ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สพฐ. ชูการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น เสริมสมรรถนะผู้เรียน

สพฐ. ชูการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น เสริมสมรรถนะผู้เรียน

ในยุคการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ริเริ่มโครงการที่น่าสนใจมาก โดยชูแนวคิดการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น เพื่อเสริมสมรรถนะผู้เรียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงการใช้แพลตฟอร์มและนำเข้าข้อมูลบูรณาการแหล่งเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1/2568 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting โดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่างนายอดิศร ก้อนคำ มาร่วมเป็นวิทยากร เพื่อให้ความรู้และแนวทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงบูรณาการ

ประโยชน์ของการบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการนำแนวทาง Active Learning มาใช้ในการเรียนการสอนจริง โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและเข้าถึงผู้เรียนอย่างแท้จริง ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงโรงเรียน สิ่งนี้ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเขตพื้นที่ต้นแบบอย่างกว้างขวาง ทำให้ครูและนักเรียนสามารถแบ่งปันประสบการณ์ได้

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่าการประชุมสะท้อนความมุ่งมั่นของ สพฐ. ที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน เริ่มจากการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้และรักการเรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการ ไม่ยึดติดกับรายวิชาเดียว แต่เชื่อมโยงความรู้เข้ากับชีวิตจริงและวัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ใกล้โรงเรียนจึงเปรียบเสมือน “ห้องเรียนรวมรายวิชา” ที่เด็ก ๆ สามารถซึมซับภูมิปัญญาจากปราชญ์ชุมชน และถ่ายทอดออกมาเป็นทักษะการคิด วิเคราะห์ และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ผ่านแหล่งเรียนรู้ใกล้โรงเรียน ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ในห้องเรียน ทำให้สามารถนำเสนอ เผยแพร่ และต่อยอดคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นการหล่อหลอมให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้ง 8 ประการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และฉบับปรับปรุง 2560

ความท้าทายและโอกาสในการจัดการศึกษาไทย

การบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่มีฐานข้อมูลด้วยแพลตฟอร์มนี้ ถือเป็นความท้าทายและโอกาสที่สำคัญของการจัดการศึกษาไทย เพราะไม่เพียงทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ แต่ยังช่วยสร้างรากฐานแห่งความรักท้องถิ่น ความเข้าใจในคุณค่าความเป็นไทย และการต่อยอดความรู้สู่การใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในปัจจุบัน การศึกษาที่เชื่อมโยงกับชุมชนช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เช่น การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์

  • การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้: แพลตฟอร์มช่วยรวบรวมข้อมูลจากวัด โบราณสถาน ตลาดท้องถิ่น หรือฟาร์มใกล้โรงเรียน ทำให้ครูนำมาใช้ในบทเรียนได้ง่าย
  • การแลกเปลี่ยนความรู้: ครูจากเขตต่าง ๆ สามารถแบ่งปันแผนการสอนและประสบการณ์ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ
  • เสริมสมรรถนะผู้เรียน: นักเรียนได้ฝึกทักษะจริงจากชุมชน สร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น

ตัวอย่างเช่น ในโรงเรียนชนบท ครูสามารถพานักเรียนไปศึกษาการปลูกข้าวที่แปลงนาใกล้ ๆ แล้วเชื่อมโยงกับวิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศึกษา ทำให้การเรียนรู้สนุกและมีความหมายมากขึ้น สพฐ. ชูการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น เสริมสมรรถนะผู้เรียน นี้ยังสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของชาติที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

ขอชื่นชมและขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะศึกษานิเทศก์ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงวิชาการครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าความทุ่มเทและความร่วมมือร่วมใจจะทำให้การพัฒนาระบบดังกล่าวเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและสังคมไทยในระยะยาวสืบต่อไป

ในฐานะผู้ที่สนใจในด้านการศึกษา ผมเชื่อว่าการบูรณาการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของไทยให้ทันสมัยและใกล้ชิดกับชีวิตจริง หากคุณเป็นครูหรือผู้ปกครอง ลองนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนของคุณดู แล้วแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – สพฐ. ชูการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น เสริมสมรรถนะผู้เรียน

ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตช่วยแก้หนี้ครู

ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู ทำแผนฟื้นฟูหนี้สินยั่งยืน

ในยุคที่ปัญหาหนี้สินกลายเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การริเริ่มของศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา (ศนค.) ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถือเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เข้าร่วมการประชุม PLC ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครูจาก 29 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะการจัดทำแผนฟื้นฟูหนี้สินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เขตพื้นที่ที่เข้าร่วมรวมถึง สพป.ขอนแก่น เขต 1–5, สพม.ขอนแก่น, สพป.ยโสธร เขต 1–2, สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, สพป.สกลนคร เขต 1–3, สพม.สกลนคร, สพป.ศรีสะเกษ เขต 1–4, สพป.อุดรธานี เขต 1–4, สพม.อุดรธานี, สพป.อำนาจเจริญ, สพป.อุบลราชธานี เขต 1–5, สพม.อุบลฯ อำนาจเจริญ และผู้สนใจอื่นๆ กว่า 60 คน

ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู โดยมุ่งสร้างความเข้าใจในบทบาทของเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครูที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน วางแผนการใช้จ่าย และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังฝึกแนวทางการจัดทำแผนฟื้นฟูหนี้สินที่จับต้องได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ครูมีแผนชีวิตที่ชัดเจน ลดความเสี่ยง และไม่ถูกทอดทิ้งในระบบ

แผนฟื้นฟูหนี้สินยั่งยืนสำหรับครู

ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญในครั้งนี้คือ นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ อดีตรองอัยการสูงสุดและหนึ่งในคณะผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนบังคับใช้ โดยสาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้ผ่านแผนชำระหนี้ที่เป็นไปได้ แทนการลงโทษด้วยการล้มละลายแบบเดิม การประชุมนี้จึงเป็นการปูรากฐานวัฒนธรรมฟื้นฟูที่เน้นความเป็นธรรม ความเป็นไปได้ และศักดิ์ศรีของวิชาชีพครู

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช เน้นย้ำว่าปัญหาหนี้สินครูเป็นเรื่องที่ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญ โดยแนวทางแก้ไขยั่งยืนคือการสร้างวินัยทางการเงินบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับกลุ่มที่ยังไม่วิกฤต และสำหรับกลุ่มที่เข้าสู่ระบบราชการ การใช้บัตรเครดิตต้องฉลาดรู้และเท่าทัน

  • ร่วมกับโค้ชหนุ่มจาก Money Coach จัดหลักสูตร OBEC Money Coach เพื่อสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินและป้องกันหนี้ซ้ำ
  • แนวทางนี้สานต่อโดย ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และจะรวมในนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับหนี้สินประชาชน
  • สถานีแก้หนี้ทุกแห่งและเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ทุ่มเทอย่างมาก แม้ยังแก้ไม่หมด แต่แต่ละเคสต้องวางแผน สร้างเครือข่าย และลงมือทำ

การดำเนินงานของ สพฐ. และสถานีแก้หนี้ครูยึดตามระเบียบกฎหมายและคุณภาพ โดยมี นายเชิดศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา แนวทางต่อไปคือการสร้างเครือข่ายระหว่างสถานีแก้หนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ และ ศนค.สพฐ. รวมถึงพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้วย OBEC Money Coach ซึ่งหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาขับเคลื่อนต่อ

ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู ไม่เพียงช่วยข้าราชการประจำ แต่รวมถึงข้าราชการบำนาญด้วย สิ่งสำคัญคือความทุ่มเททั้งกายและใจ เพื่อให้ครูกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสง่างาม

ในฐานะที่ปรึกษาและผู้สังเกตการณ์ การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการปกป้องอาชีพครู ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาไทย หากคุณเป็นครูหรือบุคลากรที่ประสบปัญหาหนี้สิน อย่าลังเลที่จะติดต่อสถานีแก้หนี้ใกล้บ้าน เพื่อรับคำปรึกษาและเริ่มต้นแผนฟื้นฟูวันนี้ การแก้ปัญหาหนี้สินไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสใหม่ในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

ที่มา – ศนค.สพฐ. พัฒนาเจ้าหน้าที่ 29 เขตพื้นที่ ช่วยเหลือแก้หนี้ครู ทำแผนฟื้นฟูหนี้สินยั่งยืน

ยั่วยุไม่เลิก!ทหารเขมรจ่อยิงไทย ขนรถถังชิดแนวพระวิหาร-ช่องตาเฒ่า

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยทั้งประเทศ นั่นคือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง กับเหตุการณ์ ยั่วยุไม่เลิก!ทหารเขมรจ่อยิงไทย ขนรถถังชิดแนวพระวิหาร-ช่องตาเฒ่า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 จากข้อมูลของผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดังอย่าง “วาสนา นาน่วม” ที่รายงานผ่านเฟซบุ๊ก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลังทหารและอาวุธหนักเข้ามาใกล้ชายแดนไทยอย่างน่ากังวล

ยั่วยุไม่เลิก!ทหารเขมรจ่อยิงไทย ขนรถถังชิดแนวพระวิหาร-ช่องตาเฒ่า

ตามรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 พวกเขานำรถถัง 1 คันมาจอดที่ตั้งยิงตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการฝั่งไทยแค่ 300 เมตรเท่านั้น นี่ชัดเจนว่าเป็นการเตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารต่อไทย ซึ่งเป็นการยั่วยุที่ไม่เลิกจริงๆ

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ต่อมาเวลา 20.50 น. ทหารไทยที่ช่องกร่าง ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด จากทิศตะวันออก ระยะ 150 เมตร ติดแนวลวดหนามของเรา ยังมีแสงไฟประมาณ 5 ดวงในระยะ 100 เมตรบริเวณรั้วลวดหนาม และเสียงปืนเล็กยิงเข้ามา 3 นัด คาดว่าทหารเขมรพยายามแทรกซึมตรวจสอบการวางกำลังของไทย เพื่อยั่วให้เราตอบโต้

เหตุการณ์ยิงปืนและโยนระเบิด: สัญญาณอันตราย

ยิ่งไปกว่านั้น เวลา 02.50 น. ทหารไทยที่จุดตรวจสามแยก ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้ยินเสียงระเบิด 1 ครั้ง จากทิศใต้ ระยะ 150 เมตร ติดรั้วลวดหนาม คาดว่าเป็นระเบิดขว้างที่โยนเข้ามาในพื้นที่ของเราเพื่อยั่วยุอีกครั้ง โชคดีที่ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ไม่มีสูญเสีย และยึดมั่นในหลักการอดกลั้น รอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

การกระทำเหล่านี้ของทหารกัมพูชา ถือเป็นการใช้อาวุธยั่วยุและเพิ่มกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) พวกเขาพยายามสร้างสถานการณ์ให้ไทยตอบโต้ เพื่อนำไปสู่การอพยพประชาชนกัมพูชา สร้างภาพในเวทีนานาชาติว่าฝ่ายไทยเป็นผู้รุกราน

  • รถถังกัมพูชาขยับใกล้ช่องตาเฒ่า: เตรียมยิงไทย?
  • ยิงปืนและโยนระเบิด: ยั่วยุชายแดนสุรินทร์
  • ไทยอดกลั้น: ป้องกันไม่ให้บานปลาย
  • ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง: สัญญาณไม่จริงใจ

สถานการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ชัดว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่จริงใจกับกระบวนการสันติภาพ มีแนวโน้มผลักดันไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ไทยยึดมั่นแนวทางสันติ แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยและประชาชนอย่างเต็มที่

จากมุมมองของผม ในฐานะคนไทยที่ห่วงใยชายแดน เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและกองทัพต้องเจรจาทวิภาคีและนานาชาติให้เข้มข้นขึ้น เพื่อรักษาสันติภาพ พวกเราทุกคนสามารถช่วยได้โดยแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ให้ข่าวลือแพร่กระจาย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อย่าลืมเตรียมพร้อมแต่ยังคงสงบ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการยั่วยุไม่เลิก!ทหารเขมรจ่อยิงไทย ขนรถถังชิดแนวพระวิหาร-ช่องตาเฒ่า เป็นบททดสอบความอดทนของไทย เราต้องรวมใจกันเพื่อปกป้องแผ่นดิน ถ้าคุณมีมุมมองอย่างไร แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – ยั่วยุไม่เลิก!ทหารเขมรจ่อยิงไทย ขนรถถังชิดแนวพระวิหาร-ช่องตาเฒ่า

คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม

คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม

เหตุการณ์อุบัติเหตุรถเมล์ที่สร้างความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่อู่รถเมล์บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่เพราะเกือบทำให้อาคารถล่มลงมา สร้างความเสียหายไม่น้อยและทำให้คนขับได้รับบาดเจ็บ ลองมาดูรายละเอียดของเหตุการณ์คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันนี้กันครับ

คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บางบัวทอง ได้รับแจ้งเหตุรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 516 จากเทเวศน์ไปบางบัวทอง หมายเลขทะเบียน 12-2550 กทม. เสียหลักพุ่งชนกำแพงรั้วขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เขตการเดินรถที่ 7 บริเวณถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่เกิดเหตุเป็นถนน 3 เลน สภาพรถเมล์คันดังกล่าวพุ่งชนกำแพงรั้ว 2 ช่อง ยาวประมาณ 4 เมตร ทำให้เสาอาคารเสียหาย 1 ต้น และตัวรถค้ำยันโครงสร้างอาคารเอาไว้ เบื้องต้นไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถได้เพราะเสี่ยงต่อการถล่มของอาคาร

นอกจากนี้ ยังพบรถจักรยาน 2 คันที่ถูกชนเสียหาย และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ในรั้วอีก 2 คันที่ได้รับผลกระทบ คนขับรถเมล์ชื่อน.ส.กัณหา วันแต่ง อายุ 56 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะปูดบวมและฟกช้ำตามร่างกาย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลบางบัวทองทันที โชคดีที่รถเมล์เป็นรถเปล่า ไม่มีผู้โดยสาร ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพียงคนเดียว

สาเหตุเบื้องต้นจากคำให้การของคนขับ

จากคำให้การเบื้องต้นของน.ส.กัณหา เธอเล่าว่าขณะขับรถออกจากอู่ ประตูฝั่งคนขับเปิดเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เธอตกใจและหักพวงมาลัยอย่างแรง จนรถเสียหลักพุ่งเข้าชนรั้ว เธอรีบกระโดดออกจากรถเพื่อความปลอดภัย แต่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและสะโพก นายกิตษณะ สีสัน พนักงานฉุกเฉินการแพทย์เทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง ที่มาถึงเหตุการณ์ ยืนยันว่าพบผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิง 1 ราย และให้การช่วยเหลือทันที

ส่วนพยานผู้เห็นเหตุการณ์อย่างนายศุภชัย วิพลชัย อายุ 21 ปี พนักงานร้านแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ได้ยินเสียงดังสนั่น “ตู้ม” และรีบลงมาดู พบคนขับนอนบาดเจ็บข้างรถ รถจักรยานยนต์ 2 คันที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น โชคดีที่เหตุการณ์คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม นี้ไม่มีผู้เสียชีวิต

ผลกระทบและการรับมือหลังเหตุการณ์

พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผู้กำกับการสภ.บางบัวทอง เปิดเผยว่าสาเหตุน่าจะมาจากพวงมาลัยค้างหรือปัญหาทางกลไกของรถ แต่ยังต้องรอการตรวจสอบจากช่าง ขณะนี้รถเมล์ยังค้ำยันอาคารไว้เพราะเสาเสียหาย หากเคลื่อนย้ายอาจทำให้อาคารถล่ม ทีมช่างท้องถิ่นและช่าง ขสมก. กำลังประเมินเพื่อค้ำยันอาคารเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ปิดการจราจร 1 ช่องทาง บนถนนบางกรวย-ไทรน้อย ทำให้รถติดหนาแน่น ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้หรือขับขี่ด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการตรวจสภาพรถ โดยเฉพาะรถสาธารณะที่บรรทุกผู้คนจำนวนมาก

บทเรียนจากอุบัติเหตุรถเมล์พุ่งชน

จากเหตุการณ์คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม นี้ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายประการ เช่น การบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ และการฝึกอบรมคนขับให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีขึ้น สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน ควรตรวจสอบยานพาหนะของตัวเองก่อนออกเดินทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ ขสมก. ควรเร่งตรวจสอบระบบประตูและกลไกอื่นๆ ของรถทุกคัน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย ในยุคที่การขนส่งสาธารณะเป็นหัวใจของเมืองใหญ่ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

  • ตรวจสภาพรถก่อนใช้งานทุกครั้ง
  • ฝึกทักษะการขับขี่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • แจ้งเหตุทันทีเมื่อพบปัญหา

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เราควรขับขี่อย่างมีสติและระมัดระวัง หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันครับ

ที่มา – คนขับรถเมล์ตกใจประตูเปิดเอง หักพุ่งชนอาคารหวิดถล่ม

สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรด

สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรด

สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรดขณะเดินเล่นในจีน กรณีดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการจัดการสารเคมีอันตราย สำนักข่าวจีนรายงานว่าเหตุการณ์น่าเศร้านี้เกิดขึ้นในภาคตะวันออกของจีน โดยหญิงวัย 52 ปีซึ่งมีชื่อสกุลว่า “ถู” จากเมืองหางโจว ได้รับอันตรายร้ายแรงจากการเหยียบสารเคมีที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่เหมาะสม

สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ขณะที่หญิงเคราะห์ร้ายกำลังเดินเล่นข้ามเนินเขา เธอเหยียบโดนภาชนะบรรจุกรดไฮโดรฟลูออริก ซึ่งเป็นสารเคมีที่รู้จักกันในชื่อ “น้ำยาละลายกระดูก” สารชนิดนี้ทำให้เธอหมดสติล้มลงทันที หลังจากนั้น ร่างกายของเธอบวมพองอย่างรวดเร็ว เมื่อนำส่งโรงพยาบาล แพทย์พบว่าเธอมีภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวหลายส่วนและเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลอย่างรุนแรง

“โอกาสที่จะช่วยชีวิตเธอได้นั้นมีน้อยมากอยู่แล้ว” แพทย์คนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวเดอะ เปเปอร์จากประเทศจีน ภายในเวลาเพียง 5 วัน หญิงเคราะห์ร้ายก็เสียชีวิตจากภาวะหัวใจและปอดล้มเหลว ลูกสาวของเธอโพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจบนโซเชียลมีเดียภายใต้ชื่อบัญชี “LIV Yuanbao” ว่า “ฉันไม่มีโอกาสได้เห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้น” และ “แม่ของฉันจากพวกเราไปในแบบที่เราไม่เข้าใจเลยและรวดเร็วมาก ฉันหวังว่าบนสวรรค์คงจะไม่มีอุบัติเหตุแบบนี้”

หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิต
หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 5 วัน หลังจากเหยียบโดนสารเคมีมรณะ

อันตรายจากกรดไฮโดรฟลูออริก: สารเคมีที่เรียกว่า “น้ำยาละลายกระดูก”

ภาชนะที่บรรจุกรดนั้นเก่าแก่และแตกหักง่าย การสัมผัสกรดไฮโดรฟลูออริกแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถึงตายได้ โดยในกรณีนี้ หญิงเคราะห์ร้ายสัมผัสในปริมาณมาก สารเคมีนี้เป็นของเหลวไม่มีสี มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง สามารถละลายโลหะ แก้ว และซึมผ่านผิวหนังเพื่อกัดกร่อนเนื้อเยื่อและกระดูก จึงได้รับฉายาว่า “น้ำยาละลายกระดูก” มักใช้ในอุตสาหกรรม เช่น การกำจัดสนิม การแกะสลักแก้ว และงานทันตกรรม

แพทย์เตือนว่า หากสัมผัสสารนี้ ต้องรีบถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อน ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที และพบแพทย์โดยด่วน บริเวณเกิดเหตุเป็นเนินเขาหลังที่พักอาศัยซึ่งกำลังจะรื้อถอน ตำรวจได้ปิดกั้นพื้นที่ ทำความสะอาด และให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ทีมตรวจสอบพบขวดกรดอีกสองขวดในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งชุมชนเคยใช้ปลูกผัก ผู้ที่ทิ้งขวดนี้คือภารโรงแซ่อ้าย ซึ่งย้ายออกตั้งแต่ปี 2558 ตำรวจนายนี้ถูกควบคุมตัว และอาจถูกดำเนินคดีทิ้งสารเคมีอันตรายโดยประมาท โทษสูงสุดจำคุก 7 ปี

  • กรดไฮโดรฟลูออริกมีความเข้มข้นสูงกว่า 30% ถูกควบคุมเข้มงวดในจีน
  • แต่บนอีคอมเมิร์ซ มีขายแบบเข้มข้นต่ำในราคาถูก 10-40 หยวน (45-180 บาท) บ่อยครั้งขายเป็น “น้ำยาทำความสะอาด” สำหรับแก้วและกระเบื้อง
  • แนะนำให้สวมถุงมือและหน้ากากเมื่อใช้

เหตุการณ์สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรดนี้กลายเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดียจีน มียอดวิวเกิน 20 ล้านครั้ง ชาวเน็ตแสดงความเสียใจและเรียกร้องให้ตรวจสอบการจัดการขยะเคมี เช่น “นี่เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงต่อความปลอดภัยสาธารณะ คุณถูโชคร้ายสุดๆ” และ “ทำไมสารเคมีอันตรายเช่นนี้จึงถูกทิ้งไว้? ตำรวจต้องสอบสวนละเอียด”

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมกราคม ชายในภาคตะวันออกเฉียงใต้จีนสวมถุงมือสองชั้นขณะทำความสะอาดเซรามิกด้วยสารนี้ แต่ยังบาดเจ็บนิ้วสามนิ้วจากกรดกัดกร่อน เหตุการณ์นี้เตือนใจถึงความเสี่ยงจากสารเคมีในชีวิตประจำวัน

สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรดนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดการขยะพิษในจีนที่ต้องได้รับการแก้ไขด่วน เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมในอนาคต หากคุณพบสารเคมีน่าสงสัย อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – สุดสลด! หญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตใน 5 วันหลังเหยียบโดนขวดน้ำกรดขณะเดินเล่น

‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม

ในศึกฟุตบอลไทยลีกที่กำลังดุเดือด ‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม กลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลภาคเหนือไม่ควรพลาด เกมการแข่งขันในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 ถือเป็นดาร์บี้แมตช์ที่น่าตื่นเต้นระหว่าง สุโขทัย เอฟซี และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด โดยจะจัดการแข่งขันที่สนามทะเลหลวง เวลา 19.00 น. ภายใต้ชื่อการแข่งขัน บีวายดี ซีไลออน 6 ลีก 1

‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม

สุโขทัย เอฟซี หรือ ‘ค้างคาวไฟ’ ที่มีเพียง 5 แต้มจากเกมก่อนหน้า กำลังมุ่งมั่นที่จะกลับมาคืนฟอร์มในบ้านเกิด พวกเขาจะเปิดสนามต้อนรับ ‘กว่างโซ้งมหาภัย’ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่มี 8 แต้ม และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มดี โดยเฉพาะหลังจากชัยชนะเหนือ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในนัดล่าสุด

หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ ‘ค้างคาวไฟ’ อย่าง ‘โค้ชโดนัท’ อัคถภรณ์ ชลิตาภรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจ โดยระบุว่านักเตะทีมไม่มีใครติดโทษแบน ทำให้สามารถจัดทัพที่สมบูรณ์แบบลงสนามได้ ตั้งเป้าหมายชัดเจนคือการเก็บ 3 แต้มเต็มในนัดนี้ หลังจากที่เกมเหย้านัดที่แล้วต้องแพ้ ลำพูน วอริเออร์ อย่างน่าเสียดาย

ความท้าทายในการรับมือ ‘กว่างโซ้ง’

การเจอกับ เชียงราย ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม เพราะคู่แข่งในฤดูกาลนี้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมใน 5 เกมแรก โดยเฉพาะเกมรุกที่ดุดันและการป้องกันที่แน่นหนา อย่างไรก็ตาม โค้ชโดนัทเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกทีม ที่จะสามารถพลิกเกมได้ หากไม่พลาดโอกาสแบบในนัดก่อน

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอย่างสภาพอากาศก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากช่วงนี้มีพายุเข้า อาจทำให้ฝนตกหนักและส่งผลต่อสไตล์การเล่น แต่ทีมสุโขทัยได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

  • จุดแข็งของสุโขทัย: ทีมเวิร์คที่เหนียวแน่นและการเล่นในบ้านที่คุ้นเคย
  • จุดเด่นของเชียงราย: ฟอร์มร้อนแรงและนักเตะตัวหลักที่ฟิตสมบูรณ์
  • ปัจจัยชี้ขาด: การปรับตัวต่อสภาพอากาศและการใช้โอกาสในเกมรุก

แฟนบอล ‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม ด้วยการสนับสนุนจากอัฒจันทร์ที่สนามทะเลหลวง ซึ่งคาดว่าจะคึกคักมาก ทีมสุโขทัยหวังใช้พลังจากกองเชียร์ในการผลักดันให้คว้าชัยชนะครั้งนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นัดนี้มีโอกาสสูงที่ทั้งสองทีมจะเปิดแลกกันแบบเต็มที่ โดยสุโขทัยอาจใช้แท็คติกตั้งรับแล้วโต้กลับ เพื่อรับมือกับเกมบุกของเชียงราย หาก ‘ค้างคาวไฟ’ สามารถควบคุมจังหวะเกมได้ดี ก็มีสิทธิ์ล้มยักษ์ได้ไม่ยาก

สุดท้ายแล้ว การแข่งขันนัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแย่งแต้มเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ฟอร์มของทั้งสองทีมในลีก 1 ที่กำลังเข้มข้น อย่าลืมติดตามเชียร์และวิเคราะห์ไปพร้อมกัน หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลไทยลีก ลองมาดูว่า ‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม ได้สำเร็จหรือไม่

สำหรับแฟนๆ ที่อยากอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติม สามารถติดตามการถ่ายทอดสดและไฮไลต์ได้ทางช่องทาง官方ของไทยลีก เพื่อไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญ

ที่มา – ‘ค้างคาวไฟ’ จะไม่พลาดอีก รับมือ ‘เชียงราย’ เล็งถึง 3 แต้ม

ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD

ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกีฬา! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับแฟนบอลรุ่นเยาว์มาฝากกันแบบจัดเต็มเลยนะครับ การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน ชิงแชมป์กีฬา 7 HD แชมเปียนคัพ 2025 ครั้งที่ 21 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ โดยมี ประกบคู่แล้ว 503 ทีม จากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมชิงชัยกันอย่างคึกคัก พิธีเปิดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สตูดิโอ 1 ชั้น 1 อาคาร 1 ช่อง 7HD เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา โดยมี พัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการช่อง 7HD เป็นประธานในพิธีเปิด สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่านักเตะเยาวชนและผู้ปกครองที่มาร่วมงาน

การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนจากทั่วสารทิศได้แสดงฝีเท้าด้านฟุตบอลในรูปแบบ 7 คน ซึ่งเน้นความรวดเร็ว สนุกสนาน และพัฒนาทักษะการเล่นเป็นทีม ปีนี้มีโรงเรียนสมัครเข้ามากถึง 503 ทีม ประกบคู่เรียบร้อยแล้วในระบบน็อกเอาต์สุดเข้มข้น ทำให้การแข่งขันดุเดือดตั้งแต่รอบแรกเลยทีเดียว สิ่งที่แตกต่างจากปีก่อนๆ คือการเปลี่ยนสถานที่จัดการแข่งขัน จากเดิมที่ใช้สนามคลอง 6 มาใช้สนามชั้นนำในกรุงเทพฯ แทน เช่น สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนามจินดารักษ์ และสนามศุภชลาศัย ซึ่งเป็นสนามระดับโปรที่ช่วยยกระดับการแข่งขันให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD: กำหนดการและรายละเอียดสำคัญ

กำหนดการแข่งขันจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ไปจนถึง 8 พฤศจิกายน 2568 นี้เองครับ เหล่านักเตะจะต้องผ่านรอบคัดเลือกและน็อกเอาต์เพื่อชิงความเป็นแชมป์ โดยทีมที่คว้าแชมป์จะได้รับรางวัลเงินสดถึง 200,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างน่าประทับใจสำหรับนักเรียน นอกจากนี้ยังมีรางวัลสำหรับนักเตะยอดเยี่ยมหรือ MVP ที่จะได้รับรถมอเตอร์ไซค์มูลค่า 52,900 บาท พร้อมทุนการศึกษาอีก 10,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนต่อในอนาคต รางวัลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นกำลังใจ แต่ยังช่วยส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาและการศึกษาไปพร้อมกัน

วิธีติดตามผลการแข่งขันและถ่ายทอดสด

สำหรับแฟนๆ ที่อยากเชียร์นักเรียนไทย ไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดโมเมนต์สำคัญ เพราะ ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD มีช่องทางติดตามเพียบเลยครับ สามารถคลิกดูผลการจับสลากได้ที่ ลิงก์นี้ ส่วนโปรแกรมการแข่งขันแบบละเอียด สามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ www.ch7.com/champ7hd/football2025 นะครับ และที่สำคัญคือการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เช่น เว็บไซต์และแอป BUGABOO.TV, Facebook: Ch7HD และ Ch7HD Sports, YouTube: Ch7HD, รวมถึง TikTok: Ch7HD Sports ทำให้คุณสามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือระหว่างเดินทาง

มาดูกันว่าทำไมการแข่งขันนี้ถึงได้รับความนิยมสูงขนาดนี้ ลองนึกภาพเด็กนักเรียนวัย 12-15 ปี ได้ลงสนามในบรรยากาศเหมือนลีกอาชีพ ร่วมกับเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นๆ มันคือการสร้างมิตรภาพ การแข่งขันที่ยุติธรรม และการพัฒนาฝีเท้าสู่ระดับชาติในอนาคต ช่อง 7HD จัดงานนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน จนถึงครั้งที่ 21 แล้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนกีฬาเยาวชนของไทย

  • ประโยชน์ของการแข่งขันฟุตบอล 7 คน: ช่วยพัฒนาความฟิตทางร่างกาย สร้างวินัย และสอนการทำงานเป็นทีม
  • สถานที่แข่งขันใหม่: สนามเทพหัสดินและศุภชลาศัย ช่วยให้เด็กๆ ได้สัมผัสพื้นหญ้าคุณภาพสูง
  • รางวัลพิเศษ: ไม่ใช่แค่อันดับ แต่ MVP ยังได้ทุนการศึกษาด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริม เช่น การสัมภาษณ์นักเตะ การวิเคราะห์แมตช์จากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าร่วมเชียร์แบบใกล้ชิด ปีนี้คาดว่าจะมีผู้ชมทั้งในสนามและออนไลน์นับหมื่นคนเลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นโค้ชหรือผู้ปกครอง อย่าลืมสนับสนุนลูกหลานให้เข้าร่วมเวทีแบบนี้ เพราะมันคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จในวงการฟุตบอลไทย

ในฐานะแฟนกีฬา ผมเชื่อว่าการแข่งขัน ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD จะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยรักกีฬามากขึ้น และอาจค้นพบดาวรุ่งคนต่อไปของชาติได้ อย่าพลาดนะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปเชียร์กันเลย!

ที่มา – ประกบคู่แล้ว 503 ทีม แข่งบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 HD

‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน

‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน

ในศึกฟุตบอลสโมสรอาเซียน “ชอปปี้คัพ” 2024-45 รอบแรก กลุ่ม B นัดที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ทีม “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างน่าเสียดาย บุกไปเยือน “เสือร้าย” ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม ที่สนาม สุลต่าน อิบราฮิม สเตเดียม ในเมืองยะโฮร์ บาห์รู ประเทศมาเลเซีย ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ 0-4 โดย ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน ครั้งนี้ ทำให้แฟนบอลไทยใจหายใจคว่ำ

‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน: ภาพรวมการแข่งขัน

ก่อนเริ่มเกม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เพิ่งลงสนามนัดแรกในรายการนี้ โดยบุกไปเสมอกับ ไลออน ซิตี เซเลอร์ส 1-1 ทำให้มี 1 คะแนน ขณะที่เจ้าบ้าน ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม มี 3 คะแนน จากชัยชนะเหนือ ไลออน ซิตี 3-1 ในนัดเปิดสนาม เกมนี้ “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน หัวหน้าผู้ฝึกสอนของทรู แบงค็อก เลือกโรเตชั่นนักเตะหลายราย เพื่อพักตัวหลักหลังจากเพิ่งลงเล่นในไทยลีกกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยส่งตัวผู้เล่นอย่าง นิติพงษ์ เสลานนท์, รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก, เคียวกะ นากามูระ, เซยะ คุโนริ, มูห์เซ็น อัล กาสเซนี่, วันชัย จารุนงคราญ, เนบอยชา โคโซวิช และ ปกเกล้า อนันต์ ลงสนาม

ครึ่งแรกของการแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี ทรู แบงค็อก ตั้งรับได้เหนียวแน่น ทำให้ทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0 ผู้เล่น “แข้งเทพ” สร้างโอกาสได้บ้าง แต่ไม่เฉียบคมพอที่จะเจาะตาข่ายได้ ขณะที่ ยะโฮร์ ก็มีลุ้นจากลูกฟรีคิกและการบุกทางกราย แต่แนวรับของทีมไทยยังช่วยกันได้ดี

ครึ่งหลัง: จุดพลิกผันของ ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน

เข้าสู่ครึ่งหลัง ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพียงนาทีที่ 46 แบร์กซอน กองหน้าตัวเก่งของยะโฮร์ ขึ้นนำ 1-0 จากการยิงเข้าไปตุงตาข่าย หลังจากนั้น นาทีที่ 52 ฆวน ฟิเกเรโอ มาทำให้สกอร์ขยับเป็น 2-0 ทรู แบงค็อก เริ่มเสียการตั้งรับ และแนวรุกของเจ้าบ้านก็เล่นงานไม่ยั้ง แบร์กซอน กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการยิงลูกที่ 3 ในนาทีที่ 73 ก่อนปิดท้ายด้วยลูกสุดท้ายในนาที 90+2 ทำให้เขาได้แฮตทริกในเกมนี้ จบเกม ยะโฮร์ เอาชนะทรู แบงค็อก 4-0 อย่างสิ้นเชิง

จาก ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน นี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาในเกมรับของทรู แบงค็อก ที่อาจจะยังปรับตัวไม่ทันกับสไตล์การเล่นของคู่แข่งในระดับอาเซียน โค้ชแบน ธชตวัน เองก็ยอมรับหลังเกมว่าทีมต้องปรับปรุงในส่วนของความฟิตและการปิดเกม

นักเตะเด่นในเกม ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน

  • แบร์กซอน (ยะโฮร์): ผู้ยิงคนสำคัญ 3 ประตู แฮตทริกที่ทำให้เขาเป็นดาวยิงของนัดนี้
  • ปกเกล้า อนันต์ (ทรู แบงค็อก): กองกลางที่พยายามคุมจังหวะ แต่ไม่สามารถหยุดเกมรุกของเจ้าบ้านได้
  • เซยะ คุโนริ: แนวรับที่ลงเล่นแต่ยังยืนไม่อยู่ในครึ่งหลัง

นอกจากนี้ ยังมีภาพจากสนามที่แสดงถึงความกดดันของนักเตะทรู แบงค็อก ที่ต้องเผชิญกับแฟนบอลเจ้าบ้านที่เชียร์กันสุดเสียง

สำหรับโปรแกรมต่อไปของทรู แบงค็อก จะกลับมาเล่นในบ้านวันที่ 4 ธันวาคม 2568 พบกับ ไลออน ซิตี้ ซึ่งเป็นโอกาสทองในการล้างแค้นและเก็บแต้มเพื่อผ่านรอบ

จากผลการแข่งขัน ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน นี้ สอนให้เห็นว่าฟุตบอลอาเซียนนั้นเข้มข้นและคาดเดาไม่ได้ โค้ชแบนและทีมงานต้องรีบปรับกลยุทธ์ให้ทัน หากหวังจะไปต่อในรายการนี้ แฟนบอลทรู แบงค็อก อย่าท้อใจนะครับ ยังมีโอกาสพลิกเกมได้ ลองติดตามและเชียร์ทีมต่อไปในนัดหน้า!

ที่มา – ‘แข้งเทพ’ รั่วครึ่งหลัง ‘ยะโฮร์’ รัวยับ 4-0 ศึกอาเซียน

‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดีใจคนเปิดรับตัวตนมากขึ้น

หลังจากห่างหายจากหน้าจอไปสักพักใหญ่ ‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดีใจคนเปิดรับตัวตนมากขึ้น วีนแล้วยอดปังทุกคลิป ก็กลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนๆ พูดถึงกันเยอะมาก นักแสดงสาวชื่อนี้ที่หลายคนชื่นชอบ กลับมาในงานเปิดตัวซีรีส์เรื่อง THE WICKED GAME ด้วยรอยยิ้มสดใสและเรื่องราวน่ารักๆ จากชีวิตประจำวันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม

‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดีใจคนเปิดรับตัวตนมากขึ้น วีนแล้วยอดปังทุกคลิป

ในงานเปิดตัวซีรีส์ล่าสุด โม-มนชนก มหาสุวรรณชาต ได้มาเล่าถึงการกลับมาทำงานแสดงหลังจากที่หลายคนคิดว่าเธอหันไปเอาดีกับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok เต็มตัวแล้ว เธอหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า “ไม่ได้เล่นละครนาน แต่ก็ไม่นานขนาดนั้น ปีที่แล้วก็มีอยู่ค่ะ ก็ปีละเรื่องค่ะ (หัวเราะ) เรื่อง THE WICKED GAME โมชอบมาก คนจะถามโมเยอะทำไมถึงรับเล่น โมอ่านคาแรกเตอร์แล้วรู้สึกน่าสนใจสุดๆ มันซับซ้อน ต้องวางแผนเยอะ สรุปว่าเราดีหรือไม่ดีกันแน่ งงเลยค่ะ เล่นเองยังงง ทุกคนต้องไปดูทั้ง 10 ตอนนะคะ”

การกลับมาทำงานในวงการนี้สำหรับโมเหมือนเดิมทุกประการ ทีมงาน บรรยากาศกองถ่ายยังคงอบอุ่นและคุ้นเคย เธอย้ำว่าอยากเล่นบทที่ท้าทายและแตกต่าง เพราะด้วยวัยและประสบการณ์ที่สั่งสมมา มันยากที่จะเจอบทที่ ‘ใช่’ จริงๆ “อยากเล่นอะไรที่สนุก อย่างเรื่องนี้มีพี่ป๋อ ณัฐวุฒิ, ตงตง กฤษกร, ต้าห์อู๋ พิทยา, ออฟโรด กันตภณ มาร่วมแสดง มิกซ์กันสนุกมากในกอง เรื่องนี้ไบโพลาร์คือตงตงค่ะ เราเล่นเป็นคนดี ไม่ลาวงการ ยังรับงานหมดค่ะ แม้จะร้อนก็เถอะ” โมเล่าด้วยน้ำเสียงร่าเริง

โม มนชนก

ความรู้สึกดีใจที่คนเปิดรับตัวตนแท้ๆ บน TikTok

พูดถึง TikTok ที่เป็นกระแสหลักในชีวิตโมตอนนี้ เธอเผยว่าเริ่มทำเพราะอยากแชร์เรื่องราวชีวิตประจำวันแบบเป็นกันเอง “ติ๊กต๊อกทำเล่นๆ ค่ะ (หัวเราะ) อยากเล่า เหมือนเจออะไรแล้วอยากเล่าให้คนฟัง ตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนดู อยากลองดูว่าโลกติ๊กต๊อกเป็นยังไง ก็เลยเล่าเรื่องตัวเอง กลายเป็นว่าคนชอบดู ตลกดีค่ะ เราช็อตฟีลด้วย คนก็ชอบท้าทายระบบ เราก็เล่นด้วย มีเข้ามาทุกรูปแบบ แต่โมรู้สึกว่าจิตใจเราสำคัญที่สุด เราก็บล็อกถ้าจำเป็น เดี๋ยวนี้ติ๊กต๊อกเขาบล็อกคำหยาบคายเองแล้ว”

ล่าสุด โมโพสต์คลิปเล่าเรื่องสกินแคร์ที่ใช้ ก็มีแฟนๆ ถามเข้ามาเพียบ “เขาถามว่าเห็นชอบหลายตัว สรุปชอบตัวไหนกันแน่ โมบอกว่าคนเราชอบอะไรก็ได้ มีเป็นหมื่นเป็นแสน อยากชอบก็ชอบสิ แต่ตอบเป็นยิ้ม ตาแข็งไปนิด (หัวเราะ)” การเป็นตัวของตัวเองทำให้ทุกคนชอบ พี่ๆ นักข่าวที่รู้จักมานานยืนยันว่าโมเป็นแบบนี้มาตลอด แค่โลกโซเชียลแพร่หลายมากขึ้น “ดีใจมากที่คนชอบตัวตนเรา ขอบคุณติ๊กต๊อกค่ะ ไอเลิฟติ๊กต๊อก! เราไม่ได้สู้กลับ ไม่ท็อกซิก บล็อกเลย แนะนำนะคะ อะไรทำให้ท็อกซิกก็บล็อก ไม่ว่าคอมเมนต์ท้าทาย ถ้าด่าไม่สนุก แต่เชิงคำถามตอบได้ ถ้าโมเหงาก็ตอบ ถ้ายุ่งก็ไม่ มันแรมด้อมมาก บางอันไม่ตอบเพราะยุ่ง ถ้าชื่นชมก็กดไลก์ สรรเสริญชอบค่ะ นี่น่าจะทางเราแล้ว”

โม มนชนก TikTok

สำหรับเรื่องรีวิวสินค้า โมยืนกรานเรื่องความจริงใจ “คนติดต่อให้รีวิว โมบอกตรงๆ ว่าขอใช้ก่อน ไม่รับสคริปต์พูดตาม ไม่ได้ค่ะ ขอใช้แล้วฟีดแบ็กจริงๆ พูดตามที่ชอบ รีวิวจริงใจ มีลูกค้าแปลกๆ เยอะ แต่ไม่รับ (หัวเราะ) บางอย่างเกินไป พูดไม่ได้ ติดเราเอง บางอันไม่ไหว”

โมยังฝากคำแนะนำถึงทุกคนในโลกออนไลน์ “จริงๆ ใครก็ไม่รู้ อย่าให้ใครมาทำจิตใจดิ่ง โปรเทคตัวเองไว้ อย่าเล่นเกมกับเขา ถ้าอยากเล่นกับโม โมว่างค่อยเล่น (หัวเราะ) แต่อย่ามาเยอะ กลัว! บล็อกเป็นร้อย บางทีพูดไปเรื่อย ไม่คิดอะไร อันไหนโมโหคนดูเยอะ ไม่รู้อะไร กลายเป็นอัลกอริทึ่ม สวยหวานดู 500 แต่โมโหดูล้าน (หัวเราะ) จริงๆ ไม่ได้อยากโมโหทุกคลิปไง”

เคล็ดลับจัดการคอมเมนต์บนโซเชียลจากโม มนชนก

จากประสบการณ์ของโม เราสามารถสรุปเคล็ดลับในการรับมือกับโลกออนไลน์ได้ดังนี้:

  • เป็นตัวของตัวเอง: แชร์เรื่องราวจริงใจ ไม่ต้องฝืนเพื่อยอดวิว
  • บล็อกท็อกซิก: อย่าสู้กลับ ใช้ฟีเจอร์บล็อกเพื่อปกป้องจิตใจ
  • รีวิวจริงใจ: ใช้สินค้าจริงก่อน แล้วพูดตามความรู้สึก
  • เลือกตอบ: ถ้าว่างและสนุกค่อยตอบ คอมเมนต์บวกให้ไลก์ตอบแทน
  • โปรเทคตัวเอง: อย่าให้คนแปลกหน้าทำให้อารมณ์เสีย

การที่ ‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดีใจคนเปิดรับตัวตนมากขึ้น วีนแล้วยอดปังทุกคลิป สะท้อนถึงยุคสมัยที่ผู้คนชื่นชอบคอนเทนต์แท้จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์สวยงาม แต่เป็นบุคลิกที่เป็นธรรมชาติและน่าคบหา

สุดท้ายแล้ว การที่โมกล้าที่จะเป็นตัวเองในทุกคลิป ไม่ว่าจะหวานหรือวีน ก็ทำให้เธอได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ โลกโซเชียลในปัจจุบันต้องการคอนเทนต์ที่แท้จริงแบบนี้มากขึ้น หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างคอนเทนต์ ลองติดตาม ‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดูสิ แล้วอย่าลืมดูซีรีส์ THE WICKED GAME เพื่อเห็นฝีมือการแสดงของเธอด้วยนะ!

ที่มา – ‘โม มนชนก’ ลั่นรัก TikTok ดีใจคนเปิดรับตัวตนมากขึ้น วีนแล้วยอดปังทุกคลิป

‘ชัชชาติ’ ตรวจน้ำซึมขึ้นถนนจุด 2 ยันไม่เหมือนหลุมยักษ์

‘ชัชชาติ’ ตรวจน้ำซึมขึ้นถนนจุด 2 ยันไม่เหมือนหลุมยักษ์หน้ารพ.วชิระ

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 กันยายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่มีน้ำซึมขึ้นบนถนนสามเสนขาเข้า ใกล้โรงเรียนวัดจันทรสโมสร ร่วมกับ รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายสุเทพ เอื้อปกรณ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง หลังจากที่เจ้าหน้าที่การประปาได้ซ่อมแซมท่อเก่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานจากประชาชนเกี่ยวกับน้ำรั่วซึมบนถนน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับชาวกรุงเทพฯ หลังจากเหตุการณ์ธรณีสไลด์หรือหลุมยักษ์หน้าถนนสามเสนใกล้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลก่อนหน้านี้ ด่วน! ปิดถนนสามเสนหน้าบริษัทดัง หลังพบน้ำซึมขึ้นผิวถนนหวั่นซ้ำรอยธรณีสไลด์

‘ชัชชาติ’ ตรวจน้ำซึมขึ้นถนนจุด 2 ยันไม่ใช่กรณีรุนแรง

นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่า ‘ชัชชาติ’ ตรวจน้ำซึมขึ้นถนนจุด 2 แล้ว และจุดนี้แตกต่างจากจุดหน้าวชิรพยาบาลที่เป็นโพรงลึก 20-30 เมตร จุดนี้เป็นเพียงการทรุดตัวของชั้นบนถนน ซึ่งอาจเกิดจากช่องว่างระหว่างพื้นถนนกับชั้นดินด้านล่าง ส่งผลให้เกิดการยุบตัวเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่หลุมยักษ์ที่อันตราย

ชัชชาติตรวจน้ำซึม

ทั้งนี้ ทางกรุงเทพมหานครขอขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสเข้ามา ทำให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ทันท่วงที หลังจากนี้ สำนักโยธาจะนำเครื่องเรดาร์มาสำรวจโพรงใต้ผิวถนนทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณถนนสามเสนที่ใกล้แนวรถไฟฟ้า เพื่อซ่อมแซมให้เรียบร้อยและรับประกันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน

สาเหตุน้ำซึมและมาตรการแก้ไข

นายสุเทพ เอื้อปกรณ์ อธิบายว่าสาเหตุของน้ำซึมเกิดจากการปรับระบบสูบจ่ายน้ำ เนื่องจากบริเวณหน้าวชิรพยาบาลมีท่อขาด ทำให้ต้องเพิ่มแรงดันน้ำเพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอ ส่งผลให้จุดนี้มีน้ำเอ่อซึมขึ้นมา

จากการขุดตรวจสอบ ไม่พบโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ได้อุดหน้าจานท่อขนาด 15 เซนติเมตรที่ข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามแล้ว และท่อนี้เป็นท่อเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน ปัจจุบันปิดการจ่ายน้ำเรียบร้อย ทำให้ไม่มีน้ำซึมเพิ่มเติม

สุเทพอธิบายสาเหตุ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพฯ ซึ่งมีท่อประปาและถนนเก่าแก่จำนวนมาก กรุงเทพมหานครกำลังเร่งปรับปรุงระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างถนนสามเสน เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซาก

  • การตรวจสอบท่อประปาเก่าเพื่อลดความเสี่ยงน้ำรั่ว
  • การใช้เทคโนโลยีเรดาร์สำรวจใต้ดิน
  • การซ่อมแซมถนนอย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย
  • การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการตรวจสอบไปยังจุดอื่นๆ ที่อาจมีปัญหาคล้ายกัน เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่อย่างรวดเร็วของผู้ว่าราชการจังหวัดแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกและเพิ่มความเชื่อมั่นได้อย่างดี หากคุณพบปัญหาคล้ายกัน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 199 หรือแอปพลิเคชันของ กทม. เพื่อช่วยกันดูแลเมืองให้ดีขึ้น

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ตรวจน้ำซึมขึ้นถนนจุด 2 ยันไม่เหมือนหลุมยักษ์หน้ารพ.วชิระ