพฤติกรรมที่มักนำไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สถานีตำรวจสามารถวางแผนจัดกำลังสายตรวจได้ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้น แทนที่จะใช้รูปแบบการปฏิบัติงานแบบเดียวกันในทุกพื้นที่

  • สำรวจจุดเสี่ยงและพื้นที่ที่มีเหตุเกิดซ้ำ เพื่อกำหนดเส้นทางสายตรวจให้ครอบคลุม
  • จัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง
  • ประสานผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • ทบทวนผลการปฏิบัติงานหลังเกิดเหตุ เพื่อนำไปปรับแผนป้องกันในครั้งต่อไป
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงช่องทางแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก ตามแนวคิด “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา รู้กลุ่มเสี่ยง ป้องกันเหตุก่อนเกิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน” การทำงานเชิงรุกไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนการตรวจเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้ข้อมูล ความเข้าใจพื้นที่ และความร่วมมือกับประชาชนมาออกแบบการปฏิบัติงานให้แม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว เช่น ล็อกบ้านและรถให้เรียบร้อย ตรวจสอบกล้องวงจรปิด แจ้งเหตุผิดปกติเมื่อพบเห็น และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันตำรวจควรนำข้อมูลจากชุมชนไปใช้ด้วยความรับผิดชอบ พร้อมแจ้งความคืบหน้าเท่าที่เปิดเผยได้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ต่อเนื่องและไว้วางใจกัน

การตรวจเยี่ยมของ ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจเชิงรุก จึงไม่ได้เป็นเพียงการตรวจความพร้อมของตู้ยามหรือโรงพักเท่านั้น แต่ยังเป็นการย้ำทิศทางการทำงานที่ต้องเข้าถึงประชาชน รู้เท่าทันปัญหา และป้องกันเหตุให้ได้ก่อนเกิดขึ้น หากทุกฝ่ายร่วมกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจัง แนวทาง “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา รู้กลุ่มเสี่ยง” ก็จะช่วยให้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ข้อคิดสำคัญ: ความปลอดภัยเริ่มต้นจากการทำงานเชิงรุกและความร่วมมือของทุกคน หากพบเหตุหรือสิ่งผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อช่วยกันป้องกันเหตุและดูแลชุมชนให้ปลอดภัย

ที่มา – ผบช.ภ.7 ลุยสมุทรสงคราม สุ่มตรวจ ‘ตู้ยาม-โรงพัก’ ย้ำสกัดเหตุเชิงรุก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *