ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘อนุทิน’ปัดโหวตหนุนนั่งนายกฯ ไม่เกี่ยวโควตารัฐมนตรี

เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 5 กันยายน ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดใจและแสดงความรู้สึกครั้งแรกหลังได้รับการโหวตเลือกให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

‘อนุทิน’ปัดโหวตหนุนนั่งนายกฯ ไม่เกี่ยวโควตารัฐมนตรี

นายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ และส่งเสียงสนับสนุน โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้เขาได้รับการเสนอชื่อและคะแนนเสียงเพียงพอสำหรับการดำรงตำแหน่งนี้ แม้ในวันเดียวกันนี้จะมีผู้สมัครอื่น ๆ อย่างนายชัยเกษม นิติสิริ ที่ได้รับการเสนอชื่อเช่นกัน แต่ผลของการโหวตก็ยืนยันการตัดสินใจของพรรคร่วมรัฐบาล

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดสรรโควตารัฐมนตรี หรือผลประโยชน์ทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้อง แต่นายอนุทินยืนยันว่า ‘อนุทิน’ปัดโหวตหนุนนั่งนายกฯ ไม่เกี่ยวโควตารัฐมนตรี กล่าวว่าทุกคะแนนที่ได้รับมานั้นสะท้อนถึงความประสงค์ของรัฐสภาและประชาชน

ความเห็นของ ‘อนุทิน’ ต่อผลงานและการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องการควบตำแหน่งรัฐมนตรีหรืออาจเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินไม่ได้ให้ข้อมูลโดยตรง แต่ตอบด้วยรอยยิ้มและเป็นกันเอง สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและไม่ตึงเครียด แม้จะมีคำถามซ้ำหลายครั้งเกี่ยวกับประเด็นนี้

  • การยอมรับจากพรรคการเมืองต่าง ๆ
  • รอยยิ้มและการแสดงออกอย่างเป็นมิตร
  • หลักการทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่น

สำหรับคำถามเกี่ยวกับบิดา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล นายอนุทินเผยว่าตนเองได้ไปกราบและรับทราบจากบิดาเป็นลำดับแรก แม้บิดาจะไม่ได้ให้คำแนะนำโดยตรง แต่นายอนุทินกล่าวว่าความเข้าใจและการกลับมาในบทบาทใหม่นี้เป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ตนตั้งใจจะนำพาประเทศก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ‘อนุทิน’ปัดโหวตหนุนนั่งนายกฯ ไม่เกี่ยวโควตารัฐมนตรี ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างจริงใจ เพื่อลดความขัดแย้งและเน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ความคิดนี้ก็สะท้อนถึงวิธีคิดและแนวทางการเมืองที่เน้นความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มรูปแบบ

ในที่สุด ประสบการณ์ที่ผ่านมาและการได้รับตำแหน่งครั้งนี้ คงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงานของนายอนุทิน และหากประชาชนมองไปข้างหน้าการบริหารเพื่อแผ่นดิน จะเป็นการดีหากสื่อมวลชนและประชาชนร่วมให้กำลังใจและติดตามเขาอย่างใกล้ชิดในบทบาทใหม่นี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ – ‘อนุทิน’ปัดโหวตหนุนนั่งนายกฯ ไม่เกี่ยวโควตารัฐมนตรี

ชัยภูมิน้ำป่าหลากท่วมสะพาน ชาวบ้านติดบนถนน 3 ชม.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน จังหวัดชัยภูมิประสบกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเทพสถิต ทำให้เกิด น้ำป่าหลาก ไหลทะลักจากเทือกเขาพังเหยลงสู่ลำห้วยฝรั่ง บริเวณตำบลบ้านวะตะแบก จนส่งผลให้ถนนและสะพานข้ามห้วยฝรั่งท่วม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของชาวบ้านและนักเรียนกว่า 60 คนที่ต้อง stranded บนถนนกว่า 3 ชั่วโมง

ชัยภูมิน้ำป่าหลากท่วมสะพานข้ามห้วยฝรั่ง

แม้จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเฝ้าระวังในช่วงค่ำของวันนั้น แต่ระดับน้ำยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่อันตราย ทำให้ไม่สามารถให้รถคันใดเคลื่อนตัวข้ามสะพานได้ จนกระทั่งเวลา 20.00 น. ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ทางผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้รถเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านดงลานอีกครั้ง

ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำป่าหลาก

ทางด้านผู้ประสบเหตุการณ์ระบุว่า ไม่เคยมีการเตรียมความพร้อมใดๆ เลยต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้ เพราะทุกครั้งที่เกิดน้ำหลากจะทำให้การเดินทางสะดุดและเกิดความไม่สะดวกเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่การเดินทางของชาวบ้าน การเดินทางของรถรับส่งนักเรียน และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

  • น้ำหลากเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน
  • ไม่มีระบบเตือนภัยที่ชัดเจน
  • ถนนและสะพานไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้
  • ประชาชนต้องสูญเสียเวลาในการเดินทาง

ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความห่วงใยและมีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาดำเนินการสร้างสะพานใหม่ที่มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหลากได้จริง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้น ด้วยความปลอดภัยในการเดินทาง

สถานการณ์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ว่าการวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างน้ำป่าหลาก จำเป็นต้องมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อดูแลคนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำป่าหลากในพื้นที่อื่นๆ หรือแนวทางการเตรียมความพร้อมมือรับน้ำหลาก ติดตามเราได้ที่นี่!

ที่มา – ‘ชัยภูมิ’ น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้ามห้วยฝรั่ง ชาวบ้าน-นักเรียน ติดอยู่บนถนนนานกว่า 3 ชั่วโมง

โผครม.เรียบร้อยแล้ว ‘อนุทิน’บอก ‘ผมโอเค พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องโอเค’

เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 5 กันยายน 2566 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังจากการเลือกตั้ง และการสร้างcoalition government ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญของวงการการเมืองไทย

โผครม.เรียบร้อยแล้ว ‘อนุทิน’บอก ‘ผมโอเค พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องโอเค’

นายอนุทินระบุว่า ในขณะนี้มีการฟอร์มทีมครม.ในระดับเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว โดยมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมสำหรับการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า อย่างไรก็ตาม ท่านยังไม่เปิดเผยชื่อคณะรัฐมนตรีรายบุคคล เนื่องจากยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมจะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่

การสร้างความมั่นใจกับพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงการยอมรับจากพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า “ผมโอเค เขาก็ต้องโอเค” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในกระบวนการที่พรรคภูมิใจไทยได้วางไว้ การแก่ไขข้อขัดแย้งและประสานความเข้าใจระหว่างพรรคต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 เป็นภาพรวมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมีพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูงและมีบทบาทสำคัญในการตัดสินผลทางการเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่อำนาจของพรรคหลัก แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกพรรคที่ได้คะแนนสนับสนุน

นอกจากนี้ การจัดโผครม.ยังเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยต้องการผลักดัน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการแก้ไขปัญหาภัยยาเสพติดที่ท่านเคยประกาศไว้อย่างชัดเจน

  • พรรคภูมิใจไทยเตรียมโผครม.
  • การประสานความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล
  • นโยบายประเทศภายใต้การนำของอนุทิน
  • ความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังนั้นการประกาศโผครม.จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะบอกเล่าให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นภาพชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยจะปรับเปลี่ยนบ้านเมืองอย่างไร ภายใต้แนวคิดการบริหารที่เน้นความเป็นธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประชาชนก็สามารถจับตาดูได้ว่า การจัดตั้งครม.ชุดใหม่จะเข้ากับพรรคภูมิใจไทยได้อย่างไร โดยมีประธานพรรคเป็นหัวหน้าทีมที่มีความรับผิดชอบสูง

สรุปได้ว่า โผครม.เรียบร้อยแล้ว ส่วนการเปิดเผยอย่างเป็นทางการนั้น คงต้องรอเวลาอีกสักครู่ แต่จากคำพูดของนายอนุทิน ทำให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

ที่มา – โผครม.เรียบร้อยแล้ว ‘อนุทิน’บอก ‘ผมโอเค พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องโอเค’

เทศบาลเมืองระนอง จัดแข่งขันกีฬาสีโรงเรียนในสังกัดฯ ส่งเสริมเยาวชนออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 กันยายน ที่สนามกีฬากลางจังหวัดระนอง นายพินิจ ตันกุล นายกเทศมนตรีเมืองระนอง ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองระนอง ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนเทศบาลวัดอุปนันทารามและโรงเรียนเทศบาลบ้านเขานิเวศน์ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งนายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเทศบาลบ้านเขานิเวศน์ หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมในครั้งนี้

เทศบาลเมืองระนอง จัดแข่งขันกีฬาสีโรงเรียนในสังกัดฯ ส่งเสริมเยาวชนออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด

การจัดกิจกรรมกีฬาสีในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองระนอง ได้ร่วมกิจกรรมระหว่างโรงเรียนอย่างใกล้ชิด โดยมีการแบ่งสีการแข่งขันเป็น 4 สี ได้แก่ สีฟ้าและสีชมพูของโรงเรียนเทศบาลวัดอุปนันทาราม ส่วนสีเหลืองและสีเขียวเป็นสีของโรงเรียนเทศบาลบ้านเขานิเวศน์ การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาภาวะร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคมในระดับหนึ่ง

ส่งเสริมเยาวชนออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด

กิจกรรมภายในงานไม่ได้เน้นแค่การแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนให้ห่างไกลจากยาเสพติด และส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ผ่านการเล่นกีฬา เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความเข้มแข็งระหว่างโรงเรียนในสังกัดเดียวกัน

กีฬาที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีหลากหลายประเภท ทั้ง กีฬาแบดมินตัน กีฬาอีสปอร์ต กีฬาแชร์บอลหญิง กีฬาฟุตซอลชาย กีฬาเปตอง กีฬาจักรยานขาไถ ประเภทกีฬาอนุบาล กีฬาพื้นบ้าน และกรีฑา นักเรียนได้ลุกขึ้นมาแข่งขันแลกเปลี่ยนความรู้ ความสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงเชียร์จากเพื่อนๆ และครูอาจารย์ผู้ดูแล

  • กีฬาแบดมินตัน
  • กีฬาอีสปอร์ต
  • กีฬาแชร์บอลหญิง
  • กีฬาฟุตซอลชาย
  • กีฬาเปตอง
  • กีฬาจักรยานขาไถ
  • กีฬาพื้นบ้าน
  • กรีฑา

ไม่เพียงเท่านั้น ทางเทศบาลเมืองระนอง ยังมีการส่งเสริมศักยภาพนักเรียนในด้านต่างๆ อีกด้วย เช่น ความร่วมมือ ความรัก ความสามัคคี และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการประกวดแข่งขัน ขบวนพาเหรด กองเชียร์ และการเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งทุกการประกวดล้วนเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจของนักเรียนแต่ละคน

จากกิจกรรมครั้งนี้ สามารถสร้างความสามัคคีและจิตสำนึกให้แก่นักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพในอนาคต การจัด กีฬาสีโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองระนอง จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีคุณค่าทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครูที่มองหาโอกาสในการส่งเสริมพลังบวกให้กับเยาวชน เหตุการณ์เช่นนี้แฝงไว้ด้วยคุณค่ามากมายที่น่าติดตาม เราลองสังเกตกันดีกว่าว่าโรงเรียนในพื้นที่ของคุณมีกิจกรรมใดบ้างที่สามารถส่งเสริมความเป็นเลิศของเด็กๆ ได้ในแบบฉบับของตนเอง

ที่มา – เทศบาลเมืองระนอง จัดแข่งขันกีฬาสีโรงเรียนในสังกัดฯ ส่งเสริมเยาวชนออกกำลังกาย ห่างไกลยาเสพติด

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ แจงจัดงานอนุสาวรีย์ ร.1 ไม่เกี่ยวแก้บน “อนุทิน”

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีกระแสข่าวแพร่หลายในโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ว่า จังหวัดบุรีรัมย์เตรียมจัดงานบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ที่อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ แจงจัดงานอนุสาวรีย์ ร.1 ไม่เกี่ยวแก้บน “อนุทิน”

ข่าวดังกล่าวเป็นที่สนใจอย่างมากจากประชาชนทั่วไป เนื่องจากเห็นภาพถ่ายและวีดิทัศน์ที่มีเจ้าหน้าที่และนักศึกษาได้เข้ามาช่วยกันจัดสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์อย่างคึกคัก ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการเตรียมพรเพื่อจัดงานให้แก่ นายอนุทิน ในวันที่ 7 กันยายน ซึ่งตรงกับวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าผิดความเข้าใจ

ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการผ่านทางสื่อออนไลน์และสื่อมวลชนว่า “เรื่องดังกล่าว ไม่เป็นความจริง แต่อย่างใด” เพราะการจัดเตรียมสถานที่จริงๆ นั้นเป็นกิจกรรมของ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีเพื่อบวงสรวงในโอกาสวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ที่จัดขึ้นทุกปี

“งานนี้จัดขึ้นทุกปีเพื่อระลึกถึงรัชกาลที่ 1 ผู้เป็นผู้ก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ และไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหน่วยงานราชการ หรือมีจุดประสงค์เพื่อแก้บนให้กับบุคคลใดโดยเฉพาะ” นายปิยะกล่าวอย่างชัดเจน

เป็นธรรมดามหาวิทยาลัยจัดงานวันสวรรคต

กิจกรรมนี้เคยจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดการให้มีพิธีรำลึก และการอัญเชิญองค์พระ ตลอดจนจัดเตรียมพื้นที่เพื่อความเหมาะสมกับการจัดงาน โดยมีนักศึกษาและคณาจารย์ร่วมเป็นผู้ร่วมงานอย่างเข้มข้น

ในปีนี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากปีที่ผ่านมา แต่เป็นการดำเนินกิจกรรมเชิงคุณูปการทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างปกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมค่านิยมและความภาคภูมิใจในถิ่นฐาน

  • ข่าวลือไม่属实
  • ไม่มีเจตนาแก้บนผู้สมัครฯ
  • จัดงานเป็นประจำปี โดยมหาวิทยาลัย
  • เพื่อระลึกถึงรัชกาลที่ 1

ผู้ว่าราชการฯ จึงย้ำว่า โครงการดังกล่าว “ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองของบุคคลใดเลย” ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างไม่จำเป็น

ที่สำคัญ ทุกคนควรเคารพอิสระในการแสดงออกและการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ความเข้าใจที่ผิดอาจนำไปสู่ความเสียหายของภาพลักษณ์ได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นหน้าที่ของทุก citizen ในสังคมดิจิทัล

หากคุณชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านและเข้าใจไปพร้อมกัน

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ แจงปมจัดงานอนุสาวรีย์ ร.1 ไม่เกี่ยวแก้บน “อนุทิน” ว่าที่นายกฯ

‘ชาคริต’ เข้าใจหัวอกเกษตรกรเจอวิกฤตราคาดิ่งวูบ

เมื่อ谈起到วงการบันเทิงหลายคนคงนึกถึงนักแสดงมากฝีมือที่ไม่ว่าจะรับบทบาทใดก็สามารถเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังและยังสร้างรอยยิ้มให้แฟนๆ อยู่เสมอคือ “ชาคริต แย้มนาม” ที่แม้จะเป็นพระเอกที่หลายคนรู้จักในวงการบันเทิง แต่หลังแต่งงานกับนางเอกสาว “แอน ภัททิรา รุ่งโรจน์” ชายหนุ่มก็เปลี่ยนบทบาทจากหน้ากล้องสู่ชีวิตจริง กลายเป็นชาวสวนผลไม้เต็มตัว และเป็นแขนขวาในการดูแลและจัดการธุรกิจผลไม้ของภรรยาอย่างตั้งใจ

‘ชาคริต’ เข้าใจหัวอกเกษตรกรเจอวิกฤตราคาดิ่งวูบ

ในช่วงที่ผ่านมาหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้เผชิญกับวิกฤตการตลาดผลไม้ราคาตกต่ำอย่างหนัก และหนึ่งในผู้ที่เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีคือชาคริตเอง เนื่องจากเขาได้ใช้เวลาอย่างมากในการลงมือทำและสัมผัสกับข้อจำกัดต่าง ๆ เป็นจริง ล่าสุดในงานแถลงข่าวซีรีส์ MOUSE จับฆาตกรทองคำเปลว ซึ่งชาคริตรับบทนำ เขาก็ได้แชร์ถึงมุมมองการเป็นชาวสวนในช่วงที่เกิดวิกฤตในภาคเกษตรอย่างตรงไปตรงมา

ความท้าทายและการปรับตัว

“ปีนี้รีแลกซ์มาครึ่งปีเลย รีเซ็ตอะไรใหม่ ไปโฟกัสงานที่บ้านมากกว่า แต่อาทิตย์หน้าจะเปิดกล้องเรื่องใหม่กับช่องวัน ตอนนี้กลับมาเรื่องของการแสดงแล้ว หน้าผลไม้หมดไปแล้ว พักฟื้นต้น แล้วเริ่มดูแลใหม่ สภาพอากาศก็มีผลมาก สภาวะเรื่องราคาด้วย แต่ทางปลายทางเขาก็มีปัญหา แต่มันก็มีขึ้นมีลง ต้องเข้าใจหัวอกกัน หาตรงกลางให้เจอถึงอยู่รอดได้” ชาคริตเปิดใจให้สื่อมวลชนฟังผ่านคำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจเชิงลึกทั้งต่อวิกฤตและเกษตรกร

“ทุเรียนปีนี่ถูกจนตกใจ มันก็ปี๊ด แล้วมันก็ปุ๊บเลย แต่ยังไม่เท่าไหร่ เสียดายผลไม้อื่นหรือมังคุด ที่ควรจะมีราคาได้ แต่อยู่ดีๆ ที่ร่วง ก็น่าเป็นห่วง อยากให้มันมีมาตราฐานเรื่องคุณภาพ และไม่มีราคาตกใจ ไม่ต้องแพงเกินไป ไม่ต้องดิ่งเกินไป ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนน่าจะแฮปปี้”

ผู้ที่เคยอยู่ในหลายบทบาท ทั้งนักแสดง ผู้ประกอบการ และชาวสวน ทำให้เขามองปัญหาในมุมที่หลากหลาย และเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ดูแย่จะมีโอกาสเบื้องหลังเสมอ

“แต่ถ้าสินค้าไทยแข็งแรงได้แบบมีมาตราฐาน กับมาตราการที่มันมั่งคงให้กับหน้าสวน จนไปถึงคนกลาง หรือพ่อค้าฝั่งโน่นได้ ถ้าหาข้อตกลงกันได้ มันน่าจะสวยงาม เพราะเราเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง ข้างหนึ่งเป็นชาวสวน อีกข้างเป็นนักธุรกิจ แล้วอีกข้างก็ยังอยู่ในวงการบันเทิง”

  • เข้าใจปัญหาชาวสวนจากประสบการณ์จริง
  • มองการตลาดและกลยุทธ์ด้านธุรกิจผลไม้
  • เชื่อว่าการมีมาตราฐานจะช่วยสร้างสมดุลราคา

ความเห็นจากชาคริตนี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและมุมมองของผู้ผ่านความยากลำบากมาจริง ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบไม่ใช่แค่การขายให้ดีขึ้น แต่ควรจะเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพสินค้า การวางกลยุทธ์ด้านการตลาด และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ชุมชน รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ

หากทุกฝ่ายร่วมมือกันจริง ปัญหา “ราคาดิ่งวูบ” จะกลายเป็นเรื่องในอดีต และทุกคนจะได้ “อยู่รอดร่วมกัน” อย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘ชาคริต’ เข้าใจหัวอกเกษตรกร เจอวิกฤตราคาดิ่งวูบ ชี้วิธีหาทางรอดร่วมกัน

‘อรรถกร-ไผ่’ ยัน ‘กล้าธรรม’ ยังคงโควตา ก.เกษตร-ก.ศึกษา สานต่องานอีก 4 เดือน

เมื่อเวลา 21.20 น. วันที่ 5 กันยายน ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส. พรรคกล้าธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคกล้าธรรม โดยกล่าวว่า การตรวจสอบคุณสมบัติเป็นขั้นตอนที่ทุกคนต้องดำเนินการ และเชื่อว่าทุกคนที่จะเข้ารับตำแหน่งจะไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนเรื่องเก้าอี้หรือโควตาที่พรรคได้รับนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในพรรคจะต้องพิจารณาร่วมกัน

‘กล้าธรรม’ ยังยืนยันโควตา ก.เกษตร-ก.ศึกษา

นายอรรถกร กล่าวว่า ตนเองและนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ถือเป็นรุ่นกลาง แต่เชื่อว่าพรรคกล้าธรรมมีความพร้อม และจะทำหน้าที่ร่วมกับรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และตนยืนยันต่อ ส.ส. ในสภาฯ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ร.อ.ธรรมนัส กับโควตาตำแหน่งรัฐมนตรี

เมื่อถามถึงข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรอบนี้ นายไผ่ ยืนยันว่า เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงข่าวที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะไปดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม นายไผ่ กล่าวว่ายังไม่มีการพูดคุยถึงขั้นตอนนั้น และเน้นว่าตอนนี้ทุกฝ่ายเน้นการร่วมมือฝ่าวิกฤติมากกว่าเรื่องตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม นายไผ่ เชื่อมั่นว่า นายอนุทิน จะให้พรรคกล้าธรรมดูแลกระทรวงที่ได้รับการมอบหมายต่อไป โดยเน้นย้ำว่า เป้าหมายคือการสานต่อภารกิจสำคัญในช่วงอีก 4 เดือนข้างหน้าให้สำเร็จ

การยืนยันโควตากระทรวงเกษตรและศึกษาธิการ

เมื่อถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ ยังคงเป็นโควตาของพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายไผ่ ยืนยันว่า “น่าจะเป็นเช่นนั้น” ทว่าในขณะเดียวกัน เรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า ทุกฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้อง

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงจำนวนโควตาเพิ่มเติม ระบุว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้มีการเรียกร้องหรือข้อเสนอใด ๆ และหากได้รับมอบหมายตำแหน่งใด ก็จะพร้อมรับรองการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

พรรคกล้าธรรมกับตำแหน่งรองนายกฯ

เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายไผ่ ยิ้มพร้อมตอบว่า “ก็เราเป็นพรรคอันดับ 2” ซึ่งนัยของคำตอบชี้ให้เห็นถึงความมั่นใจในบทบาทของพรรคร่วมในรัฐบาลชุดนี้

สรุป: แม้จะมีหลายเสียงพูดถึงโควตาและตำแหน่งภายในพรรคร่วม แต่ความชัดเจนจากทั้งนายอรรถกร และนายไผ่นั้น แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในขั้นตอนของระบบและเชื่อมั่นในบทบาทของพรรคกล้าธรรมในการบริหารประเทศต่อไป

ที่มา – ‘อรรถกร-ไผ่’ ยัน ‘กล้าธรรม’ ยังคงโควตา ก.เกษตร-ก.ศึกษา สานต่องานอีก 4 เดือน

ไม่จริง! ‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’ แจงเรื่องแก้บน 7 ก.ย.นี้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า เรื่องข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมแก้บนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ณ จังหวัดบุรีรัมย์ในวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดและเกิดความสับสน

ไม่จริง! ‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’ แจงเรื่องแก้บน 7 ก.ย.นี้

ในวันดังกล่าว จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวรวงสรวงรัชกาลที่ 1 ปี 2024 ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นผู้จัด และสถานที่จัดงานจะเป็น ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ในเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์ โดยมีการเตรียมสถานที่ให้พร้อมสำหรับการจัดงานในลักษณะพิธีกรรมทางวัฒนธรรมตามความเหมาะสม

กิจกรรมที่สำคัญในวันพิธี

งานดังกล่าวมิได้มีเจตนาในการเป็นการ แก้บนตามเชื่อ อย่างที่กระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ แต่เป็นเพียงพิธีทางวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นที่ดำเนินกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นประเพณี

  • พิธีบวรวงสรวงรัชกาลที่ 1
  • จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
  • ดำเนินกิจกรรมภายในบริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1
  • ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมแก้บนของนายอนุทิน

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร้องขอให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสื่อมวลชน ได้นำข้อมูลนี้ไปเผยแพร่เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อข่าวลือที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่

ดังนั้น ข่าวลือเรื่องการ เตรียมแก้บนบุรีรัมย์ ในวันที่ 7 กันยายนนี้ จึงไม่จริง และไม่มีพื้นฐานใด ๆ รองรับ ประชาชนสามารถเข้าร่วมพิธีได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว

การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าใจถึงความเป็นมาของประเพณีไทยอันประเสริฐ

อย่างไรก็ตาม หากมีข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมวันที่ 7 กันยายนนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการต่อไป

การที่ผู้ว่าราชการออกมาชี้แจงอย่างเปิดเผยเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจและไม่เข้าใจผิดจากข้อมูลอันบิดเบือน จึงถือเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานด้านข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส

ที่มา – ไม่จริง! ‘ผู้ว่าฯบุรีรัมย์’ แจงหลังสะพัด‘อนุทิน’เตรียมแก้บนบุรีรัมย์ 7ก.ย.นี้

‘ว่าที่นายกฯหนู’ โชว์สปิริตร่วมประชุมสภาพิจารณากฎหมายจนปิดสภา

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนไม่น้อย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับเข้าสู่รั้วสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่เพิ่งมีโอกาสกราบพ่อ ณ โรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อมาเข้าร่วมประชุมสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ.… ซึ่งน่าสนใจว่าเป็นหนึ่งในร่างกฎหมายที่นายอนุทินเป็นผู้เสนอเอง แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานของ ‘ว่าที่นายกฯหนู’ อย่างชัดเจน

‘ว่าที่นายกฯหนู’ โชว์สปิริตร่วมประชุมสภาพิจารณากฎหมายจนปิดสภา

อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของนายอนุทินในครั้งนี้น่าสังเกต ว่าไม่ได้เดินทางผ่านเส้นทางปกติที่คนทั่วไปใช้ โดยได้ใช้ทางชั้นบีสองในการเข้าอาคาร และเคลื่อนที่ขึ้นไปยังห้องประชุมทันที โดยไม่มีการแสดงความคิดเห็นใด ๆ กับสื่อมวลชน แม้กระทั่งในระหว่างที่มีการเข้าร่วมพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวจนจบ ในเวลาประมาณ 21.15 น. นายอนุทินก็ได้ออกจากสภาโดยใช้ทางชั้นบีสองอีกเช่นเดียวกัน เพื่อเดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทยในทันที

หลังประชุมสภาจนเสร็จ

ว่าที่นายกฯหนู ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน และการให้ความสำคัญกับภารกิจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสภามีการประชุมในตอนเย็นหรือกลางคืน ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำมืออาชีพ ที่พร้อมเข้าสู่บทบาทหน้าที่เชิงรุก

ความพยายามในการมาพิจารณาร่างกฎหมายที่ตนเองเป็นผู้ริเริ่ม คือการยืนยันความเชื่อมั่นในนโยบายที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน และการยกให้แรงงานสาธารณสุขในระดับพื้นฐานมีความมั่นคงในอาชีพ

  • การเดินทางกลับสภาในเวลาเย็น
  • ใช้ทางเข้าพิเศษเพื่อความรวดเร็ว
  • ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ แม้จบประชุม
  • พิจารณากฎหมายจนเสร็จตามกำหนด

ท่าทีเชิงรุกของว่าที่นายกฯหนู สะท้อนถึงความพร้อมในการบริหารประเทศในอนาคต ทั้งในด้านความรับผิดชอบ การบริหารเวลา และการผสมผสานระหว่างหน้าที่ของบุตรกับหน้าที่ของนักการเมืองอย่างลงตัว

overall, การที่ว่าที่นายกฯหนูสามารถอยู่ในห้องประชุมจนจบการพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างละเอียด

หากคุณติดตามพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่คุณไม่ควรมองข้าม อย่าลืมติดตามข่าวสารที่เป็นปัจจุบันเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญอื่น ๆ ในอนาคต

ที่มา – ‘ว่าที่นายกฯหนู’ โชว์สปิริตร่วมประชุมสภาพิจารณากฎหมายจนปิดสภา

ทีมรักบี้ตำรวจไทยคว้าถ้วยรุจิรวงศ์ชนะทีมมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทีมรักบี้ตำรวจไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลังจากคว้าถ้วยรางวัล ‘รุจิรวงศ์’ จากการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ครั้งที่ 36 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 กันยายน 2568 ที่สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ทีมรักบี้ตำรวจไทยคว้าถ้วยรุจิรวงศ์ชนะทีมมาเลเซีย

ในการแข่งขันในครั้งนี้ ทีมรักบี้ตำรวจไทย ได้แสดงฝีมืออันยอดเยี่ยม ทั้งในประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี และประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปี โดยในประเภทแรก สามารถเอาชนะทีมตำรวจมาเลเซียได้ด้วยสกอร์ 22 ต่อ 5 ส่วนในประเภทอาวุโส ก็เก็บชัยชนะมาได้อย่างสนุกตื่นเต้นด้วยสกอร์ 15 ต่อ 14 ทำให้ ทีมรักบี้ตำรวจไทยคว้าถ้วยรุจิรวงศ์ชนะทีมมาเลเซีย สำเร็จอย่างภาคภูมิใจ

บรรยากาศของการแข่งขัน

บรรยากาศการแข่งขันที่สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล

งานนี้ยังมีผู้เข้าร่วมชมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญจากทั้งไทยและมาเลเซีย เช่น นางประพิณ รุจิรวงศ์ กรรมการบริหารเดลินิวส์, พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจทั้งสองประเทศ

นอกจากการแข่งขันแล้ว ยังมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีมอบถ้วยรางวัลให้กับนักกีฬาที่ได้รับชัยชนะในทั้งสองประเภท

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกีฬา

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ไม่ได้มีแค่การชิงชนะเลิศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างมิตรภาพ รวมถึงพัฒนาความร่วมมือในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสองประเทศได้ในอนาคต

ภาพบรรยากาศการมอบรางวัล

สำหรับการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย–มาเลเซีย ครั้งที่ 37 จะได้รับการจัดโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความรักและมิตรภาพผ่านกีฬาอย่างแท้จริง

เรียกได้ว่าการแข่งขันกีฬาไม่ใช่แค่การเล่นกีฬาธรรมดา ๆ แต่เป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพที่น่าภาคภูมิใจ กับ ทีมรักบี้ตำรวจไทยคว้าถ้วยรุจิรวงศ์ชนะทีมมาเลเซีย ครั้งนี้ นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของยุค heroes รุ่นใหม่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพลังของความสามัคคี สมรรถนะ และความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในวงการกีฬาและการต่อต้านอาชญากรรมได้ที่นี่ และอย่าลืมให้กำลังใจนักกีฬาไทยทุกคนที่สู้เต็มแรงเสมอมา

ที่มา – ทีมรักบี้ตำรวจไทย สุดเจ๋ง คว้าถ้วย ‘รุจิรวงศ์’ ชนะ ทีมตำรวจมาเลเซียทั้ง 2 รุ่น