‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน
ประเด็น ‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการ “ถังขยะเปียก ลดโลกร้อน” พร้อมตั้งคำถามว่าการประเมินความสำเร็จของโครงการควรพิจารณาเพียงรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเท่านั้นหรือไม่
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะเศษอาหารและขยะอินทรีย์จากครัวเรือน เพื่อนำไปหมักทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ วิธีนี้ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปเก็บ ขน และกำจัดโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นเหม็น ลดปัญหาสัตว์พาหะนำโรค และสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมในระดับครัวเรือน
‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การขายคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงผลพลอยได้จากการดำเนินโครงการ ไม่ใช่เป้าหมายหลักทั้งหมดของโครงการ ดังนั้น การนำรายได้จากการขายเครดิตมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทวนสอบเพียงด้านเดียว อาจทำให้ภาพรวมของโครงการถูกตีความคลาดเคลื่อนได้
เขายังกล่าวถึงการได้รับการรับรองปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย หรือ T-VER โดยในช่วงปี 2565-2566 โครงการมีปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองแล้ว 366,394.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการคัดแยกและจัดการขยะอินทรีย์สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจวัดได้
คาร์บอนเครดิตที่ยังเหลือไม่ได้แปลว่าไม่มีมูลค่า
สำหรับประเด็นรายได้จากคาร์บอนเครดิต มีข้อมูลว่าโครงการจำหน่ายเครดิตไปแล้วประมาณ 13,299 เครดิต สร้างรายได้ราว 3.07 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 230 บาทต่อเครดิต ขณะเดียวกันยังมีคาร์บอนเครดิตที่ไม่ได้จำหน่ายประมาณ 353,095 เครดิต หากใช้ราคาเฉลี่ยดังกล่าวมาคำนวณ เครดิตที่เหลืออาจมีมูลค่าประมาณ 81 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มูลค่าประมาณ 81 ล้านบาทเป็นเพียงการประเมินจากราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่รายได้ที่โครงการได้รับจริง การจำหน่ายในอนาคตยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ราคาตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ คุณภาพของเครดิต เงื่อนไขการรับรอง และทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ดังนั้น การที่เครดิตยังไม่ได้ขายจึงไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเครดิตดังกล่าวไม่มีมูลค่า
ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของกรณี ‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน เพราะอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า การประเมินผลควรดูทั้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วและศักยภาพที่สามารถพัฒนาต่อได้ หากตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตขึ้น เครดิตที่มีอยู่ก็อาจนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายได้ในอนาคตตามเงื่อนไขที่เหมาะสม
ความคุ้มค่าควรมองมากกว่ารายรับและรายจ่าย
นายสุทธิพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า การสรุปว่าโครงการไม่คุ้มค่าโดยเปรียบเทียบรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 3.07 ล้านบาท กับค่าใช้จ่ายในการทวนสอบประมาณ 5.85 ล้านบาท อาจยังไม่ครอบคลุมผลประโยชน์ทั้งหมดของโครงการ เนื่องจากโครงการสิ่งแวดล้อมมักมีผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
- ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปกำจัด
- ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บ ขน และจัดการขยะของท้องถิ่น
- ลดกลิ่นเหม็นและความเสี่ยงจากสัตว์พาหะนำโรค
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะอินทรีย์
- ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะ
- สร้างความรู้และพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ความคุ้มค่าของโครงการจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่ตัวเลขรายได้จากคาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่ควรประเมินต้นทุนที่สามารถลดลงได้ ผลประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย การใช้วิธีประเมินแบบรอบด้านจะช่วยให้การตรวจสอบมีความเป็นธรรมและสะท้อนเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการมากขึ้น
ข้อเสนอให้ตรวจสอบข้อมูลจากหลายหน่วยงาน
อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า เคารพบทบาทของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน แต่เห็นว่าการสรุปผลโครงการสิ่งแวดล้อมควรรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านด้วย โดยเฉพาะองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. รวมถึงนักวิชาการและหน่วยงานท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการ
ข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึงมีหลายประการ ได้แก่ การพิจารณามูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่ยังไม่ได้จำหน่าย การประเมินประโยชน์หลักของโครงการ การเปิดรับข้อมูลจากหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง การเสนอแนวทางพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการให้คุณค่ากับผลประโยชน์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับตัวเลขทางการเงิน
ในมุมของประชาชน เรื่องนี้สะท้อนว่าการจัดการขยะที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง หากแต่ละครัวเรือนช่วยแยกเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป ก็จะลดภาระของเจ้าหน้าที่และลดปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบกำจัดได้ แม้ผลลัพธ์บางอย่างอาจไม่เห็นเป็นรายได้ทันที แต่สามารถสร้างประโยชน์สะสมในระยะยาว ทั้งการลดค่าใช้จ่ายของรัฐ การรักษาสุขอนามัย และการลดผลกระทบต่อสภาพอากาศ
โดยสรุป ‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน ด้วยการเสนอให้ทุกฝ่ายพิจารณาโครงการจากเป้าหมายและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างรอบด้าน ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขรายรับหรือยอดขายคาร์บอนเครดิตเพียงช่วงเวลาเดียว การตรวจสอบที่เปิดกว้างและใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน จะช่วยให้สังคมเห็นทั้งข้อจำกัด จุดที่ต้องปรับปรุง และคุณค่าที่โครงการสร้างขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับประชาชน การเริ่มคัดแยกเศษอาหารและจัดการขยะอินทรีย์ภายในบ้านยังเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้ทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง
ที่มา – ‘สุทธิพงษ์’ โต้โครงการถังขยะเปียกฯ ขาดทุน! ฟาด สตง.คิดให้รอบด้าน ชี้คาร์บอนเครดิตเหลือ 3.5 แสนตัน
