สุชาติสั่งตรวจโรงงานระยอง พบกากอุตสาหกรรมกว่า 1,000 ตัน

กรณีโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดระยองกลายเป็นที่จับตา หลังมีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้ชุดเฉพาะกิจควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ประเด็น สุชาติสั่งตรวจโรงงานระยอง พบกากอุตสาหกรรมกว่า 1,000 ตัน ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะกากของเสียดังกล่าวมีทั้งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และเศษเปลือกสายไฟ ซึ่งอาจมีโลหะหนักหรือสารปนเปื้อนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ หากไม่มีการจัดเก็บ ขนส่ง และกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สุชาติสั่งตรวจโรงงานระยอง พบกากอุตสาหกรรมกว่า 1,000 ตัน

การลงพื้นที่ตรวจสอบนำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง หัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจและที่ปรึกษารัฐมนตรี พร้อมด้วยนายจำลอง ช่วยรอด รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง อำเภอนิคมพัฒนา และเทศบาลตำบลมะขามคู่ โดยเข้าตรวจสอบบริษัท ชิน ฮง ชิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในพื้นที่ตำบลมะขามคู่ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง

จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและบดย่อยสายไฟ การถอดแยกมอเตอร์เก่า รวมถึงการจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วซึ่งไม่เป็นของเสียอันตราย อย่างไรก็ตาม โรงงานยังไม่ได้แจ้งประกอบกิจการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก็ไม่พบการประกอบกิจการอยู่ภายในโรงงาน

ตรวจพบกากของเสียปะปนแผงวงจรและเศษสายไฟ

แม้จะไม่มีการเดินเครื่อง แต่เจ้าหน้าที่พบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกองอยู่เป็นจำนวนมากบริเวณด้านนอกอาคาร วัสดุบางส่วนอยู่ระหว่างการอายัดของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง จุดที่น่ากังวลคือพบกากของเสียที่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนกับเศษเปลือกสายไฟ คาดว่ามีปริมาณรวมมากกว่า 1,000 ตัน โดยกากดังกล่าวเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

เจ้าหน้าที่ระบุว่า กากของเสียบางส่วนที่เคยอยู่บริเวณด้านข้างอาคารถูกนำเข้าไปจัดเก็บภายในอาคารแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถึงแหล่งที่มา วิธีการนำเข้าพื้นที่ ผู้ครอบครอง และแนวทางการจัดการต่อไป ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงปริมาณกากของเสียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนลงสู่ดิน น้ำ หรืออากาศ หากมีการรั่วไหล การเผา หรือการคัดแยกโดยไม่มีระบบควบคุมที่เหมาะสม

  • พบกากของเสียปริมาณมากกว่า 1,000 ตัน
  • กากของเสียมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนกับเศษเปลือกสายไฟ
  • วัสดุบางส่วนเข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3
  • โรงงานยังไม่ได้แจ้งประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนด
  • หน่วยงานท้องถิ่นมีคำสั่งระงับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

ด้านกรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างกากของเสียรวม 7 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างจากบริเวณภายนอกอาคาร 6 ตัวอย่าง และภายในอาคาร 1 ตัวอย่าง เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์ หรือ XRF เครื่องมือนี้ช่วยตรวจสอบองค์ประกอบของธาตุและโลหะในวัสดุได้อย่างรวดเร็ว ผลตรวจเบื้องต้นพบโลหะหนักบางชนิดที่เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จึงต้องรอผลวิเคราะห์และการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน เทศบาลตำบลมะขามคู่ได้สั่งระงับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือใบอนุญาต อภ.2 ของโรงงานแล้ว คำสั่งดังกล่าวจะมีผลจนกว่าผู้ประกอบการจะสามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากมาตรการทางปกครองแล้ว กรมควบคุมมลพิษยังได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา ในกรณีครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้ดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายต่อไป การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมกากอุตสาหกรรมและป้องกันไม่ให้พื้นที่ชุมชนต้องรับความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

หน่วยงานเร่งติดตามผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลังจากนี้ กรมควบคุมมลพิษจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่าย ทสม. ในพื้นที่ เพื่อติดตามข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบปริมาณและชนิดของกากของเสีย การจัดเก็บภายในโรงงาน การป้องกันการรั่วไหล ตลอดจนการตรวจสอบว่ามีการนำกากดังกล่าวเข้ามาหรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่อย่างไร

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกากของเสียหรือพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดเป็นเขตควบคุม หากพบกลิ่นผิดปกติ ควัน ฝุ่น น้ำเสีย หรือการขนย้ายวัสดุต้องสงสัย ควรแจ้งเทศบาล อำเภอ หรือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทันที ไม่ควรเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง เพราะวัสดุอิเล็กทรอนิกส์และเศษสายไฟอาจมีสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็น

กรณี สุชาติสั่งตรวจโรงงานระยอง พบกากอุตสาหกรรมกว่า 1,000 ตัน เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า การจัดการกากอุตสาหกรรมต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ภาคธุรกิจควรรับผิดชอบต่อวัสดุที่เกิดจากกิจการของตนเอง ส่วนประชาชนควรมีช่องทางในการรับรู้ข้อมูลและแจ้งเบาะแสได้อย่างปลอดภัย ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องสุขภาพของคนในชุมชนได้ดีที่สุด

ท้ายที่สุด การตรวจสอบครั้งนี้ควรเดินหน้าจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมเปิดเผยผลวิเคราะห์ต่อสาธารณะอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดการกากอุตสาหกรรมจะไม่ถูกละเลย หากพบการกระทำผิดเพิ่มเติม ก็ควรดำเนินคดีอย่างจริงจังและเร่งฟื้นฟูพื้นที่เพื่อไม่ให้ปัญหากระทบต่อประชาชนในระยะยาว

ที่มา – ‘สุชาติ’ สั่ง ฉก.ควบคุมมลพิษบุกโรงงานระยอง ตะลึงพบกากอุตสาหกรรมปนแผงวงจร–เศษเปลือกสายไฟกว่า 1,000 ตัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *