ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ประชุม อปท. แก้ปัญหาสำคัญ

ในวันที่ 29 กันยายน ที่ห้องประชุมเมืองคนดี ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการจัดประชุมครั้งสำคัญ โดย พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ-อปท. เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญให้ประชาชน นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 4/2568 การประชุมครั้งนี้มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารอปท. ปลัดอปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างครบถ้วน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง

พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ-อปท. เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญให้ประชาชน

ก่อนเข้าสู่การประชุมหลัก มีพิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตรให้กับองค์กรที่ทำผลงานโดดเด่น เช่น เกียรติบัตรสำหรับตลาดดีมีมาตรฐานระดับจังหวัด ผลการประเมินประสิทธิภาพอปท. ประจำปี 2568 ประกาศนียบัตรท้องถิ่นอำเภอดีเด่น และประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการครบ 20 ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้โอวาทและแสดงความยินดี เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป การมอบรางวัลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ภาพการประชุมที่ศาลากลางสุราษฎร์ธานี

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจังหวัด เช่น การก่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ส.ป.ก. หลักเกณฑ์การขอใช้ไฟฟ้า และแนวทางการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 นอกจากนี้ ยังมีการรายงานผลการดำเนินงานด้าน ITA ของอปท. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้คะแนน 94.54 จัดอยู่ในเกณฑ์ “ผ่านดี” แสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่สูง

แนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเตรียมความพร้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เน้นย้ำให้หน่วยงานเร่งจัดการปัญหาคอกหอยที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร รวมถึงการเตรียมงานประเพณีชักพระ–ทอดผ้าป่า และการแข่งขันเรือยาว ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวสุราษฎร์ธานี ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น นอกจากนี้ จากรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ระบุว่าน้ำฝนในภาคใต้ช่วงปลายปี 2568 ยังคงสูง ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้สำรวจพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากและแก้ไขทันที เพื่อป้องกันภัยพิบัติ

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ก้าวหน้า โดยมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ-อปท. เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญให้ประชาชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการรับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

  • ปัญหาการอยู่อาศัยในพื้นที่ ส.ป.ก.: หารือแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม
  • การใช้ไฟฟ้าและป่าไม้: กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน
  • การจัดการน้ำท่วม: เร่งสำรวจและป้องกันล่วงหน้า
  • ประเพณีท้องถิ่น: เตรียมงานให้สมบูรณ์แบบ ส่งเสริมการท่องเที่ยว

จากประสบการณ์การบริหารจัดการในจังหวัดอื่นๆ พบว่าการประชุมแบบนี้ช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประชาชนในสุราษฎร์ธานีมีส่วนร่วมมากขึ้น จะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาสำเร็จลุล่วง

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารท้องถิ่น การประชุมครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกต่อการพัฒนา หากคุณอาศัยในสุราษฎร์ธานีหรือสนใจข่าวการเมืองท้องถิ่น ชวนติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – พ่อเมืองสุราษฎร์ฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ-อปท. เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญให้ประชาชน

“ธรรมนัส” นำทีมสักการะกระทรวงเกษตร ลั่นราคาเกษตรขึ้น 3 เดือน

ในวันที่ 29 กันยายน 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำทีมผู้บริหารและข้าราชการ เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นกิจกรรมเปิดตัวที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรของประเทศ โดยมีนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย กิจกรรมนี้จัดขึ้นในเวลา 09.00 น. ตามฤกษ์ที่เหมาะสม เพื่อขอพรและเสริมสิริมงคลให้กับการทำงาน

ธรรมนัส สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“ธรรมนัส” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงเกษตรฯ ลั่นขยับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นใน 3 เดือน

หลังจากพิธีสักการะเสร็จสิ้น ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะขับเคลื่อนทันที โดยมุ่งแก้ไขปัญหาหลักๆ ที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนที่กระทบต่อการค้าขายและการขนส่งสินค้าเกษตร

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปราม ผ่านการปรับโฉมหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ด้วยการใช้บุคลากรมืออาชีพ และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แนวทางการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำและน้ำท่วม

สำหรับสถานการณ์น้ำ ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้ว รวมถึงเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระราม 6 โดยสั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพายุบัวลอยที่กำลังเข้าใกล้ประเทศไทยในวันนี้ นอกจากนี้ ยังวางแผนระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตั้งแต่ต้นน้ำในภาคเหนือ เช่น จังหวัดพะเยา แพร่ สุโขทัย พิจิตร และตราด โดยจะหารือกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงปรับปรุงระเบียบการระบายน้ำให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธรรมนัส ตรวจสถานการณ์น้ำ

ปัญหายางพาราราคาตกต่ำเป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยตั้งเป้าหมายให้ “ธรรมนัส” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงเกษตรฯ ลั่นขยับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นใน 3 เดือน ตามที่ได้ประกาศไว้

ผลกระทบและโอกาสสำหรับเกษตรกร

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรในระยะยาว เกษตรกรหลายรายต่างคาดหวังว่าราคาสินค้าเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้นจริง ภายในกรอบเวลา 3 เดือนตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้คำมั่น โดยเฉพาะยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย

  • แก้ราคาตกต่ำ: ผ่านการขยายตลาดและส่งเสริมการใช้ภายใน
  • ลดต้นทุน: บูรณาการแก้ปัญหาภาษีและชายแดน
  • จัดการน้ำ: แผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วม
  • ปราบสินค้าเถื่อน: เพิ่มมาตรการเข้มงวด

การที่ “ธรรมนัส” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงเกษตรฯ ลั่นขยับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นใน 3 เดือน ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับเกษตรกรทั่วประเทศ ผู้ประกอบการควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจภาคเกษตร ลองแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองกันต่อไป

สุดท้ายนี้ การขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรได้จริง หากมีการบูรณาการที่ดีระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน

ที่มา – “ธรรมนัส” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงเกษตรฯ ลั่นขยับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นใน 3 เดือน

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มอบรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลายแห่ง จัดงานประกาศผลและมอบรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 ณ ห้องพลาตินั่ม โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ งานนี้ไม่เพียงแต่เฉลิมฉลองผลงานคุณภาพจากสื่อออนไลน์ไทย แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการใช้ AI ในวงการข่าวสารด้วย

รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568: ชูเกียรติสื่อสร้างสรรค์

รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมสื่อมวลชนออนไลน์ให้ผลิตเนื้อหาที่มีมาตรฐานวารสารศาสตร์ จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดจาก 22 สำนักข่าว รวม 178 ผลงาน แบ่งเป็น 8 ประเภทหลัก เช่น ข่าวเชิงสืบสวน ข่าวจากโซเชียลมีเดีย ข่าวส่งเสริมสังคม และอื่นๆ พันธมิตรอย่างสภาองค์กรผู้บริโภค โคแฟค (ประเทศไทย) สกมช. Google กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซีพี ออลล์ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ บุญรอด เทรดดิ้ง เมืองไทยประกันชีวิต กลุ่มซีดีจี ธนาคารออมสิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และที.เอช.นิค สนับสนุนเต็มที่

เวทีเสวนา Thailand Media Lab Forum 2025: AI Journalism

ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัล มีการเสวนาเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการทำงานข่าวไทย ดำเนินโดยศาสตราจารย์พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ร่วมเสวนาระดับแนวหน้าอย่างคุณจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง จากฐานเศรษฐกิจ คุณเจนศักดิ์ แซ่อึ้ง จาก PPTV HD36 คุณกฤษฎาพงษ์ แววคล้ายหงส์ จากตราดทีวี คุณพรภัสสร สุขะวัฒนะ จาก TNN และคุณธนภณ เรามานะชัย Media Consultant แชร์ประสบการณ์การนำ AI มาใช้ เช่น ถอดเสียงด้วย Google Gemini สรุปเนื้อหาวิดีโอ คิดพาดหัวข่าว และแตกประเด็น

ในหัวข้อ "AI ใช้ในช่วงไหนในการทำข่าว" ผู้เสวนาเห็นตรงกันว่า AI ช่วยลดงาน routine เช่น ถอดเทปสัมภาษณ์หรือสรุปคลิปวิดีโอ ทำให้มีเวลาคิดประเด็นลึกซึ้งมากขึ้น แต่ต้องตรวจสอบความถูกต้องเสมอ เพราะ AI อาจผิดพลาดได้ สำหรับผลกระทบต่อห้องข่าว AI ลดงานซ้ำซ้อนแต่ไม่แทนที่มนุษย์ ต้องระวังความขี้เกียจนำไปสู่ fake news สมาคม SONP มีแนวทางแนะนำที่ เว็บไซต์สภาวารสารศาสตร์ นักข่าวควรปรับตัวโดยใช้ AI เป็นผู้ช่วย รักษาจริยธรรม และเสริม branding ของสำนักข่าว

การเสวนายังหยิบยกเรื่อง AI overview จาก Google ที่อาจกระทบสื่อ แต่กำลังปรับปรุงเพื่อลดผลกระทบเชิงลบ โดยเน้นที่แหล่งข่าวพิเศษและศิลปะการนำเสนอที่ AI สู้ไม่ได้

ผลรางวัลผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภท

หลังเสวนา เข้าสู่ไฮไลต์ของงาน คือการประกาศผลรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568 โดยมีตัวแทนจากไทยพีบีเอสกวาดรางวัลยอดเยี่ยมในหลายประเภท มาดูสรุปผลผู้ชนะกัน

  • ข่าวเชิงสืบสวนยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย ซีพีออลล์): ไทยพีบีเอส กับซีรีส์ "ต้นแม่น้ำกก-น้ำสาย มลพิษข้ามพรมแดน" ชมเชย: Trend VG3 และสำนักข่าวอิศรา
  • ข่าวจากโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย สกมช.): ไทยพีบีเอส กับ "ร่องรอยภารกิจหมอชนบทบุกกรุง" ชมเชย: Trend VG3 และ PPTV HD36
  • ข่าวส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย ที.เอช.นิค): The Standard กับ "ปัญหาการศึกษาของเด็กยากไร้" ชมเชย: Trend VG3 และไทยพีบีเอส
  • คลิปวิดีโอยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย บุญรอด): SPRiNG News กับ "วิถีนายพราน ทหารชุดดำ" ชมเชย: The Standard และ PPTV HD36
  • อินโฟกราฟิกยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย ธนาคารออมสิน): PPTV HD36 กับ "ทำไมคลังเลือดถึงขาดแคลน?" ชมเชย: SPRiNG News สองผลงาน
  • ภาพข่าวยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย ตรีเพชรอีซูซุเซลส์): Trend VG3 กับ "ถอยออกไปค่ะ" ชมเชย: Trend VG3 และ The Standard
  • ข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย สภาผู้บริโภค): ไทยพีบีเอส กับ "23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง" ชมเชย: InfoQuest และ The Standard
  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงยอดเยี่ยม (สนับสนุนโดย โคแฟค): ไทยพีบีเอส กับ "ตรวจสอบแล้ว: คลิปไวรัล ร.31 รอ. ปะทะ" ชมเชย: PPTV HD36 และไทยพีบีเอส

คณะกรรมการอย่าง อาจารย์ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คุณรินี เรืองหนู คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ คุณวสันต์ วณิชชากร คุณสภาพร อารักษ์วทนะ และคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ชื่นชมหัวใจสื่อที่ทุ่มเท โดยเฉพาะซีรีส์สืบสวนและประเด็นสังคมที่หยิบยกปัญหาจริง

งานนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของสื่อดิจิทัลไทยที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับจริยธรรม หากคุณเป็นนักข่าวหรือผู้สนใจสื่อ อย่าพลาดติดตามผลงานเหล่านี้เพื่อแรงบันดาลใจในการผลิตเนื้อหาคุณภาพ

รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568 ไม่ใช่แค่รางวัล แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าสื่อไทยยังคงมุ่งมั่นสร้างข่าวที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าแก่สังคม

ที่มา – สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จับมือพันธมิตร มอบรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568

แข้งในศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” พาเหรดกันเข้าแคมป์ทีมชาติยู-17

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในขณะนี้ก็คือศึก “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักเตะรุ่นเยาว์ โดยเฉพาะรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก. นักเตะดาวรุ่งเหล่านี้ได้โชว์ฟอร์มอันน่าประทับใจให้ผู้ชมทั่วประเทศได้เห็นกันแล้ว ไม่เพียงแต่ชิงถ้วยรางวัลเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทองในการเปิดตัวสู่สายตาของสโมสรอาชีพและทีมชาติอีกด้วย

แข้งในศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” พาเหรดกันเข้าแคมป์ทีมชาติยู-17

เวทีการแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพสำหรับแข้งขาสั้นเหล่านี้ นักเตะที่โดดเด่นหลายคนได้เข้าตากรรมการและผู้เชี่ยวชาญ จนนำไปสู่การถูกเรียกตัวเข้าค่ายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฟุตบอลชายชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ระหว่างวันที่ 22-30 พฤศจิกายน 2568 รายชื่อทั้ง 41 คนที่ประกาศออกมานั้น มีนักเตะจากศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” ถึง 19 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการแข่งขันนี้

รายชื่อนักเตะจาก “เดลินิวส์ คัพ 2025” ที่ติดทีมชาติยู-17

มาดูรายชื่อนักเตะที่ผ่านการคัดเลือกจากเวทีนี้กัน โดยแบ่งตามตำแหน่ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น นักเตะเหล่านี้แสดงศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับโอกาสก้าวสู่ระดับชาติ

ตำแหน่งผู้รักษาประตู:

  • 1. อชิรวิชญ์ นัดสันเที๊ยะ (โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย)
  • 2. ธนพล ทับเจริญพงศ์ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)

ตำแหน่งกองหลัง:

  • 3. ธนวิชญ์ สุขยานี (โรงเรียนอัสสัมชัญ)
  • 4. ศุกลวัฒน์ ภูทองขาว (โรงเรียนอัสสัมชัญ)
  • 5. ชนกันต์ แจ้งสิทธาเวช (โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี)
  • 6. ณัฐกรณ์ รักษา (โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี)
  • 7. ชยามร ประทุมสูตร (โรงเรียนพิชญบัณฑิต)
  • 8. ฆนรุจ กันภัย (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)

ตำแหน่งกองกลาง:

  • 9. กฤตวัฒน์ นราฤทธิ์ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 10. นรากร ทองจรัส (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 11. พสุธา มั่นเหมาะ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 12. ทัศฎาภรณ์ พึ่งกุศล (โรงเรียนวัดสุทธิวราราม)

ตำแหน่งกองหน้า:

  • 13. บูรพา สว่างศรี (โรงเรียนอัสสัมชัญ)
  • 14. อันโทนี ตังเปา (โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี)
  • 15. พิชญะ ชัยวรางกุล (โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว)
  • 16. ปรเมศ ละอองดี (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 17. ศุทธิพงษ์ เอกบัว (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 18. ปกรณ์ สุทธิประภา (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย)
  • 19. ชาครินทร์ นุ้ยขาว (โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย)

เมื่อนับจำนวนนักเตะจากแต่ละโรงเรียน พบว่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยส่งตัวแทนมากที่สุดถึง 8 คน ตามด้วยโรงเรียนอัสสัมชัญ 3 คน และโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี 3 คน ส่วนโรงเรียนอื่นๆ อย่างราชวินิตบางแก้ว สวนกุหลาบวิทยาลัย วัดสุทธิวราราม ราชสีมาวิทยาลัย และพิชญบัณฑิต แต่ละแห่งส่ง 1 คน นี่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาฟุตบอลในระดับโรงเรียนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างไรก็ตาม รายชื่อทั้ง 41 คนนี้ยังต้องผ่านการประเมินเพิ่มเติมในการเก็บตัวฝึกซ้อมช่วงเดือนตุลาคม ภายใต้การคุมทีมของมาร์โค ก็อคเคิล หัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยชุดนี้ ซึ่งจะคัดเลือกผู้เล่นตัวจริงสำหรับศึกเอเชีย นักเตะเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นดาวรุ่งของวงการฟุตบอลไทยในอนาคต หากพวกเขารักษาฟอร์มและพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง

ศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงจากโรงเรียนสู่ระดับชาติและอาชีพ การที่แข้งในศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” พาเหรดกันเข้าแคมป์ทีมชาติยู-17 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมสู่เวทีโลก หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลเยาวชน อย่าลืมติดตามพัฒนาการของนักเตะเหล่านี้ และสนับสนุนทีมชาติไทยในรายการชิงแชมป์เอเชีย เพื่อให้ฟุตบอลไทยก้าวไกลยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นฟูฟุตบอลเยาวชนไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในระดับสูงกว่าในอนาคต ลองติดตามและเชียร์กันให้เต็มที่吧!

ที่มา – แข้งในศึก “เดลินิวส์ คัพ 2025” พาเหรดกันเข้าแคมป์ทีมชาติยู-17

ป้าศรีสะเกษถูกหวย 12 ล้าน ถวายที่ดินวัดแก้บน

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์ของโชคลาภและศรัทธา เรื่องราวของป้าจากศรีสะเกษที่ถูกรางวัลใหญ่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์ที่น่าประทับใจของ ป้าศรีสะเกษถูกหวย 12 ล้าน ซื้อที่ดินถวายวัดแก้บน แถมล้วงไหได้เลขเด็ดอีกงวด ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงถึงความโชคดี แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูและศรัทธาที่มั่นคงของผู้คนในท้องถิ่น

ป้าศรีสะเกษถูกหวย 12 ล้าน ซื้อที่ดินถวายวัดแก้บน แถมล้วงไหได้เลขเด็ดอีกงวด

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่วัดไตรสามัคคี อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ นางทองใบ เมืองแสน วัย 58 ปี พร้อมครอบครัว ได้เดินทางมาแก้บนด้วยการทำบุญบริจาค 9 วัด และนำเงินจำนวนหลักแสนมาช่วยซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ถวายให้กับวัดไตรสามัคคี หลังจากที่เธอถูกรางวัลที่ 1 ได้รับเงินก้อนโต 12 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ป้าทองใบได้อธิษฐานขอพรต่อองค์ท้าวเวสสุวรรณที่วัดแห่งนี้

นอกจากการถวายที่ดินแล้ว ป้าทองใบยังได้ล้วงไหเสี่ยงโชคต่อหน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณทั้งร่างยักษ์และร่างมนุษย์ เพื่อหาเลขเด็ดสำหรับงวดถัดไป ซึ่งครั้งนี้เธอได้เลข 068 ที่หลายคนกำลังจับตามอง เรื่องราวนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ศรัทธาในพลังแห่งการทำบุญและการขอพร

เส้นทางสู่โชคลาภของป้าทองใบ

ก่อนที่จะถูกรางวัลใหญ่ ป้าทองใบเล่าว่าเธอได้มาทำบุญสังฆทานที่วัดไตรสามัคคี และนั่งอธิษฐานใต้ต้นไม้ใหญ่ ขอพรจากท้าวเวสสุวรรณให้มีโชคลาภ ถูกรางวัลใหญ่ หากสมหวังจะถวายเงินซื้อที่ดินให้วัด และซื้อรถยนต์เพื่อพาคนมาทำบุญ เพราะปกติเธอต้องอาศัยรถของคนอื่นในการเดินทาง ชีวิตก่อนหน้านี้ของป้าลำบากมาก อาชีพทำนา รายได้ไม่พอเลี้ยงหลาน 3 คน ต้องยืมเงินญาติพี่น้อง ลูกชายตกงาน ลูกสาวส่งเงินมาช่วยสิ้นเดือน

หลังจากถูกรางวัล 12 ล้านบาท ป้าทองใบจึงรีบมาทำตามสัญญา โดยนำเงินไปซื้อที่ดินและถวายโฉนดให้วัด เธอรู้สึกดีใจและโล่งใจมาก เงินส่วนหนึ่งจะนำไปทำบุญ 9 วัดตามที่ตั้งใจ แบ่งให้ลูกๆ สร้างอาชีพ ที่เหลือเก็บไว้ใช้เองและเป็นทุนการศึกษาสำหรับหลานๆ ในอนาคต เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการทำบุญนำพาความสุขและโอกาสใหม่ๆ มาสู่ชีวิต

ป้าทองใบถวายที่ดินวัด

วัดไตรสามัคคี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งศรีสะเกษ

วัดไตรสามัคคีเป็นวัดที่สวยงามและน่าเที่ยวชมแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนแห่งพญานาค โดดเด่นด้วยเกาะนาคเมืองบาดาล ประติมากรรมที่งดงามวิจิตรราวกับอยู่ในโลกใต้พิภพ นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดที่จะมาถ่ายภาพแลนด์มาร์กนี้ ภายในวัดยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณร่างยักษ์ใหญ่และร่างมนุษย์ที่หาดูยาก พระอุโบสถตกแต่งสวยงามเหมือนถ้ำบาดาลของพญานาค ทำให้วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มาขอพรตามจุดต่างๆ มักสมหวังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโชคลาภ การงาน หรือครอบครัว

  • จุดเด่นของวัด: เกาะนาคเมืองบาดาลที่สวยงาม
  • องค์ท้าวเวสสุวรรณ: ร่างยักษ์และมนุษย์ สุดแปลกตา
  • กิจกรรม: ล้วงไหเสี่ยงโชคและทำบุญถวายที่ดิน
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ศรัทธาและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบวัฒนธรรม
องค์ท้าวเวสสุวรรณที่วัด

เรื่องราวของป้าทองใบไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจ แต่ยังย้ำเตือนว่าการทำความดีและศรัทธาจะนำพาความสุขมาสู่ชีวิต หากคุณกำลังมองหาโชคลาภ ลองมาทำบุญที่วัดไตรสามัคคีดูสิ ใครรู้ว่าอาจจะเป็นคุณคนต่อไปที่ได้เลขเด็ดหรือโชคใหญ่ก็ได้ หากมีประสบการณ์คล้ายกัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นนะคะ

ที่มา – ป้าศรีสะเกษถูกหวย 12 ล้าน ซื้อที่ดินถวายวัดแก้บน แถมล้วงไหได้เลขเด็ดอีกงวด

‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ จี้ก้าวข้ามได้แล้ว

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวร้อนระอุ ‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ จี้ก้าวข้ามได้แล้ว กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐสภาลงมติแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ การวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้มาจากนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งแสดงความเห็นโดยตรงต่อการอภิปรายของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ‘เท้ง’ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน

‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ จี้ก้าวข้ามได้แล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.31 น. วันที่ 29 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา นายชัยวุฒิได้ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งนายณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีโอกาสใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ปราศจากการรัฐประหาร โดยระบุว่าทุกคนเติบโตภายใต้เงาของการปฏิวัติในประวัติศาสตร์ นายชัยวุฒิแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อการนำเสนอของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าการพูดวนเวียนถึงเรื่องอดีต การรัฐประหาร และรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นการติดหล่มอยู่ในอดีต เหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง

นายชัยวุฒิ ซึ่งเคยอยู่ในรัฐบาลชุดนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลดังกล่าวได้ทำสิ่งดีๆ หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่ฝ่ายค้านกลับไม่มองปัญหาปัจจุบันที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แทนที่จะวิจารณ์ตรงจุด กลับไปโทษรัฐธรรมนูญว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ทั้งที่ปัญหามาจากพฤติกรรมของนักการเมืองเอง

วิเคราะห์ ‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ

การวิจารณ์นี้สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างในแวดวงการเมืองไทย โดยนายชัยวุฒิเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาชนก้าวข้ามอดีต อย่าติดหล่มกับเรื่องรัฐประหารและแผ่นเสียงตกร่อง ที่พูดถึงแต่การโทษประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญ เขาเข้าใจว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาชนเติบโตมาจากการต่อต้านการรัฐประหารและทหาร แต่ในปัจจุบันปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นอีกต่อไป

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เราสามารถแบ่งประเด็นหลักได้ดังนี้:

  • การติดหล่มอดีต: นายชัยวุฒิชี้ว่าการอภิปรายของ ‘เท้ง’ วนเวียนอยู่กับรัฐประหารเก่าๆ โดยไม่มองปัญหาปัจจุบัน เช่น ความผิดพลาดของรัฐบาลใหม่
  • การโทษรัฐธรรมนูญ: แทนที่จะตำหนินักการเมืองที่บกพร่อง กลับโยนความผิดไปที่โครงสร้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ต้นตอที่แท้จริง
  • เรียกร้องให้ก้าวข้าม: จี้ให้ฝ่ายค้านปรับตัว มุ่งแก้ปัญหาปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของประเทศ แทนที่จะยึดติดกับอุดมการณ์เก่า

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างพรรคการเมือง แต่ยังสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมไทยที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากเงาอดีตได้ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองที่เต็มไปด้วยการรัฐประหารหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกเบื่อหน่ายกับการพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่ ‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ จี้ก้าวข้ามได้แล้ว ถือเป็นกลยุทธ์ในการป้องกันรัฐบาลใหม่และโจมตีฝ่ายค้านให้ดูไม่สมเหตุสมผล หากฝ่ายค้านยังยึดติดกับวาทกรรมเก่า อาจทำให้เสียโอกาสในการดึงดูดคะแนนนิยมจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองที่ก้าวหน้าและมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการทุจริต

นอกจากนี้ การเมืองไทยในยุคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 การปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม หากนักการเมืองทั้งหมดสามารถก้าวข้ามอดีตได้ตามที่นายชัยวุฒิเรียกร้อง ประเทศไทยอาจมีโอกาสพัฒนาได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์นี้ก็มีเสียงตอบโต้จากฝ่ายค้านที่มองว่ารัฐธรรมนูญที่ยึดติดกับอดีตคืออุปสรรคต่อประชาธิปไตยที่แท้จริง สร้างให้เกิดการถกเถียงที่ร้อนแรงในสื่อสังคมออนไลน์

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีควรเป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหาเพื่อประชาชน ไม่ใช่การกล่าวโทษซึ่งกันและกัน หากทุกฝ่ายสามารถก้าวข้ามอดีตได้ อนาคตของไทยจะสดใสยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – ‘ชัยวุฒิ’ซัด ‘เท้ง’ ติดหล่มอดีตพูดแต่ปฏิวัติ จี้ก้าวข้ามได้แล้ว

“ลุฟท์ฮันซา” ประกาศเลิกจ้าง 4,000 คนทั่วโลก ภายในปี 2573

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย สายการบินยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีอย่างลุฟท์ฮันซาก็ไม่เว้นmustจากกระแสการปรับโครงสร้างองค์กร ล่าสุด “ลุฟท์ฮันซา” ประกาศเลิกจ้าง 4,000 คนทั่วโลก ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัลและการแข่งขันที่รุนแรง ข่าวนี้มาจากสำนักข่าวต่างประเทศในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 29 กันยายน โดยบริษัทระบุว่าการเลิกจ้างจะครอบคลุมเกือบ 4% ของพนักงานทั้งหมดที่ปัจจุบันมีจำนวนราว 103,000 คนทั่วโลก

“ลุฟท์ฮันซา” ประกาศเลิกจ้าง 4,000 คนทั่วโลก ภายในปี 2573

การประกาศครั้งนี้ของลุฟท์ฮันซาไม่ได้เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเยอรมนีที่ยืดเยื้อมาสองปีติดต่อกัน และอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ การเลิกจ้างส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเยอรมนี และเน้นไปที่ตำแหน่งฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะลดชั้นบริหารที่ซ้ำซ้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ลุฟท์ฮันซาเป็นสายการบินแห่งชาติของเยอรมนีที่มีเครือข่ายกว้างขวาง รวมถึงบริษัทย่อยอย่างยูโรวิงส์, ออสเตรียน แอร์ไลน์ส, สวิส, บรัสเซลส์ แอร์ไลน์ส และไอทีเอ แอร์เวย์สของอิตาลี การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยบริษัทกำลังทบทวนกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น งานที่ทับซ้อนกัน และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเส้นทางบิน การบริการลูกค้า หรือการบำรุงรักษาอากาศยาน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินของลุฟท์ฮันซา

นอกจากการเลิกจ้างแล้ว ลุฟท์ฮันซายังกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่สำหรับปี 2571-2573 โดยตั้งเป่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับแล้วไว้ที่ 8-10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการฟื้นตัว แต่ในทางกลับกัน เศรษฐกิจเยอรมนีกำลังเผชิญปัญหาหนักหน่วงจากแรงแข่งขันจากจีน ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง และการปรับตัวใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ช้ากว่าคู่แข่ง บริษัทขนาดใหญ่อย่างลุฟท์ฮันซาจึงต้องหาทางออกจากภาวะนี้

  • การลดต้นทุน: การเลิกจ้างจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันกับสายการบินราคาถูก
  • การนำ AI มาใช้: ช่วยให้การดำเนินงานรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์
  • ผลกระทบต่อพนักงาน: แม้จะเน้นบริหาร แต่ก็กระทบต่อครอบครัวหลายพันคน สร้างความกังวลในตลาดแรงงานเยอรมนี

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การประกาศ “ลุฟท์ฮันซา” ประกาศเลิกจ้าง 4,000 คนทั่วโลก ภายในปี 2573 นี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินยุโรป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ บริษัทต้องเผชิญกับราคาน้ำมันผันผวนและความต้องการเดินทางที่เปลี่ยนไป สู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ลุฟท์ฮันซาจะต้องจัดการกับกฎหมายแรงงานที่เข้มงวดในเยอรมนี ซึ่งอาจทำให้กระบวนการเลิกจ้างล่าช้าออกไป ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าบริษัทจะต้องลงทุนในโปรแกรมฝึกอบรมใหม่เพื่อให้พนักงานที่เหลือสามารถรับมือกับเทคโนโลยีดิจิทัลได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายเส้นทางบินไปยังเอเชียและตะวันออกกลาง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจลดลงจากยุโรป

ในภาพรวม การตัดสินใจของลุฟท์ฮันซาสะท้อนถึงกระแสโลกที่บริษัทต้องเลือก ‘ปรับหรือตาย’ โดยเฉพาะในยุคที่ AI และดิจิทัลกำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม หากลุฟท์ฮันซาสามารถดำเนินแผนนี้ได้สำเร็จ อาจกลายเป็นแบบอย่างให้สายการบินอื่นๆ ทั่วโลก

คุณคิดอย่างไรกับการปรับโครงสร้างครั้งนี้? มันจำเป็นหรือไม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและธุรกิจเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – “ลุฟท์ฮันซา” ประกาศเลิกจ้าง 4,000 คนทั่วโลก ภายในปี 2573

ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง

ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง: กรมที่ดินยึดตามคำพิพากษา

ในวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา มีการแถลงนโยบายที่ดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่าง ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียดต่อข้อพาดพิงจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เกี่ยวกับกรณีที่ดินเขากระโดงที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับที่ดินจำนวนมากในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างประชาชนและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มานานหลายปี นายทรงศักดิ์ย้ำว่ากรณี ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง มีคดีถึง 3 คดีที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว โดยศาลไม่ได้ตัดสินให้ที่ดินทั้งหมดเป็นของ รฟท. แต่เป็นเพียงการคัดค้านการออกเอกสารสิทธิเท่านั้น กรมที่ดินจึงดำเนินการตามคำพิพากษาทุกฉบับอย่างเคร่งครัด

ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง: รายละเอียดคดีและการดำเนินการ

ตามคำชี้แจงของนายทรงศักดิ์ ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเขากระโดงที่ไม่สามารถออกโฉนดได้ กรมที่ดินได้ยกเลิกคำขอออกโฉนดตามคำพิพากษาทั้งหมด รวมถึงการเพิกถอนสิทธิในกรณีที่มีข้อพิพาทกับประชาชนที่ถือโฉนดอยู่แล้ว นอกจากนี้ การดำเนินการตามมาตรา 61 วรรค 8 ของพระราชบัญญัติที่ดิน พ.ศ. 2497 อนุญาตให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีโฉนดได้ หากมีคำพิพากษาของศาล

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งให้ตั้งกรรมการสอบสวนตามกฎหมาย และให้ รฟท. ชี้แนวเขตที่ดิน แต่ปรากฏว่าการชี้แนวเขตไม่ชัดเจน ส่งผลให้ไม่สามารถแสดงการได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายเฉพาะได้ นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นที่ดินที่ประชาชนครอบครอง มติกรรมการตามมาตรา 61 จึงไม่สามารถเพิกถอนได้ ทำให้ รฟท. ต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ประวัติศาสตร์และพื้นหลังของปัญหาที่ดินเขากระโดง

ที่ดินเขากระโดงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่นี่เคยเป็นแหล่งถ่านหินและเส้นทางรถไฟเก่าแก่ แต่ปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ชัดเจนระหว่างรัฐและประชาชน รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้เคยตั้งคณะกรรมการที่ไม่มีฐานกฎหมายรองรับ เพื่อเพิกถอนโฉนดถึง 995 แปลง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเพิกถอนเกิดขึ้น

ในสมัยที่นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์เป็นรัฐมนตรีช่วย ทางภาครัฐได้ย้ำให้กรมที่ดินปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสในการจัดการที่ดิน

  • คดีที่ 1: ศาลฎีกาตัดสินคัดค้านเอกสารสิทธิ ไม่ให้เป็นของ รฟท.
  • คดีที่ 2: สั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดตามมาตรา 61
  • คดีที่ 3: ต้องตั้งกรรมการสอบสวนและชี้แนวเขตที่ชัดเจน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้อภิปรายโต้แย้งว่าคำพิพากษาครอบคลุมที่ดินทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะรายแปลง และการนำคณะบุคคลมาพิจารณา ทำให้คำพิพากษากลายเป็น ‘เศษกระดาษ’ เขายังเรียกร้องให้ตรวจสอบรายละเอียดคำพิพากษาทุกฉบับให้ละเอียดยิ่งขึ้น

นายทรงศักดิ์ตอบโต้ว่าการพิจารณาคำตัดสินต้องดูทั้งโจทก์และจำเลย โดยโจทก์ขอให้พนักงานที่ดินออกโฉนดเฉพาะแปลงนั้นๆ เท่านั้น ไม่เกินขอบเขตคำขอ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ประเด็น ทรงศักดิ์แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบจัดการที่ดินในประเทศไทย ที่ต้อง cân bằngระหว่างสิทธิรัฐและสิทธิประชาชน หากไม่แก้ไขอย่างรอบคอบ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การชี้แจงครั้งนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หากคุณกำลังเผชิญปัญหาที่ดินคล้ายกัน แนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องสิทธิของคุณ ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับนโยบายที่ดินจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ‘ทรงศักดิ์’แจงปมเพิกถอนสิทธิที่ดินเขากระโดง ‘กรมที่ดิน’ ทำตามคำพิพากษาทุกฉบับ

กำหนดการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ อาจารย์ มณี เทพภักดี

ในโอกาสที่สังคมสูญเสียบุคคลสำคัญอย่างอาจารย์มณี เทพภักดี ซึ่งเป็นนักการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิที่อุทิศตนเพื่อการเรียนรู้และวัฒนธรรมไทย การจัดงานบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจจึงเป็นพิธีกรรมที่สำคัญเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน งานนี้จัดขึ้นที่วัดธาตุทอง ศาลาอักษรมัต (ศาลา 4) ระหว่างวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568 ถึง 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ผู้ที่เคารพรักและศิษย์เก่าของท่านสามารถเข้าร่วมเพื่อส่งกำลังใจและร่วมสวดมนต์เพื่อความสงบสุขของวิญญาณ

กำหนดการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ อาจารย์ มณี เทพภักดี

กำหนดการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ อาจารย์ มณี เทพภักดี ได้รับการจัดเตรียมอย่างเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพต่อประเพณีไทย โดยเริ่มต้นด้วยพิธีรดน้ำและสวดอภิธรรมในช่วงเย็นของวันแรก เพื่อให้ญาติและผู้ม machineryาร่วมงานได้แสดงความอาลัย พิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้ครอบครัวได้รับการปลอบโยน แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับทุกคนในการทบทวนบทเรียนชีวิตจากคุณค่าที่อาจารย์มณีได้มอบให้กับสังคม

รายละเอียดวันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568

วันแรกของงานคือวันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวเพื่อรำลึก เวลา 16.00 น. จะมีพิธีรดน้ำศพ เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้แสดงความเคารพอย่างใกล้ชิด รองลงมาคือเวลา 18.00 น. สำหรับการสวดอภิธรรม โดยพระสงฆ์จะนำสวดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ พิธีในวันนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เนื่องจากอาจารย์มณีเป็นที่รักของศิษย์และเพื่อนฝูง

กำหนดการสวดอภิธรรมช่วงกลางสัปดาห์

จากวันอังคารที่ 30 กันยายน ถึงวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568 กำหนดการจะเน้นการสวดอภิธรรมในเวลา 18.30 น. ทุกวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ทำงานในเวลากลางวันให้สามารถเดินทางมาร่วมได้สะดวก การสวดอภิธรรมต่อเนื่องหลายวันนี้ตามประเพญีไทยช่วยเสริมสร้างบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ และยังเป็นโอกาสให้ผู้มาร่วมได้ฟังธรรมะที่อาจช่วยเยียวยาจิตใจในยามสูญเสีย อาจารย์มณี เทพภักดี ท่านเคยสอนศิษย์ให้ยึดมั่นในหลักธรรมะ ดังนั้นการจัดพิธีเช่นนี้จึงสอดคล้องกับมรดกที่ท่านทิ้งไว้

วันสุดท้าย: พิธีถวายเพลและฌาปนกิจ

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นวันสำคัญที่สุดของกำหนดการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ อาจารย์ มณี เทพภักดี เริ่มต้นด้วยเวลา 12.00 น. ถวายเพลิงบังสกุล ซึ่งเป็นพิธีไหว้บรรพบุรุษและอุทิศบุญให้ญาติที่ล่วงลับไปก่อนหน้า จากนั้นเวลา 14.00 น. จะเป็นพิธีฌาปนกิจศพ โดยมีพระสงฆ์และญาติสนิทนำ พิธีนี้จะปิดท้ายด้วยการแจกของที่ระลึกเพื่อให้ผู้มาร่วมนำไปรำลึกถึงท่าน

นอกจากกำหนดการหลักแล้ว งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมได้ส่งพวงมาลาหรือข้อความแสดงความอาลัยผ่านทางวัดธาตุทอง การสูญเสียบุคคลอย่างอาจารย์มณี เทพภักดี ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ท่านเป็นแบบอย่างในการอุทิศตนเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรม หากคุณมีโอกาส อย่าลืมมาร่วมงานเพื่อส่งกำลังใจให้ครอบครัวและรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน

ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามข่าวสารด้านวัฒนธรรม การจัดงานบำเพ็ญกุศลเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราดูแลสุขภาพและดูแลกันและกันให้มากขึ้น มาร่วมกันสวดมนต์เพื่อความสงบสุขของวิญญาณอาจารย์มณี เทพภักดี กันเถอะ

ที่มา – กำหนดการบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ อาจารย์ มณี เทพภักดี

ให้ไต้หวันจับมือกับนานาชาติ เพื่อท้องฟ้าที่ปลอดภัย

นายปีเตอร์ หลัน
นายปีเตอร์ หลัน
ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

ในปี 2567 การเดินทางทางอากาศระหว่างไทยและไต้หวันมีเที่ยวบินไปกลับมากถึง 18,000 เที่ยวบิน ไม่ว่าจะเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ การบินได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำลังจะจัดการประชุมสมัชชาครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 23 กันยายน ถึง 3 ตุลาคม 2567 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ภายใต้สโลแกน “ท้องฟ้าปลอดภัย อนาคตที่ยั่งยืน” ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประเทศสมาชิก องค์กร NGO หรือธุรกิจเอกชน เพื่อสร้างระบบการบินที่ครอบคลุมและยั่งยืน

ให้ไต้หวันจับมือกับนานาชาติ เพื่อท้องฟ้าที่ปลอดภัย

ไต้หวันตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียแปซิฟิก เขตแถลงข่าวการบินไทเป (Taipei FIR) เป็นประตูสำคัญที่เชื่อมต่อภูมิภาคนี้ รับผิดชอบการจราจรทางอากาศจำนวนมหาศาลในเอเชียตะวันออก รวมถึงเที่ยวบินจากการบินไทย (Thai Airways) และสายการบินอื่นๆ ที่ผ่านเขตนี้ทุกวัน กรมการบินพลเรือนไต้หวันเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล Taipei FIR ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และวางแผนเส้นทางการบินให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน

ด้วยมุมมองด้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย ICAO ควรปฏิบัติต่อไต้หวันอย่างเท่าเทียมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั่วโลก โดยให้ไต้หวันมีส่วนร่วมใน ICAO เพื่อการประสานงานที่ทันท่วงทีและรับข้อมูลที่ครบถ้วน ให้ไต้หวันจับมือกับนานาชาติ เพื่อท้องฟ้าที่ปลอดภัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ICAO Chip in with TAIWAN

ความมุ่งมั่นของไต้หวันในมาตรฐาน ICAO

กรมการบินพลเรือนไต้หวันยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศ แม้จะได้รับข้อมูลจำกัดจากช่องทางอ้อม แต่ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมาฝึกอบรม จัดทำกฎระเบียบ และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับ ICAO เช่น โครงการความปลอดภัยของรัฐ (SSP) และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเสริมระบบกำกับดูแล

ผลงานในปี 2567 แสดงให้เห็นอัตราการเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินเทอร์โบเจ็ตและเทอร์โบพร็อปในช่วง 5 ปี (2563-2567) เป็นศูนย์ (0 ครั้งต่อล้านเที่ยวบิน) นอกจากนี้ สายการบิน EVA Air ยังติดอันดับ 7 สายการบินที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจาก Airline Ratings ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการบินไต้หวัน

เพื่อความยั่งยืน กรมการบินพลเรือนไต้หวันปฏิบัติตามเป้าหมายลดคาร์บอนของ ICAO ผ่านโครงการ CORSIA และเริ่มทดลองใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ตั้งแต่เมษายน 2568 แสดงถึงความมุ่งมั่นสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

กรมการบินพลเรือนไต้หวันทุ่มเทเพื่อรักษามาตรฐานสูงสุดใน Taipei FIR โดยปฏิบัติตามมาตรฐาน ICAO อย่างเคร่งครัด แต่ยังต้องการข้อมูลเรียลไทม์ การฝึกอบรมทางเทคนิค และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ICAO ควรแก้ไขปัญหาการไม่เข้าร่วมของไต้หวัน เพื่อนโยบายที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความปลอดภัยการบินไร้พรมแดน ในขณะที่ ICAO จัดประชุมใหญ่ เป็นโอกาสให้กรมการบินไต้หวันมีส่วนร่วมอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ไต้หวันจับมือกับนานาชาติ เพื่อท้องฟ้าที่ปลอดภัย เพิ่มความปลอดภัยและผลประโยชน์จากพัฒนาการ ทำให้เป้าหมายยั่งยืนของ ICAO เป็นจริง

สุดท้ายนี้ การให้ไต้หวันมีส่วนร่วมใน ICAO จะช่วยยกระดับความปลอดภัยทางอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากคุณสนใจเรื่องการบินและความยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้

  • ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในเขตแถลงข่าวการบินเอเชีย
  • ผลงานความปลอดภัยที่โดดเด่นและไม่เคยมีอุบัติเหตุ
  • ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน SAF และ CORSIA

ที่มา – ให้ไต้หวันจับมือกับนานาชาติ เพื่อท้องฟ้าที่ปลอดภัย