AI บุกอุตสาหกรรมไทย: โอกาสและโจทย์ด้านทักษะ

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีกำลังทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI บุกอุตสาหกรรมไทย ที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจากผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลสำรวจสะท้อนว่า ผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมไทยจำนวน 48% เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงาน บางกระบวนการ และบางองค์กรที่กำลังขยายการใช้งานอย่างเป็นระบบ

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสเทคโนโลยีที่พูดถึงกันในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของธุรกิจไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซื้อซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะ ข้อมูลที่มีคุณภาพ งบประมาณที่เหมาะสม และแผนการใช้งานที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

AI บุกอุตสาหกรรมไทย เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน

จากผลสำรวจพบว่า งานสำนักงานและงานบริการลูกค้าเป็นกลุ่มงานที่มีการนำ AI ไปใช้งานมากที่สุด เนื่องจากเป็นกระบวนการที่สามารถเริ่มต้นได้ง่าย เช่น การสรุปเอกสาร การจัดทำรายงาน การตอบคำถามลูกค้า การวิเคราะห์ความคิดเห็น และการช่วยจัดการข้อมูลเบื้องต้น นอกจากนี้ งานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ก็ได้รับความสนใจสูง เพราะ AI สามารถช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและนำเสนอแนวโน้มที่ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

ในด้านการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาอีกมาก โรงงานสามารถประยุกต์ใช้ AI เพื่อคาดการณ์ความต้องการสินค้า วางแผนวัตถุดิบ ตรวจสอบคุณภาพสินค้า และคาดการณ์การซ่อมบำรุงเครื่องจักร หากมีข้อมูลที่ครบถ้วนและระบบดิจิทัลที่พร้อม เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยลดความผิดพลาด ลดเวลาหยุดเครื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

AI บุกอุตสาหกรรมไทย กับประโยชน์ที่ธุรกิจคาดหวัง

ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมมองว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้หลายด้าน โดยเฉพาะการลดต้นทุน ลดระยะเวลา และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การให้ AI เข้ามาช่วยงานซ้ำ ๆ ยังเปิดโอกาสให้พนักงานนำเวลาไปใช้กับงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้น

  • ลดต้นทุนและเวลา: AI ช่วยทำงานประจำและประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจ: ระบบสามารถเปรียบเทียบข้อมูลหลายด้านเพื่อสนับสนุนการวางแผน
  • เพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ: AI ช่วยตรวจสอบความผิดพลาดและติดตามความต้องการของลูกค้า
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน: ธุรกิจที่ใช้ข้อมูลได้ดีมีโอกาสปรับตัวและตอบสนองตลาดได้เร็วกว่า
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่: ข้อมูลจาก AI อาจนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบรายได้ใหม่

แม้ประโยชน์จะมีความชัดเจน แต่ผลสำรวจยังพบอุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเร่งแก้ไข โดย 76.5% ระบุว่า บุคลากรและทักษะด้าน AI เป็นข้อจำกัดหลักต่อการเริ่มต้นหรือขยายการใช้งาน ปัญหานี้สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังขาดคนที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและกระบวนการทางธุรกิจ การใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพจึงต้องพัฒนาทักษะของพนักงานควบคู่ไปกับการลงทุนด้านระบบ

นอกจากเรื่องบุคลากรแล้ว งบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลายธุรกิจลังเล โดยเฉพาะ SMEs ที่อาจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับพัฒนาโซลูชันเฉพาะองค์กร ค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ การเชื่อมต่อระบบ และการฝึกอบรมอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน ธุรกิจอาจไม่สามารถประเมินได้ว่า AI ช่วยลดต้นทุนหรือสร้างรายได้กลับมาได้มากน้อยเพียงใด

อีกหนึ่งความท้าทายคือความพร้อมของข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน หลายองค์กรยังจัดเก็บข้อมูลแยกกันในหลายระบบ ข้อมูลบางส่วนไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ AI ไม่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ การเตรียมข้อมูลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน

ทำอย่างไรให้ธุรกิจใช้ AI ได้คุ้มค่า

สำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มต้น ควรเลือกกระบวนการที่มีปัญหาชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น การลดเวลาจัดทำรายงาน การลดข้อผิดพลาดในการตรวจสอบเอกสาร หรือการตอบคำถามลูกค้าให้เร็วขึ้น จากนั้นทดลองใช้ในวงจำกัดก่อนประเมินผล การเริ่มจากโครงการขนาดเล็กจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจข้อจำกัดจริง ลดความเสี่ยง และปรับแนวทางให้เหมาะสมก่อนขยายไปยังแผนกอื่น

ผู้บริหารควรสื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่คนทั้งหมด การวางแผนพัฒนาทักษะจึงควรครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานด้าน AI การใช้คำสั่งกับเครื่องมือ การตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ ไปจนถึงทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและจริยธรรมในการใช้งาน ขณะเดียวกัน พนักงานเองควรเปิดใจเรียนรู้และปรับบทบาทเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีให้ได้มากขึ้น

ในระดับนโยบาย ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากร เพิ่มผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย การจัดหาแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมถึงการสร้างพื้นที่ให้ธุรกิจทดลองใช้ AI ก่อนลงทุนจริง จะช่วยลดอุปสรรคและทำให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจของตนเองได้ดีขึ้น

ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า AI มีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น AI บุกอุตสาหกรรมไทย จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นหน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวาระสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันวางแผน ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบุคคล ไปจนถึงพนักงานหน้างาน องค์กรที่เริ่มเตรียมคนและข้อมูลตั้งแต่วันนี้จะมีโอกาสใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย คุ้มค่า และสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

มุมมองส่งท้าย: AI จะสร้างประโยชน์ให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนไม่แพ้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ธุรกิจจึงควรเริ่มจากปัญหาจริง ลงทุนอย่างเป็นขั้นตอน และพัฒนาทักษะบุคลากรไปพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยน AI จากเครื่องมือทดลองให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างแท้จริง

ที่มา – “AI” บุกอุตสาหกรรมไทย! 48% ใช้งานจริง แต่ 76.5% ยังติดกับดัก “คน-ทักษะ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *