ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ยูเอ็นฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบรอบ 10 ปี

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ยูเอ็นเตรียมฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบในรอบ 10 ปี เหตุขัดแย้งข้อตกลงนิวเคลียร์ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง หลังจากที่ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ดูเหมือนจะใกล้ล้มเหลว สหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำลังจะนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาบังคับใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่ออิหร่านและเศรษฐกิจโลก

ยูเอ็นเตรียมฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบในรอบ 10 ปี เหตุขัดแย้งข้อตกลงนิวเคลียร์

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มาตรการคว่ำบาตรของยูเอ็นต่ออิหร่านจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนตามเวลามาตรฐานสากลของวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน หรือ 07.00 น. ตามเวลาไทย นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่มาตรการเหล่านี้จะกลับมาเต็มสูบ หลังจากความพยายามของจีนและรัสเซียในการขอชะลอออกไปอีก 6 เดือน ล้มเหลว ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 4 เสียงจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)

สาเหตุหลักมาจากการที่สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยื่นหนังสือต่อยูเอ็นเอสซีในเดือนสิงหาคม กล่าวหาอิหร่านว่าไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 หรือ JCPOA ซึ่งนำไปสู่กรอบเวลา 30 วันในการหาทางออกทางการทูต แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ทำให้ยูเอ็นเตรียมฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบในรอบ 10 ปี เหตุขัดแย้งข้อตกลงนิวเคลียร์ กลายเป็นจริง

ผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรที่กำลังจะเกิดขึ้น

มาตรการคว่ำบาตรที่กำลังจะกลับมาจะครอบคลุมหลายด้าน เพื่อจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์และทหารของอิหร่าน โดยรวมถึง:

  • การห้ามค้าอาวุธทั้งขาเข้าและขาออก
  • การห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับที่กำหนด
  • การห้ามพัฒนาขีปนาวุธที่อาจใช้ส่งอาวุธนิวเคลียร์
  • การอายัดทรัพย์สินและห้ามเดินทางสำหรับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน
  • อนุญาตให้ประเทศสมาชิกตรวจสอบสินค้าบนเที่ยวบินของอิหร่านแอร์และเรือสินค้าของอิหร่าน

นอกจากนี้ มาตรการของยูเอ็นจะเริ่มก่อน แล้วตามด้วยมาตรการของสหภาพยุโรป (อียู) ในอีกหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลเตหะราน

ด้านอิหร่าน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และประณามการกระทำของชาติตะวันตก โดยเรียกร้องหลักประกันว่าระบบนิวเคลียร์ของตนจะไม่ถูกโจมตีจากอิสราเอลอีก ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอับบาส อารักชี กล่าวหาสหรัฐว่าเป็นฝ่ายทรยศข้อตกลงก่อน โดยถอนตัวในปี 2561 และกลุ่ม E3 (ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี) ก็ตามมา ทำให้การเจรจากับสหรัฐถึงทางตัน

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบอิหร่านเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลก ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการคว่ำบาตรจะทำให้เศรษฐกิจอิหร่านย่ำแย่ยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดพลังงาน

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ยูเอ็นเตรียมฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบในรอบ 10 ปี เหตุขัดแย้งข้อตกลงนิวเคลียร์ อาจนำไปสู่การยืดเยื้อของความขัดแย้ง หากไม่มีการเจรจาใหม่ ประเทศต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบ

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของยูเอ็นครั้งนี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากเราครับ

ที่มา – ยูเอ็นเตรียมฟื้นคว่ำบาตรอิหร่านเต็มสูบในรอบ 10 ปี เหตุขัดแย้งข้อตกลงนิวเคลียร์

โกหกทั้งเพ! พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่าช่วยนายทุน

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 พ.อ.(พิเศษ)พงศ์เพชร เกษสุภะ หรือที่รู้จักในนาม “ผู้การช้าง” อดีตมือปราบการบุกรุกป่าไม้ชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมบุคคลผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า โดยชี้ว่าการโฆษณาของนักการเมืองจากพรรคการเมืองสองพรรคหลักที่ชวนเชื่อผ่านเฟซบุ๊ก ทติ๊กต๊อก และสื่ออื่นๆ ว่า พ.ร.บ.นี้ช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ทำกินเท่านั้น นั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ! และแอบซ่อนช่องโหว่เพื่อช่วยเหลือนายทุน ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง

โกหกทั้งเพ! อดีตมือปราบป่า ชี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่าซ่อนเร้นช่องช่วยนายทุน

ผู้การช้างยืนยันว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง หากใครที่มีความรู้ด้านกฎหมายพอสมควรมาอ่านร่างกฎหมายนี้ จะเห็นชัดเจนว่ามันครอบคลุมมากกว่านั้น โดยเฉพาะในมาตรา 3 วรรคแรกของร่างจากพรรคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ที่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถางเผาป่า ทำลายหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียสภาพป่า ตามมาตรา 4 ไม่ว่ากระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำผิดหรือผู้ถูกใช้ ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งในทางคดีอาญา ทางแพ่งและทางปกครองโดยสิ้นเชิง”

นอกจากนี้ ร่างจากอีกพรรคหนึ่งในมาตรา 5 วรรคแรก ยังขยายขอบเขตไปถึงบุคคลที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าในเขตป่าไม้แห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ประกาศตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนถึงวันที่มีผลบังคับใช้ โดยแบ่งเป็น (1) ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนประกาศเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามครั้งแรก และ (2) ผู้ครอบครองหลังประกาศแต่ได้รับผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 30 มิถุนายน 2541 เรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าไม้

ช่องโหว่ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่าที่ซ่อนเร้น

สิ่งที่น่าตกใจคือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่าทั้งสองฉบับจากทั้งสองพรรค ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะช่วยเฉพาะ “ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ไร้ที่ทำกิน” เหมือนกับคำสั่งคสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ซึ่งกำหนดให้การปราบปรามการบุกรุกป่าไม่กระทบประชาชนกลุ่มนี้ ต่างจากร่างกฎหมายเหล่านี้ที่ใช้คำว่า “บุคคล” ทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมไทย หมายถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงประชาชนทั่วไป นายทุน ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง

ผู้การช้างชี้ว่าคำว่า “บุคคล” นี้เปิดช่องให้ครอบคลุมผู้ที่ฝ่าฝืนมติครม. 30 มิถุนายน 2541 เช่น การบุกรุกป่าใหม่ ขยายพื้นที่ทำกิน หรือซื้อขายที่ดินในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมติครม.กำหนดให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืน แม้จะมีคณะกรรมการนิรโทษกรรมมาพิจารณา แต่ด้วยถ้อยคำในกฎหมาย คณะกรรมการก็สามารถใช้อำนาจดุลพินิจช่วยเหลือกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลได้ง่ายดาย

การโฆษณาชวนเชื่อนี้ไม่เพียงขัดกับตัวบทกฎหมายในมาตรา 3 มาตรา 5 และมาตราอื่นๆ แต่ยังอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.컴퓨터 2560 มาตรา 14 โดย (1) ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าบุกรุกป่าตอนนี้ยังไงก็รอดและได้ที่ดินรัฐคืน ส่งผลให้เกิดการบุกรุกเพิ่มขึ้น และ (2) สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นสมบัติแผ่นดิน กระทบความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (2) (3) (9) มาตรา 53 และมาตรฐานจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 6 และ 21

  • ร่างกฎหมายนี้ไม่จำกัดเฉพาะผู้ยากไร้ แต่ครอบคลุมทุก “บุคคล”
  • เปิดช่องให้นายทุนและนักการเมืองรอดพ้นคดีบุกรุกป่า
  • การโฆษณาเท็จอาจนำไปสู่การยุบพรรค เหมือนกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม 2567

ผู้การช้างเตือนว่านักการเมืองที่เสนอและรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่านี้อาจโดนหางเลขด้วย หากเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้สะท้อนเจตนาซ่อนเร้นเพื่อช่วยพวกพ้องมากกว่าปกป้องประชาชนยากไร้

สุดท้ายแล้ว เราควรตื่นตัวกับกฎหมายที่อาจทำลายป่าไม้ไทยให้ยิ่งเสื่อมโทรม หากคุณเห็นด้วย ช่วยแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามข่าวสารกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อปกป้องทรัพยากรชาติ

ที่มา – โกหกทั้งเพ! อดีตมือปราบป่า ชี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมป่าซ่อนเร้นช่องช่วยนายทุน

นานา อุบตอบสัมพันธ์ เจนี่-เอ็ดวิน รู้แต่ไม่พูด

ในวงการบันเทิงไทย ล่าสุดมีข่าวลือร้อนแรงเกี่ยวกับนางเอกสาวชื่อดัง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ ที่กำลังคบหากับไฮโซหนุ่มฮ่องกง เอ็ดวิน ชวง แม้ทั้งคู่ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ภาพคู่และโมเมนต์หวานๆ ก็ทำให้แฟนๆ ลุ้นกันสนุก ล่าสุด เพื่อนสนิทอย่าง นานา ไรบีนา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในงานเปิดตัวโครงการ YBL ORIENTATION DAY SEASON 3 โดยนานาเลือกที่จะอุบตอบสถานะความสัมพันธ์นี้แบบชัดเจน

นานา อุบตอบสัมพันธ์ เจนี่-เอ็ดวิน

นานา ไรบีนา ในฐานะโฆษกประจำแก๊งนางฟ้า ได้รับคำถามจากสื่อเกี่ยวกับข่าวลือความรักของเจนี่กับเอ็ดวิน เธอตอบอย่างระมัดระวังว่า “นานาว่าอันนี้ไม่ใช่เรื่องของนานา ถึงเราจะเป็นเพื่อนกับเจนี่ก็จริง แต่เรามีสเปซให้กับเพื่อนในการที่เขาจะตอบคำถามนี้เอง ถ้าถามนานาว่าอันนี้จริงหรือไม่จริง นานาว่าไปถามเจ้าตัวดีกว่านะคะ” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความเคารพในความเป็นส่วนตัวของเพื่อนสนิท

เมื่อถูกถามเพิ่มเติมว่ารู้สึกยังไงที่เห็นเจนี่มีความรัก นานาตอบว่า “อันนี้ไม่แน่ใจ ฉันจะไม่หลงกลตอบคำถามของคนอื่น นานาว่ามันไม่ผิดหรอกเพราะเราโตแล้ว จะมีการคุยกับใครหรืออะไรก็ตาม แต่เรื่องว่ามันจะออฟฟิเชียลเบอร์ไหนหรือเป็นไปถึงขั้นไหน อันนี้นานาตอบไม่ได้จริงๆ ต่อให้ทราบก็อาจจะบอกว่าไม่ทราบ เดี๋ยวก็หาว่านานาโกหก แต่มันไม่ใช่เรื่องที่นานาควรจะก้าวล้ำไปตอบเรื่องของเขา เพราะฉะนั้นให้เขาตอบเองดีกว่า” นานายังเน้นย้ำว่าความรู้สึกทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ และเธอไม่อยากก้าวก่าย

นานา รู้แต่ไม่พูด เรื่องของใครให้คนนั้นพูดเอง

นอกจากนี้ นานายังเล่าว่าเธอมีสามีคนเดียว และไม่ได้แซวเจนี่เรื่องนี้เป็นพิเศษ “นานาว่าสิ่งนี้มันเป็นความสัมพันธ์เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องของใครก็ให้คนนั้นตอบดีกว่า มีเป็นห่วงอะไรไหม นานาว่าเจนี่ต้องเป็นห่วงนานา เจนี่เป็นเพื่อนที่ให้คำปรึกษาแล้วก็ค่อนข้างที่จะนิ่ง แล้วก็ผ่านเหตุการณ์ที่เป็นรถไฟเหาะมาอย่างมากมาย บางทีเขาก็เป็นที่พึ่งของเราด้วยซ้ำ ช่วงนี้เรารู้สึกเห็นเขานิ่ง ถ้าเราไม่สบายใจเราได้คุยกับเขา เราก็จะรู้สึกเข้าใจอะไรมากขึ้นไม่น่าจะต้องเป็นห่วงเรื่องความรักของเจนี่ นานาว่าเขาผ่านมาจนน่าจะรู้ว่าอะไรควร”

สำหรับเอ็ดวิน นานายอมรับว่าเคยเจอแบบกลุ่มเพื่อน “ก็เคยเจอในแบบกลุ่มเพื่อน เจอไม่กี่ครั้ง เท่าที่เจอมา เขาก็เป็นคนน่ารัก แต่ถามว่าจะตอบในฐานะอะไรดี นานาไม่รู้ว่าการไปพุชเขาออนเดอะเฟรมอาจจะเป็นการไปพูดถึงเขามากเกินไปหรือเปล่าเพราะจริงๆ แล้วนานาก็เป็นบุคคลที่สาม” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสุภาพและไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด

นานายังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเจนี่หลังจากบวช “หลังจากบวชเจนี่เปลี่ยนไปสนุกขึ้น รีแล็กซ์ขึ้น แล้วก็ง่ายขึ้นกับชีวิต เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่ซ้ายก็ซ้ายสุด ขวาก็ขวาสุด เดี๋ยวนี้เขากินง่ายอะไรง่ายๆ นอนดึกบ้างจะไม่เหมือนเมื่อก่อนที่สตริ๊กมากๆ นอนดึกไม่ได้เลย ตอนนี้ก็เริ่มอยู่ต่อกับเพื่อน รีแล็กซ์ขึ้น เราอยู่กับเขาแล้วเราก็รู้สึกเบาสบาย”

เมื่อพูดถึงโพสต์หวานๆ หรือดอกไม้ที่เจนี่แชร์ นานายังคงยืนยันว่า “ที่เขาโพสต์หวานๆ อันนี้ตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงโพสต์แบบนั้น เรื่องดอกไม้อันนี้ก็ตอบไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ว่าใครให้ (ไม่รู้จริงอะ) ก็บอกแล้วไงว่าให้ตอบว่าไม่รู้แปลว่าโกหก สนิทกันขนาดนี้ แต่ว่ามันแค่ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ได้โกหกแค่ตอบว่าไม่ตอบ ซึ่งจริงๆ แล้วจะบอกว่าเลเวลของความสัมพันธ์ของเพื่อนกับคนอีกคนมันเป็นเรื่องของสองสามคนแล้ว มันไม่ใช่แค่เจนี่แต่มันมีบุคคลที่สาม เพราะฉะนั้นนานาให้เกียรติให้สเปซตรงนี้ดีกว่า เพื่อนมีความสุขเราก็ยินดีด้วย ยินดีทุกคนอยู่แล้ว”

สุดท้าย นานาสรุปว่า “จะออฟฟิเชียลเมื่อไหร่ อันนี้ไม่รู้ ไม่ทราบเลยไม่ใช่เรื่องของเรา เราตอบไม่ได้จริงๆ อย่างที่บอก หลังจากที่บวชเขาก็สบายขึ้น รีแล็กซ์ขึ้น ไม่ได้แปลว่าการไปปาร์ตี้หรือการอยู่กับเพื่อนมันดูมากเกินไป นานาว่ามันแค่เป็นการทำอะไรก็ได้ที่เรามีความสุข อย่าไปคิดเยอะ อย่าไปตัดสินจากภาพบางภาพที่เห็นแค่นิดหน่อยแล้วก็ตัดสินกันไป นานาว่าเราโตกันแล้ว มันไม่ค่อยแฟร์กับคนที่อยู่ในภาพหรือวิดีโอนั้น”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนานา เราสามารถเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆ ในวงการนี้แน่นแฟ้นแค่ไหน นานาเลือกที่จะให้พื้นที่ส่วนตัวแก่เจนี่ โดยไม่ปล่อยให้ข่าวลือมาทำลายมิตรภาพ ข่าวแบบนี้อาจทำให้แฟนๆ ตื่นเต้น แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญคือความสุขของทุกคน

สำหรับแฟนๆ ที่ชื่นชอบข่าวดาราแบบนี้ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้พลาดโมเมนต์สำคัญ และอย่าลืมเคารพความเป็นส่วนตัวของศิลปินด้วยนะครับ

ที่มา – ‘นานา’ อุบตอบสัมพันธ์ ‘เจนี่-เอ็ดวิน’ ลั่นรู้แต่ไม่พูด เรื่องของใครให้คนนั้นพูดเอง

‘เต้ ทวิวงศ์’ แจงร่วมเวทีอนุทินแค่สังเกตการณ์

ในสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวอยุธยาเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือกรณีของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ หรือ ‘เต้ ทวิวงศ์’ สส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ที่ปรากฏภาพขึ้นเวทีร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.อยุธยาเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมสส.ฝ่ายค้านถึงขึ้นเวทีกับนายกฯ? วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดกันแบบใกล้ชิด

‘เต้ ทวิวงศ์’ สส.อยุธยา พรรคประชาชนแจงขึ้นเวทีร่วม’อนุทิน‘แค่สังเกตการณ์-นำเสนอปัญหา

นายทวิวงศ์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยยืนยันว่า การขึ้นเวทีครั้งนี้เป็นเพียงการสังเกตการณ์และนำเสนอปัญหาของชาวอยุธยาเท่านั้น ไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใดๆ เขาเล่าว่า ในฐานะตัวแทนของประชาชนชาวอยุธยาและอ.บางบาล เขามีหน้าที่ต้องเข้าไปนำเสนอข้อเสนอแนะทุกครั้งที่มีผู้นำรัฐบาลลงพื้นที่ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม เช่น ในปี 2567 ที่เคยร่วมกับรัฐมนตรีเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน

ปัญหาน้ำท่วมที่อยุธยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้รุนแรงมาก ชาวบ้านเดือดร้อนทั้งทรัพย์สิน ชีวิตความเป็นอยู่ นายทวิวงศ์ จึงใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องประชาชน

ข้อเสนอเร่งด่วนจาก ‘เต้ ทวิวงศ์’ สส.อยุธยา พรรคประชาชน

  • การชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย: ขอให้โอนเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเหมือนปีที่แล้ว โดยใช้ ngบกลางรายการฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทันท่วงที ลดภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภัยพิบัติ
  • จัดเตรียมรถน้ำดื่ม: ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งรถน้ำดื่มสะอาดไปยังจุดอพยพและพื้นที่สำคัญในแต่ละตำบล เพราะน้ำท่วมทำให้แหล่งน้ำสะอาดขาดแคลน สิ่งนี้จำเป็นมากสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • ชดเชยความเสียหายบ้านเรือน: หลังน้ำลด ขอให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเก็บข้อมูลความเสียหายจริง แล้วชดเชยตามราคาตลาด เพื่อให้ชาวบ้านซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้โดยไม่ลำบากเพิ่ม

นอกจากนี้ นายทวิวงศ์ ยังเน้นย้ำว่า ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยงบประมาณและคำสั่งจากรัฐบาลในการดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยรวมพลังทุกฝ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยพิบัติเช่นนี้

ในส่วนของงานแถลงข่าวของนายกฯอนุทิน เขาเพียงแค่อยากเข้าไปสังเกตการณ์และเป็นตัวแทนนำเสียงของชาวอยุธยาไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะอ.บางบาลที่ได้รับผลกระทบหนัก เมื่อนายกฯชวนขึ้นเวทีด้วยมารยาท เขาจึงยินดี เพื่อแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่านักการเมืองต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะพรรคไหน

นายทวิวงศ์ ย้ำชัดว่า ในสภาเขายังคงเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และหากมีการเลือกตั้งสส. เขาจะลงสมัครในนามพรรคประชาชนแน่นอน หากได้ไว้วางใจ เขาจะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯจากพรรค เช่น คุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เพื่อผลักดันนโยบายที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ โครงสร้างประเทศให้ยั่งยืน

จากมุมมองของเรา การชี้แจงครั้งนี้ของ ‘เต้ ทวิวงศ์’ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ต้องวางพรรคการเมืองชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือประชาชนก่อน น้ำท่วมอยุธยาครั้งนี้เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลจะตอบสนองอย่างไร หากคุณเป็นชาวอยุธยา คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เพื่อให้เสียงของเราดังถึงผู้มีอำนาจ

สุดท้าย ผมเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ พรรคประชาชนดูเหมือนจะมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในเรื่องนี้ หากเลือก ‘เต้ ทวิวงศ์’ คุณจะได้ตัวแทนที่สู้เพื่อชาวอยุธยาอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘เต้ ทวิวงศ์’ สส.อยุธยา พรรคประชาชนแจงขึ้นเวทีร่วม’อนุทิน‘แค่สังเกตการณ์-นำเสนอปัญหา

“กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ครองแชมป์ ศึกเทนนิส ธอส.

“กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ครองแชมป์ ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย

การแข่งขันเทนนิสระดับชาติที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปีนี้ คือ ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 85 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 สนามนี้ได้เห็นการต่อสู้ดุเดือดจากนักเทนนิสชั้นนำของไทย และผลที่ออกมาทำให้แฟนกีฬาตื่นเต้นไม่น้อย โดยเฉพาะการครองแชมป์ของ “กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ที่กลายเป็นไฮไลต์หลักของรายการ

“กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ครองแชมป์ ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย

ในประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร มือวางเลข 2 ของรายการ โชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม สุดยอดจริงๆ เลยค่ะ เธอเอาชนะ “แอ๊ตต้า” พิมพ์มาดา ทองคำ ด้วยสกอร์ 2-1 เซต (6-7 (6-8), 6-2, 6-4) นี่คือแชมป์แรกของกมลวรรณในรายการนี้ และเธอได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท กลับบ้านไปด้วย การแข่งขันรอบนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดยเซตแรกกมลวรรณแพ้แบบสูสีในไทเบรก แต่เธอกลับมาสตรองมากในเซตถัดไป ใช้กลยุทธ์เสิร์ฟที่แม่นยำและการวอลเลย์ที่คมคาย ทำเอาแฟนๆ ในสนามปรบมือกันสนั่น

กมลวรรณ ยอดเพ็ชร คว้าแชมป์หญิงเดี่ยว

ส่วนประเภทชายเดี่ยว จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาเอาชนะ เจมส์ วันแฮร์เซเลอ นักเทนนิสลูกครึ่งไทย-เบลเยียม ด้วยสกอร์ 2-0 เซต (6-2, 6-3) จิรัฏฐ์เล่นได้อย่างมั่นใจ เสิร์ฟเอซหลายลูก และใช้การตีพื้นฐานที่หนักหน่วง ทำให้คู่ต่อสู้ตามไม่ทัน คว้าแชมป์พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท ไปครอง นี่คือชัยชนะที่สมศักดิ์ศรีสำหรับนักกีฬาวัย 30 ต้นๆ คนนี้ที่ยังคงฟอร์มดีเยี่ยม

ไฮไลต์และความสำคัญของศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย

ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย ถือเป็นรายการเก่าแก่และมีชื่อเสียงในวงการเทนนิสไทย โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้สนับสนุนหลักมาอย่างยาวนาน รายการนี้ไม่เพียงแต่แจกรางวัลเงินสด แต่ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักเทนนิสรุ่นใหม่ในการเก็บแต้มสะสมเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ การที่ “กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ครองแชมป์ ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยที่กำลังก้าวขึ้นมาในเวทีโลก

ตลอดการแข่งขัน มีนักเทนนิสชั้นนำเข้าร่วมกว่า 200 คน แบ่งเป็นประเภทต่างๆ มากมาย เช่น คู่ผสม คู่หญิง และคู่น้องใหม่ แต่รอบชิงในประเภทเดี่ยวคือจุดเด่นที่ทุกคนรอคอย บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยผู้ชมที่เชียร์กันสุดเสียง โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของกมลวรรณที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อให้กำลังใจ

  • จุดเด่นของกมลวรรณ: การฟื้นตัวหลังแพ้เซตแรก และการใช้สปีดที่รวดเร็วในการไล่ตี
  • จุดแข็งของจิรัฏฐ์: ประสบการณ์จากทีมชาติ ทำให้จัดการเกมได้อย่างชาญฉลาด
  • รางวัลรวม: กว่า 1 ล้านบาท สำหรับทุกประเภท

นอกจากนี้ การแข่งขันยังมีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้แฟนๆ ที่อยู่ไกลบ้านสามารถติดตามได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มยอดผู้ชมให้รายการนี้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในมุมมองของผู้เขียน การครองแชมป์ของ “กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ไม่ใช่แค่ชัยชนะส่วนตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยหันมาสนใจกีฬาเทนนิสมากขึ้น ถ้าการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนยังคงต่อเนื่อง เราน่าจะเห็นนักเทนนิสไทยทะลุ Top 100 โลกในไม่ช้า หากคุณเป็นแฟนเทนนิส ลองติดตามรายการอื่นๆ ต่อไปนะคะ จะได้ไม่พลาดโมเมนต์สุดมันส์แบบนี้!

ที่มา – “กมลวรรณ-จิรัฏฐ์” ครองแชมป์ ศึกเทนนิส ธอส.ชิงแชมป์ประเทศไทย

ด่วน! รองผวจ.อุบลฯ สั่งเปิดศูนย์พักพิงทุกแห่ง

ด่วน! รองผวจ.อุบลฯ สั่งเปิดศูนย์พักพิงทุกแห่ง หลังเหตุยิงปืน-ระเบิดชายแดน

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานีได้เตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชน ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กันยายน มีรายงานเหตุการณ์ที่กองกำลังจากฝั่งกัมพูชาได้ยิงปืนและระเบิดเข้าในพื้นที่ช่องอานม้า ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งประชุมและสั่งการทันที

ด่วน! รองผวจ.อุบลฯ สั่งเปิดศูนย์พักพิงทุกแห่ง

นายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เป็นประธานการประชุมด่วนของคณะกรรมการและคณะทำงานศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอน้ำยืนที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์

ด่วน! รองผวจ.อุบลฯ สั่งเปิดศูนย์พักพิงทุกแห่ง เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ศูนย์เหล่านี้จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ที่พักผ่อน อาหาร และการแพทย์เบื้องต้น นอกจากนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีพัฒนาการใดๆ จะดำเนินการตามแผนปฏิบัติการทันที

การเตรียมพร้อมและปรับปรุงแผนปฏิบัติการ

ที่ประชุมได้นำประสบการณ์จากเหตุการณ์ในอดีตมาปรับปรุงแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ การช่วยเหลือ และการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชน ปัจจุบัน อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่นยังไม่มีการประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับประชาชนที่รู้สึกวิตกกังวล สามารถเดินทางไปยังศูนย์พักพิงที่อำเภอเดชอุดมได้ทันที โดยติดต่อผู้นำชุมชนหรือสอบถามจุดที่ใกล้ที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกัมพูชายิงปืนและระเบิดใส่พื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไทยได้เพิ่มมาตรการป้องกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

  • มาตรการเร่งด่วน: เปิดศูนย์พักพิงทุกแห่งทันที
  • การติดตามสถานการณ์: ทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง
  • การช่วยเหลือประชาชน: จัดหาอาหาร น้ำดื่ม และที่พักชั่วคราว
  • การสื่อสาร: อัปเดตข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อลดความตื่นตระหนก

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้ประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ เพื่อเสริมกำลังในพื้นที่ชายแดน การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการรักษาความสงบสุขและปกป้องพรมแดนไทย

ในมุมกว้างขึ้น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับข้อพิพาท领土 หากประชาชนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นใจ แนะนำให้เตรียมเอกสารสำคัญและเสบียงพื้นฐานไว้เสมอ เพื่อความพร้อมในทุกสถานการณ์

การเตรียมความพร้อมเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสียหาย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอีกด้วย ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว การมีศูนย์บัญชาการที่ชัดเจนจะช่วยควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โปรดเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว สถานการณ์นี้อาจเป็นบทเรียนให้เราเห็นความสำคัญของความสามัคคีและการเตรียมพร้อมเสมอ

ที่มา – ด่วน! ‘รองผวจ.อุบลฯ’ สั่งเปิดศูนย์พักพิงทุกแห่ง หลังเขมรยิงปืน-ระเบิดใส่ช่องอานม้า

ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม

ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมที่มาจากความหึงหวงรุนแรง โดย ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่มักเผชิญความเครียดจากชีวิตประจำวัน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ร.ต.ท.เทิดศักดิ์ เทศสาลี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 2 ศพ ภายในห้องเช่าเลขที่ 17/15 บ้านเขาตองพัฒนา หมู่ 9 ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมแพทย์เวรจากโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนะ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยกู้ภัย

รายละเอียดเหตุการณ์ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น

ที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ นายจออู้ ชาวเมียนมา อายุ 58 ปี และนางมิเอ ชาวเมียนมา อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน สภาพศพทั้งคู่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ขมับด้านขวา ข้างศพยังพบอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .22 กระบอกหนึ่ง พร้อมกระสุนปืนหลายนัด เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นพยานหลักฐาน

จากการสอบสวน น.ส.เนชี อายุ 26 ปี ลูกสาวของผู้เสียหาย เล่าว่าทั้งคู่ทำอาชีพเฝ้าสวนยางที่อำเภอสังขละบุรี ก่อนเกิดเหตุ เธอได้ยินพ่อกับแม่ทะเลาะกัน แต่ตอนนั้นเธอกำลังอยู่ในห้องน้ำ จึงไม่ได้เห็นอะไรชัดเจน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด เธอรีบออกมาดู พบว่ามารดาถูกยิงเสียชีวิตอยู่ด้านหลังห้องเช่า เมื่อพ่อหันมาเห็นเธอ เขาก็หันปืนมาทางเธอ แต่เธอวิ่งหลบเข้าไปในห้องนอนทัน ไม่นานก็ได้ยินเสียงปืนอีกนัด ซึ่งพ่อยิงตัวตายเพื่อหนีความผิด

น.ส.เนชียังเล่าต่อว่าช่วงไม่กี่เดือนที่พ่อแม่มาอยู่ด้วยกันที่ห้องเช่า มักมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องความหึงหวงของพ่อที่อารมณ์รุนแรงและไม่ชอบให้เมียคุยกับคนอื่น ซึ่งน่าจะเป็นชนวนเหตุนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้

สาเหตุจากความหึงหวงและปัญหาครอบครัว

เบื้องต้น ตำรวจเชื่อว่าสาเหตุหลักมาจาก ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นคนอารมณ์รุนแรงและมีนิสัยระแวงภรรยา จนสุดท้ายลงมือสังหารโหด เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะเทือนใจ แต่ยังสะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย โดยเฉพาะในชุมชนแรงงานต่างด้าวที่ต้องเผชิญความกดดันจากงานหนักและการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่

ความหึงหวงที่มากเกินไปสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขผ่านการสื่อสารหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีนี้ หากครอบครัวมีโอกาสปรึกษาคนอื่น อาจป้องกันโศกนาฏกรรมได้

  • ความเครียดจากงาน: แรงงานเฝ้าสวนยางต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดความตึงเครียดสะสม
  • ปัญหาการสื่อสาร: การทะเลาะบ่อยครั้งแสดงถึงการขาดการสื่อสารที่ดีในครอบครัว
  • วัฒนธรรมและความคาดหวัง: ในบางวัฒนธรรม ความหึงหวงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากเกินขอบเขตก็อันตราย

เหตุการณ์ ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งหามาตรการป้องกันความรุนแรงในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน คือ การควบคุมอารมณ์และการหาทางออกที่ถูกต้องเมื่อเกิดความขัดแย้ง หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากสายด่วน 1323 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรักที่แท้จริงต้อง建立บนความไว้วางใจ ไม่ใช่การครอบงำ หากเราร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยมากขึ้น โศกนาฏกรรมแบบนี้จะลดลงได้

ที่มา – ผัวพม่าหึงโหดระแวงเมียคุยคนอื่น จ่อหัวยิงเสียชีวิตก่อนยิงตัวตายตาม

ณัฐวุฒิ ย้ำเลือก ภูริกา สมหมาย รวมพลังศรีสะเกษ

ในวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ คึกคักสุดๆ เลยนะครับ พรรคเพื่อไทยยกทีมใหญ่ นำโดยนางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม, นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี, ทพญ.หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายวัชรพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ตรีชฎา ศรีญาดา อดีตโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และนายพิพัฒนชัย ไพบูลย์ อดีตผู้สมัคร ส.ก.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชนถึง 4 จุดหลักๆ เช่น ตลาดสดห้วยตึ๊กซู, วัดละลม, วิทยาลัยหลวงปู่สรวง ต.ไพรพัฒนา และวัดลุมพุก ต.โคกตา

‘ณัฐวุฒิ’ ย้ำเลือก ‘ภูริกา สมหมาย’ รวมพลังคนศรีสะเกษ ประกาศ ‘เพื่อไทย’ เดินหน้าต่อ

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาเสียงให้กับ น.ส.ภูริกา สมหมาย ผู้สมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดศรีสะเกษ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากพี่น้องชาวอำเภอภูสิงห์อย่างอบอุ่นมาก ประชาชนมาร่วมให้กำลังใจกันแน่นขนัด แสดงให้เห็นถึงพลังของคนศรีสะเกษที่ยังศรัทธาในพรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญของพรรค ขึ้นปราศรัยอย่างเป็นกันเอง โดยย้ำชัดเจนว่า ‘ณัฐวุฒิ’ ย้ำเลือก ‘ภูริกา สมหมาย’ รวมพลังคนศรีสะเกษ ประกาศ ‘เพื่อไทย’ เดินหน้าต่อ- กลับมาเป็นรัฐบาล นี่คือการสัญญาที่จะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

คุณณัฐวุฒิเล่าว่าครั้งนี้เป็นการมาเยือนอำเภอภูสิงห์ครั้งที่สอง ครั้งแรกยังเป็นรัฐบาลอยู่ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป รัฐบาลถูก ‘วิ่งราว’ ไปเสียแล้ว แม้แต่ ‘งูเห่า’ ก็เอาไปด้วย ตอนนี้กลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกันซะงั้น สำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ น.ส.ภูริกา สมหมาย เป็นทายาทการเมืองของ ส.ส.อมรเทพ สมหมาย และเธอคือลูกขุนหาญ หลานภูสิงห์แท้ๆ ที่พร้อมทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองจากคำปราศรัยของณัฐวุฒิ

ในคำปราศรัย นายณัฐวุฒิยังพูดถึงประเด็นร้อนๆ อย่างสถานการณ์แผ่นดิน ‘ยุบ’ ลงมา โดยประชาชนถามกันว่า 4 เดือนข้างหน้ารัฐบาลจะยุบจริงไหม? เขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่าไม่รู้ว่าสภาจะยุบหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ แผ่นดินยุบแล้ว รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วัน ถนนก็ทรุดลงไปหมด รัฐบาลนี้ถูกเรียกว่า ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ สว. ที่มาจากการฮั้วก็กลายเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ แล้วองค์กรอิสระที่เลือกมาก็ ‘สีน้ำเงิน’ ตาม สุดท้ายรัฐธรรมนูญที่จะร่างมาก็คง ‘สีน้ำเงิน’ ไปด้วย ประชาชนสงสัยว่าทำไมสน.สามเสนไม่ยุบลงมาด้วย คำตอบคือ สน.สามเสนเอาไว้จับพวกฮั้ว สว. นี่แหละครับ คำพูดนี้ทำให้ทุกคนหัวเราะ แต่แฝงความจริงทางการเมืองที่ลึกซึ้ง

นายณัฐวุฒิย้ำอีกว่า การเลือกตั้งวันที่ 28 กันยายนนี้ จะเป็นคำตอบจากสังคมไทย โดยเฉพาะคนศรีสะเกษ ว่าจะยอมให้ ‘น้ำเงิน’ ครองทุกอย่างหรือไม่ หรือจะส่งสัญญาณเบรก เพื่อไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดว่ายึดอำนาจได้หมด พรรคเพื่อไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทำงานและทำนโยบายที่ตอบโจทย์คนยากจน คนไทยที่ลืมตาอ้าปากได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีสิทธิมีเสียงในสังคม แต่ 20 ปีที่ผ่านมา มีทั้งผลงานและอุปสรรคมากมาย ผู้สื่อข่าวถามว่าเพื่อไทยสูญพันธุ์หรือยัง? คำตอบต้องมาจากคนศรีสะเกษนี่แหละ การเลือกตั้งพรุ่งนี้คือการประกาศหัวใจของขุนหาญและภูสิงห์ว่าจะให้โอกาสพรรคเพื่อไทยต่อไหม

พูดถึงประวัติศาสตร์ นายณัฐวุฒิเล่าว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกขังเพราะคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ หลังการปฏิวัติ พวกเวทีพันธมิตรที่ไล่นายกฯ ทักษิณ กลับถูกตั้งให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะเราล้มลงบนตักประชาชน ประชาชนยังจำผลงานได้ และอยากให้เรากลับมาดูแลอีกครั้ง เมื่อคืนนี้เขาส่งข่าวไปบอก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรค ให้เล่าให้นายทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คนไทยคงหายจนไปแล้ว นโยบายต่างๆ คงก้าวหน้าไกลกว่านี้ แต่คนที่ทำงานให้คนจนมักถูกกดขี่จากกลุ่มที่อยากยึดอำนาจ พรรคเพื่อไทยไม่ยอมแพ้ เราจะจับมือกับชาวภูสิงห์และขุนหาญ สู้ต่อไป และครั้งหน้าจะกลับมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยแน่นอน

จากเหตุการณ์นี้ เห็นได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทยยังมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ชนบทอย่างศรีสะเกษ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชิงที่นั่ง แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง นโยบายของพรรคที่เน้นลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนจน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ประชาชนให้การยอมรับ หากคุณเป็นคนศรีสะเกษหรือสนใจการเมืองไทย ลองติดตามผลการเลือกตั้งดูนะครับ มันอาจเปลี่ยนทิศทางของประเทศได้เลย

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจการเมืองไทย อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อให้เสียงของเรามีพลัง สนับสนุนพรรคที่ทำงานเพื่อประชาชนตัวจริง

ที่มา – ‘ณัฐวุฒิ’ ย้ำเลือก ‘ภูริกา สมหมาย’ รวมพลังคนศรีสะเกษ ประกาศ ‘เพื่อไทย’ เดินหน้าต่อ- กลับมาเป็นรัฐบาล

ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก

ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก

ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับนักวิเคราะห์และนักธุรกิจทั่วไป สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน ว่าสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติได้เผยแพร่รายงานล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ว่าปีที่แล้ว จีนมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทำงานในโรงงานมากกว่า 2 ล้านตัว และมีการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ถึงเกือบ 300,000 ตัว สูงกว่าจำนวนที่ติดตั้งในโรงงานทั่วโลกทั้งหมดรวมกันเสียอีก ในขณะที่สหรัฐอเมริกาติดตั้งได้เพียง 34,000 ตัวเท่านั้น

ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก

การที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์ในโรงงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้โรงงานในจีนจะนำหุ่นยนต์มาใช้มากขึ้น แต่พวกเขาก็พัฒนาการผลิตหุ่นยนต์ในประเทศได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยการทุ่มงบประมาณจากรัฐและนโยบายส่งเสริมเพื่อให้บริษัทจีนกลายเป็นผู้นำในเทคโนโลยีหุ่นยนต์และนวัตกรรมขั้นสูงอื่นๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนได้ริเริ่มโครงการใหญ่เพื่อรณรงค์การใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม ทำให้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จีนติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่มากกว่า 150,000 ตัวต่อปี ส่งผลให้โรงงานจีนผลิตสินค้าได้ถึงเกือบ 1 ใน 3 ของการผลิตทั้งโลก ซึ่งมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักรรวมกันเสียอีก

อันดับประเทศที่ใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุด

นอกจากจีนที่ครองแชมป์แล้ว ประเทศที่ติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดรองลงมาก็คือญี่ปุ่น ซึ่งติดตั้งไป 44,000 ตัวในปีที่แล้ว ตามด้วยสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และเยอรมนี อย่างไรก็ตาม อันดับเหล่านี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังแซงหน้าอย่างชัดเจน รายงานยังชี้ว่าก่อนหน้านี้ หุ่นยนต์ที่ติดตั้งในจีนส่วนใหญ่มาจากการนำเข้า แต่ในปีที่แล้ว เกือบ 3 ใน 5 ของหุ่นยนต์ทั้งหมดถูกผลิตในประเทศจีนเอง นี่คือสัญญาณว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

การนำหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงานจีนไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน ทำให้จีนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น โครงการผสานรวมหุ่นยนต์กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยให้โรงงานอัตโนมัติมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และเร่งกระบวนการผลิตให้เร็วขึ้น

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโลกและโอกาสสำหรับไทย

  • เพิ่มประสิทธิภาพ: หุ่นยนต์ช่วยให้โรงงานจีนผลิตสินค้าได้มากขึ้นและมีคุณภาพสูง
  • ลดการพึ่งพาแรงงาน: ในขณะที่บางประเทศกังวลเรื่องการเลิกจ้าง แต่จีนมองว่านี่คือโอกาสในการอัพสกิลแรงงาน
  • นวัตกรรม AI: การรวม AI เข้ากับหุ่นยนต์ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์ที่เรียนรู้ได้เอง

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษากรณีจีนนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ โดยรัฐบาลไทยควรส่งเสริมการลงทุนในหุ่นยนต์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้ไทยแข่งขันได้กับจีนและประเทศอื่นๆ

ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก สะท้อนถึงอนาคตของการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุน อย่าพลาดที่จะติดตามพัฒนาการนี้ เพราะมันอาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมของคุณได้ ลองคิดดูสิว่าหุ่นยนต์จะช่วยธุรกิจของคุณอย่างไรบ้าง? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันเถอะ

ที่มา – ผลสำรวจชี้ชัด โรงงานในจีนมี ‘หุ่นยนต์’ ทำงานอยู่มากที่สุดในโลก

วิสามัญหนุ่มยิงปืนใส่ทหารพราน 2 รอบถูกสวนยิงดับ คาดเพี้ยนบ่นอยากตาย

วิสามัญหนุ่มยิงปืนใส่ทหารพราน 2 รอบถูกสวนยิงดับ คาดเพี้ยนบ่นอยากตาย

เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความท้าทายด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ พ.ต.อ.ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกองร้อยทหารพรานที่ 4601 บริเวณหน้าฐานปฏิบัติการบ้านลูโบะปูโละ หมู่ที่ 3 ตำบลสามัคคี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที โดยมีชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นักพิสูจน์หลักฐาน และกำลังตำรวจทหารจำนวนหนึ่งร่วมปฏิบัติการ ที่現場พบรถจักรยานยนต์ซูซูกิสีเทา ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ล้มตะแคงอยู่ใกล้ประตูทางเข้าฐานด้านซ้ายมือ ขณะที่ด้านขวามือใกล้แท่งแบริเออร์ พบปลอกกระสุนปืน AK47 ตกอยู่ 4 ปลอก นอกจากนี้ ยังพบกองเลือดจำนวนหนึ่งในทุ่งนาตรงข้ามฐาน ห่างไปประมาณ 200 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทั้งหมดไว้

ภาพเหตุการณ์

ลำดับเหตุการณ์วิสามัญหนุ่มยิงปืนใส่ทหารพราน

จาการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารพรานกำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดหน้าฐานตามคำสั่งของ ร.อ.สุรศักดิ์ จินดานิมิต ผู้บังคับร้อยทหารพรานที่ 4601 ทันใดนั้น มีชายต้องสงสัยคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์สีเทา ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำและกางเกงสีขี้ม้า ผ่านจุดตรวจแล้วใช้อาวุธปืน .22 ยิงใส่เจ้าหน้าที่ 1 นัด แต่กระสุนพลาดเป้า ทำให้คนร้ายขี่รถหลบหนีไป

ประมาณ 10 นาทีต่อมา คนร้ายกลับมาอีกครั้ง โดยขี่รถจักรยานยนต์ผ่านจุดตรวจและยิงใส่เจ้าหน้าที่อีก 2 นัด เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงใช้ปืนประจำกายยิงสวนกลับ ทำให้คนร้ายทิ้งรถและวิ่งหนีเข้าไปในทุ่งนา เจ้าหน้าที่ไล่ติดตามจนถึงคันนา ซึ่งคนร้ายใช้เป็นที่กำบังและยิงใส่เจ้าหน้าที่เป็นระยะ

ภาพลำดับเหตุการณ์

เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้คนร้ายวางอาวุธ โดยรับประกันความปลอดภัย ในที่สุดคนร้ายยอมมอบตัวพร้อมอาวุธปืน แต่พบว่าถูกยิงเข้าที่ปากและไหปลาร้าขวา เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลรือเสาะทันที แต่ผู้ต้องหาทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพการตรวจสอบ

ประวัติผู้ก่อเหตุและสาเหตุที่คาดเดา

จากการตรวจสอบ พบว่าผู้เสียชีวิตชื่อนายอารอฟัด อายุ 35 ปี ชาวอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ไม่มีประวัติก่อเหตุด้านความมั่นคง ญาติมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า ผู้ตายมีพฤติกรรมเพี้ยน เป็นร่างทรง และมักบ่นว่าอยากตาย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ภาพผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์วิสามัญหนุ่มยิงปืนใส่ทหารพราน 2 รอบถูกสวนยิงดับ คาดเพี้ยนบ่นอยากตาย นี้ ทำให้เกิดคำถามถึงปัญหาสุขภาพจิตในสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อ เจ้าหน้าที่ทหาร พ.อ.สิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับการฉก.ทพ.46 ยืนยันว่าจะตรวจสอบทุกมิติเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความมั่นคง
  • ปัญหาสุขภาพจิตต้องได้รับการแก้ไขจากชุมชน
  • การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนสำคัญยิ่ง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธ แต่รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของประชาชนด้วย หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำซาก หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นใจ กรุณาแสดงความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – วิสามัญหนุ่มยิงปืนใส่ทหารพราน 2 รอบถูกสวนยิงดับ คาดเพี้ยนบ่นอยากตาย