รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์
การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ให้บริการเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและไม่สร้างภาระให้กับชุมชนโดยรอบ
ล่าสุด ภาครัฐกำลังเร่งจัดทำ รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ หลังพบว่ายังมีข้อมูลพื้นฐานจากบางหน่วยงานไม่ครบถ้วน โดยข้อมูลที่ต้องพิจารณาครอบคลุมทั้งจำนวนโครงการ ขนาดของศูนย์ข้อมูล ลักษณะการใช้งาน ทำเลที่ตั้ง ตลอดจนความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในแต่ละพื้นที่
รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการลงทุน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า การรวบรวมข้อมูลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มีความคืบหน้าแล้วประมาณ 80-90% แต่ยังมีบางหน่วยงานที่อยู่ระหว่างจัดส่งรายละเอียดเพิ่มเติม ภาครัฐจึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ภาพรวมก่อนกำหนดนิยามและเกณฑ์ที่เหมาะสม
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่จำนวนศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขนาดและรูปแบบการดำเนินงานด้วย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ของธนาคารหรือบริษัทโทรคมนาคมบางแห่งอาจมีขนาดไม่ใหญ่มากและจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ที่ให้บริการหลายองค์กรอาจมีลักษณะใกล้เคียงกับกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งควรมีมาตรฐานกำกับดูแลแตกต่างกัน
รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน
เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อเร่งพิจารณาแนวทางกำกับดูแล โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในประมาณ 1 เดือน
การกำหนดเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการดูแลผลกระทบต่อสังคม รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลทรัพยากรพื้นฐานและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เหมาะสม
ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนออกกฎเกณฑ์
หนึ่งในเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญคือการใช้ทรัพยากร เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อเดินระบบและควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังอาจมีการใช้น้ำในกระบวนการหล่อเย็น ดังนั้น การวางแผนโครงการจึงต้องพิจารณาความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคในระยะยาว ไม่ใช่ดูเพียงความพร้อมของที่ดินเท่านั้น
- การใช้ไฟฟ้า: ต้องประเมินกำลังไฟฟ้าที่จำเป็นและผลกระทบต่อระบบโครงข่ายในพื้นที่
- การใช้น้ำ: ควรพิจารณาแหล่งน้ำและความเพียงพอ โดยไม่กระทบต่อประชาชนหรือภาคเกษตร
- ทำเลที่ตั้ง: ต้องหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของโครงการในพื้นที่เดียวจนเกิดแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐาน
- ผลกระทบต่อชุมชน: ควรมีมาตรการลดเสียง การจราจร มลภาวะ และผลกระทบจากการก่อสร้าง
- ความมั่นคงของระบบ: ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องในการให้บริการและความปลอดภัยของข้อมูล
อีกเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบคือทำเลในอนาคต หากโครงการจำนวนมากตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน อาจทำให้เกิดปัญหาคอขวดด้านโครงข่ายไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบสื่อสาร ภาครัฐจึงจำเป็นต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมถึงอาจต้องจัดทำเงื่อนไขที่ช่วยกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
โครงการที่กำลังก่อสร้างยังเดินหน้าต่อได้
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง รัฐบาลยังไม่สามารถสั่งชะลอการก่อสร้างได้ เพราะเป็นโครงการที่ภาคเอกชนตัดสินใจและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว การก่อสร้างเมื่อเริ่มต้นขึ้นย่อมมีข้อผูกพันด้านการลงทุน สัญญา และแผนธุรกิจ จึงต้องใช้แนวทางกำกับดูแลที่ไม่สร้างผลกระทบเกินความจำเป็น
แนวทางที่กำลังพิจารณาคือการออกเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้โครงการซึ่งกำลังก่อสร้างสามารถปรับแบบหรือปรับวิธีดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ได้ โดยไม่ได้หมายความว่าโครงการที่สร้างไปแล้วจะต้องย้ายพื้นที่ทั้งหมด เพราะดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายขนาดและมีเงื่อนไขแตกต่างกัน การพิจารณาจึงควรดูเป็นรายกรณีและยึดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับโครงการขนาดเล็ก เช่น ศูนย์ข้อมูลภายในธนาคารหรือบริษัทโทรคมนาคม อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มกิจการพาณิชยกรรม ขณะที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อาจมีสถานะเป็นกิจการอุตสาหกรรม ทั้งสองกลุ่มควรได้รับการดูแลตามระดับความเสี่ยงและปริมาณทรัพยากรที่ใช้ เพื่อให้กฎเกณฑ์มีความเป็นธรรมและไม่เพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการที่มีผลกระทบต่ำ
โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย
ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะสนับสนุนบริการคลาวด์ การซื้อขายออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบธนาคาร และแพลตฟอร์มดิจิทัล หากประเทศไทยวางกติกาได้ชัดเจน โปร่งใส และใช้เวลาพิจารณาอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน พร้อมทำให้หน่วยงานรัฐสามารถบริหารทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในทางกลับกัน หากโครงการกระจุกตัวโดยไม่มีการวางแผน อาจเกิดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ และโครงข่ายสื่อสาร รวมถึงทำให้ชุมชนกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและท้องถิ่นควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบาย ไม่ควรให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อมูลจากภาครัฐและเอกชนเพียงสองฝ่าย
โดยสรุป รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้การขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง แม้ขณะนี้ข้อมูลจากบางหน่วยงานยังไม่ครบและรัฐบาลไม่สามารถสั่งชะลอโครงการก่อสร้างได้ แต่การเร่งรวบรวมข้อมูลและกำหนดมาตรฐานภายใน 1 เดือนจะเป็นก้าวสำคัญ ผู้ประกอบการควรติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิดและเตรียมปรับแผนให้สอดคล้องกับกติกาใหม่ ขณะที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อให้การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนไว้ล่วงหน้า เพราะข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้ทุกฝ่ายวางแผนร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
ที่มา – รัฐเร่งตั้งเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ หลังข้อมูลยังไม่ครบ ยันสั่งชะลอก่อสร้างไม่ได้