ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘อนุทิน’ตรวจน้ำท่วมบางบาล เน้นแก้ปัญหาระยะยาว

ในวันที่ 27 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมที่วัดโคกหิรัญ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การเยี่ยมเยียนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะ ‘อนุทิน’ตรวจน้ำท่วมบางบาล เน้นแก้ปัญหาระยะยาว ไม่อยากแจกแต่ถุงยังชีพ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่นายกฯ เน้นย้ำ

‘อนุทิน’ตรวจน้ำท่วมบางบาล เน้นแก้ปัญหาระยะยาว

เมื่อเวลา 09.15 น. นายอนุทิน เดินทางมาด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน สน. 5999 โดยมีคณะรัฐมนตรีและ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลรอต้อนรับอย่างอบอุ่น ผู้นำท้องถิ่นและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ร้องเพลงมาร์ชต้อนรับ พร้อมมอบดอกกุหลาบและตะโกนเชียร์ ‘ขวัญใจอสม.’ และ ‘รักท่านนายกฯ’ บรรยากาศเป็นกันเองมาก นายกฯ ยังร่วมถ่ายเซลฟี่กับทุกคน แม้จะมีฝนตกปรอยๆ แต่ก็ไม่ลดความคึกคัก

นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สรุปรายงานสถานการณ์น้ำท่วม โดยพื้นที่อำเภอบางบาลเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากตอนบน พื้นที่ต่ำและระบบระบายน้ำช้า ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี นายอนุทิน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น และย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม เป้าหมายคือประโยชน์สูงสุดของประชาชน

แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาว

นายอนุทิน กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมในอยุธยาที่เกิดจากลักษณะภูมิศาสตร์ โดยแม่น้ำเจ้าพระยามีจุดคอขวดทำให้ระบายน้ำช้า รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดการนโยบายหลัก นอกจากนี้ ยังเรียก ส.ส.ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ หรือ ‘ส.ส.เต้’ จากพรรคประชาชน ขึ้นเวทีเพื่อแสดงความสามัคคี แม้พรรคต่างกันแต่โหวตสนับสนุนนายกฯ และจะดูแลประชาชนทุกคนเท่าเทียม

นายกฯ ยังเชิญ ส.ส.อยุธยาทุกเขตขึ้นเวที และแนะนำทีมงาน รวมถึงยืนยันเรื่องงบประมาณฉุกเฉินสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่สามารถเบิกจ่ายช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลการตรวจสอบ ‘เราจะทำให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชน 100%’ นายอนุทิน กล่าว พร้อมมอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดชี้แนวทางให้ อปท. ใช้เงินอย่างกล้าหาญเพื่อบรรเทาทุกข์

ในฐานะอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย นายอนุทิน เข้าใจความเร่งด่วน ตอนนี้ทั้งเสนอและอนุมัติอยู่ในมือเดียว ทำให้การช่วยเหลือรวดเร็ว รัฐบาลจะลงพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบ ‘‘อนุทิน’ตรวจน้ำท่วมบางบาล เน้นแก้ปัญหาระยะยาว ไม่อยากแจกแต่ถุงยังชีพ คือปรัชญาการทำงานของเรา’

  • เร่งรัดโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ให้เสร็จปี 2569 ระบายน้ำ 1,200 ลบ.ม./วินาที
  • ปรับปรุงระบบชลประทานฝั่งตะวันออกตอนล่าง จากชัยนาท ป่าสัก ใช้เวลา 7 ปี งบ 100,000 ล้านบาท
  • มอบหมายนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นายอนุทิน ย้ำว่าประชาชนไม่อยากได้ถุงยังชีพ เพราะหมายถึงชีวิตปกติไม่ได้ รัฐบาลจึงเน้นแก้ปัญหายั่งยืน แทนการเยียวยาชั่วคราวที่เสียเงินปีละ 10,000 ล้านบาทแต่ได้ประโยชน์น้อย ‘ถ้าไม่แก้ยาว พ่อแม่พี่น้องจะทนเราได้กี่ปี’ เขากล่าวติดตลก นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างความสามัคคีกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ ที่กล้าตัดสินใจเพื่อประชาชน

ประชาชนตะโกนเชียร์ ส.ส.เต้ นายกฯ ตอบว่า ‘ดีแล้ว เลือกเต้แล้วให้เต้มาเลือกหนู’ สร้างรอยยิ้มให้ทุกคน ต่อมา ได้มอบเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิต 1 ราย จากน้ำท่วม และแจกถุงยังชีพ 1,000 ชุด ชาวบ้านฝากเรื่องผนังกั้นน้ำและกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ ยืนยันกำลังดูแล

ระหว่างพบปะ นายกฯ บอกประชาชน ‘ขอให้อดทน เอาเงินช่วยก่อน กำลังเร่งระบายน้ำ รัฐบาลเดียวกันจะช่วยเต็มที่’ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเหลือชั่วคราว แต่จุดประกายความหวังในแผนระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบปัญหาน้ำท่วมแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากโครงการคลองระบายน้ำสำเร็จ จะลดภาระประชาชนได้มาก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารน้ำท่วมเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม

ที่มา – ‘อนุทิน’ตรวจน้ำท่วมบางบาล เน้นแก้ปัญหาระยะยาว ไม่อยากแจกแต่ถุงยังชีพ

ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า

เหตุการณ์น้ำป่าหลากที่สร้างความตกใจให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนพูดถึง ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากฝนตกหนักตลอดคืน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่สูงชัน ไหลทะลักลงสู่ที่ราบลุ่มอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า

จากรายงานของผู้สื่อข่าวพบว่าน้ำป่าได้ไหลทะลักเข้าท่วมถนนสายพิมาย-ชุมพวง บริเวณหน้าโรงเรียนพิมายสามัคคี 1 โดยระดับน้ำสูงกว่า 30 เซนติเมตร และกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงมาก ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้อย่างปกติ ผู้ใช้เส้นทางต้องหยุดรอหรือหาทางอ้อมเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ปริมาณน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในพื้นที่

ที่หนักหน่วงยิ่งกว่าคือ น้ำป่าได้พัดพาบ้านของนางฉลวย มุ่งครอบกลาง อายุ 58 ปี ซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พังทลายลงทั้งหลังต่อหน้าต่อตา โชคดีที่สมาชิกในครอบครัวสามารถหลบหนีออกมาได้ทันเวลา จึงไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ นับเป็นโชคดีท่ามกลางความโกลาหล

คำให้สัมภาษณ์จากเจ้าของบ้านที่รอดตายหวุดหวิด

นางฉลวย เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหาย เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครียวว่า “ฝนตกหนักทั้งคืน ไม่คิดว่าน้ำป่าจะไหลมาซัดบ้านพังทั้งหลังแบบนี้ ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า จริงๆ แล้ว นี่เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เราไม่สามารถประเมินความเสียหายได้เลยตอนนี้ ทุกอย่างพังยับเยิน” เธอยังเล่าต่อว่าปกติพื้นที่นี้เคยมีน้ำท่วมบ้าง แต่ไม่เคยรุนแรงถึงขนาดพัดบ้านเรือนทั้งหลังแบบนี้มาก่อน

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอพิมายนี้ เกิดจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและป่าไม้ ซึ่งเมื่อฝนตกหนัก น้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนตกหนักผิดฤดู และการบุกรุกพื้นที่ป่าที่ลดลง ทำให้ดินไม่สามารถดูดซับน้ำได้ดีเท่าที่ควร

ผลกระทบและการรับมือกับน้ำป่าไหลหลาก

ไม่ใช่แค่น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลัง แต่ยังส่งผลกระทบต่อการจราจรและเศรษฐกิจท้องถิ่น ชาวบ้านหลายรายต้องหยุดประกอบอาชีพชั่วคราว ขณะที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนใกล้เคียงต้องหยุดเรียนเพื่อความปลอดภัย ทางเทศบาลตำบลพิมายได้เร่งส่งเจ้าหน้าที่จากงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ เพื่อสำรวจความเสียหายทั้งหมดและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย

  • การแจกจ่ายถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น
  • การประเมินค่าเสียหายเพื่อขอรับการเยียวยาจากรัฐบาล
  • การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อลดระดับน้ำในพื้นที่ท่วม

เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบ ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงสร้างเขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว ปลูกต้นไม้เพิ่มเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ รัฐบาลควรลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยง

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา พื้นที่ภาคอีสานอย่างนครราชสีมามักเผชิญกับฝนตกหนักในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งปีนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายจุด ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงควรเตรียมแผนอพยพและสำรองเสบียงอาหารให้พร้อม

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน หากเราไม่ดูแลป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ความเสียหายอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น หากคุณอาศัยในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ลองตรวจสอบบ้านของคุณวันนี้ และแบ่งปันเคล็ดลับป้องกันน้ำป่าในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อช่วยเหลือกันและกัน

ที่มา – ชาวบ้านช็อก! หนักสุดในรอบ 10 ปี น้ำป่าพัดบ้านพังทั้งหลังต่อหน้า

‘ไซเบอร์อรรถ’ ถก ‘Meta’ พัฒนาหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน การสร้างภูมิคุ้มกันทางออนไลน์จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘ไซเบอร์อรรถ’ ถก ‘Meta’ พัฒนาหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’ เสริมคุ้มกันเยาวชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความรู้ดิจิทัลให้กับคนรุ่นใหม่

ภาพประชุม

‘ไซเบอร์อรรถ’ ถก ‘Meta’ พัฒนาหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’ เสริมคุ้มกันเยาวชน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ไซเบอร์อรรถ’ ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับ Meta Platforms, Inc. และบริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เรื่อง “พลเมืองดิจิทัล 101 (Digital Citizenship 101)” โดยมุ่งเป้าไปที่ครูและอาจารย์ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลลิเตอร์ซี่ (Digital Literacy) และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยรับมือกับภัยคุกคามออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ อาคารวิสิฐ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้หลักสูตรนี้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยจริงๆ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยให้เด็กๆ สามารถนำทางในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ หรือการหลอกลวงต่างๆ

ภาพผู้เข้าร่วมประชุม

ความสำคัญของหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’ ในการเสริมคุ้มกันเยาวชน

หลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” ไม่ใช่แค่การสอนใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการปลูกฝังทัศนคติและทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น การรับมือกับข้อมูลเท็จ การรักษาความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ในปัจจุบัน เด็กไทยใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามมากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของตำรวจไทยในการปกป้องเยาวชน ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Meta

จากประสบการณ์ของ สอท. พบว่าคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์ หรือการแบล็กเมล์ผ่านแอปพลิเคชัน หากไม่มีหลักสูตรที่เหมาะสม เด็กๆ อาจขาดเครื่องมือในการป้องกันตัวเอง ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรนี้จึงมุ่งหวังให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้เหล่านี้สู่ห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ประโยชน์หลักของหลักสูตร: ช่วยเสริมทักษะดิจิทัลพื้นฐานให้ครูและนักเรียน
  • การปรับให้เข้ากับบริบทไทย: รวมตัวอย่างกรณีศึกษาจากสังคมไทย เช่น การรับมือกับข่าวลือในเฟซบุ๊ก
  • ความร่วมมือหลายภาคส่วน: รวมผู้เชี่ยวชาญจากรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพื่อให้เนื้อหาครอบคลุมและอัปเดต
  • ผลกระทบระยะยาว: สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ลดอัตราการเกิดอาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ การประชุมยังมีการหารือถึงการนำหลักสูตรไปทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่อง เพื่อวัดผลและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นสังคมพลเมืองดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัย โครงการนี้จึงไม่เพียงเสริมคุ้มกันเยาวชน แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตดิจิทัลของคนไทยโดยรวม

ในมุมมองของผู้เขียน ความริเริ่มเช่น ‘ไซเบอร์อรรถ’ ถก ‘Meta’ พัฒนาหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’ เสริมคุ้มกันเยาวชน เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสังคม หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะสามารถลดช่องว่างดิจิทัลและปกป้องคนรุ่นใหม่จากภัยออนไลน์ได้ ลองนึกภาพโลกที่เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียอย่างรับผิดชอบและสร้างสรรค์ มันคืออนาคตที่เราทุกคนควรสนับสนุน หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อช่วยเสริมสร้างพลเมืองดิจิทัลรุ่นใหม่

ที่มา – ‘ไซเบอร์อรรถ’ ถก ‘Meta’ พัฒนาหลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล101’ เสริมคุ้มกันเยาวชน

ธ.ก.ส. ผลักดัน Glam Agro 12 แบรนด์ทั่วประเทศ

ธ.ก.ส. ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลักดันแบรนด์สินค้า Glam Agro กว่า 12 แบรนด์ทั่วประเทศ

ในยุคที่เกษตรกรเผชิญกับความท้าทายเรื่องราคาผลผลิตที่ผันผวน การยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้นกลายเป็นทางออกสำคัญ ธ.ก.ส. หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ริเริ่ม “โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้า Glam Agro” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในการสร้างแบรนด์สินค้าที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม โดยล่าสุด ธ.ก.ส. ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลักดันแบรนด์สินค้า Glam Agro กว่า 12 แบรนด์ทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ผลไม้แปรรูป สมุนไพร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงสินค้าจากยางพารา

ธ.ก.ส. ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลักดันแบรนด์สินค้า Glam Agro กว่า 12 แบรนด์ทั่วประเทศ

โครงการนี้เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของ ธ.ก.ส. ในการสนับสนุนเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรผ่านนวัตกรรม การตลาด และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือการลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท สไมล์ รับเบอร์ จำกัด ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส. ที่รวมตัวกันจากกลุ่มผู้ปลูกยางพารา หลังจากเห็นปัญหาราคายางที่ไม่แน่นอน พวกเขาจึงก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเนินสว่าง เพื่อรับซื้อยางพาราธรรมชาติและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ Kaika (ไก่กา) เช่น หมอนยางพารา ที่นอน และเบาะนั่งสมาธิ ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ปราศจากสารเคมีก่อภูมิแพ้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้รับการยอมรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ธ.ก.ส. ให้การสนับสนุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่เงินทุน การบริหารจัดการ ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยและมีมูลค่า นอกจากนี้ยังต่อยอดผ่านโครงการ New Gen Hug บ้านเกิด โดย Rebranding สู่แบรนด์ PARARAKSA (พารารักษา) ซึ่งเป็น SME เกษตรหัวขบวน ผลิตภัณฑ์อย่างที่นอนปุ่มยางพารา เบาะนั่งสมาธิ และเบาะรองหลัง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO9001:2015, A-Product Premium และจดสิทธิบัตรนวัตกรรม สร้างรายได้กว่า 6 ล้านบาทต่อปี และส่งออกไป 4 ประเทศในเอเชีย โดยตั้งเป้าผสมผสานเทคโนโลยี Smart AI เช่น เซนเซอร์วัดสุขภาพในที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ

การสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในโครงการ Glam Agro

โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้า Glam Agro ของ ธ.ก.ส. มุ่งส่งเสริม 3 ด้านหลัก เพื่อให้เกษตรกรมีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล ประการแรกคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสนับสนุน Rebranding, Re-Packaging และการแปรรูปด้วยนวัตกรรม ทำให้สินค้าแตกต่างและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ประการที่สอง การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ผ่าน Business Matching เพื่อจับคู่กับตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสร้างพันธมิตรกับสหกรณ์และภาคเอกชน ประการที่สาม การเพิ่มขีดความสามารถชุมชน โดยเชิญชวน Young Smart Farmer เข้ามาร่วมพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง สร้างงานและรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับปีบัญชี 2568 ธ.ก.ส. ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลักดันแบรนด์สินค้า Glam Agro กว่า 12 แบรนด์ทั่วประเทศ โดยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกว่า 800 ครัวเรือนเข้าร่วม สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ 2-3 เท่า นอกจากช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และขับเคลื่อนสู่เกษตรพรีเมียมที่แข่งขันได้ในตลาดโลก ตัวอย่างเช่น แบรนด์จากยางพาราที่ผสานนวัตกรรมสุขภาพ หรือสินค้าจากข้าวและสมุนไพรที่แปรรูปเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ความสำเร็จของโครงการนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. เกษตรกรไทยสามารถเปลี่ยนผลผลิตธรรมดาให้เป็นสินค้ามีแบรนด์ระดับโลกได้ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจ สามารถติดต่อ ธ.ก.ส. เพื่อขอคำปรึกษาและเข้าร่วมโครงการได้ทันที เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

ที่มา – ธ.ก.ส. ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผลักดันแบรนด์สินค้า Glam Agro กว่า 12 แบรนด์ทั่วประเทศ

หงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา

ในวงการฟุตบอลที่เต็มไปด้วยข่าวสารการย้ายทีมและผลงานบนสนาม การจากไปของนักเตะคนหนึ่งมักสร้างความสะเทือนใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ ดิโอโก โชตา กองหน้าคนสำคัญของ ลิเวอร์พูล ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สโมสร “หงส์แดง” ได้แสดงความรับผิดชอบอย่างน่าประทับใจ โดยการตัดสินใจ หงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา แบบเต็มจำนวนตามสัญญาที่เหลืออยู่

หงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา: การตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่

อาร์เน่ สล็อต กุนซือคนใหม่ของลิเวอร์พูล ได้ออกมาเปิดเผยในที่ประชุมสื่อมวลชนว่าสโมสรได้ตกลงจ่ายเงินค่าจ้างที่เหลือทั้งหมดให้กับภรรยาและลูกๆ ของโชตา โดยเงินจำนวนนี้สูงถึง 14.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 630 ล้านบาทไทย โชตามีสัญญากับทีมจนถึงปี 2027 และได้รับค่าจ้างสัปดาห์ละ 140,000 ปอนด์ ซึ่งเท่ากับสัญญาที่เหลืออีกสองปีเต็ม สล็อต กล่าวว่าการกระทำนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาในวงการฟุตบอล เพราะเจ้าของทีมส่วนใหญ่มักถูกวิจารณ์เรื่องการเงิน แต่ในกรณีนี้ ลิเวอร์พูล ได้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมและความเห็นอกเห็นใจที่แท้จริง

ภาพ ดิโอโก โชตา ในสนาม

ผลกระทบจากการตัดสินใจหงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา

การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือทางด้านการเงินให้กับรูเต้ คาร์โดโซ่ ภรรยาของโชตา และลูกทั้งสามคนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างชื่อเสียงให้กับสโมสรในสายตาแฟนบอลทั่วโลก ลิเวอร์พูล ซึ่งเพิ่งควักกระเป๋ากว่า 426 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวนักเตะใหม่ๆ เข้ามา เช่น อูโก้ เอเยติเก้ และอเล็กซานเดอร์ อิซัค มูลค่ารวม 199 ล้านปอนด์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงให้ความสำคัญกับมนุษยธรรม ท่ามกลางฤดูกาลที่ท้าทาย

สล็อต ยังได้แบ่งปันความรู้สึกส่วนตัว โดยกล่าวว่า “ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในเมืองลิเวอร์พูล ทำให้การทำงานกับสโมสรนี้พิเศษยิ่งขึ้น การได้ร่วมงานกับทีมที่ประสบความสำเร็จ มีขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่สิ่งที่พวกเขาจัดการหลังโศกนาฏกรรม โดยเฉพาะการ หงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา ทำให้ผมตื้นตันใจ แฟนบอลเองก็ส่งดอกไม้และการสนับสนุนมากมาย มันเหลือเชื่อจริงๆ”

  • สัญญาของโชตาเหลืออีก 2 ปี จนถึงปี 2027
  • ค่าจ้างรายสัปดาห์ 140,000 ปอนด์
  • เงินทั้งหมด 14.5 ล้านปอนด์
  • รวมมูลค่าการซื้อตัวนักเตะใหม่กว่า 426 ล้านปอนด์

ในขณะที่วงการฟุตบอลมักถูกมองว่าเป็นธุรกิจ แต่กรณีนี้พิสูจน์ว่าสโมสรชั้นนำอย่างลิเวอร์พูล ยังคงมีหัวใจ หลังจากโชตาเสียชีวิตพร้อมน้องชายจากอุบัติเหตุ สโมสรได้จัดพิธีรำลึก และแฟนๆ ร่วมกันแสดงความไว้อาลัย นอกจากนี้ การจ่ายเงินเต็มจำนวนยังช่วยให้ครอบครัวโชตาสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน

สำหรับฤดูกาลใหม่ ลิเวอร์พูล กำลังปรับตัวภายใต้การนำของสล็อต โดยหวังจะรักษาตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกไว้ การจากไปของโชตาเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่การตอบสนองของสโมสรทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับนักเตะคนอื่นๆ ในทีม นักฟุตบอลหลายคนในลีกใหญ่ๆ เริ่มพูดถึงเรื่องนี้ และยกย่องเจ้าของสโมสร จอห์น เฮนรี และคณะ

หากมองในมุมกว้าง การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพรีเมียร์ลีก ในฐานะลีกที่ไม่เพียงแข่งขัน แต่ยังใส่ใจสังคม แฟนบอลลิเวอร์พูล ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความภักดี ยิ่งรวมพลังกันสนับสนุนครอบครัวโชตา ทำให้เกิดกระแส positivity ที่แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจ หงส์ จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว โชตา เป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบทางสังคมในกีฬา คุณคิดว่าสโมสรอื่นๆ ควรทำตามแบบอย่างนี้หรือไม่? แสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวฟุตบอลอัปเดตล่าสุดกับเรา

ที่มา – “หงส์” จ่ายเงินทั้งหมดให้ครอบครัว “โชตา”

ชัยภูมิวิกฤติ! น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้าม ‘ห้วยฝรั่ง’ ตัดขาด 300 ครัวเรือน

ชัยภูมิวิกฤติ! น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้าม ‘ห้วยฝรั่ง’ ตัดขาด 300 ครัวเรือน

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดชัยภูมิกำลังเป็นที่กังวลใจของชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงมวลน้ำป่าที่ไหลทะลักลงมาจากเทือกเขาพังเหย สู่ลำห้วยฝรั่ง ในตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ น้ำสีแดงขุ่นเชี่ยวกรากไหลบ่าท่วมถนนและสะพานเชื่อมระหว่างบ้านห้วยฝรั่ง หมู่ที่ 4 กับบ้านดงลาน หมู่ที่ 11 ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

น้ำท่วมสะพานห้วยฝรั่ง

ชัยภูมิวิกฤติ! น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้าม ‘ห้วยฝรั่ง’ ตัดขาด 300 ครัวเรือน

ระดับน้ำที่ท่วมสูงและไหลเชี่ยวกรากนั้น ทำให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านได้ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการโคนมในพื้นที่ ที่ไม่สามารถขนส่งนมออกสู่ตลาดได้ทันเวลา บางรายต้องทิ้งนมที่ผลิตได้ไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งนับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า น้ำป่ามาหลากแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในฤดูฝน แต่ปีนี้ดูรุนแรงกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักสะสม

ไม่เพียงแต่ปัญหาการเดินทางเท่านั้น แต่บริเวณสะพานข้ามห้วยฝรั่งยังเป็นจุดเสี่ยงอันตรายสูง โดยเฉพาะส่วนที่น้ำไหลทะลักลงสู่หน้าผาสูงชันใกล้สะพาน ชาวบ้านย้อนความทรงจำถึงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น รถกระบะของชาวบ้านถูกกระแสน้ำซัดตกเหว จนสูญเสียชีวิตไป ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนในชุมชน

ผลกระทบน้ำท่วมชัยภูมิ

ชาวบ้านวอนเร่งสร้างสะพานใหม่เพื่อความปลอดภัย

จากประสบการณ์ที่เจ็บปวด ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทานหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน โดยเฉพาะการสร้างสะพานที่แข็งแรงและปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องรอรับการจัดสรรงบประมาณตามปกติ เพราะหากฝนตกหนักอีกครั้ง อาจเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านบางรายเสนอไอเดีย เช่น การติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม หรือสร้างทางเลี่ยงชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยง

จุดเสี่ยงน้ำท่วมห้วยฝรั่ง

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่จากอำเภอและอาสาสมัครท้องถิ่นได้จัดกำลังพลเฝ้าระวังพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุรถตกเหวซ้ำรอย โดยใช้ป้ายเตือนและกั้นพื้นที่อันตราย คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกลงมาอีกในช่วงบ่ายของวันนี้ ระดับน้ำจะลดลง และรถสามารถสัญจรได้ตามปกติ แต่ชาวบ้านยังคงกังวลกับพยากรณ์อากาศที่ยังมีโอกาสฝนตกหนัก

นอกจากปัญหาที่อำเภอเทพสถิตแล้ว ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ ก็ได้รับผลกระทบจากพายุฝนที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางถนนสายบำเหน็จณรงค์-ซับใหญ่ บริเวณบ้านวังพระทราย ตำบลบ้านชวน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชวน ร่วมกับเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน ได้ระดมเครื่องจักรตัดถอนต้นไม้ออกจากถนนอย่างเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูการจราจรให้กลับสู่ปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ถนนสายดังกล่าวบริเวณสามแยกตลาดใหม่มุ่งหน้าสู่อำเภอซับใหญ่ ยังมีน้ำขังบนผิวถนน ชาวบ้านและผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

  • ผลกระทบหลัก: ชาวบ้าน 300 ครัวเรือนถูกตัดขาด
  • ปัญหาเศรษฐกิจ: ผู้เลี้ยงโคนมต้องทิ้งนมหลายครั้ง
  • ความเสี่ยง: จุดอันตรายจากหน้าผาสูงชัน
  • การแก้ไข: วอนสร้างสะพานใหม่ด่วน

สถานการณ์ชัยภูมิวิกฤติ! น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้าม ‘ห้วยฝรั่ง’ ตัดขาด 300 ครัวเรือนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบทที่ยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่กว่าในอนาคต ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในชัยภูมิ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติโดยการสำรองเสบียงอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านจุดเสี่ยง หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแบ่งปันในความคิดเห็นด้านล่างเพื่อช่วยเหลือชุมชน

ที่มา – ชัยภูมิวิกฤติ! น้ำป่าหลากท่วมสะพานข้าม ‘ห้วยฝรั่ง’ ตัดขาด 300 ครัวเรือน

เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะของเล่น

เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะของเล่น

ในยุคที่ของเล่นเด็กมีหลากหลายรูปแบบ การเลือกของเล่นที่ปลอดภัยให้ลูกน้อยเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะของเล่นที่เลียนแบบสิ่งของในบ้านจริง ๆ ซึ่งอาจนำมาซึ่งอันตรายโดยไม่คาดคิด วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณี เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะของเล่น ที่เกิดขึ้นจริงและกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะของเล่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ลงในกลุ่ม “คนท้องคุยกัน | Mommy’s Community” เพื่อเตือนภัยให้พ่อแม่ทุกคนทราบ เรื่องราวเริ่มต้นจากเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่นชอบเตารีดของเล่นมาก เขาเอาไปเล่นรีดผ้าทุกวัน จนวันหนึ่งเกิดความอยากรู้อยากลองกับเตารีดจริงที่แม่วางทิ้งไว้ระหว่างรีดผ้าแล้วไปกินข้าว เด็กคิดว่ามันเหมือนของเล่นที่เขาเคยเล่น จึงแอบหยิบมาทดลองเล่นตามนิสัย จนเตารีดที่ยังร้อนจัดลวกมือเด็กจนร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

เจ้าของโพสต์เล่าว่า ต้องรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลทันที หมอรักษาอาการลวกให้ แต่โชคดีที่ไม่รุนแรงถึงขั้นนิ้วขาด หลังจากนั้น แม่เด็กได้ทำลายเตารีดของเล่นทิ้งทันที และเตือนว่าของเล่นแบบนี้อันตรายมาก อย่าให้ลูกเล่นเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าของจริงก็ปลอดภัยเช่นกัน

ชาวเน็ตวิจารณ์หนักหน่วงต่อกรณีเตือนภัยนี้

เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง บางคนเห็นด้วยกับการเตือนภัยและชื่นชมที่แม่เด็กออกมาแชร์ประสบการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับครอบครัวอื่น แต่บางส่วนกลับจวกหนัก โดยมองว่าปัญหาหลักมาจากการดูแลลูกที่ไม่ดีพอ ไม่ควรวางของร้อน ๆ ทิ้งไว้ใกล้ตัวเด็ก และการให้ของเล่นเลียนแบบของจริงอาจไม่เหมาะสมตั้งแต่แรก

กระแสวิจารณ์นี้ทำให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างในสังคมพ่อแม่ บางรายเล่าว่าลูกตัวเองเคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน เช่น เล่นมีดของเล่นแล้วไปหยิบมีดจริง หรือเล่นเตาแก๊สของเล่นจนเข้าใจผิด นี่คือบทเรียนราคาแพงที่เตือนให้เราต้องระวังมากขึ้น

อันตรายจากของเล่นเลียนแบบของใช้ในบ้าน

ของเล่นเด็กในท้องตลาดมีมากมาย โดยเฉพาะของเล่นที่ออกแบบมาให้เหมือนของจริงเพื่อกระตุ้นจินตนาการ เช่น ชุดทำอาหาร เตารีด มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นกับดักอันตรายได้ หากเด็กสับสนระหว่างของเล่นกับของจริง

  • ความเสี่ยงจากของร้อน: เตารีด หม้อทอด หรือเตาแก๊สจริง ๆ มีความร้อนสูงที่สามารถลวกผิวหนังเด็กได้ทันที
  • ปัญหาการเลียนแบบ: เด็กวัยกำลังโตมักเลียนแบบผู้ใหญ่ หากเห็นพ่อแม่ใช้ของจริง ก็อยากลองทำตาม
  • การขาดการกำกับดูแล: แม้ของเล่นจะปลอดภัย แต่ถ้าปล่อยให้เด็กเล่นโดยไม่ดูแล ก็อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง

เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกแนะนำให้เลือกของเล่นที่ไม่เลียนแบบของอันตราย 100% เช่น ใช้เตารีดของเล่นที่ไม่มีส่วนที่ร้อนจริง หรือเลือกของเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์มากกว่า

เคล็ดลับป้องกันอันตรายจากของเล่นเด็ก

นอกจากกรณี เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะของเล่น แล้ว เรายังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยของลูก:

  • ตรวจสอบของเล่นก่อนซื้อ: ดูฉลากว่าปลอดภัยตามมาตรฐาน ไม่มีส่วนที่คมหรือร้อน
  • สอนลูกแยกแยะ: อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าของเล่นกับของจริงต่างกันอย่างไร
  • จัดพื้นที่เล่น: แยกห้องเล่นของเด็กให้ห่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของร้อนในบ้าน
  • เฝ้าดูตลอดเวลา: ไม่ควรถาวรทิ้งเด็กไว้กับของเล่นคนเดียว โดยเฉพาะวัย toddler

สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า อุบัติเหตุจากของเล่นในเด็กไทยเกิดขึ้นปีละหลายพันราย ส่วนใหญ่มาจากการเลียนแบบของจริง ดังนั้น การตระหนักรู้และการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญ

สุดท้ายนี้ กรณีนี้เป็นบทเตือนใจให้พ่อแม่ทุกคนตรวจสอบของเล่นที่ให้ลูกเล่น และเพิ่มความระมัดระวังในการดูแล หากคุณมีประสบการณ์คล้าย ๆ กัน ลองมาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยเตือนภัยให้กันและกันนะคะ

ที่มา – เตือนภัย! ลูกถูกเตารีดลวกมือเพราะคิดว่าเป็นของเล่น ด้านชาวเน็ตจวกยับ

ชวลิต ทสท. จี้ รัฐบาลประสานจีนแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทรัฐฉาน

ชวลิต ทสท. จี้ รัฐบาลประสานจีนแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทรัฐฉาน

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นร้อนของโลก การทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทในรัฐฉานของเมียนมา ที่มลพิษไหลลงมาสู่แม่น้ำสำคัญของไทยอย่างแม่น้ำกก สาย รวก และโขง นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประสานงานกับจีนเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

ชวลิต ทสท. จี้ รัฐบาลประสานจีนแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทรัฐฉาน

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่อาคารประชาธิปก – รำไพพรรณี สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชวลิต ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมสัมมนาในหัวข้อ “กรอบกฎหมายและกลไกระดับนานาชาติในการจัดการผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉานและเมียนมา” การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการฯ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเซียศึกษา และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สายโขง

นายชวลิต เปิดการสัมมนาด้วยการขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ท ซึ่งต้นกำเนิดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนไทย โดยเฉพาะด้านสุขภาพ อนามัย และการใช้น้ำจากแม่น้ำเหล่านี้ในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการท่องเที่ยว ประมง และเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของชุมชนริมน้ำ

ภาพสัมมนา

ผลกระทบจากมลพิษเหมืองแร่แรร์เอิร์ท

ในที่สัมมนา นายชวลิต ชื่นชมเครือข่ายภาคประชาชนที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ยกระดับมาจัดในกรุงเทพฯ เพื่อผลักดันนโยบายแก้ปัญหาให้รวดเร็ว หลังจากวิทยากรนำเสนอข้อเท็จจริงจากพื้นที่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากการทำเหมืองไม่ถูกกฎหมาย

ปัญหาหลักคือการแก้ไขต้องทำที่ต้นตอ ซึ่งอยู่ خارجพรมแดนไทย นายชวลิต เสนอให้ใช้กลไกองค์กรความร่วมมือลุ่มน้ำโขง เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่มีสมาชิกไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) ที่รวมจีน เมียนมา และประเทศอื่นๆ เพื่อพัฒนาอย่างครอบคลุม

ภาพนายชวลิต

ชวลิต ทสท. จี้ รัฐบาลประสานจีนแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทรัฐฉาน โดยชี้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่หนีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวดในจีนมาทำในเมียนมา ซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลชนกลุ่มน้อย เพื่อลดต้นทุน แต่ทิ้งมลพิษไว้ สิ่งนี้ทำให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น

เพื่อแก้ไข นายชวลิต แนะนำให้เครือข่ายประชาชนรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอกระทรวงการต่างประเทศไทย ขอให้ประสานสถานทูตจีนตรวจสอบผู้ประกอบการ หากเป็นชาวจีนจริง ต้องบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับในจีน ซึ่งทางการจีนน่าจะสนับสนุน

ภาพเพิ่มเติม

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่ารัฐบาลทุกรัฐต้องนำปัญหานี้เป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อหยุดยั้งความเดือดร้อนของประชาชนริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การเกษตร หรือเศรษฐกิจท้องถิ่น

  • ผลกระทบหลัก: มลพิษข้ามพรมแดนกระทบน้ำดื่มและอาหาร
  • แนวทางแก้ไข: ประสาน MRC และ LMC รวมถึงจีน
  • บทบาทประชาชน: รวบรวมข้อมูลเพื่อผลักดันนโยบาย

ในฐานะที่ผมติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมมานาน ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่กระทบชีวิตเราทุกคน หากรัฐบาลลุยแก้จริง เราจะเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ลองคิดดูสิครับ ถ้าแม่น้ำสะอาด ประชาชนสุขภาพดี เศรษฐกิจชุมชนก็จะรุ่งเรืองตามไปด้วย

เชิญชวนทุกท่านร่วมติดตามและสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม หากคุณมีข้อมูลหรือประสบการณ์จากพื้นที่ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ เราจะช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ‘ชวลิต ทสท.’ จี้ รัฐบาลประสานจีนแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ทรัฐฉาน

ภาพประทับใจ ‘เด็กหญิง11ขวบ’ บรรลุฝัน ลงสนามแข่งบอลลีกหญิง

ในวงการกีฬาฟุตบอลหญิงของไทย เรามักได้เห็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ภาพประทับใจ ‘เด็กหญิง11ขวบ’ บรรลุฝัน ลงสนามแข่งบอลลีกหญิง ที่เกิดขึ้นในศึกไทยวีเมนส์ลีก 2 ฤดูกาล 2026 รอบคัดเลือก เด็กหญิงวัยเพียง 11 ปีชื่อ ฮูดา เจ๊ะสะแม ได้รับโอกาสลงสนามจริง ๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับทั้งตัวเธอและแฟนบอลทุกคน

ภาพประทับใจ ‘เด็กหญิง11ขวบ’ บรรลุฝัน ลงสนามแข่งบอลลีกหญิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่สนามศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา บางมด ในเกมการแข่งขันระหว่างทีมโรงเรียนนาหลวง และทีมโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือด จนกระทั่งนาทีที่ 80 โค้ชของทีมโรงเรียนนาหลวงตัดสินใจส่ง ฮูดา เจ๊ะสะแม ในฐานะผู้รักษาประตูตัวน้อยลงสนาม แทนที่ ชณัฐฎา สะนีเฮง ที่ลงเล่นมานาน

สีหน้าของฮูดาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและรอยยิ้มกว้าง เมื่อเธอได้ก้าวลงสู่สนามแข่งขันระดับลีกอาชีพ แม้ว่าเธอจะมีอายุเพียง 11 ปี รูปร่างยังเล็กจิ๋ว แต่ความมุ่งมั่นของเธอชัดเจน เห็นได้จากแววตาที่ส่องประกาย นี่คือการบรรลุฝันที่เธอรอคอยมานาน หลังจากฝึกฝนฟุตบอลมาอย่างหนักตั้งแต่เด็ก สุดท้ายเกมจบลงด้วยสกอร์เสมอ 3-3 ซึ่งเป็นผลที่ยุติธรรมสำหรับทั้งสองทีม

ความหมายของโอกาสนี้สำหรับฟุตบอลหญิงไทย

ภาพประทับใจ ‘เด็กหญิง11ขวบ’ บรรลุฝัน ลงสนามแข่งบอลลีกหญิง ไม่ใช่แค่เรื่องราวน่ารักของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังสะท้อนถึงการพัฒนาวงการฟุตบอลหญิงในประเทศไทย ที่เริ่มให้โอกาสกับนักกีฬาหญิงรุ่นเยาว์มากขึ้น ในปัจจุบัน ไทยวีเมนส์ลีกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีทีมจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กสาวหลายคนหันมาสนใจกีฬาลูกหนัง

ฮูดา เจ๊ะสะแม เป็นตัวอย่างที่ดีของความเพียรพยายาม แม้อายุน้อย แต่เธอได้แสดงให้เห็นว่าความฝันไม่มีขีดจำกัด เธอฝึกซ้อมกับทีมโรงเรียนนาหลวงมาอย่างสม่ำเสมอ สร้างทักษะผู้รักษาประตูที่มั่นใจ แม้จะต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่โตกว่าและมีประสบการณ์มากกว่า แต่การลงสนามครั้งนี้คือประสบการณ์ล้ำค่าที่จะช่วยให้เธอเติบโตในอนาคต

  • การลงสนามครั้งแรกในลีกอาชีพ: สร้างความมั่นใจให้ฮูดา
  • บทบาทของโค้ช: การให้โอกาสเด็กเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ
  • ผลกระทบต่อทีม: ช่วยเสริมกำลังใจให้เพื่อนร่วมทีม

นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายมากมายที่บันทึกช่วงเวลานี้ไว้ อย่างเช่น ภาพฮูดายืนยิ้มกว้างในชุดผู้รักษาประตู หรือภาพเธอกำลังเซฟลูกบอลที่เข้ามาแรง แฟนบอลที่ได้ชมต่างชื่นชมในความน่ารักและความกล้าหาญของเธอ

ฮูดา เจ๊ะสะแม ลงสนาม
ภาพการแข่งขัน

เรื่องราวนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ปกครองและโค้ชในท้องถิ่นสนับสนุนเด็กสาวให้เล่นฟุตบอลมากขึ้น ในประเทศไทย กีฬาฟุตบอลหญิงกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลังจากทีมชาติหญิงทำผลงานได้ดีในระดับนานาชาติ การมีนักเตะเยาวชนอย่างฮูดาเข้ามา จะช่วยยกระดับลีกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ภาพประทับใจนี้สอนเราว่า ความฝันสามารถเป็นจริงได้ หากเรามีความมุ่งมั่น หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลหญิง ลองติดตามข่าวสารของไทยวีเมนส์ลีกต่อไปนะครับ เพราะอาจมีเรื่องราวน่าประทับใจอีกมากมายรออยู่

ที่มา – ภาพประทับใจ ‘เด็กหญิง11ขวบ’ บรรลุฝัน ลงสนามแข่งบอลลีกหญิง

นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม”

นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม”

ในสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียด สหประชาชาติกำลังเป็นเวทีสำคัญสำหรับการหารือเรื่องตะวันออกกลาง สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา นายวินสตัน ปีเตอร์ส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยนิวซีแลนด์ ได้แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 80 โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม” เป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก

นายวินสตัน ปีเตอร์ส เน้นย้ำว่ากลุ่มฮามาสยังคงถือเป็นผู้ปกครองฉนวนกาซาโดยพฤตินัย ขณะที่สงครามในพื้นที่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด ทำให้อนาคตของฉนวนกาซาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในช่วงเวลานี้ อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น และอาจเป็นอุปสรรคต่อการประนีประนอมระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม”

เอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยนิวซีแลนด์ระบุชัดเจนว่าการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ควรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เอื้ออำนวยมากกว่านี้ ซึ่งขัดแย้งกับจุดยืนของพันธมิตรอย่างออสเตรเลีย แคนาดา และสหราชอาณาจักรที่ประกาศรับรองไปแล้ว นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม” สะท้อนถึงนโยบายที่ระมัดระวังของประเทศนี้ในประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ ยังคงเป็นจุดร้อนที่ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ การประกาศของนิวซีแลนด์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของชาติต่างๆ ในการผลักดันให้เกิดสันติภาพ แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคจากความรุนแรงที่ยังไม่คลี่คลาย นายปีเตอร์สยังได้กล่าวถึงบทบาทของสหประชาชาติในการส่งเสริมบทสนทนาที่สร้างสรรค์ โดยหวังว่าจะนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน

ผลกระทบจากการที่นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์

การตัดสินใจของนิวซีแลนด์ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของตนเอง แต่ยังอาจมีอิทธิพลต่อพันธมิตรในภูมิภาคแปซิฟิกและยุโรป นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม” ทำให้เกิดคำถามถึงความสามัคคีในกลุ่มประเทศที่เคยสนับสนุนปาเลสไตน์ในอดีต ในขณะที่ออสเตรเลียและแคนาดาเลือกทางที่ต่างออกไป จุดยืนนี้ของนิวซีแลนด์อาจช่วยลดความตึงเครียดในบางด้าน แต่ก็ถูกวิจารณ์จากฝ่ายที่ต้องการการรับรองทันทีเพื่อสนับสนุนสิทธิปาเลสไตน์

นอกจากนี้ สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วง โดยมีรายงานความสูญเสียทางมนุษย์จำนวนมาก สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เริ่มมาตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพและเผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรม นิวซีแลนด์ในฐานะประเทศที่เน้นหลักสิทธิมนุษยชน ได้บริจาคความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับปาเลสไตน์มาโดยตลอด แต่การไม่รับรองสถานะรัฐในตอนนี้ แสดงถึงการพิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวมากกว่า

  • เหตุผลหลัก: ความไม่แน่นอนในฉนวนกาซา
  • ผลต่อพันธมิตร: แตกต่างจากออสเตรเลียและแคนาดา
  • มุมมองอนาคต: รอช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจนี้อาจช่วยให้ニวซีแลนด์รักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยไม่เลือกข้างในช่วงวิกฤต แต่ก็อาจทำให้เสียคะแนนจากองค์กรระหว่างประเทศที่ผลักดันสองรัฐ ในที่สุด สันติภาพในตะวันออกกลางต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการรับรองหรือไม่

สำหรับผู้อ่านที่สนใจประเด็นนี้ เราขอเชิญชวนให้ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจมุมมองหลากหลาย และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายสู่สันติภาพโดยเร็ว

ที่มา – นิวซีแลนด์ยังไม่รับรองปาเลสไตน์ ชี้ “ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม”