สส.กาฬสินธุ์ชี้หมอคางดำ เจอ-แจ้ง-จับไม่พอ
สถานการณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดกาฬสินธุ์กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังพบการแพร่กระจายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวและพื้นที่เชื่อมต่อ โดยมียอดจับสะสมมากกว่า 400 ตัว นายวิรัช พิมพะนิตย์ สส.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ปัญหานี้อาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจฐานรากด้านสัตว์น้ำของจังหวัด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปี
พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ บ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี บ้านท่าเรือ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ รวมถึงบ้านคำเขื่อนแก้วและบ้านทับปลา อำเภอหนองกุงศรี พื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและแหล่งแปรรูปปลาส้มกับปลาร้าบองที่มีความสำคัญต่อชุมชน
สส.กาฬสินธุ์ชี้หมอคางดำ เจอ-แจ้ง-จับไม่พอ
นายวิรัชกล่าวว่า ปลาที่พบในพื้นที่มีขนาดใหญ่ โตเต็มวัย และบางตัวมีไข่เต็มท้อง ที่สำคัญคือสามารถปรับตัวในน้ำจืดสนิทได้ดี หากเข้าสู่ช่วงน้ำหลากโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รวดเร็ว ปลาหมอคางดำอาจหลุดรอดไปยังลุ่มน้ำสาขาอื่น และกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่น รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัด
แม้แนวคิด “เจอ-แจ้ง-จับ” จะเป็นมาตรการพื้นฐานที่มีประโยชน์ แต่ สส.กาฬสินธุ์ชี้หมอคางดำ เจอ-แจ้ง-จับไม่พอ หากดำเนินการเพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่เขื่อนลำปาวมีขนาดกว้าง มีเวิ้งน้ำ ซอกหิน และป่าชายน้ำที่เข้าถึงได้ยาก นอกจากนี้ปลาหมอคางดำยังขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จึงอาจแพร่กระจายก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าถึงพื้นที่ ขณะที่รูปร่างในน้ำจืดอาจคล้ายปลานิล ทำให้ประชาชนแยกชนิดปลาได้ยาก
แนวทางรับมือปลาหมอคางดำแบบเชิงรุก
ข้อเสนอสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรอรับแจ้งไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก โดยจัดทีมลาดตระเวนทางน้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เมื่อพบฝูงปลาควรกั้นพื้นที่และกำจัดให้หมด พร้อมประเมินการใช้เครื่องมือเฉพาะจุดที่ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นควรฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการเพาะพันธุ์และปล่อยปลาพื้นถิ่นที่เหมาะสม
- ล่าเชิงรุก: จัดทีมสำรวจและกำจัดปลาในจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ไม่รอให้ชาวบ้านพบแล้วแจ้งเพียงอย่างเดียว
- ซีลเส้นทางน้ำ: ติดตั้งระบบกรองหลายชั้นและตาข่ายดักไข่ปลาบริเวณประตูระบายน้ำและคลองชลประทาน เพื่อป้องกันไข่และลูกปลาหลุดเข้าสู่บ่อกุ้ง
- สร้างแรงจูงใจด้วยค่าหัว: รัฐควรพยุงราคารับซื้อให้เหมาะสม จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการนำไปแปรรูปเป็นปลาส้ม ปลาร้าบอง หรืออาหารสัตว์
- ปิดช่องทางลักลอบเคลื่อนย้าย: ควบคุมการซื้อขายและขนส่งปลาผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำไปปล่อยหรือจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาคเกษตรในพื้นที่มีความกังวลหลายด้าน ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเกรงว่ากุ้งในช่วงลอกคราบจะถูกปลาหมอคางดำรุมกิน ขณะที่ผู้เลี้ยงปลากระชังกลัวว่าปลาจะมารวมตัวใต้กระชัง กินอาหารเม็ด และกัดตาข่ายจนเกิดความเสียหาย หากกระชังแตกก็อาจแยกปลาหมอคางดำออกจากปลานิลได้ยาก ส่วนชาวประมงพื้นบ้านกังวลว่าปลาท้องถิ่น เช่น ปลากา ปลาตะเพียน และปลากด จะถูกกินไข่และลูกปลา จนกระทบต่อวัตถุดิบสำหรับผลิตปลาส้มและปลาร้าบอง
อุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาคือการจัดสรรงบประมาณแบบปีต่อปี เมื่อหมดช่วงรณรงค์ งบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ก็ลดลง ทำให้ปลาที่หลงเหลือกลับมาขยายพันธุ์อีกครั้ง นอกจากนี้ตลาดรับซื้อยังไม่จูงใจ เพราะปริมาณปลาในภาคอีสานอาจไม่มากพอให้โรงงานปลาป่นหรือโรงงานปุ๋ยเข้ามารับซื้ออย่างคุ้มค่า การใช้เครื่องมือกำจัดบางประเภทก็อาจติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มั่นใจว่าจะสามารถตั้งงบประมาณได้หรือไม่
เพื่อให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ควรใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรผลักดันให้การควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นโครงการระยะยาว 3-5 ปี ไม่ใช่เพียงโครงการเฉพาะกิจ นอกจากนี้ควรตั้งคณะกรรมาธิการติดตามการทำงานของกรมประมง กรมชลประทาน และกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดทำแผนงบบูรณาการ ลดช่องว่างระหว่างหน่วยงาน และทำให้เงินสนับสนุนลงไปถึงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกแนวทางหนึ่งคือการออกระเบียบพิเศษเพื่อปลดล็อกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ระบาดสามารถจัดงบสำหรับเฝ้าระวัง จัดซื้ออุปกรณ์ และร่วมสมทบค่าหัวได้อย่างถูกต้อง พร้อมตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศและช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำเงินค่าปรับจากผู้กระทำผิดและงบอุดหนุนของรัฐมาใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ทันเวลา
สส.กาฬสินธุ์เสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม จัดตั้งกองทุนพยุงราคาค่าหัวในแต่ละภูมิภาค และเอาผิดผู้ที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ขณะเดียวกันกรมประมงและกรมชลประทานควรทำงานร่วมกันในการปิดกั้นประตูน้ำ กำจัดปลาเชิงรุก และศึกษาการปล่อยปลาผู้ล่าพื้นถิ่นอย่างรอบคอบ
สำหรับประชาชน หลักปฏิบัติที่สำคัญคือ “เจอ แจ้ง จับ ไม่ปล่อย ไม่เลี้ยง ไม่ขายออนไลน์” หากพบปลาที่มีลักษณะคล้ายปลานิล แต่มีจุดดำบริเวณแก้มหรือใต้คาง ไม่ควรนำไปปล่อยทำบุญหรือเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งน้ำอื่น ควรแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดทันที การตั้งอาสาสมัครพิทักษ์ลำปาวและการจัดกิจกรรมรวมพลังชุมชนจับปลาอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปแล้ว สส.กาฬสินธุ์ชี้หมอคางดำ เจอ-แจ้ง-จับไม่พอ จำเป็นต้องใช้มาตรการล่าเชิงรุก ควบคุมเส้นทางน้ำ สร้างแรงจูงใจด้านค่าหัว และจัดสรรงบประมาณต่อเนื่องหลายปี หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ ก็มีโอกาสลดความเสียหายต่อระบบนิเวศ อาชีพประมง และเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ร่วมกันสังเกต แจ้งเบาะแส และไม่ปล่อยปลาต่างถิ่นลงแหล่งน้ำ เพื่อช่วยปกป้องลำปาวและทรัพยากรสัตว์น้ำของกาฬสินธุ์ในระยะยาว
ที่มา – สส.กาฬสินธุ์ ชี้หมอคางดำ ‘เจอ-แจ้ง-จับ’ ไม่พอ ผลักดัน ‘ล่าเชิงรุก-ค่าหัว-ล็อกงบ 3-5 ปี’