ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน

ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน

ในวันที่ 25 กันยายน 2568 บรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยเป็นไปอย่างคึกคัก โดยดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ตลอดทั้งวัน ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการตอบรับเชิงบวกจากมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอจากภาคตลาด นอกจากนี้ แรงซื้อในกลุ่มหุ้นน้ำมันและโรงกลั่นยังเป็นตัวหนุนสำคัญ ทำให้ดัชนี SET ปิดที่ 1,288.26 จุด เพิ่มขึ้น 9.85 จุด หรือ 0.77% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 35,348.54 ล้านบาท ส่วนตลาด MAI ปิดที่ 250.40 จุด เพิ่มขึ้น 2.52 จุด หรือ 1.02% มูลค่าการซื้อขาย 1,365.29 ล้านบาท

ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน: ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

การที่ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนสำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงขาลงมีจำกัด นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด วิเคราะห์ว่า นักลงทุนควรเน้นสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ค่อยๆ ฟื้นตัว แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อาจปรับลดเพื่อสนับสนุนการเติบโต และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ

จากปัจจัยเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญปรับเป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ไว้ที่ 1,350–1,400 จุด โดยแนะนำให้เข้าซื้อเมื่อดัชนีต่ำกว่า 1,200 จุด ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนระยะยาว การประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับตัวแทนตลาดทุนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความเชื่อมั่น แต่ยังส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม

หุ้นเด่นที่ได้รับแรงซื้อหลังดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด

ในวันดังกล่าว หุ้นที่มียอดซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:

  • ปตท.สผ: ปิดที่ 118.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัว
  • ปตท.: ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นในกลุ่มพลังงาน
  • ทรู: ปิดที่ 10.50 บาท ลดลง 0.20 บาท แม้จะติดลบแต่ยังคงมียอดซื้อขายสูง
  • ธ.กสิกรไทย: ปิดที่ 166.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หนุนจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นบวก
  • เดลต้า: ปิดที่ 165.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ได้ประโยชน์จากภาคอุตสาหกรรม

กลุ่มหุ้นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกระแสทุนที่ไหลเข้าสู่ภาคพลังงานและการเงิน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นักลงทุนควรติดตามข่าวสารจากรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อจับจังหวะการลงทุน

โดยรวมแล้ว การที่ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี หากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อเนื่อง คาดว่าดัชนีจะมีโอกาสทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นักลงทุนมือใหม่ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ ลองพิจารณาหุ้นในกลุ่มที่กล่าวถึง เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุน หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดตามบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อข้อมูลที่อัปเดต

ที่มา – ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.85 จุด เด้งรับนายกฯพบตลาดทุน

“JSP” เปิดโรดแมป 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำ‘Health Innovation Group’

“JSP” เปิดโรดแมป 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำ‘Health Innovation Group’

ในยุคที่สุขภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งขึ้น บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP กำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพ ด้วยการเปิดเผยโรดแมป 5 ปีที่น่าตื่นเต้น “JSP” เปิดโรดแมป 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำ‘Health Innovation Group’ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการธุรกิจในเครือให้ครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย พัฒนา ผลิต จนถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับมนุษย์ สัตว์ และพืช

“JSP” เปิดโรดแมป 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำ‘Health Innovation Group’

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JSP กล่าวว่า แผนโรดแมปนี้จะช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนผ่านบริษัทในเครือ 5 แห่งที่แต่ละแห่งมีจุดแข็งเฉพาะตัว ประการแรก คือ บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) (GWM) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำยาล้างไต (A-B Solution) การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยฟอกไต ล่าสุด GWM ประสบความสำเร็จเข้าตลาด LiVEx ด้วยชื่อหุ้น GMW25 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัว โดยตั้งเป้าเติบโตปีละ 10% ขึ้นไป ปัจจุบันมีลูกค้าคลินิกฟอกไต 150 สาขา จากทั้งหมด 1,300 สาขาในตลาด มาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 10% และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

บริษัทในเครือที่ขับเคลื่อนโรดแมป JSP

ต่อมา บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CDIP) มุ่งเน้นการรับจ้างวิจัยทางวิชาการ ทดสอบและวิเคราะห์ผลวิทยาศาสตร์ รวมถึงการจัดอบรมและให้คำปรึกษายื่นขอทุนวิจัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการ R&D สำหรับนวัตกรรมสุขภาพ

ส่วนบริษัท แคร์ซูติก จำกัด (CST) ทำหน้าที่เป็นอินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ มีศูนย์วิจัยและพัฒนา รับจ้างผลิต (OEM) เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งสำหรับคนและสัตว์ ช่วยให้ JSP สามารถครอบคลุมตลาดที่หลากหลาย

  • บริษัท วารี เมดิคอล จำกัด (WRM): ให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบน้ำบริสุทธิ์ (RO) ซึ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพ
  • บริษัท เมดิส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Medis): ผู้บุกเบิกตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงยา

จากภาพโรงงานลำพูนที่ทันสมัย JSP กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตนี้ โดยโรดแมป 5 ปีมุ่งสู่การเป็น Health Innovation Group ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือ R&D กลางน้ำคือการผลิต และปลายน้ำคือการสร้างแบรนด์ เช่น แบรนด์สุภาพโอสถที่กำลังได้รับความนิยม ปัจจุบันประสบความสำเร็จในผลิตภัณฑ์สำหรับคน และในอีก 5 ปี จะขยายสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงและพืช โดยตั้งเป้าเติบโต 10-20% ต่อปี ไม่รวมโอกาสเข้าตลาดหลักทรัพย์สำหรับบริษัทลูก

ปัจจัยหนุนการเติบโตของ JSP ในตลาด Wellness

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบในไทย รวมถึงนโยบายรัฐบาลใหม่ที่ส่งเสริม Wellness เป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว ไทยมีชื่อเสียงด้านการแพทย์ระดับโลก และข้อมูลจากภาคเอกชนระบุว่าตลาด Wellness เติบโตอันดับ 1 ของโลก ปี 2565-2566 ที่ 28.4% มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การผสานจุดเด่นนี้กับการท่องเที่ยวจะส่งผลดีต่อธุรกิจยา อาหารเสริม และสมุนไพรไทยโดยตรง

ด้วยศักยภาพเหล่านี้ JSP ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ แต่กำลังกลายเป็นผู้นำนวัตกรรมสุขภาพที่ตอบโจทย์อนาคต หากคุณสนใจลงทุนหรือติดตามความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้ อย่าลืมติดตาม JSP ต่อไป เพราะนี่คือโอกาสทองสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

ที่มา – “JSP” เปิดโรดแมป 5 ปี ขึ้นแท่นผู้นำ‘Health Innovation Group’

หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต

อุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นบนถนนมิตรภาพ เมื่อ หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้เห็นเหตุการณ์และครอบครัวของผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ถนนเส้นสำคัญที่เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคกลาง มักมีอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องจากสภาพถนนที่เป็นเนินเขาและปริมาณรถหนาแน่น

หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต: รายละเอียดเหตุการณ์

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร.ต.อ.ปรินทร ใหญ่จันทึก รองสารวัตรสอบสวน สภ.กลางดง ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก จึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิทวัส แสงสว่างสถิตย์ ผู้กำกับการ สภ.กลางดง เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง รถกู้ชีพโรงพยาบาลมวกเหล็ก และรถกู้ภัยกลางดง

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ทะเบียน 1 กฉ 2957 ราชบุรี ล้มคว่ำอยู่ข้างทาง สภาพรถหน้าพังยับ ล้อหน้าและไฟหน้าสมบูรณ์เสียหายทั้งหมด ผู้ขับขี่คือนายณรงค์ แซ่ลาย อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลมวกเหล็กทันที แต่โชคร้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่รถบรรทุกยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 74-3567 ชลบุรี จอดนิ่งอยู่ใกล้เคียง นายธวัช กุ่มประสิทธิ์ ผู้ขับขี่รถบรรทุก ได้แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่

พยานหลักฐานจากผู้ขับขี่รถบรรทุกในเหตุ หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายธวัชให้การว่า ขณะที่กำลังขับรถบรรทุกขึ้นเนินกลางดง ซึ่งเป็นจุดที่มีความลาดชันและมองเห็นวิวสวยงามแต่ก็อันตราย ได้รู้สึกว่ามีแรงกระแทกจากด้านหลัง จึงรีบจอดรถและลงมาดู พบว่ารถจักรยานยนต์ของนายณรงค์ล้มคว่ำและผู้ขับขี่บาดเจ็บหนัก จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทันที

ร.ต.อ.ปรินทร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่จะสอบสวนเพิ่มเติมทั้งพยานที่เห็นเหตุการณ์และผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุนี้ อาจเกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง การไม่รักษาระยะห่างที่เหมาะสม หรือสภาพถนนที่ลื่นจากฝนตกก่อนหน้านี้

สาเหตุที่อาจนำไปสู่เหตุ หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต

อุบัติเหตุบนเนินกลางดงไม่ใช่ครั้งแรก ถนนมิตรภาพเป็นเส้นทางที่มีเนินเขาเยอะ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอปากช่อง ซึ่งหลายครั้งผู้ขับขี่จักรยานยนต์มักประสบปัญหาจากแรงเหวี่ยงของรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุกที่บรรทุกของหนักมักมีจุดบอดด้านหลัง ทำให้ยากต่อการมองเห็นยานพาหนะที่ตามมา นอกจากนี้ ความเร็วที่สูงเกินกำหนดและการไม่สวมหมวกกันน็อกอย่างถูกต้อง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง

  • ปัจจัยเสี่ยงหลัก: ความลาดชันของเนินเขา ทำให้รถจักรยานยนต์ควบคุมยาก
  • พฤติกรรมผู้ขับขี่: ขับใกล้ชิดรถบรรทุกมากเกินไป โดยเฉพาะบนทางลาดชัน
  • สภาพรถ: รถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้รับการตรวจสภาพอาจมีเบรกหรือยางที่เสื่อมสภาพ
  • สภาพอากาศ: ถนนเปียกชื้นจากฝน ส่งผลให้เสียการทรงตัว

สถิติจากกรมทางหลวงเผยว่า อุบัติเหตุจักรยานยนต์ชนรถบรรทุกบนถนนมิตรภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มักขับขี่ด้วยความมั่นใจเกินไป

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้: การป้องกันอุบัติเหตุบนเนินกลางดง

เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบ หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต ในอนาคต ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ควรรักษาระยะห่างจากรถบรรทุกอย่างน้อย 50 เมตรบนทางลาดชัน สวมหมวกกันน็อกมาตรฐาน และตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง สำหรับผู้ขับรถบรรทุก ควรใช้กระจกมองหลังบ่อยๆ และจอดพักรถในจุดที่ปลอดภัย หากคุณกำลังวางแผนเดินทางผ่านถนนมิตรภาพ ลองเช็คสภาพอากาศและหลีกเลี่ยงการขับตอนกลางคืน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตั้งป้ายเตือนเพิ่มเติมบริเวณเนินกลางดง และเพิ่มการลาดตระเวนเพื่อควบคุมความเร็ว สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนายณรงค์ และหวังว่าบทเรียนนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุได้ในอนาคต การขับขี่ปลอดภัยคือความรับผิดชอบของทุกคน หากคุณมีประสบการณ์อุบัติเหตุบนเส้นทางนี้ แชร์ในคอมเมนต์เพื่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ด้วยนะครับ

ที่มา – หนุ่มวัย 20 ขี่จยย.ขึ้นเนินกลางดง เสยท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต

รวบแล้ว1! ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม

คดีสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทย เมื่อแม่แท้ๆ บังคับลูกสาววัยเพียง 12 ปีให้ค้าประเวณี ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบผู้ต้องหาได้ 1 รายจากผู้ซื้อบริการทั้ง 7 คน หลังจากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ออกมาเรียกร้องให้เร่งรัดคดี ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม อย่างเป็นรูปธรรม โดยศาลได้ออกหมายจับผู้ซื้อบริการทั้งหมด 7 ราย ข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี

‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม: พัฒนาการล่าสุด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรภูกระดึง จังหวัดเลย ได้ขยายผลจากการสืบสวนคดีดังกล่าว โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 รายแล้ว ขณะที่อีก 6 รายยังคงหลบหนี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอย่างเร่งด่วน คดีนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีในพื้นที่จังหวัดเลย ว่ามีเด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกแม่ในวัย 31 ปี พาไปเร่ร่อนขายบริการทางเพศให้กับชายสูงวัยในชุมชน โดยครั้งละ 400-1,000 บาท เด็กหญิงคนนี้ไม่ได้เข้าเรียนหนังสือ ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยเลี้ยงน้องชายวัย 2 ขวบ สถานการณ์น่าเวทนาและสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

การลงพื้นที่ตรวจสอบและการให้การของเด็ก

หลังได้รับแจ้ง นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานงานทันทีกับ พล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย, พ.ต.อ.ณัทญา ทองจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรภูกระดึง และนางรัตนมณี ฮวดเส็ง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 16 กันยายน 2568 จากการสอบสวนร่วมกับทีมสหวิชาชีพเมื่อวันที่ 19 กันยายน เด็กหญิงให้การยืนยันชัดเจนว่า ถูกแม่พาไปส่งให้กับลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ โดยแม่จะได้รับเงินจากผู้ซื้อบริการทุกครั้ง

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมตัวผู้เป็นแม่ได้ในที่สุด ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาค้ามนุษย์และเป็นธุระในการจัดหา ผู้เป็นแม่ให้การรับสารภาพว่า ทำไปเพราะขาดเงินใช้จ่ายในครอบครัว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การกระทำดังกล่าวถือเป็นความรุนแรงต่อเด็กที่ร้ายแรงที่สุด

คดี ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม นี้ สะท้อนปัญหาสังคมที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบเด็กที่อ่อนแอ ในประเทศไทย ปัญหานี้ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจ มูลนิธิปวีณาได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ตกเป็นเหยื่อ โดยในปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้รับแจ้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์กว่า 1,000 ราย

บทบาทของมูลนิธิปวีณาในการต่อสู้กับคดีแม่บังคับลูกค้ากาม

นางปวีณา หงสกุล ถือเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กและสตรีมาอย่างยาวนาน ในการจัดการกับคดี ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม เธอได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยเน้นย้ำว่าการปกป้องเด็กต้องมาก่อนเสมอ นอกจากนี้ มูลนิธิยังให้การช่วยเหลือเด็กหญิงในคดีนี้ โดยนำตัวเด็กไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่ปลอดภัย และช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อให้เด็กมีอนาคตที่ดีขึ้น

  • การแจ้งเบาะแส: พลเมืองดีมีบทบาทสำคัญในการแจ้งข้อมูลให้มูลนิธิ
  • การประสานงาน: ร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานสังคมเพื่อลงพื้นที่
  • การสอบสวน: ใช้ทีมสหวิชาชีพเพื่อให้การที่ถูกต้องจากเด็ก
  • การดำเนินคดี: ขอหมายจับและจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมด

ปัญหาการบังคับเด็กค้าประเวณี ไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง เด็กที่ตกเป็นเหยื่อมักมีปัญหาการเรียนรู้และการปรับตัวในสังคม หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และหน่วยงานรัฐ สามารถนำไปสู่การยุติความร้ายแรงได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดี ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ชุมชน หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจเป็นการเอารัดเอาเปรียบเด็ก โปรดแจ้งเบาะแสทันทีไปยังมูลนิธิปวีณาหรือตำรวจใกล้บ้าน เพื่อช่วยปกป้องเด็กทุกคนให้มีชีวิตที่ปลอดภัย

ที่มา – รวบแล้ว1! ‘ปวีณา’ จี้คดีแม่บังคับลูกวัย 12 ค้ากาม ออกหมายจับ 7 ผู้ซื้อบริการ

บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm 25-27 ก.ย.

บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm สุดพิเศษ!

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงกิจกรรมดีๆ ที่ทั้งช่วยเหลือสังคมและได้ของอร่อยติดมือกลับบ้านกันนะคะ หัวข้อที่เราจะคุยกันคือ บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในช่วง 25-27 กันยายน 2568 นี้เอง กิจกรรมนี้จัดโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อส่งเสริมการบริจาคเลือดและชูแนวคิด “นวัตกรรมอาหารเป็นยา” ใครที่กำลังมองหากิจกรรมที่ได้บุญ ได้สุขภาพดี และยังได้ลิ้มรสเมนูเด็ดๆ จากตับหมูชีวาและตับไก่เบญจา อย่าพลาดเลยนะคะ

บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm เกิดจากอะไร?

กิจกรรม บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm นี้ เริ่มต้นจากนโยบายของ CPF ที่ต้องการโปรโมทผลิตภัณฑ์ U Farm ซึ่งเป็นอาหารปลอดสาร ปลอดภัย 100% ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่เลี้ยงจนเก็บเกี่ยว ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีสารตกค้างแม้แต่ในตับเลยค่ะ มีการรับรองจากสถาบัน SGS และเลี้ยงด้วยซุปเปอร์ฟู้ดส์ จนมีโอเมก้า 3 สูงกว่าเนื้อไก่หรือหมูทั่วไป ช่วยบำรุงสมองและหัวใจ เหมาะสำหรับทุกวัยจริงๆ นะคะ

ในงานนี้ จะแจกข้าวกล่องสุดพิเศษ 2 เมนูเด็ด คือ ผัดพริกแกงและทอดกระเทียม ปรุงด้วยตับหมูชีวาและตับไก่เบญจา จาก U Farm จำนวน 2,000 กล่องเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่มาบริจาคเลือดในช่วงเวลา 09:00 – 14:00 น. ของแต่ละวัน ระหว่าง 25-27 กันยายน 2568 ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เลือดที่บริจาคจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไป เป็นการทำบุญที่ยั่งยืนมากๆ ค่ะ

กิจกรรมบริจาคเลือด

เมนูเด็ดจากตับหมูชีวาและไก่เบญจา

มาพูดถึงเมนูกันบ้างค่ะ ข้าวกล่องที่แจกในกิจกรรม บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm นั้น ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจาก U Farm โดยเฉพาะตับหมูชีวาและตับไก่เบญจา ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางขายในเดือนกันยายนนี้ ตับเหล่านี้ богатธาตุเหล็กและวิตามินสูง ช่วยบำรุงเลือดและสุขภาพโดยตรง เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งบริจาคเลือด เพราะช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีเลยนะคะ

นอกจากนี้ U Farm ยังเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับตราอาหารรักษ์หัวใจ และไก่เบญจาได้รับรางวัล Superior Taste Award จาก International Taste Institute ถึง 3 ปีซ้อน เป็นไก่สดรางวัลแรกในอาเซียนด้วย หมูชีวา ไก่เบญจา และไข่ไก่เบญจา ล้วนพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ปลอดภัย สุขภาพดีแบบนี้ ใครๆ ก็อยากลองใช่มั้ยคะ

  • ผัดพริกแกงตับหมูชีวา: รสชาติเผ็ดร้อน หอมเครื่องแกง เนื้อตับนุ่ม ไม่คาวเลย
  • ทอดกระเทียมตับไก่เบญจา: กรอบนอกนุ่มใน กลิ่นกระเทียมหอมกรุ่น กินคู่ข้าวสวยอร่อยสุดๆ
  • ทั้งสองเมนูใช้ส่วนผสมจากฟาร์มออร์แกนิก รับประกันคุณค่าทางโภชนาการ
ข้าวกล่อง U Farm

ในงานยังมีเซเลบชื่อดังมาร่วมด้วย เช่น แอน ทองประสม และหมอแล็บแพนด้า (ภาคภูมิ เดชหัสดิน) พร้อมพนักงาน CPF และผู้บริหารอย่างนางศุภรา ศรีบูรณ์ และจากสภากาชาดอย่างนางจิราพร ศรีสอ้าน บรรยากาศคึกคัก สนุกสนานแน่นอนค่ะ กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณโลหิตสำรอง แต่ยังสร้างความตระหนักเรื่องอาหารสุขภาพด้วย

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ส่วนตัวคิดว่ากิจกรรมแบบนี้เจ๋งมาก เพราะการบริจาคเลือดเป็นการช่วยชีวิตคนอื่นๆ ได้จริงๆ และยังได้ข้าวกล่องอร่อยๆ ที่ดีต่อสุขภาพกลับไปกินที่บ้านอีก ประโยชน์雙方面เลยนะคะ สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ อย่าลืมเตรียมตัวไปร่วม บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง U Farm นะคะ ตรวจสุขภาพฟรี ทำบุญ และกินของดีๆ ไปพร้อมกัน ลองไปดูสักครั้ง รับรองติดใจ!

หากคุณกำลังมองหาโอกาสทำดีในช่วงสุดสัปดาห์นี้ อย่ารอช้า รีบไปบริจาคเลือดที่สภากาชาด แล้วรับข้าวกล่องสุดพิเศษจาก U Farm กลับบ้านได้เลยค่ะ สุขภาพดีทั้งผู้ให้และผู้รับนะคะ

ที่มา – บริจาคเลือดสภากาชาด รับข้าวกล่อง 2 เมนูเด็ดจากตับหมูชีวา-ไก่เบญจา ‘U Farm’ 25-27 ก.ย. 68

โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว

ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว ได้กลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เกี่ยวกับการขยายชุมชนของชาวกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว อย่างไร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอกวินธัย สุวารี ในฐานะโฆษกกองทัพบก ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องและแก้ไขความเข้าใจผิดจากแถลงการณ์ของกัมพูชา โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว โดยเริ่มต้นย้ำว่ากระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ให้ข้อมูลอย่างชัดเจนแล้ว ต่อคำกล่าวอ้างที่บิดเบือนในหลายประการ

พลเอกวินธัยได้ชี้แจงประเด็นสำคัญหลายข้อ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมไทย ประเด็นแรก เกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่าประเทศไทยไม่สามารถอ้างสิทธิอธิปไตยหรือใช้กฎหมายภายในกับชุมชนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดน โฆษกทบ. ชี้แจงว่าการบังคับใช้กฎหมายไทยนั้นมุ่งเป้าไปที่พลเมืองกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักอธิปไตยของรัฐและกฎหมายสากล ไม่ใช่การอ้างสิทธิ์อย่างที่ถูกบิดเบือน ไทยได้ประท้วงผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายครั้ง ดังนั้น การดำเนินคดีจึงถูกต้องสมบูรณ์

รายละเอียดการชี้แจงประเด็นยั่วยุและการหยุดยิง

ประเด็นที่สอง ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิง แต่โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว ว่าไทยปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ในขณะที่กัมพูชากลับปลุกปั่นประชาชนให้ประท้วง ซึ่งเป็นการยั่วยุและละเมิดกฎหมายไทย ชาวกัมพูชาเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา ก่อนการลงนาม MOU ปี 2000 ที่ตกลงคงสถานะเดิมไว้ แต่จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ พบการสร้างชุมชนรุกล้ำไทยอย่างชัดเจน ไทยประท้วงต่อเนื่อง แต่กัมพูชาไม่แก้ไขและยังขยายพื้นที่

ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับการประท้วงของชาวกัมพูชาว่าเป็นการตอบโต้การละเมิดทรัพย์สิน โฆษกชี้แจงว่ามูลเหตุเกิดจากการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชาเอง ไทยประท้วงแต่ไม่ได้รับการแก้ไข การประท้วงที่ใช้สิ่งเทียมอาวุธนั้น มีเจ้าหน้าที่กัมพูชาสนับสนุน เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องควบคุมสถานการณ์เพื่อความสงบตามหลักสากล

สำหรับประเด็นที่สี่ ฝ่ายกัมพูชาชี้ว่าแผนที่ไทยบิดเบือนเส้นเขตแดน โฆษกทบ. ชี้แจงว่าภาพอินโฟกราฟิกดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองเพื่อความเข้าใจของประชาชน ไม่ใช่แผนที่ทางการ การเจรจาเขตแดนอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และหลักฐานชี้ชัดถึงการรุกล้ำของกัมพูชา

ประเด็นที่ห้า เรียกร้องให้ใช้ JBC แก้ปัญหาแทนการใช้กฎหมายไทย โฆษกย้ำว่าพื้นที่นี้เป็นเขตไทยชัดเจน ไม่ใช่พื้นที่พิพาทตาม MOU 2000 ไทยปฏิบัติตามกลไก JBC มาโดยตลอด

ประเด็นที่หก กัมพูชาอ้างยื่นคำร้องให้ไทยแก้ไขการละเมิด แต่โฆษกทบ. ชี้แจงว่าฝ่ายไทยไม่เคยรุกล้ำ กลับถูกกัมพูชาละเมิดต่อเนื่อง ไทยประท้วงกว่า 500 ครั้งใน 20 ปี แต่กัมพูชาเพิกเฉย

ส่วนประเด็นความเร่งด่วนในการปักปันเขตแดน โฆษกชี้ว่าการรุกล้ำของกัมพูชาเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการ JBC แสดงถึงความไม่จริงใจ

ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับการหยุดยิงตามการประชุม JBC วันที่ 7 สิงหาคมและ 10 กันยายน 2568 โฆษกทบ. ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนสระแก้ว ว่ากัมพูชาขัดแย้งกับหลักฐาน เช่น การวางทุ่นระเบิด การเคลื่อนไพล่กำลัง และใช้โดรนสอดแนม รวมถึงสนับสนุนการชุมนุมที่ก้าวร้าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไทยบาดเจ็บ ไทยยึดมั่นหยุดยิงด้วยความอดทน การปฏิบัติทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเองและรักษาอธิปไตย ไทยหวังว่ากัมพูชาจะจริงใจเช่นกัน

การชี้แจงครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนไทยเข้าใจสถานการณ์ชายแดนอย่างถูกต้อง ไทยยึดมั่นในสันติภาพและการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี

ในฐานะนักสังเกตการณ์ ปัญหาชายแดนนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเจรจาที่โปร่งใส หากทั้งสองฝ่ายยึดหลักสากล ก็น่าจะนำไปสู่การแก้ไขที่ยั่งยืนได้

ติดตามข่าวสารชายแดนและการต่างประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – โฆษกทบ. ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กรณีข้อพิพาทชายแดน จ.สระแก้ว

เช็กเลย! ‘รพ.วชิรพยาบาล’ หากจำเป็นต้องไปจะเดินทางยังไงดี?

ในช่วงที่เกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าวชิรพยาบาล บนถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ทำให้กลายเป็นหลุมยักษ์และต้องปิดการจราจร ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหรือพื้นที่ใกล้เคียง หากคุณมีความจำเป็นต้องไปรพ.วชิรพยาบาล จะเดินทางยังไงดี? วันนี้เรามีคำแนะนำแบบละเอียด เพื่อช่วยให้คุณเดินทางได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น โดยจะครอบคลุมวิธีการเดินทางหลักๆ เช่น รถเมล์ รถแท็กซี่ และทางเรือ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและแนวทางหลีกเลี่ยงจุดปิดจราจร

เช็กเลย! ‘รพ.วชิรพยาบาล’ หากจำเป็นต้องไปจะเดินทางยังไงดี?

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันที่ถนนหน้าหลักของโรงพยาบาลถูกปิด เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้เส้นทางควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือแอปพลิเคชันนำทางอย่าง Google Maps ที่อัปเดตสภาพจราจรแบบเรียลไทม์ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเครียดและเวลาในการเดินทางได้มาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องการความรวดเร็ว

วิธีที่ 1: เดินทางด้วยรถเมล์ สะดวกและประหยัด

รถเมล์ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการเดินทางไปรพ.วชิรพยาบาล โดยเฉพาะในช่วงที่รถติดหนึบ สายรถเมล์ที่ผ่านหรือใกล้โรงพยาบาลมีหลายสาย เช่น สาย 3, 16, 49 จากหมอชิต ซึ่งสามารถลงที่ป้ายหน้าคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลได้ หากมาจากสายใต้ สามารถใช้สาย 28 หรือปอ.515 โดยขึ้นที่ป้ายตรงข้ามสถานี แล้วลงที่สะพานกรุงธน (ซังฮี้) เพื่ออ้อมเข้ามาทางซอยข้าง นอกจากนี้ สายอื่นๆ ที่วิ่งใกล้เคียง เช่น 30, 32, 33, 65, 505 ก็เป็นทางเลือกที่ดี

เคล็ดลับสำคัญคือ ลงรถที่ “ป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดบนถนนที่ไม่ได้ปิด” เช่น ป้ายบริเวณถนนสุโขทัย หรือถนนราชวิถี ควรสอบถามพนักงานขับรถเมล์ในวันเดินทางเพื่อยืนยันเส้นทาง หลังจากลงรถ แนะนำให้ต่อด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะสามารถใช้ซอยลัดและหลีกเลี่ยงจุดปิดจราจรได้ง่ายที่สุด วิธีนี้ไม่เพียงประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยลดเวลาการเดินทางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน

วิธีที่ 2: รถแท็กซี่ ตัวเลือกที่ยืดหยุ่น

สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น รถแท็กซี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสม แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่สามารถพาคุณเข้าใกล้ “ด้านหลังหรือซอยข้างโรงพยาบาล” ได้ โดยแจ้งคนขับให้ไปทางเข้าที่ไม่ถูกปิด เช่น บริเวณสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ทางฝั่งซังฮี้ ทางซอยข้าง หรือถนนรอง หากไม่สามารถเข้าถึงประตูหลักได้ ให้ลงที่ถนนสุโขทัย (ซอย 13) หรือถนนราชวิถี แล้วต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือเดินเท้า หากระยะทางไม่ไกล

ข้อควรระวังคือ หลีกเลี่ยงการจ้างแท็กซี่ที่พยายามหลีกเลี่ยงมิเตอร์ เพราะอาจทำให้ค่าโดยสารแพงเกินจริง แนะนำให้ใช้แอปเรียกรถอย่าง Grab หรือ Bolt เพื่อความโปร่งใสและติดตามเส้นทางได้ง่าย การเดินทางด้วยแท็กซี่ในช่วงนี้ช่วยให้คุณพักผ่อนได้มากกว่า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรถหลายต่อ

วิธีที่ 3: ทางเรือ สดชื่นและหลีกเลี่ยงรถติด

หนึ่งในวิธีที่แปลกใหม่และน่าสนใจคือการเดินทางด้วยเรือ ซึ่งเป็นทางเลือกที่หลายคนมองข้าม แต่ในสถานการณ์ถนนปิดแบบนี้ ทางเรือกลับกลายเป็นทางลัดที่ยอดเยี่ยม จุดท่าเรือที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน ได้แก่ เรือไทยสมายล์โบ้ท (เรือไฟฟ้า) ที่เพิ่มจุดจอดท่า ม.นวมินทราธิราช ซึ่งอยู่ด้านหลังวชิรพยาบาล ระหว่างท่าพายัพและท่าเทเวศร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางเข้า-ออกโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เรือด่วนธงส้ม ได้ประกาศเข้าจอดรับ-ส่งที่ท่า ม.นวมินทราธิราช (วชิรพยาบาล) สำหรับขาขึ้น (จากฝั่งวัดราชสิงขรไปนนทบุรี) เป็นการเฉพาะกิจในช่วงนี้ และยังมีเส้นทางเรือฟรีหรือบริการพิเศษจากท่าพายัพไปท่า ม.นวมินทราธิราช แล้วไปท่าเทเวศร์ ระหว่างเวลา 07:00-19:00 หากเลือกลงที่ท่านี้ จุดนี้ใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด สามารถเดินเข้าได้ใน 5-10 นาที หรือใช้วินมอเตอร์ไซค์และรถสองแถวเล็กเพื่อต่อเข้าไป

การเดินทางทางเรือไม่เพียงช่วยหลีกเลี่ยงรถติดบนบก แต่ยังให้ประสบการณ์สดชื่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่ออีกต่อไป โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อาศัยใกล้ท่าเรือหลักๆ ในกรุงเทพฯ

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน เช็กเลย! ‘รพ.วชิรพยาบาล’ หากจำเป็นต้องไปจะเดินทางยังไงดี? คือคำถามที่หลายคนกำลังหาคำตอบ และจากข้อมูลข้างต้น คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ที่ประหยัด รถแท็กซี่ที่สะดวก หรือเรือที่แปลกใหม่ สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวล่วงหน้าและติดตามข่าวสารอัปเดต เพื่อให้การเดินทางราบรื่นที่สุด

หากคุณมีประสบการณ์เดินทางในช่วงนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยนะครับ หรือหากกำลังวางแผนไปรพ.วชิรพยาบาล แนะนำให้โทรสอบถามโรงพยาบาลโดยตรงที่เบอร์ 02-570-9999 เพื่อข้อมูลทางเข้าปัจจุบัน

ที่มา – เช็กเลย! ‘รพ.วชิรพยาบาล’ หากจำเป็นต้องไปจะเดินทางยังไงดี?

เยือนวิถีทำปราสาทผึ้ง ก่อนงานแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร 2568

สกลนครกำลังคึกคักด้วยบรรยากาศแห่งวัฒนธรรมและประเพณีโบราณที่งดงาม ผู้สนใจท่องเที่ยวไม่ควรพลาดโอกาสได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านในกิจกรรม “เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง” ซึ่งจัดขึ้นก่อนงานใหญ่ประจำปี นั่นคือ งานแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร 2568 กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์ปราสาทผึ้งอันเป็นมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน

เยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา เทศบาลนครสกลนครได้นำคณะสำนักศึกษาและสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดทำปราสาทผึ้งทั้งแบบโบราณและประยุกต์ ณ คุ้มวัดสำคัญ 5 แห่งในอำเภอเมืองสกลนคร ได้แก่ วัดศรีสุมังคล์, วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร, วัดกกส้มโฮง (สุวรรณนิลจินดาราม), วัดนาเวง (วัดป่าสันติธรรม) และวัดสะพานศรี แต่ละแห่งต่างเร่งมือสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่วิจิตรบรรจง สะท้อนเอกลักษณ์ชุมชน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงกิจกรรมเยือนวิถีชนคนทำปราสาทผึ้ง ระหว่างวันที่ 15-30 กันยายน 2568

นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ได้เรียนรู้ขั้นตอนการปั้นปราสาทผึ้งตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการตกแต่งที่ประณีต ชาวบ้านในชุมชนเหล่านี้รวมพลังกันอย่างเหนียวแน่น แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความภาคภูมิใจในมรดกของบรรพบุรุษ ปราสาทผึ้งไม่ใช่แค่โครงสร้างจากโคลนและฟางธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการเฉลิมฉลองสิ้นฝนออกพรรษา

ประวัติและความสำคัญของปราสาทผึ้งสกลนคร

ประเพณีปราสาทผึ้งของสกลนครมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอีสาน โดยเชื่อมโยงกับเทศกาลออกพรรษา ชาวบ้านจะสร้างปราสาทจำลองเป็นเสมือนพระวิหาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและอธิษฐานขอให้พืชผลงอกงาม ในปี 2568 นี้ งานแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร 2568 จะยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยการร่วมมือระหว่างจังหวัดสกลนคร คณะสงฆ์ เทศบาลนคร อบจ. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน-ประชาชน

ภาพปราสาทผึ้งสกลนคร

งานหลักจะจัดระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัด ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สระพังทอง) และวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่:

  • 2 ตุลาคม 2568: พิธีรำเปิดเมืองสู่ขวัญตุ้มโฮม โดยนางรำกว่า 10,000 คน ณ ประตูเมืองสกลนคร และพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน ร.5
  • 4-5 ตุลาคม 2568: การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน ณ หนองหาร (สระพังทอง)
  • 5 ตุลาคม 2568: การประกวดธิดาปราสาทผึ้ง ณ ลาน ร.5
  • 6 ตุลาคม 2568: ขบวนแห่ปราสาทผึ้ง แสง สี เสียง ตระการตา จากสี่แยกหอนาฬิกาไปยังวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
  • 7 ตุลาคม 2568: พิธีทำบุญตักบาตรออกพรรษา และมอบรางวัลการประกวดปราสาทผึ้ง ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

ปีนี้ขบวนแห่จะมีมากกว่า 10 ขบวน อลังการด้วยขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทาน ขบวนรำจากชมรมคนรักษ์พระธาตุเชิงชุม ศิลปวัฒนธรรมจากอำเภอต่างๆ และปราสาทผึ้งจากคุ้มวัดที่สร้างอย่างประณีต นอกจากนี้ ยังมี “ปราสาทผึ้ง เบิ่งได้ตลอดเดือน” ระหว่าง 8-31 ตุลาคม 2568 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมและวัดชุมชนใกล้เคียง ให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมแบบต่อเนื่อง

ประเพณีนี้ไม่เพียงรักษาเอกลักษณ์อีสานไว้ แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง การเดินทางไปสกลนครในช่วงนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสเสน่ห์ที่ยากจะลืม

อย่าพลาดโอกาสนี้! วางแผนทริปไปเยือน งานแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร 2568 แล้วคุณจะได้เห็นความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่ยังคงเบ่งบาน

ที่มา – เชิญชวนนักท่องเที่ยวเยือนวิถีชน คนทำปราสาทผึ้ง สัมผัสมนต์เสน่ห์ ก่อนงานแห่ปราสาทผึ้งสกลนคร 2568

AGRI PLUS EXPO 2025: ขยายตลาดเกษตรนวัตกรรมไทย

กรมการค้าต่างประเทศ หรือ คต. ได้เปิดตัวมหกรรมสินค้าเกษตรนวัตกรรม AGRI PLUS EXPO 2025 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อมุ่งขยายตลาดและต่อยอดนวัตกรรมเกษตรไทย สู่เวทีโลก โดยมีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้ งานนี้รวบรวมผลงานเด่นจากผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจากประกวด Agri Plus Award และสินค้าที่มีศักยภาพสูงในการแข่งขันระดับสากล

AGRI PLUS EXPO 2025 มุ่งเชื่อมโยงเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

แนวคิดหลักของ AGRI PLUS EXPO 2025 คือ “Thai Agri Connect: Innovating for a Sustainable World” ซึ่งแปลความหมายได้ว่า นวัตกรรมสินค้าเกษตรไทย เชื่อมโยงไทยสู่โลก สู่อนาคตที่ยั่งยืน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 กันยายน 2568 ณ ฮอลล์ 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถไปร่วมงานเพื่อพบกับสินค้าเกษตรนวัตกรรมกว่า 150 รายการ ที่ครอบคลุมทั้งอาหารและไลฟ์สไตล์ โดยสินค้าเหล่านี้ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สินค้าเด่นใน AGRI PLUS EXPO 2025

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือสินค้าที่นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ชีสวีแกนจากข้าวและน้ำมันมะพร้าว ข้าวไร้แป้งที่เหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก วุ้นเส้นจากน้ำมะพร้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เม็ดฟู่สมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพ ชีสจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผงผำ 100% สำหรับอาหารเสริม ผง Bio-silica จากแกลบข้าว สเปรย์ขะจาวสำหรับดูแลผิวสัตว์เลี้ยง เจลจากลูกประคบสมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์จากแผ่นยางเคลือบฟางข้าว และทรายแมวกราฟีนที่เป็นทางเลือกยั่งยืน สินค้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีคุณภาพสูง แต่ยังผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลก ทำให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างมั่นใจ

นอกจากการจัดแสดงสินค้าแล้ว งาน AGRI PLUS EXPO 2025 ยังมีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นมากมาย เช่น การสาธิตเมนูอาหารชิคๆ จาก Celebrity Chef ที่ใช้สินค้าเกษตรนวัตกรรมเป็นวัตถุดิบหลัก ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นการนำเสนอเมนูที่ทั้งอร่อยและยั่งยืน เช่น สลัดชีสวีแกนหรือเครื่องดื่มสมุนไพรฟู่ นอกจากนี้ยังมีเวทีสัมมนาวิชาการที่ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น การยกระดับสินค้าด้วยมาตรฐาน Green Business การขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรยั่งยืน การพัฒนาธุรกิจให้ก้าวกระโดด การวางแผนธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

  • Agri Plus Clinic: ให้คำปรึกษาฟรีจากหน่วยงานชั้นนำ เช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา EXIM Bank และ SME D Bank
  • Business Matching: จับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ Buyers กว่า 50 คู่ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ร่วมกับพันธมิตรเอกชนอย่าง Makro, Lotus’s Tops, กลุ่ม BizClub
  • กิจกรรมเสริม: เวิร์กช็อปและนิทรรศการที่ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจ

งานนี้ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่กรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่เป็น “Gateway” เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การพัฒนานวัตกรรม ไปจนถึงการเจรจาธุรกิจ สินค้าที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่ได้รับรางวัลจาก Agri Plus Award ซึ่งจัดมาแล้ว 4 ครั้ง ถือเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพและศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย กรมตั้งเป้าหมายส่งเสริมมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรนวัตกรรมกว่า 500 ล้านบาทในปี 2568 แต่ที่สำคัญกว่าคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs

ในยุคที่โลกกำลังมุ่งสู่ความยั่งยืน AGRI PLUS EXPO 2025 ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่ผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก หากคุณเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือนักลงทุน สนับสนุนงานนี้เพื่อช่วยผลักดันเศรษฐกิจเกษตรไทยให้เติบโต

อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วม AGRI PLUS EXPO 2025 เพื่อค้นหาไอเดียใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ จองตั๋วหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ มาช่วยกันต่อยอดเกษตรนวัตกรรมไทยสู่อนาคตที่สดใสกันเถอะ!

ที่มา – “คต. เปิดมหกรรมสินค้าเกษตรนวัตกรรม AGRI PLUS EXPO 2025 มุ่งขยายตลาด ต่อยอดเกษตรนวัตกรรม ดัน SMEs ไทยสู่ตลาดโลก”

บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล

จังหวัดบึงกาฬได้จัดกิจกรรมจิตอาสาที่น่าประทับใจในชื่อ บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคมอีกด้วย

บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนายสุรเชษฐ์ ไขโพธิ์ นายอำเภอโซ่พิสัย หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย ที่มาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงพยาบาลโซ่พิสัย ตำบลโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ

ภาพกิจกรรมจิตอาสา

บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ทันสมัยและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น เช่น การก่อตั้งโรงพยาบาลและการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน

ความหมายของวันมหิดลและกิจกรรมจิตอาสา

วันมหิดลตรงกับวันที่ 24 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญที่ช่วยเตือนใจให้เรานึกถึงพระคุณของพระองค์ การจัดกิจกรรมจิตอาสาเช่นนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมแนวพระราชดำริ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งเน้นย้ำถึงการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ในจังหวัดบึงกาฬ กิจกรรมนี้ยังช่วยเชื่อมโยงชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างอำเภอโซ่พิสัย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาโรงพยาบาลท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพ

ภายในกิจกรรม มีการร่วมกันพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลโซ่พิสัย โดยผู้เข้าร่วมได้ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณต่างๆ ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม และปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้มาร่วม และการอบรมความรู้พื้นฐานด้านการปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของพระองค์ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของราษฎร

  • ทำความสะอาดและปรับปรุงพื้นที่โรงพยาบาล
  • ส่งเสริมจิตสำนึกการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • รำลึกถึงพระราชกรณียกิจด้านสาธารณสุข
  • สร้างสังคมที่น่าอยู่และมีสุขภาพดี

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้โรงพยาบาลโซ่พิสัยดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมการช่วยเหลือกันในชุมชนให้ยั่งยืน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคการศึกษา และประชาชน ทำให้กิจกรรมประสบความสำเร็จอย่างมาก ผู้เข้าร่วมหลายคนต่างบอกว่าการทำความดีในวันนี้ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจและมีพลังในการดำรงชีวิตต่อไป

ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหรือปัญหาสุขภาพจิต การจัดกิจกรรมจิตอาสาเช่น บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพชุมชน การบำเพ็ญประโยชน์เช่นนี้ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและเพิ่มความรู้รอบด้านให้กับประชาชน นอกจากจังหวัดบึงกาฬแล้ว จังหวัดอื่นๆ ก็ควรนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติ เพื่อให้ประเทศไทยมีสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอชวนทุกท่านมาร่วมกันทำความดีด้วยหัวใจ ในทุกๆ วัน ไม่จำเป็นต้องรอโอกาสพิเศษ เพราะการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ ลองเริ่มจากชุมชนของตัวเอง แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้น

ที่มา – บึงกาฬ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันมหิดล