ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ค่าเงินบาทอ่อนค่า 33.14 บาท สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจที่น่าสนใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองนั่นคือเรื่อง ค่าเงินบาทอ่อนค่า 33.14 บาท สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่สวนทางกันอย่างน่าสนใจในช่วงเช้าวันนี้

สถานการณ์ล่าสุด ค่าเงินบาทอ่อนค่า 33.14 บาท สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น

ในช่วงเช้าวันนี้ ค่าเงินบาทมีการปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวานที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ว่า เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียต่างพากันอ่อนค่าลง แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องก็ตาม ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนครับ

ปัจจัยที่ทำให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่า 33.14 บาท สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น

นอกจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ที่เกือบแตะระดับ 92 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นที่กดดันเงินบาท ดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อการเดินเรือเชิงพาณิชย์
  • เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นจากแรงซื้อคืนของนักลงทุนที่รอดูทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • การรอคอยข้อมูลสำคัญจากบันทึกการประชุมเฟดที่จะเปิดเผยในคืนนี้

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.05-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งนักลงทุนควรติดตามปัจจัยสำคัญทั้งฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดครับ

ในมุมมองของผม สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมากครับ การที่ค่าเงินอ่อนค่าท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าหรือต้องใช้สินค้าที่อิงราคาดอลลาร์ ควรวางแผนบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้ดีนะครับ แล้วคุณล่ะครับมองว่าเทรนด์นี้จะส่งผลต่อค่าครองชีพของเราอย่างไรบ้าง มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – ค่าเงินบาทอ่อนค่า 33.14 บาท สวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น

สุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61

วงการบันเทิงไทยต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อมีการรายงานถึงเหตุการณ์สุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61 ซึ่งสร้างความตกใจให้กับแฟนคลับและคนในวงการอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาเขาเป็นนักแสดงที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีผลงานที่เป็นที่จดจำมากมาย

สุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 สิงหาคม โดยศูนย์เอราวัณได้รับแจ้งเหตุและเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุภายในบ้านพักย่านพัฒนาการ 61 แยก 23 พบร่างของนายจอห์น แมคโดนัลด์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เรย์ แมคโดนัลด์ โดยภรรยาของเขา คุณแหม่ม-สริญญา จินตนาวรารักษ์ ได้ให้การเบื้องต้นว่าสามีมีอาการล้มฟุบลงบนโซฟาตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนเศษ จนกระทั่งมาพบร่างในเช้าวันต่อมาซึ่งเสียชีวิตลงแล้ว

รายละเอียดและประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61

จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้เสียชีวิตไม่มีประวัติป่วยด้วยโรคประจำตัวร้ายแรงมาก่อน
  • ไม่มีอาการบอกเหตุใดๆ ก่อนที่จะเกิดเหตุล้มฟุบลงไป
  • ขณะนี้ร่างถูกส่งไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ความสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่กระทันหันมากสำหรับครอบครัวและแฟนผลงานการแสดง แม้แต่คนใกล้ชิดเองก็ยังไม่ทันตั้งตัวเพราะเขาดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีอยู่เสมอ กรณีสุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61 จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนหันกลับมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและการตรวจร่างกายประจำปีอย่างละเอียด แม้จะรู้สึกว่าตนเองแข็งแรงดีก็ตาม

ในนามของแฟนคลับและผู้ที่ชื่นชมผลงาน เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเรย์ แมคโดนัลด์ และขอให้การชันสูตรสามารถระบุสาเหตุเพื่อให้ครอบครัวคลายความสงสัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – สุดอาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ เสียชีวิตวัย 49 ปี ในบ้านพักซอยพัฒนาการ 61

INDIGO ปล่อย MV อยากบอกรัก ดนตรีหนักแน่นในสไตล์วง

เชื่อว่าแฟนเพลงหลายคนคงตั้งตารอกันมานาน สำหรับการกลับมาของวงร็อกระดับแถวหน้าอย่าง INDIGO (อินดิโก้) ที่ครั้งนี้พวกเขากลับมาพร้อมความสดใหม่และก้าวที่เติบโตขึ้นกว่าเดิม ภายใต้สังกัดค่าย BRIDGE ในเครือ ครึ่งเก้า GROUP อย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าการเปิดตัวครั้งนี้สร้างกระแสฮือฮาให้กับวงการเพลงไทยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะการส่งซิงเกิลล่าสุดอย่าง INDIGO ปล่อย MV อยากบอกรัก ออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกัน

เจาะลึกเพลง INDIGO ปล่อย MV อยากบอกรัก

สำหรับซิงเกิลใหม่ล่าสุดนี้ สมาชิกทั้ง 3 คน ได้แก่ บลู, ขวัญ และโดนัท ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างสรรค์ดนตรีที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม การที่ INDIGO ปล่อย MV อยากบอกรัก ในครั้งนี้ถือเป็นการโชว์ศักยภาพที่ก้าวกระโดด ทั้งในเรื่องของการเรียบเรียงดนตรีที่ใส่ความเป็นร็อกดิบๆ ลงไป พร้อมจังหวะ 6/8 ที่ฟังแล้วติดหูและปลุกเร้าอารมณ์ได้ดีเยี่ยม ผสมผสานกับอิเล็กทรอนิกส์ป็อปร็อกที่เป็นเอกลักษณ์ของวงได้อย่างลงตัว

ความหมายที่กินใจในเพลง อยากบอกรัก

เนื้อหาของเพลงนี้พูดถึงสภาวะจิตใจของคนที่แอบรักใครสักคนแต่กลับไม่กล้าที่จะเปิดเผยออกไป เพราะกลัวว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่สมหวัง การเก็บความรู้สึกไว้ในใจอาจจะทรมาน แต่บางครั้งมันก็เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพลงนี้จึงเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่ผ่านประสบการณ์ความรักมาอย่างโชกโชนด้วยความเข้มแข็ง

  • ดนตรีมีความหนักแน่นขึ้นด้วยการอัดกลองสด
  • ยังคงกลิ่นอายเมโลดี้ติดหูสไตล์ INDIGO
  • เนื้อหาที่สะท้อนความรู้สึกจริงของคนที่แอบรัก

หากใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เพลงนี้จะช่วยปลดปล่อยอารมณ์ของคุณออกมาอย่างแน่นอน เพราะวงอินดิโก้ตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาแบบไม่กักเก็บ เพื่อให้คนฟังได้รับประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบที่สุด เชื่อเหลือเกินว่าแฟนเพลงจะหลงรักซิงเกิลนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังครับ

หากถามถึงความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่านี่คือการเติบโตที่น่าจับตามองมาก วงเลือกที่จะรักษาสไตล์เดิมไว้แต่เติมความเข้มข้นทางดนตรีเข้าไป ทำให้เพลงมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และสื่อสารอารมณ์ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ใครที่ยังไม่ได้ฟัง บอกเลยว่าพลาดไม่ได้จริงๆ

ที่มา – “INDIGO” ปล่อย MV “อยากบอกรัก” กับดนตรีที่หนักแน่นและเข้มข้นในสไตล์ของวง

แลนด์สเปซของจีนกู้บูสเตอร์จรวดใช้ซ้ำสำเร็จ ไล่ตามสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน

วงการอวกาศโลกต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อบริษัทสตาร์ตอัปชื่อดังจากแดนมังกรอย่าง ‘แลนด์สเปซ’ (LandSpace) สามารถสร้างหมุดหมายใหม่ได้สำเร็จ กับการทดสอบนำบูสเตอร์ขั้นแรกของจรวด ‘จูเช่ว์-3’ (Zhuque-3) กลับมาลงจอดอย่างปลอดภัย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้จีนขยับเข้าใกล้ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศเข้าไปทุกที

แลนด์สเปซของจีนกู้บูสเตอร์จรวดใช้ซ้ำสำเร็จ ไล่ตามสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์อวกาศตงเฟิง ในทะเลทรายโกบี จรวดจูเช่ว์-3 ที่มีความสูงกว่า 66 เมตร ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความมั่นใจ ก่อนที่บูสเตอร์ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ทรงพลังถึง 9 ตัวจะแยกตัวออกมาและร่อนลงจอดในจุดที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ ห่างจากฐานปล่อยประมาณ 390 กิโลเมตร ความสำเร็จในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แลนด์สเปซของจีนกู้บูสเตอร์จรวดใช้ซ้ำสำเร็จ ไล่ตามสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เบื้องหลังความสำเร็จของจรวดจูเช่ว์-3

ทำไมความสำเร็จนี้ถึงสำคัญ? เพราะเทคโนโลยีจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable Rocket) คือหัวใจหลักของการลดต้นทุนการขนส่งอวกาศในระยะยาว ทางแลนด์สเปซเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จูเช่ว์-3 ผลิตจากวัสดุสเตนเลสคุณภาพสูง ซึ่งนอกจากจะทนความร้อนได้ดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงกว่าจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์เสียอีก โดยใช้เชื้อเพลิงเป็นมีเทนและออกซิเจนเหลวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

  • เป้าหมายสูงสุดคือการนำบูสเตอร์กลับมาใช้ซ้ำได้ถึง 20 ครั้ง
  • วางแผนทดสอบการใช้งานจริงภายใน 6 เดือนข้างหน้า
  • เป็นบริษัทรายที่ 3 ของโลกที่ทำได้สำเร็จ ต่อจากสเปซเอ็กซ์และบลูออริจิน

ความพยายามของแลนด์สเปซในครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 4 ของจีนในการกู้คืนบูสเตอร์ระดับวงโคจร ซึ่งการที่บริษัทสามารถทำได้สำเร็จในครั้งนี้ ยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุนก่อนที่บริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เพื่อระดมทุนมหาศาลกว่า 7,500 ล้านหยวน เพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งอวกาศให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ในอนาคตอันใกล้นี้ เราคงจะได้เห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดอวกาศเชิงพาณิชย์ เมื่อจีนสามารถลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ การที่ แลนด์สเปซของจีนกู้บูสเตอร์จรวดใช้ซ้ำสำเร็จ ไล่ตามสเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่การเดินทางไปสู่วงโคจรจะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมครับ

ที่มา – “แลนด์สเปซ” ของจีนกู้บูสเตอร์จรวดใช้ซ้ำสำเร็จ ไล่ตาม “สเปซเอ็กซ์-บลูออริจิน”

โค้ชเผยสภาพจิตใจ เมสซี ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ

โค้ชเผยสภาพจิตใจ เมสซี ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมซูเปอร์สตาร์ของอินเตอร์ ไมอามี ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่จากการสูญเสียคุณพ่อ ฮอร์เก เมสซี ไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ล่าสุดแฟนบอลทั่วโลกเริ่มใจชื้นขึ้นได้เมื่อ โค้ชเผยสภาพจิตใจ เมสซี ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ หลังจากที่เขาได้กลับมาโฟกัสกับเกมฟุตบอลที่เขารักอีกครั้ง

ทางด้าน กิเยร์โม โฮโยส กุนซือของอินเตอร์ ไมอามี ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงความเป็นไปของสตาร์รายนี้ว่า สภาพจิตใจของเมสซีนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถกลับมาลงสนามเพื่อช่วยทีมได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับแฟนบอลที่คอยเป็นกำลังใจให้เขาเสมอมา

ก้าวข้ามความเศร้าด้วยฟุตบอล: โค้ชเผยสภาพจิตใจ เมสซี ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ

เมสซีได้กลับมาลงสนามให้กับต้นสังกัดในศึกลีกส์ คัพ อีกครั้ง แม้ว่าผลการแข่งขันอาจจะไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่ความมุ่งมั่นของเขานั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาแฟนบอลทุกคน โดยในเกมนัดล่าสุดที่พบกับแนชวิลล์ เขาก็แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งโฮโยสกล่าวชื่นชมว่า เมสซีดูผ่อนคลายและมีความสุขกับการได้กลับมาอยู่ในสนามที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง

นอกจากนี้ คาเซมิโร มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีมยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของเมสซีว่า:

  • เมสซีเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคน
  • ความเข้มแข็งของเขาแม้ในยามที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นน่าชื่นชม
  • เขามอบทั้งหัวใจและความมุ่งมั่นให้กับสโมสรอย่างเต็มที่

สิ่งที่เมสซีแสดงให้เห็น คือจิตวิญญาณของนักสู้ที่แท้จริง แม้ชีวิตนอกสนามจะเผชิญกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามหญ้า เขาก็ยังคงเป็นมืออาชีพที่ทุ่มเทอย่างหนักเสมอมา การที่ โค้ชเผยสภาพจิตใจ เมสซี ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเขากำลังจะกลับมาโชว์ฟอร์มเทพให้เราได้ชมกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของนักกีฬาที่เป็นตำนาน ไม่ใช่แค่เพราะฝีเท้าที่เก่งกาจ แต่เป็นเพราะสภาพจิตใจที่สามารถก้าวผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาได้ด้วยความรักในอาชีพของตนเอง ร่วมเป็นกำลังใจให้เมสซีเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บนพื้นสนามต่อไปครับ!

ที่มา – โค้ชเผยสภาพจิตใจ “เมสซี” ดีขึ้นมากหลังเสียพ่อ

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท

ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท

สำหรับใครที่เป็นนักลงทุนหรือกำลังวางแผนจะซื้อทองในช่วงนี้ ต้องบอกว่าเช้านี้มีเรื่องให้ต้องติดตามกันด่วนเลยครับ เพราะประกาศราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท ตั้งแต่เปิดตลาดเมื่อเวลา 09.00 น. ทำเอาตลาดทองคำคึกคักกันตั้งแต่เช้า โดยราคาลงไปอยู่ที่ระดับ 68,350 บาท จากราคาปิดตลาดของเมื่อวานที่ปิดไปสวยๆ ที่ระดับ 68,750 บาท ใครที่เล็งจังหวะเก็บของเข้าพอร์ตอยู่ นี่อาจเป็นโอกาสที่ต้องรีบพิจารณากันให้ดีครับ

วิเคราะห์ปัจจัยกดดันราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักในวันนี้ มาจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสปอตในตลาดโลก โดยราคาเช้านี้ร่วงลงสู่ระดับ 4,357 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเกิดจากแรงเทขายในตลาดสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำและหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
  • สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจต้องตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อต่อไป
  • ตลาดทองคำโคเม็กซ์สหรัฐฯ ปิดร่วงลงถึง 53.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาขายในบ้านเราทันที

สำหรับราคาซื้อขายทองคำในประเทศเช้านี้ ตามประกาศล่าสุด มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • ทองคำแท่ง รับซื้อที่ 68,150 บาท ขายออกที่ 68,350 บาท
  • ทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 66,779.80 บาท ขายออกที่ 69,150 บาท

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการลงทุน ความผันผวนคือเรื่องปกติครับ การที่ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท ในมุมหนึ่งคือสัญญาณเตือนให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่ในอีกมุมหนึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว นี่อาจเป็นจังหวะที่ราคาเริ่มย่อตัวลงมาให้เราได้เข้าเก็บสะสมในราคาที่ถูกลง หากคุณเป็นสายออมทอง การค่อยๆ สะสมในช่วงที่ราคามีการปรับฐานเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจไม่น้อยครับ แต่ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง อย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและวางแผนการเงินให้รัดกุมด้วยนะครับ

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 19 ส.ค.69 ปรับตัวลงแรง 400 บาท

น่านอ่วม! ฝนถล่มน้ำป่าทะลัก ท่วมบ้านเรือนจมมิดชั้น 1 ‘ถนน-สะพาน’ ขาด

สถานการณ์ภัยพิบัติในจังหวัดน่านกำลังเข้าขั้นวิกฤต หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ น่านอ่วม! ฝนถล่มน้ำป่าทะลัก ท่วมบ้านเรือนจมมิดชั้น 1 ‘ถนน-สะพาน’ ขาด ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอปัวที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มวลน้ำมหาศาลจากลำน้ำปัวและลำน้ำขว้างได้ไหลทะลักเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว จนชาวบ้านตั้งตัวไม่ติด

น่านอ่วม! ฝนถล่มน้ำป่าทะลัก ท่วมบ้านเรือนจมมิดชั้น 1 ‘ถนน-สะพาน’ ขาด

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันทำให้บ้านเรือนประชาชนบางหลังถูกน้ำท่วมมิดชั้นที่ 1 ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีรายงานความเดือดร้อนของครอบครัวที่มีเด็กเล็กที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้สถานการณ์ น่านอ่วม! ฝนถล่มน้ำป่าทะลัก ท่วมบ้านเรือนจมมิดชั้น 1 ‘ถนน-สะพาน’ ขาด ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน

ผลกระทบต่อการคมนาคมและเส้นทางสัญจร

นอกจากบ้านเรือนแล้ว ระบบโครงสร้างพื้นฐานก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเส้นทางสำคัญได้แก่:

  • ทางหลวงหมายเลข 101 สายปัว–เชียงกลาง มีน้ำท่วมขังรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้
  • ทางหลวงหมายเลข 1256 สายปัว–บ่อเกลือ สะพานถูกกระแสน้ำตัดขาด ทำให้การสัญจรกลายเป็นอัมพาต

ประชาชนที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางในพื้นที่จังหวัดน่านควรตรวจสอบสถานการณ์ผ่านช่องทางข่าวสารอย่างใกล้ชิดก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของท่านและครอบครัว

การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนว่าพื้นที่ภาคเหนือจะยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขายังคงสูงมาก ดังนั้นหน่วยงานท้องถิ่นจึงได้ประกาศปิดสถานศึกษาหลายแห่งเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เราขอแนะนำให้คุณดำเนินการดังนี้:

  • ขนย้ายสิ่งของและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูงทันที
  • เตรียมอุปกรณ์ยังชีพที่จำเป็นและเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำ
  • เฝ้าสังเกตระดับน้ำและเสียงผิดปกติจากทางน้ำไหลผ่าน
  • เตรียมพร้อมอพยพหากเจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งเตือน

สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้จะมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานรัฐเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ความปลอดภัยของชีวิตคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างปลอดภัย และขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด อย่าประมาทต่อธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ครับ

ที่มา – น่านอ่วม! ฝนถล่มน้ำป่าทะลัก ท่วมบ้านเรือนจมมิดชั้น 1 ‘ถนน-สะพาน’ ขาด

รักที่พอดี (enough) ซิงเกิลใหม่จาก fellow fellow

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาคำจำกัดความของความรักที่เรียบง่ายแต่มีความสุข วันนี้เรามีเพลงดีๆ ที่จะมาช่วยตอบคำถามนั้นผ่านซิงเกิลใหม่ล่าสุดจากวงดูโอ้สุดอบอุ่นอย่าง “fellow fellow” (เฟลโล่ว เฟลโล่ว) ที่ประกอบไปด้วย ข้าว-ปณิธิ เลิศอุดมธนา และ ที-พิษณุ หทัยพันธลักษณ์ จากค่าย Kicks Records กับเพลงที่มีชื่อว่า “รักที่พอดี (enough)” ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกของการมีพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกันได้อย่างลึกซึ้ง

ทำความเข้าใจความหมายของ รักที่พอดี (enough)

เนื้อหาของเพลง รักที่พอดี (enough) ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากประสบการณ์ส่วนตัวของ ‘ข้าว’ ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่เป็นความรักที่ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนเพื่อใคร และสามารถเติบโตไปพร้อมกับความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นนิยามของความรักที่สบายใจที่สุด

มุมมองความรักแบบพอดีในฉบับของ fellow fellow

ทางด้าน ‘ที’ ก็ได้เสริมมุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่ รักที่พอดี (enough) คือการที่คนสองคนพร้อมจะจับมือกันแก้ปัญหาในวันที่แย่ นี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงโรแมนติกที่เข้าถึงใจคนฟังได้ง่าย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การโปรดิวซ์ระดับคุณภาพ: ได้ ‘แทน Lipta’ มาดูแลภาพรวม และ ‘น็อต Spatchies’ มาช่วยเรียบเรียงดนตรีจนได้แนวบัลลาร์ด-ซินธ์-พอปสุดละมุน
  • ดนตรีที่ชวนเคลิ้ม: ผสานบีทกรูฟเบาๆ เข้ากับเสียงคีย์บอร์ดที่สร้างมิติทางอารมณ์ได้ดีเยี่ยม
  • MV ที่เป็นธรรมชาติ: นำเสนอผ่านมุมมองกล้องวงจรปิดที่ดูแล้วให้ความรู้สึกสมจริงเหมือนกำลังแอบดูความสัมพันธ์ของคู่รักในชีวิตประจำวัน

หากใครที่กำลังเหนื่อยล้าหรือต้องการกำลังใจในเรื่องความสัมพันธ์ การได้ลองเปิดฟังเพลงนี้อาจทำให้คุณพบว่า จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีพอสำหรับใคร แต่ขอแค่เป็นคนที่ ‘พอดี’ กันก็เพียงพอแล้ว ลองไปฟังกันได้ที่มิวสิคสตรีมมิงทุกช่องทาง และรับชม MV ได้ทาง YouTube ของ Kicks Records แล้วคุณจะหลงรักนิยามความรักในแบบของ fellow fellow มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “รักที่พอดี (enough)” ซิงเกิลเพลงรักที่กำลังพอดีจาก “fellow fellow” โดนใจแฟนๆสุดๆ

เกาหลีใต้หั่นซ้อมรบร่วมสหรัฐเกือบ 1 สัปดาห์ หลังทรัมป์สั่งกองทัพลดบทบาท

ในสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคาบสมุทรเกาหลี เมื่อทางการเกาหลีใต้ประกาศปรับลดตารางเวลาการซ้อมรบประจำปีกับสหรัฐอเมริกา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เกาหลีใต้หั่นซ้อมรบร่วมสหรัฐเกือบ 1 สัปดาห์ หลังทรัมป์สั่งกองทัพลดบทบาท ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างมาก

เกาหลีใต้หั่นซ้อมรบร่วมสหรัฐเกือบ 1 สัปดาห์ หลังทรัมป์สั่งกองทัพลดบทบาท

ตามรายงานจากสำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ การซ้อมรบภายใต้รหัส “อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์” ซึ่งเดิมมีกำหนดการตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 27 สิงหาคม ได้ถูกปรับลดเหลือเพียงวันที่ 17 ถึง 21 สิงหาคมเท่านั้น การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีที่มาจากคำสั่งโดยตรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้กระทรวงกลาโหมลดการมีส่วนร่วมลงอย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

คำสั่งให้ เกาหลีใต้หั่นซ้อมรบร่วมสหรัฐเกือบ 1 สัปดาห์ หลังทรัมป์สั่งกองทัพลดบทบาท ในครั้งนี้ มีปัจจัยหลายประการที่ต้องพิจารณาประกอบกัน:

  • ภาระค่าใช้จ่าย: ประธานาธิบดีทรัมป์มองถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมของงบประมาณทางการทหาร
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: รวมถึงท่าทีของรัฐบาลโซลต่อสถานการณ์ในอิหร่าน
  • การทูตระดับสูง: ความสัมพันธ์อันดีระหว่างทรัมป์กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องการลดความตึงเครียดในพื้นที่

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ การปรับลดการซ้อมรบครั้งนี้หมายถึงการเน้นย้ำไปที่ภารกิจด้านการป้องกันประเทศเป็นหลัก โดยมีการตัดการซ้อมรบที่เกี่ยวข้องกับการตอบโต้การโจมตีและการฝึกภาคสนามบางส่วนออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับที่บานปลาย แม้ว่าในทางกลับกัน เกาหลีเหนือจะยังคงออกมาประณามการซ้อมรบนี้ว่าเป็นภัยคุกคามอยู่ก็ตาม

สำหรับสถานการณ์นี้ เราอาจมองได้ว่าเป็นการปรับตัวของมหาอำนาจเพื่อรักษาสมดุลความมั่นคงในภูมิภาค แม้การลดบทบาทจะทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อมในการตอบโต้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือโอกาสในการใช้ช่องทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีให้ยืนยาวต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการตัดสินใจครั้งนี้ครับ? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย

ที่มา – เกาหลีใต้หั่นซ้อมรบร่วมสหรัฐเกือบ 1 สัปดาห์ หลังทรัมป์สั่งกองทัพลดบทบาท

ศธภ.7 ชู Safe from Harm ปั้นโรงเรียนชายแดนใต้ปลอดภัย

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 ได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเชิงรุก โดยเน้นย้ำถึงการสร้างสถานศึกษาที่ปลอดภัยทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กในพื้นที่พิเศษ โดยการดำเนินงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตามกรอบ 5 ด้าน 13 ตัวชี้วัดของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรและนักเรียนทุกคน

ศธภ.7 ชู Safe from Harm ปั้นโรงเรียนชายแดนใต้ปลอดภัย

การขับเคลื่อนนโยบาย ศธภ.7 ชู Safe from Harm ปั้นโรงเรียนชายแดนใต้ปลอดภัย นั้น ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการปรับเปลี่ยนมุมมองความปลอดภัยในสถานศึกษา ไม่ใช่แค่การป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนกล้าพูด กล้าเป็นตัวเอง และปฏิเสธความรุนแรงในทุกรูปแบบ ผ่านแนวคิด Prevent, Respond และ Protect เพื่อให้โรงเรียนเป็นเซฟโซนที่แท้จริง

มาตรการสร้างสถานศึกษาปลอดภัยด้วยแนวทางใหม่

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง ศึกษาธิการภาค 7 ได้ให้ความสำคัญกับ 5 ระดับความสัมพันธ์ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงนักเรียน โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างการหยอกล้อและการบูลลี่ ซึ่งหากละเลยไปอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว ทั้งนี้การที่ ศธภ.7 ชู Safe from Harm ปั้นโรงเรียนชายแดนใต้ปลอดภัย ยังได้มีการจัดตั้ง “มุมอุ่นใจ (Safe Corner)” เพื่อให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการปรึกษาครูที่ไว้ใจได้

นอกเหนือจากมิติด้านความปลอดภัยทางจิตใจแล้ว ยังมีการฝึกอบรมทักษะการรับมือเหตุรุนแรงผ่านหลักสูตร School Active Threat Response ซึ่งเน้น 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

  • PREVENT: สังเกตความผิดปกติและตรวจจุดเสี่ยงในโรงเรียน
  • RUN – HIDE: การหนีและการซ่อนตัวอย่างมีสติเมื่อเผชิญอันตราย
  • FIGHT: การป้องกันตัวเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อรักษาชีวิต
  • RESPOND: การแจ้งเหตุและปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างทันท่วงที

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน และผู้ปกครอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เกิดความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่า “โรงเรียนที่ครูยิ้มได้ เด็กถึงจะยิ้มได้” และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปราศจากความหวาดกลัวจะช่วยส่งเสริมให้เด็กชายแดนใต้มีพัฒนาการที่สมวัยและเต็มไปด้วยศักยภาพ

ในฐานะภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เราควรสนับสนุนให้สถานศึกษาทุกแห่งกลายเป็นพื้นที่ที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นฐานรากที่แข็งแรงที่สุดในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเท่าเทียมและปลอดภัยอย่างแท้จริง หากทุกโรงเรียนร่วมมือกันปฏิบัติตามแนวทางนี้ เชื่อมั่นว่าอนาคตของเยาวชนไทยในชายแดนใต้จะสดใสและเติบโตอย่างมั่นคงอย่างแน่นอน

ที่มา – ศธภ.7 ลุยปัตตานี ชู “Safe from Harm” ปั้นโรงเรียนชายแดนใต้ ปลอดภัยทั้งกาย–ใจ