ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย

ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย ครบรอบ 108 ปี

ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา จังหวัดลพบุรีได้จัดกิจกรรมอันเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงพระราชทานธงไตรรงค์ให้เป็นธงชาติไทยเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 ปีนี้ครบรอบ 108 ปีแล้วนะคะ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกฝังความรักชาติบ้านเมืองให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ร่วมกันจัดขึ้นอย่างคึกคัก

ประวัติศาสตร์ธงชาติไทยและความหมายที่ลึกซึ้ง

ธงชาติไทย หรือธงไตรรงค์ ประกอบด้วยสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งมีความหมายอันลึกซึ้ง สีแดงแทนชาติหรือประชาชน สีขาวแทนศาสนา และสีน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ สัญลักษณ์นี้เตือนใจให้เรานึกถึงการเสียสละของบรรพบุรุษที่ปกป้องแผ่นดินไทยให้ยั่งยืน จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ธงชาติไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เพื่อสะท้อนถึงยุคสมัยและความภาคภูมิใจของคนไทย

ในกิจกรรมที่ลพบุรี ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย ได้มีการนำธงชาติในยุคต่างๆ มาแสดง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างสนุกสนาน พลตรี นิธิ อิงคสุวรรณ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 ได้เป็นประธานในพิธีที่ลานหน้าเสาธง ตึกกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 อำเภอเมืองลพบุรี ท่านได้บรรยายถึงความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน พร้อมอธิบายสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงและความหมายแต่ละสี ผู้เข้าร่วมทุกคนต่างรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ จากนั้นทุกคนร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทยและอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักชาติ

กิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทยที่มณฑลทหารบก

ไม่เพียงเท่านั้น ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย ยังขยายไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น ที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี พันตำรวจเอก รัชพล ชนะศรีขจร รองผู้บังคับการ ได้นำคณะนายตำรวจ ข้าราชการ และลูกจ้าง ร่วมร้องเพลงชาติ เคารพธงชาติ สวดมนต์ และกล่าวคำปฏิญาณตน ณ ลานหน้าเสาธง ตึกกองบังคับการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความสามัคคี

ส่วนที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี นางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช นายก อบจ. ลพบุรี ได้นำผู้บริหาร สมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และลูกจ้าง ร่วมฟังประวัติธงชาติไทย จากนั้นทุกคนขับร้องเพลงชาติและอัญเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา กิจกรรมนี้ช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของเอกราชไทย

กิจกรรมที่สำนักงาน อบจ. ลพบุรี

ความสำคัญของวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน ของทุกปี เป็นโอกาสให้ส่วนราชการต่างๆ รณรงค์เผยแพร่ความรู้ สร้างความภาคภูมิใจในชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดลพบุรีที่ ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการหล่อหลอมจิตใจให้คนไทยรักสามัคคี พัฒนาชาติให้เจริญรุ่งเรือง

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์ธงชาติไทยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชนและหน่วยงาน
  • ปลุกใจให้ภาคภูมิใจในความเป็นไทย

จากประสบการณ์ในปีนี้ เราจะเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกภาคส่วน หากคุณพลาดโอกาสนี้ ลองติดตามกิจกรรมชาติบ้านเมืองในท้องถิ่นของคุณดูนะคะ มันจะช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับชาติมากขึ้น

ภาพกิจกรรมเพิ่มเติม

ในฐานะคนไทย การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเช่นนี้คือการแสดงออกถึงความรักชาติอย่างแท้จริง ลองชวนครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมในปีหน้า เพื่อสร้างพลังบวกให้กับสังคมไทยกันเถอะ

ที่มา – ลพบุรีจัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย

คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ

คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ ชาวบ้านเสียดายคนดี เร่งหาสาเหตุ!

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อค่ำวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ชาวบ้านในตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี ต่างตกตะลึงกับข่าวร้ายที่รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บือเระ ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตอย่างเฉียบขาด เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในชุมชนที่รู้จักและชื่นชอบผู้เสียชีวิตในฐานะคนดีที่ช่วยเหลือชาวบ้านเสมอมา

คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ

รายละเอียดของเหตุการณ์คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ เริ่มต้นจากเมื่อช่วงค่ำ ผู้เสียชีวิตชื่อนายมะเย็ง มะลี อายุ 63 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายก อบต.บือเระ ได้เดินออกจากบ้านเพื่อไปยังสวนยางที่อยู่ติดกัน ห่างเพียง 5 เมตร เพื่อจับตั๊กแตน ซึ่งกำลังเป็นกระแสยอดนิยมในพื้นที่ปัตตานี เนื่องจากมีการจัดการแข่งขันเสียงตั๊กแตนในหลายอำเภอ ทำให้ชาวบ้านหันมาสนใจและล่าตั๊กแตนกันอย่างคึกคัก

ระหว่างที่นายมะเย็งกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมนี้อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคนร้ายคาดว่ามีเพียง 1 คน แอบย่องมาจากทางด้านหลังบ้าน ผ่านสวนยาง แล้วใช้อาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ยิงเข้าใส่ที่สีข้างลำตัว 1 นัดอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงดังคล้ายประทัดทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงไม่สงสัยอะไร จนกระทั่งภรรยาของผู้เสียชีวิตออกมาเห็นว่านายมะเย็งนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น จึงตะโกนเรียกชาวบ้านมาช่วยเหลือทันที พลเมืองดีรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสายบุรี แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพเหตุการณ์คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ

ชาวบ้านเสียใจหนัก ผู้ตายเป็นคนดีที่ทุกคนรัก

ในเช้าวันถัดมา ที่บ้านของผู้เสียชีวิตเต็มไปด้วยญาติสนิทและชาวบ้านจำนวนมากที่มาร่วมแสดงความไว้อาลัยในการประกอบพิธีฝังศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านายมะเย็งเป็นบุคคลที่เป็นที่รักของชุมชน เขาชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับใคร ทำให้เหตุการณ์คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ ครั้งนี้ยิ่งทำให้ชาวบ้านตกใจและเสียใจอย่างมาก ชาวบ้านหลายคนเล่าว่า นายมะเย็งเป็นเสาหลักของครอบครัว มีลูกๆ ที่ยังเล็กต้องเลี้ยงดู การจากไปของเขาจึงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สายบุรี นำโดย พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผู้กำกับการ ได้รีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที ซึ่งอยู่ติดกับสวนยางข้างบ้านเลขที่ 108 หมู่ 3 ตำบลบือเระ พบเพียงรอยเลือดเล็กน้อย และไม่มีปลอกกระสุนตกอยู่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังได้เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อเก็บร่องรอยต่างๆ เช่น สะเก็ดกระสุน รอยเท้า และสอบปากคำพยานแวดล้อม อย่างไรก็ตาม จุดเกิดเหตุอยู่ในสวนยางที่ไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้การสืบสวนคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ชัดเจน ว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ หรือเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งนายมะเย็งเองก็ไม่มีศัตรูที่ชัดเจนตามที่ครอบครัวระบุ ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

  • เหตุเกิดในสวนยางใกล้บ้าน ระยะห่างเพียง 5 เมตร
  • อาวุธที่ใช้คือปืนลูกซองไทยประดิษฐ์
  • ไม่มีพยานเห็นคนร้ายชัดเจน เนื่องจากมืดและหลบหนีเข้าป่า
  • ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเสียงประทัดในตอนแรก

เหตุการณ์คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ยังมีปัญหาความไม่สงบซุกซ่อนอยู่ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียของบุคคลหนึ่ง แต่ยังเป็นบาดแผลในใจของชุมชนทั้งหมด เราควรตระหนักถึงคุณค่าของผู้นำท้องถิ่นที่ทุ่มเทเพื่อประชาชน และสนับสนุนให้มีการสืบสวนที่โปร่งใส หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันความเห็น สามารถคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อร่วมกันติดตามความคืบหน้าได้

ที่มา – คนร้ายย่องหลังบ้าน ซุ่มยิงรองนายก อบต.ดับ ชาวบ้านเสียดายคนดี เร่งหาสาเหตุ!

‘เท้ง’ปักหมุดนับถอยหลังยุบสภาเดินหน้าประชามติ

ในวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภาไทย มีการประชุมร่วมกันอย่างคึกคัก โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ และสำหรับฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน มันคือโอกาสในการปักหมุดสำคัญ

‘เท้ง’ปักหมุดนับถอยหลังยุบสภาเดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘เท้ง’ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยย้ำถึง ‘เท้ง’ปักหมุดนับถอยหลังยุบสภาเดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางหลักของพรรคในการผลักดันการเมืองไทยให้ก้าวหน้า เขาเชิญชวนทุกคนย้อนนึกถึงวันที่เราไปเลือกตั้งครั้งแรก และมองย้อนประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางการเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

จากรุ่นพ่อแม่ที่เกิดยุค 2500 กว่าๆ เจอกับเศรษฐกิจบูมจากอานิสงส์โลก จีดีพีโตเฉลี่ย 9.7% ต่อปี แต่ต้องผ่านรัฐประหารถึง 6 ครั้ง จนได้รับฉายาเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย มาถึงรุ่นของ ‘เท้ง’ ที่เกิดยุค 2530 ผ่านรัฐประหาร 2549 และอีกหลายครั้ง นายกฯ จากการเลือกตั้งถูกปลด 5 คน พรรคยุบ 7 พรรค การเลือกตั้งล้ม 2 ครั้ง เปลี่ยนนายกฯ 3 คนในรอบหลังๆ

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่

‘เท้ง’ ชี้ว่าประเทศไทยไม่เคยมีรุ่นไหนที่เติบโตในประชาธิปไตยที่มั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา มักมาจากปัจจัยภายนอก ไม่ใช่จากระบบภายในที่แข็งแกร่ง วันนี้ ลมจากโลกกำลังเปลี่ยนทิศ ไม่เอื้อไทยอีกต่อไป ด้วยการเมืองที่ต้องแถลงนโยบาย 3 ครั้งใน 2 ปี จากกลไกศาลและองค์กรที่ถูกใช้ทำลายกันมากกว่าตรวจสอบโกง

ปัญหาการทุจริตยิ่งหนักขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันตกลงจาก 37 คะแนนในปี 2555 เหลือ 34 ในปี 2567 อันดับ 107 จาก 180 ประเทศ ทั้งที่มีองค์กรตรวจสอบเพียบ แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

ประชาชนต้องเจ็บปวดจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรเจอราคาผลผลิตตก ปุ๋ยแพง หนี้ท่วม PM2.5 คร่าชีวิตช้าๆ น้ำท่วมไฟป่าบริหารไม่ได้ คำขวัญ ‘น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ’ จากแผนพัฒนาฉบับแรกปี 2504 ยังไม่เป็นจริงในหลายพื้นที่ ผู้คนต้องตื่นตี 5 ไปโรงพยาบาล

ด้านการศึกษา คะแนน PISA ตก อันดับ 5 ในอาเซียน รองสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย เด็กไทยขาดทักษะแข่งขันโลก หลายคนหลุดจากระบบ เศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าโลกและเพื่อนบ้านตั้งแต่ 2549 จีดีพีโลกโต 3% ต่อปี แม้เจอวิกฤต แต่ไทยฟื้นช้า โครงสร้างอ่อนแอ อุตสาหกรรมล้าหลัง

หากไม่มีอานิสงส์โลก ไทยแทบไม่โตด้วยตัวเอง ตอนนี้ปัจจัยลบจากโควิด สงครามการค้า ทุนต่างชาติ ซัดหนัก ‘เท้ง’ ย้ำว่าระบบการเมืองปัจจุบันฉุดรั้งเศรษฐกิจ เหมือนรถติดหล่ม ถึงเวลายกเครื่องใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงประชาชน

  • ต้องการรัฐบาลโปร่งใส ประสิทธิภาพ ชอบธรรม จากความสามารถ ไม่ใช่โควตา
  • กล้าปฏิรูปโครงสร้าง ยุทธศาสตร์ชาติยืดหยุ่น ไม่ล็อก 20 ปีจาก คสช.
  • ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต สร้างงานคุณภาพ ยกระดับรายได้ เกษตรกรถึงนวัตกร
  • เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว
  • ระบบตรวจสอบอิสระ ยึดประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง

รัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้ไทยพุ่งทะยาน พรรคประชาชนยอมโหวตนายกฯ อนุทิน ตาม MOA เพื่อผลักดัน 4 เดือนนี้: แก้รัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ก่อนยุบสภา ผู้ร่างจากประชาชน, ผลักกฎหมายประชาชน เช่น กระจายอำนาจ แก้หนี้ ล้มละลาย คุ้มครองแรงงาน มลพิษ ศาลทหาร นิรโทษคดีที่ดิน, แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต, ถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาล

เราต้องการอนาคตที่ลูกหลานรุ่นแรกไม่เจอรัฐประหาร ไทยพุ่งต่อเนื่อง ไม่ติดลูปการเมืองที่เสื่อมศรัทธา ‘เท้ง’ ฝากนายกฯ เคารพข้อตกลงและประชาชน

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน หากคุณสนใจการปฏิรูป ลองติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘เท้ง’ปักหมุดนับถอยหลังยุบสภาเดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

ศาลสั่งจำคุกพี่เลี้ยงสาวใจโหด ทั้งหยิกทั้งเตะเด็กเล็กกว่า 20 คน

ในโลกที่เด็กเล็กควรได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและปลอดภัย คดีที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะคดี ศาลสั่งจำคุกพี่เลี้ยงสาวใจโหด ทั้งหยิกทั้งเตะเด็กเล็กกว่า 20 คน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการละเมิดความไว้วางใจในหน้าที่ดูแลเด็ก เรื่องนี้เกิดขึ้นกับโรกซานา เลคกา อดีตพนักงานดูแลเด็กวัย 22 ปี ที่ถูกศาลตัดสินให้รับโทษจำคุกนาน 8 ปี หลังจากถูกเปิดโปงพฤติกรรมรุนแรงต่อเด็กทารกและเด็กเล็กถึง 21 คน

ศาลสั่งจำคุกพี่เลี้ยงสาวใจโหด ทั้งหยิกทั้งเตะเด็กเล็กกว่า 20 คน: พฤติกรรมน่าหวาดกลัว

เลคกาทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็กสองแห่งในกรุงลอนดอน โดยเฉพาะที่ “ริเวอร์ไซด์ เนิร์สเซอรี” ในย่านทวิคเคนแฮม เธอมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ไฟฟ้าใกล้เปลเด็ก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการหยิก ข่วน ผลัก และเตะเด็กในความดูแล ทำให้เด็กๆ ร้องไห้และหวาดผวาเมื่อเห็นหน้าเธอ รายงานจากหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ระบุว่า เธอเคยเตะเข้าที่ใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายและไม่สมควรเกิดขึ้นในสถานที่ที่ควรเป็นที่พักพิงของเด็กเล็ก

พฤติกรรมเหล่านี้ถูกเปิดเผยในเดือนมิถุนายน 2567 เมื่อเลคกาถูกสั่งให้ออกจากงานหลังจากหยิกเด็กหลายคน ก่อนหน้านั้น ในเดือนมีนาคมและพฤษภาคม ผู้ปกครองหลายรายเริ่มพบรอยแผลผิดปกติบนร่างกายลูกๆ ของตน เช่น รอยฟกช้ำ รอยแดง และรอยข่วนที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทำให้พวกเขาระแวงและแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่

หลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ชี้ให้เห็นความโหดร้าย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในสถานรับเลี้ยงเด็ก และค้นพบภาพวิดีโอที่ชัดเจนแสดงให้เห็นเลคกากำลังทำร้ายเด็กเล็กอายุระหว่าง 18 เดือนถึง 2 ปี ในบางกรณี เธอหยิกเนื้อเด็กในส่วนที่ปกปิดด้วยเสื้อผ้าวันละหลายครั้ง เพื่อไม่ให้ใครเห็นรอย นอกจากนี้ ยังมีภาพที่เธอใช้มือปิดปากเด็กวัยหัดเดินทันทีที่เด็กร้องไห้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยที่เพื่อนร่วมงานไม่สังเกตเห็น เพราะเลคกามักมองหาเพื่อนร่วมงานเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้จับตามอง

ตำรวจพบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดว่าเลคกาชอบสูบบุหรี่ไฟฟ้าในที่ทำงานและทำร้ายร่างกายเด็กทารกหลายคน

เมื่อถูกจับกุม เลคกาให้การรับสารภาพบางส่วน โดยอ้างว่าเธอสูบกัญชาเป็นประจำก่อนเข้ากะทำงาน และติดแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรม เธอปฏิเสธข้อกล่าวหาในตอนแรก แต่สุดท้ายยอมรับผิด 7 ข้อหาเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี และถูกตัดสินว่ามีความผิดในอีก 14 ข้อหาเพิ่มเติม ในศาล เธออ้างว่า “ฉันไม่ได้โกหก เพราะฉันไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เพราะฉันสูบกัญชาที่ส่งผลต่อความทรงจำของฉัน”

โรกซานา เลคกา พี่เลี้ยงเด็กใจโหด

คำตัดสินของศาลและคำให้การจากผู้ปกครอง

ผู้พิพากษา ซาราห์ พลาสช์เกส อธิบายถึงการกระทำของเลคกาว่าเป็น “ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น” โดยระบุว่า “คุณหยิก ตบ ต่อย ฟาด และเตะพวกเขา คุณดึงหู ผม และนิ้วเท้าของพวกเขา คุณจับเด็กทุ่มหัวลงไปในเปล คุณทำให้เกิดรอยฟกช้ำและรอยแดงที่ไม่หายไปง่ายๆ” เธอยังชี้ว่าเลคกามักก่อเหตุเมื่อเด็กกำลังเล่นอย่างสงบสุข แล้วจงใจสร้างความเจ็บปวด ทำให้เด็กต้องร้องไห้และดิ้นรนด้วยความทุกข์ทรมาน

ผู้ปกครองของเด็กผู้เสียหายหลายคนขึ้นให้การในศาล โดยแสดงความรู้สึกผิดที่ฝากลูกไว้กับเลคกา และประณามการกระทำของเธออย่างรุนแรง ผู้ปกครองคนหนึ่งกล่าวว่า “พวกเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย และโรกซานาก็ฉวยโอกาสกับพวกเขา” ขณะที่อีกคนเรียกเธอว่า “มนุษย์ที่เลวร้ายที่สุด” เจมมา ทิลล์ ทนายความตัวแทนครอบครัวผู้เสียหาย กล่าวว่า เลคกา “ละเมิดความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่ของตนอย่างร้ายแรง” และตั้งคำถามว่าเหตุใดการทารุณกรรมนี้จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเป็นเวลาหลายเดือน

คดี ศาลสั่งจำคุกพี่เลี้ยงสาวใจโหด ทั้งหยิกทั้งเตะเด็กเล็กกว่า 20 คน นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของบุคคลเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบการตรวจสอบสถานรับเลี้ยงเด็ก สังคมควรตื่นตัวมากขึ้นในการเลือกสถานที่ดูแลลูกหลาน และเรียกร้องให้มีมาตรการเข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต

  • ตรวจสอบรีวิวและใบรับรองของสถานรับเลี้ยงเด็กอย่างละเอียด
  • สังเกตพฤติกรรมของบุคลากรและรอยแผลบนตัวเด็ก
  • สนับสนุนการติดตั้งกล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่

ในฐานะผู้ปกครองหรือสมาชิกสังคม เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองเด็ก และรายงานสิ่งผิดปกติทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดูแลเด็ก สามารถแบ่งปันในความคิดเห็นด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ศาลสั่งจำคุกพี่เลี้ยงสาวใจโหด ทั้งหยิกทั้งเตะเด็กเล็กกว่า 20 คน

ศาลปกครองสั่งกทม.ชดใช้ค่าจ้างรถไฟฟ้าสีเขียว 1.1 หมื่นล้าน

ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของกรุงเทพฯ เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสำคัญ โดยสั่งให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระเงินค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการรถไฟฟ้าสายนี้

ด่วน ศาลปกครองกลาง สั่งกทม.ชดใช้ค่าจ้างเดินรถ-ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1.หมื่นล้าน

คำพิพากษานี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายที่ทำสัญญากันไว้ตั้งแต่แรก แต่กทม. และกรุงเทพธนาคมถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดสัญญา โดยไม่ชำระค่าจ้างสำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ถึงตุลาคม 2565 รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 11,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับฝ่ายผู้ถูกฟ้อง

สาเหตุและรายละเอียดของคดี

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดย BTSC เป็นผู้ดำเนินการหลักตั้งแต่เริ่มต้น แต่เมื่อมีการต่อขยายเส้นทาง กทม. ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านบริษัทลูกอย่างกรุงเทพธนาคม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ไม่ได้รับการชำระตามกำหนด ส่งผลให้ BTSC ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อเรียกร้องสิทธิ์

จากข้อมูล ค่าจ้างที่ค้างชำระครอบคลุมการให้บริการเดินรถไฟฟ้าทุกวัน รวมถึงการซ่อมบำรุงยานพาหนะเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับการชดใช้ อาจกระทบต่อคุณภาพการบริการและความปลอดภัยของผู้โดยสารในระยะยาว

  • ส่วนต่อขยายที่ 1: ครอบคลุมเส้นทางหลักที่เพิ่มการเชื่อมต่อในเขตชานเมือง
  • ส่วนต่อขยายที่ 2: ขยายไปยังพื้นที่สำคัญเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น
  • มูลค่าค่าจ้าง: รวม 11,000 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยตามกฎหมาย
  • ระยะเวลาค้างชำระ: มิ.ย. 2564 – ต.ค. 2565

หลังคำพิพากษา ผู้รับมอบอำนาจจากกทม. และกรุงเทพธนาคมได้เปิดเผยว่า จะต้องนำเรื่องกลับไปหารือกับผู้บริหาร เพื่อพิจารณาการยื่นอุทธรณ์ หากยื่นอุทธรณ์อาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ในภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบขนส่งมวลชนที่เป็นหัวใจของการพัฒนาเมือง หากเกิดความล่าช้าในการชำระ อาจนำไปสู่การลดลงของการลงทุนในอนาคต และทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ไขข้อพิพาทแบบนี้ควรเน้นที่การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการ เช่น สายสีเหลืองหรือสีม่วง ที่ต้องมีสัญญาที่ชัดเจนและการชำระเงินที่ตรงเวลา

สำหรับประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว คำพิพากษานี้อาจช่วยให้ระบบเดินหน้าต่อไปได้ดีขึ้น หากกทม. ดำเนินการชำระเงินตามคำสั่งศาล ผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากบริการที่มั่นคงมากขึ้น

ในท้ายที่สุด เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกันในอนาคต หากคุณกำลังติดตามข่าวสารการขนส่งในกรุงเทพฯ ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไรกับคำพิพากษานี้ และมันจะส่งผลต่อการเดินทางของคุณอย่างไร

ที่มา – ด่วน ศาลปกครองกลาง สั่งกทม.ชดใช้ค่าจ้างเดินรถ-ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1.หมื่นล้าน

รวมพลังศธ. วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี

รวมพลังศธ. วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี

ในวันที่ 29 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดกิจกรรมอันเนื่องมาจาก วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พิธีนี้จัดขึ้นเวลา 08.00 น. ณ บริเวณหน้าเสาธง สนามหญ้าหน้าอาคารราชวัลลภ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงผู้บริหารองค์กรหลักและข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ

กิจกรรมในวันนี้เริ่มต้นด้วยการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงพระราชทานธงชาติไทยให้แก่ปวงชนชาวไทยเมื่อ 108 ปีก่อน ธงไตรรงค์ที่เรารู้จักกันดีนี้ประกอบด้วยสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวนำผู้เข้าร่วมขับร้องเพลงชาติไทย พร้อมเน้นย้ำว่า ธงไตรรงค์ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทุกคน เรามาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ความรักชาติ และความสามัคคี เพื่อเป็นพลังในการพัฒนาประเทศต่อไป

วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี: ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี ในปี 2567 ถือเป็นวาระสำคัญที่เราควรรำลึก คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 กำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปีเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 6 แม้จะไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่เป็นโอกาสให้ทุกคนแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในชาติ

ประวัติศาสตร์ของธงชาติไทยย้อนกลับไปยังสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เพื่อแทนสัญลักษณ์แห่งเอกภาพของชาติ สีแดงแทนชาติและประชาชน สีขาวแทนศาสนา และสีน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ ในวาระครบ 108 ปีนี้ กิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศต่างจัดขึ้นเพื่อรำลึกและส่งเสริมค่านิยม爱国

กิจกรรมที่กระทรวงศึกษาธิการในวันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี

ที่กระทรวงศึกษาธิการ กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการชักธงชาติอย่างสมพระเกียรติ ตามด้วยการกล่าวถวายราชสดุดีและขับร้องเพลงรักชาติ ผู้เข้าร่วมทุกคนสวมใส่เสื้อสีธงชาติ เพื่อแสดงถึงความสามัคคี นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของการศึกษาในการปลูกฝังความรักชาติ โดย ศ.ดร.นฤมล เน้นว่าการศึกษาคือรากฐานในการสร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกชาติ

  • การชักธงและร้องเพลงชาติ
  • การกล่าวถวายพระพร
  • กิจกรรมเสวนาและนิทรรศการประวัติศาสตร์
  • การถ่ายภาพหมู่เพื่อความสามัคคี

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่รำลึกถึงอดีต แต่ยังจุดประกายให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของธงชาติในยุคปัจจุบัน

นอกจากที่กระทรวงศึกษาธิการแล้ว โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศก็ได้จัดกิจกรรมคล้ายกัน เพื่อให้การเฉลิมฉลอง วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี แพร่กระจายไปสู่เยาวชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบต่อชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดกิจกรรมเช่นนี้มีความสำคัญยิ่งในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ธงชาติไทยเป็นเครื่องเตือนใจให้เรายึดมั่นในหลักการ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นรากฐานของความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ หากเราร่วมกันถวายความจงรักภักดีและรักชาติเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะก้าวหน้าอย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมรำลึกและแสดงออกถึงความรักชาติในโอกาสต่างๆ ต่อไป เพื่อให้ธงไตรรงค์โบกสะบัดอย่างสง่างาม

ที่มา – ศธ.รวมพลัง! ‘นฤมล’ นำชาว ศธ.ร่วมใจถวายความจงรักภักดี วันพระราชทานธงชาติไทย ครบ 108 ปี

ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท สอดคล้องเงินหยวนเอเชีย

ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท สอดคล้องทิศทางเงินหยวน-สกุลเงินในเอเชีย

ในวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา เงินบาทของไทยได้แสดงสัญญาณการแข็งค่าขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยปรับตัวมาอยู่ที่ระดับประมาณ 32.22-32.24 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเช้าวันนั้น (เวลา 10.47 น.) เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันศุกร์ก่อนหน้าที่ 32.24 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้ความเห็นว่าการเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท คือการที่ราคาทองคำในตลาดโลกทะลุจุดสูงสุดใหม่ (record high) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดการเงินเอเชีย ขณะที่เซนติเมนต์ของเงินดอลลาร์สหรัฐกลับอ่อนแอลง หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคส่วนตัว (PCE) และ Core PCE ออกมาในเดือนกรกฎาคมที่ 2.7% YoY และ 2.9% YoY ตามลำดับ ซึ่งตรงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สิ่งนี้ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุม FOMC รอบเดือนตุลาคม

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมสำหรับเงินดอลลาร์สหรัฐ จากความกังวลเรื่องโอกาสเกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราว (Government Shutdown) ซึ่งอาจสร้างความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทและสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ได้รับแรงหนุน การแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงกระแสทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย

สำหรับนักลงทุนที่ติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท ควรพิจารณากรอบการเคลื่อนไหวในวันนั้นที่ประเมินเบื้องต้นไว้ระหว่าง 32.10-32.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ทิศทางกระแสทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ราคาทองคำในตลาดโลก ถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่ Fed และตัวเลขยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจส่งสัญญาณถึงสุขภาพตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ

  • ทิศทางเงินหยวน: การแข็งค่าของหยวนจีนช่วยหนุนสกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาท
  • ราคาทองคำ: การพุ่งสูงสุดใหม่เพิ่มความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย
  • นโยบาย Fed: โอกาสลดดอกเบี้ยทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า
  • ความเสี่ยง Shutdown: สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้บ่งชี้ถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก นักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับค่าเงิน เช่น หุ้นหรือพันธบัตร

โดยรวมแล้ว ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก หาก Fed ลดดอกเบี้ยจริง เงินบาทอาจแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อผู้นำเข้าแต่ท้าทายสำหรับผู้ส่งออก ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจึงสำคัญยิ่ง

ความเห็นส่วนตัว: ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมองว่าการแข็งค่าครั้งนี้เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยในการกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หากคุณกำลังวางแผนการเงิน ลองปรึกษาที่ปรึกษาการเงินเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มปัจจุบัน

ที่มา – ค่าเงินบาท แข็งค่า 32.22 บาท สอดคล้องทิศทางเงินหยวน-สกุลเงินในเอเชีย

‘กรุงเก่า’ อ่วม! น้ำท่วม 11 อำเภอ เจ้าพระยาล้นตลิ่ง

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กรุงเก่า’ กำลังรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘กรุงเก่า’ อ่วม! น้ำท่วม 11 อำเภอ จากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำและท่าเรือข้ามฟากหลายแห่ง การเพิ่มระดับน้ำนี้เกิดจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ชัยนาท ซึ่งปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้ามากขึ้นจากอิทธิพลของพายุโบร่า

‘กรุงเก่า’ อ่วม! น้ำท่วม 11 อำเภอ สถานการณ์ล่าสุด

มวลน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน้อยและคลองสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 เซนติเมตร สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดรายงานว่า น้ำท่วมครอบคลุม 11 อำเภอ 134 ตำบล และ 758 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 38,132 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีมัสยิด 2 แห่ง ถนนในชุมชน 34 สาย สถานที่ราชการ 8 แห่ง โรงเรียน 20 แห่ง และวัด 25 แห่งที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะในอำเภอบางบาล เสนา ผักไห่ และพระนครศรีอยุธยา

พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายหนัก นาข้าวเสียหาย 165 ไร่ ไม้ยืนต้น 175.86 ไร่ และพืชผลอื่นๆ 47.46 ไร่ ชาวนาและเกษตรกรในพื้นที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สถานการณ์นี้ทำให้ชีวิตประจำวันของชาวอยุธยากลายเป็นความท้าทาย

ผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำและท่าเรือข้ามฟาก

ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตำบลสำเภาล่ม คลองตะเคียน และประตูชัย ถูกน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน โดยเฉพาะท่าเรือข้ามฟากวัดขุนพรหม-เกาะเมือง ที่น้ำไหลเชี่ยวแรงและท่วมสูง แม้กระนั้น ประชาชนยังคงใช้บริการเรือข้ามฟากเพื่อย่นระยะทางในการเดินทางไปเกาะเมือง เพื่อทำงาน เรียนหนังสือ หรือจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นเสน่ห์ประจำของอยุธยา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพระนครศรีอยุธยาได้ติดตั้งป้ายเตือนขอความร่วมมือให้ระมัดระวังในการสัญจร

จากคำถามคนขับเรือ ระบุว่าระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การขับเรือยากลำบากจากกระแสน้ำแรง แต่ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง หากน้ำยัง上涨ต่อไป อาจต้องประชุมเพื่อหามาตรการรับมือเพิ่มเติม

ด้านร้านอาหารริมน้ำ นายดีด อายุ 50 ปี ลูกจ้างร้านแห่งหนึ่ง เล่าว่าเมื่อคืนน้ำขึ้นสูงท่วมระเบียง จากเดิมที่ยังนั่งกินได้ วันนี้ต้องเก็บโต๊ะเก้าอี้เพราะนั่งไม่ได้แล้ว ชาวบ้านต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลจากน้ำขึ้นน้ำลง

น้ำท่วมอยุธยา

นอกจากนี้ ในลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ลพบุรี ระบายน้ำ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนพระราม 6 ที่อำเภอท่าเรือ ระบายเพิ่มเป็น 590 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นอีก 10 เซนติเมตรจากวันก่อน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสียหายที่รุนแรงยิ่งขึ้น

  • มาตรการป้องกัน: ชาวบ้านควรเตรียมเสบียงอาหารและยานพาหนะทางเลือก
  • การช่วยเหลือ: หน่วยงานรัฐกำลังเร่งแจกจ่ายถุงยังชีพและกระสอบทราย
  • คำแนะนำ: หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและติดตามประกาศจากทางการ

สถานการณ์ ‘กรุงเก่า’ อ่วม! น้ำท่วม 11 อำเภอ นี้เตือนใจให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจาก climate change ในฐานะประชาชน ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสนับสนุนนโยบายลดผลกระทบจากน้ำท่วม หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้ติดตามข่าวสารล่าสุดและเตรียมแผนอพยพหากจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ‘กรุงเก่า’ อ่วม! น้ำท่วม 11 อำเภอ เจ้าพระยาล้นตลิ่งกระทบชุมชนริมน้ำ-ท่าเรือข้ามฟาก

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงสังคมและบทบาทวัด

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคมและบทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจ

ในวันที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ได้ลงพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อสำรวจและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงในเชิงมิติสังคม โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชน พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ นำคณะผู้แทนประกอบด้วย นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานคนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคนที่สอง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการ นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษา นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษา นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และนักวิชาการประจำคณะ เดินทางนมัสการพระพุทธรูปประจำวัดสุวรรณคีรีวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และมีคุณค่าทางศาสนา-วัฒนธรรมของจังหวัดระนอง

คณะกรรมาธิการนมัสการวัดสุวรรณคีรีวิหาร

วัดสุวรรณคีรีวิหาร สร้างขึ้นใหม่ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หลังจากวัดเดิมเสื่อมสลายจากภัยธรรมชาติ การบูรณะวัดแห่งนี้ไม่เพียงเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ยังแสดงถึงความมั่นคงของบ้านเมืองในสมัยนั้น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพในการรักษาเอกราช อธิปไตย และความสงบเรียบร้อย วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ส่งเสริมความสามัคคี ขวัญกำลังใจ และความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องชาติและเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคม

หลังจากนมัสการวัด คณะได้เดินทางต่อไปยังพระราชวังรัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เวลา 09.00 – 10.00 น. โดยได้รับการต้อนรับจากนายกเทศมนตรีเมืองระนอง นายพินิจ ตันสกุล กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคม ครั้งนี้เพื่อศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์

คณะเยี่ยมพระราชวังรัตนรังสรรค์

พระราชวังรัตนรังสรรค์ สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ระหว่างเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ตั้งอยู่เชิงเขารัตนรังสรรค์ ถนนลุวัง สร้างจากไม้สักและไม้ตะเคียนทอง ประกอบด้วยอาคารท้องพระโรง อาคารทรงงาน และอาคารทรงแปดเหลี่ยมเชื่อมด้วยสะพานไม้ จัดแสดงเรื่องราวพระราชกรณียกิจและความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของระนอง นอกจากนี้ยังมีหอพระแก้วเกจิ ประดิษฐานรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ที่ประชาชนเคารพ

บทบาทของวัดและสถานที่ประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างความมั่นคง

การเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์ไม่เพียงเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ราษฎรและกองทัพ แต่ยังยืนยันถึงความสำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง การปกป้องอธิปไตย และการพัฒนาบ้านเมือง พระราชวังรัตนรังสรรค์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ และประชาชน ในการธำรงรักษาความมั่นคงของชาติ

ภาพพระราชวังรัตนรังสรรค์รายละเอียดสถาปัตยกรรมพระราชวัง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับความท้าทายด้านความมั่นคงในมิติสังคม เช่น การใช้ศาสนาและวัฒนธรรมในการสร้างความสามัคคีชุมชน

  • บทบาทวัดในการเป็นศูนย์รวมจิตใจ ช่วยลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความยั่งยืนทางสังคม
  • สถานที่ประวัติศาสตร์อย่างพระราชวัง ช่วยรำลึกถึงพระราชกรณียกิจที่ส่งเสริมการพัฒนาและความมั่นคง
  • การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังและรักษาความสงบ

ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ

ความมั่นคงในเชิงมิติสังคมไม่ใช่แค่เรื่องการทหาร แต่รวมถึงการสร้างรากฐานทางจิตใจและวัฒนธรรม ซึ่งวัดและสถานที่ประวัติศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่ง การลงพื้นที่ของ กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคมและบทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจ แสดงให้เห็นถึงแนวทางบูรณาการที่ครอบคลุม เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนของประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเยี่ยมเยียนสถานที่เหล่านี้ไม่เพียงเป็นการตรวจสอบ แต่เป็นการย้ำเตือนถึงคุณค่าของมรดกชาติที่ช่วยผนึกความสามัคคี หากคุณสนใจเรื่องความมั่นคงและวัฒนธรรมไทย ลองแวะไปเยี่ยมวัดสุวรรณคีรีวิหารหรือพระราชวังรัตนรังสรรค์ที่ระนองดูนะครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น

ที่มา – “กมธ.การทหารฯ”ลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงในเชิงมิติสังคมและบทบาทของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจ

บิ๊กเกรียงนำทัพ สว.พบประชาชน ลุยสตูล

ในวันที่จังหวัดสตูลกำลังก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน บิ๊กเกรียงนำทัพ สว.พบประชาชน ลุยสตูล ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่นำโดย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ สว.พบประชาชน กลุ่มภาคใต้ตอนล่าง ได้ลงพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยจัดขึ้น ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล มีนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

บิ๊กเกรียงนำทัพ สว.พบประชาชน ลุยสตูล เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการหารือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาและผลักดันการพัฒนาในทุกมิติ ชาวสตูลได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะใน 3 ด้านหลัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของจังหวัดชายแดนใต้สุดอันดามัน ประเด็นเด่น ได้แก่ การผลักดันแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและอุทยานธรณีโลกให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โครงการสะพานสตูล–ปะลิส ที่จะเชื่อมโยงการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน การขยายเวลาเปิด-ปิดด่านศุลกากรวังประจัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ การส่งเสริมสินค้า OTOP ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสตูล และการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากอาเซียน

นอกจากนี้ ด้านเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ชาวบ้านเสนอให้ยกระดับเกษตรอินทรีย์ ลดการปล่อยคาร์บอนจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานน้ำ รวมถึงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ครบวงจรเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน ส่วนด้านสังคมและคุณภาพชีวิต มีการเรียกร้องให้แก้ปัญหาที่ดินทำกิน น้ำไม่เพียงพอ ผ่อนปรนกฎระเบียบการทำประมงในเขตอุทยาน และเพิ่มงบประมาณให้โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชน

บทบาทของวุฒิสภาต่อการพัฒนาจังหวัดสตูล

พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ ได้เน้นย้ำว่า สมาชิกวุฒิสภาจะนำปัญหาเหล่านี้ไปขับเคลื่อนผ่านกลไกต่างๆ เช่น การตั้งกระทู้ถาม การปรึกษาหารือในที่ประชุม การส่งเรื่องสู่คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง หรือเสนอเป็นญัตติ เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานรัฐให้เกิดผลจริงและทันท่วงที สิ่งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งสตูลมีศักยภาพจากทะเลอันดามัน ชายหาดสวยงาม และวัฒนธรรมที่หลากหลาย

หลังจากการประชุม คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของจังหวัดในอดีต ซึ่งช่วยให้เข้าใจบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น จังหวัดสตูลที่ตั้งอยู่ติดชายแดนมาเลเซีย มีจุดเด่นในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว หากรัฐบาลและวุฒิสภาผนึกกำลังกัน จะช่วยให้สตูลกลายเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของภาคใต้

  • ผลักดันอุทยานธรณีโลกสู่สากล: เพิ่มนักท่องเที่ยวและรายได้ชุมชน
  • โครงการสะพานสตูล–ปะลิส: เสริมสร้างการค้าชายแดน
  • ส่งเสริม OTOP: ยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดอาเซียน
  • พลังงานสะอาด: ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนา
  • แก้ปัญหาสังคม: ที่ดิน น้ำ สุขภาพ และประมงยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่รับฟังปัญหา แต่ยังจุดประกายความหวังให้ชาวสตูล โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มองเห็นโอกาสในการเติบโต การท่องเที่ยวสตูลที่ผสมผสานธรรมชาติและวัฒนธรรมมุสลิม-จีน-ไทย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เช่น ถนน สนามบิน และที่พักมาตรฐานสากล

ในมุมมองของผู้เขียน การพัฒนาจังหวัดสตูลต้องเน้นความยั่งยืน เพื่อรักษาความงามของอันดามันไว้ให้คนรุ่นหลัง หากคุณสนใจการท่องเที่ยวสตูล ลองวางแผนทริปไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “บิ๊กเกรียง”นำทัพ”คณะ สว.พบประชาชน”ลุยใต้สุดอันดามันมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในทุกมิติของจังหวัดสตูล