ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง ตัดวงจรขยะพิษ

ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ลักลอบเข้าประเทศกำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุดกรมศุลกากรเสนอแนวทาง ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง เพื่อปิดช่องโหว่ที่ผู้กระทำผิดใช้สำแดงสินค้าไม่ตรงกับความจริง หรือซุกซ่อนซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับวัตถุดิบรีไซเคิล

มาตรการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของไทย เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทมีโลหะหนัก สารเคมี และวัสดุที่สามารถก่อมลพิษได้ หากถูกนำไปคัดแยกหรือเผาอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในอากาศ ดิน และแหล่งน้ำ รวมถึงส่งผลกระทบต่อคนงานและชุมชนโดยรอบ

ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง เพื่อหยุดขยะอิเล็กทรอนิกส์

ข้อมูลช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 ระบุว่า ไทยนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดงรวมกันกว่า 2.76 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 71,193 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 14,600 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน โดยเศษเหล็กมีปริมาณมากที่สุดกว่า 2.12 ล้านตัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบสินค้านำเข้าเป็นภารกิจที่มีขนาดใหญ่มาก และไม่สามารถเปิดตรวจทุกตู้ได้โดยไม่กระทบต้นทุนและระยะเวลาของภาคอุตสาหกรรม

แม้ประเทศไทยจะมีประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2563 แต่ช่องว่างในการนำเข้าเศษโลหะและเศษยางยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้กระทำผิดใช้เป็นช่องทางลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย กรมศุลกากรจึงต้องการยกระดับมาตรการให้เข้มข้นขึ้น โดยเสนอให้สินค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบควบคุมที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

เหตุผลที่ต้องห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง

กรมศุลกากรตรวจพบการลักลอบนำเข้าซากอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายในหลายพื้นที่ ซึ่งบางแห่งเป็นสถานประกอบการหรือสถานที่เก็บกากอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย การสะสมและจัดการวัสดุเหล่านี้อย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้สารพิษรั่วไหล เกิดควันและมลพิษทางอากาศ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

ในปีงบประมาณ 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ประมาณ 10.29 ล้านกิโลกรัม และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การจับกุมเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากต้องการตัดวงจรอย่างยั่งยืน ควรป้องกันไม่ให้สินค้าที่มีความเสี่ยงผ่านเข้าประเทศตั้งแต่แรก

  • ลดการสำแดงเท็จ: ป้องกันการใช้พิกัดเศษโลหะหรือเศษยางเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย
  • คุ้มครองสิ่งแวดล้อม: ลดโอกาสที่สารเคมีและโลหะหนักจะปนเปื้อนในชุมชน
  • ดูแลสุขภาพประชาชน: ลดความเสี่ยงจากมลพิษที่เกิดจากการคัดแยกหรือเผาขยะผิดวิธี
  • สร้างความรับผิดชอบให้ผู้นำเข้า: ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หากพบของเสียอันตรายปะปน

แนวทางควบคุมในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ข้อเสนอของกรมศุลกากรไม่ได้หมายความว่าจะห้ามทันทีโดยไม่มีการเตรียมตัว เพราะยังมีโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศประมาณ 41 รายที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า จึงเสนอให้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 6-12 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับแผนการจัดซื้อ เตรียมวัตถุดิบในประเทศ และวางระบบตรวจสอบที่เหมาะสม

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจกำหนดให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต โดยจำกัดสิทธิ์เฉพาะโรงงานที่ใช้วัตถุดิบจริง ไม่เปิดช่องให้พ่อค้าคนกลางนำเข้าเพื่อเก็งกำไรหรือส่งต่อโดยขาดการควบคุม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรต้องแสดงหลักฐานว่าโรงงานมีความจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้า และวัตถุดิบภายในประเทศยังมีไม่เพียงพอ

อีกเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้นำเข้าต้องมีใบรับรองการตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกทุกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีซากอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายปะปน หากตรวจพบสินค้าผิดประเภทเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้ากลับทันที หลักเกณฑ์นี้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตรวจสอบคู่ค้าและสินค้าอย่างจริงจังมากขึ้น

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคือหัวใจสำคัญ

การบังคับใช้มาตรการ ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง ให้ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ภารกิจของกรมศุลกากรเพียงหน่วยงานเดียว กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรมีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ทั้งข้อมูลผู้นำเข้า โรงงานปลายทาง ปริมาณวัตถุดิบ และประวัติการตรวจพบสินค้าผิดกฎหมาย

นอกจากการตรวจสอบเอกสารแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเฝ้าระวังการสับเปลี่ยนพิกัดสินค้า การเปลี่ยนชื่อสินค้า หรือการแบ่งส่งสินค้าเป็นล็อตเล็กเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจ หากมีฐานข้อมูลร่วมและสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้แบบรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จะจัดลำดับความสำคัญของตู้สินค้าที่ควรตรวจได้แม่นยำขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปิดตรวจสินค้าทั้งหมดจนกระทบต่อภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างรอบด้าน โรงงานที่ใช้เศษโลหะเป็นวัตถุดิบอาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ จึงควรสนับสนุนการรวบรวมและคัดแยกเศษโลหะภายในประเทศ รวมถึงพัฒนาระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

โดยสรุป การเสนอ ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยปิดช่องทางการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดกติกาที่ชัดเจน ใช้ระยะเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม และบังคับใช้กฎหมายกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม หากรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกันสนับสนุนระบบจัดการของเสียที่โปร่งใส ประเทศไทยก็จะลดความเสี่ยงจากการเป็นแหล่งรองรับขยะพิษ และเดินหน้าอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ปลอดภัยได้ในระยะยาว

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ มาตรการนี้ควรเดินหน้าควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิลในประเทศ เพื่อให้การปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่กลายเป็นภาระของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบอย่างแท้จริง

ที่มา – กรมศุลฯ ชงยาแรง ห้ามนำเข้าเศษโลหะ–เศษยาง ตัดตอนวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์ซุกตู้สินค้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *